ในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่มีชีวิตที่ผูกติดกับกิเลสเสมือนหนึ่งว่าเป็นสิ่งจำเป็นในการดำเนินชีวิต ซึ่งหารู้ไม่ว่ากิเลสทั้ง ๓ (โลภะ โทสะ และโมหะ) ที่สั่งสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในวิถีชีวิตนั้น เป็นกระบวนการทำลายภูมคุ้มกัน บั่นทอนคุณภาพจิตและชีวิตให้อ่อนแอลงไปเรื่อย ๆ อันจะพึงสังเกตได้จากข่าวสารต่าง ๆ ที่ปรากฏเมื่อมีเหตุปัจจัยมากระทบทำให้ไม่สมหวังดังปรารถนาที่ตั้งใจก็ทำร้ายทำลายชีวิตของตนเองลงไป
ถึงแม้ว่าเราไม่สามารถจะสลัดกิเลสให้ออกไปจากวิถีของชีวิตได้ แต่สิ่งสำคัญ ก็คือ ต้องรู้เท่าทันในกิเลสนั้นอย่างมีสติ ซึ่งกิเลสทั้ง ๓ (โลภะ โทสะ และโมหะ) มีลักษณะที่แตกต่างกัน กล่าวคือ
๑. ความโลภ (โลภะ) : ท่านว่า มีโทษน้อยแต่คลายช้า เป็นไปในลักษณะที่ว่าเมื่อความโลภก่อเกิดขึ้นมาในจิตใจโทษของมันจะมีไม่มากนัก ส่วนมากจะเกี่ยวเนื่องกับเรื่องทรัพย์สินและของมีค่าแต่ทว่าเมื่อความโลภเข้าครอบงำแล้วก็จะตั้งมั่นแน่วแน่อยู่นานในจิตใจกว่าที่ไฟ (โลภะ)จะดับไปได้ เช่น เมื่อมีความโลภอยากได้เงินทองหรือทรัพย์สินมาก ๆ หากแม้ได้มาสมใจปรารถนาแล้วก็พอใจในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ความต้องการก็จะทะยานต่อไปอีกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด...ดังคำที่ท่านว่า “ไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อหรือมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำฉันใด คนโลภนั้นไซร้ก็ไม่เคยอิ่มด้วยอามิสฉันนั้น”
๒. ความโกรธ (โทสะ) : ท่านว่า มีโทษมากแต่คลายเร็ว เป็นไปในลักษณะที่ว่าเมื่อโทสะก่อเกิดขึ้นมาในจิตใจโทษของมันจะมีมากมายทั้งเกี่ยวเนื่องจากเรื่องทรัพย์สินและของมีค่ารวมถึงชีวิต แต่ทว่าเมื่อโทสะเข้ามาครอบงำแล้วก็จะตั้งมั่นอยู่ได้ไม่นานนักก็จะดับไปจากจิตใจ เช่น เมื่อมีความโกรธหรืออาฆาตก็อาจจะทำให้ควบคุมสติและอารมณ์ของตนเองไม่ได้ทำให้เกิดการทำลายทรัพย์สินของมีค่าและร้ายแรงสุดอาจถึงกับชีวิตแต่พอได้ระบายออกแล้วอารมณ์ร้ายก็จะคลายลง ดังข่าวสารที่เห็นอยู่ทั่วไปในปัจจุบันนั้นเอง
๓. ความหลง (โมหะ) : ท่านว่า มีโทษมากและคลายช้า เป็นไปในลักษณะที่ว่าเมื่อโมหะก่อเกิดขึ้นมาในจิตใจ โทษของมันจะมีมากมายทั้งเกี่ยวเนื่องกับเรื่องทรัพย์สินและของมีค่ารวมถึงชีวิตและที่สำคัญโมหะนั้นเมื่อเข้ามาครอบงำนำทางแล้วก็จะตั้งมั่นอยู่นานกว่าที่จะดับไปจากจิตใจ เกี่ยวเนื่องจาก โมหะ (ความหลง) ถือเป็นเชื้อโดยตรงที่ส่งเสริมและเกื้อหนุนโลภะและโทสะนั่นเอง เช่น เมื่อมีความหลง (โมหะ) ที่เชื่อว่า บาป – บุญ คุณ – โทษ ไม่มีจริงก็จะยิ่งทำให้เกิดการกระทำที่ล่วงล้ำละเมิดศีลธรรมนำไปสู่ความสูญเสียทั้งทรัพย์สินและชีวิตที่เกิดจากการปล้น จี้ ฆ่า ข่มขืน เป็นต้น
โดยสรุป : โลภะ คือความชอบใจ ติดใจ อยากได้นี่ อยากได้นั่นเป็นรากฐานแห่งโทสะเป็นบ่อเกิดของโทสะ เช่น เกิดชอบใจอยากได้สิ่งใดก็ตามเมื่อไม่ได้ดังใจชอบก็เสียใจ น้อยใจ คือเกิดโทสะขึ้น หรือติดใจชอบใจในสิ่งใดอยู่สิ่งนั้นกลับมีอันเป็นให้พลัดพรากจาก สูญไป ก็เสียดาย เสียใจ กลุ้มใจ เหล่านี้เป็นต้น ดังนั้นถ้าไม่มีโลภะซึ่งเป็นต้นเหตุแล้วโทสะอันเป็นปลายเหตุก็ย่อมไม่มีเป็นธรรมดา ส่วนโมหะนั้นย่อมต้องเกิดพร้อมกับโลภะหรือโทสะโดยมีโลภะหรือโทสะเป็นตัวนำโมหะเป็นตัวสนับสนุน เมื่อไม่มีโลภะตัวนำแล้วโมหะตัวสนับสนุนก็มีไม่ได้ เพราะไม่มีสิ่งที่จะสนับสนุนเกื้อกูลซึ่งกันและกันนั่นเอง ตัวอย่างเช่น
สมมติ : มีเหตุคนร้ายเข้าไปขโมยของในโกดังสินค้า แต่ปรากฏว่ามีรปภ. มาเจอ รปภ.ก็เลยถูกฆ่าตาย กรณีดังกล่าวนี้สาเหตุการตายของรปภ.เกิดจากพลังมืดทางด้านโทสะ (ความโกรธ โมโห) ไม่ใช่พลังมืดทางด้านโลภะ (ความโลภ) กล่าวคือ คนร้ายที่มีเป้าประสงค์เข้าไปขโมยสินค้าในโกดังนั้น ถูกชักนำพาโดยพลังแห่งโลภะ เป็นไปในลักษณะของการอยากได้สิ่งของดังกล่าวมาเป็นของตนเองเพื่อนำไปขาย จึงใช้วิธีการที่ผิดคือ การแอบเข้าไปลักขโมยแต่บังเอิญว่าในขณะที่กำลังลงมือปฏิบัติการอยู่นั้น รปภ.ของโกดังสินค้ามาเห็นเข้าพอดี ซึ่งในสภาวการณ์นั้นคนร้ายมีทางเลือกคือ
๑. หนี : หากเลือกใช้วิธีนี้ นั่นย่อมแสดงถึงว่าในขณะที่รปภ. มาเจอนั้น คนร้ายดังกล่าวมีเฉพาะพลังอำนาจมืดโลภะปกคลุมจิตใจอยู่ จึงเลือกวิธีที่จะหนีเพื่อเอาตัวรอด แต่หากว่าในขณะที่หนีปรากฏว่ารปภ.เข้ามาขัดขวางการหลบหนี ทำให้ถูกคนร้ายฆ่าตาย นั่นย่อมแสดงว่า คนร้ายเกิดโทสะ (ความโกรธ โมโห) ผุดขึ้นมาแทรกกลางในระหว่างการหลบหนีเพราะถูกขัดขวางโดยรปภ. จึงทำให้ตัดสินใจทำร้ายทำลายชีวิตรปภ. โดยการถูกครอบงำนำทางด้วยอำนาจมืดแห่งโทสะ
๒. ลงมือฆ่ารปภ.ทันที : หากเลือกใช้วิธีนี้นั่นย่อมแสดงถึงว่าในขณะที่รปภ. มาเจอนั้น คนร้ายดังกล่าวนอกจากจะมีพลังอำนาจมืดโลภะที่มาปกคลุมจิตใจอยู่ก่อนแล้ว ยังมีอำนาจทมิฬผุดขึ้นมา ณ ขณะนั้นอีกก็คือโทสะ (ความโกรธ โมโห) ที่มีรปภ.มาเจอ ซึ่งถือได้ว่าเป็นตัวอุปสรรค ขัดขวางการปฏิบัติการ (ขโมย) จึงเกิดการทำร้ายทำลายชีวิตขึ้น เกี่ยวเนื่องจาก โกรธ โมโห รปภ.ที่มาขัดขวางความรื่นเริงบันเทิงใจในขณะที่กำลังขโมยสินค้าอยู่ ดังนั้น ในกรณีนี้ สาเหตุที่ทำให้ รปภ.เสียชีวิตจึงเป็นพลังอำนาจมืดทางด้านโทสะ (ความโกรธ โมโห) ไม่ใช่ พลังแห่งโลภะ (ความโลภ) อย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจ เกี่ยวเนื่องจากพลังอำนาจมืดแห่งโลภะไม่สามารถมีพลังมากพอที่จะทำให้เกิดการทำร้ายทำลายชีวิตกันได้ โลภะเป็นเพียงเหตุปัจจัยในการอยากได้ทรัพย์หรือสินค้าเท่านั้น ไม่ใช่ ความโลภอยากได้ชีวิต (ฆ่า) คนอื่น
โทสะ, โมหะ, โลภะ ==> ในวิถีชีวิต==> เป็นกระบวนการ==>ทำลายภูมคุ้มกัน บั่นทอนคุณภาพจิต...และชีวิตให้อ่อนแอ....ลง...ดังนั้น..โทสะ, โมหะ, โลภะ ==> จึงพยายามลด..เลิก (ได้จะดีกับตัวเรานะคะ)
ขอบคุณมาก สำหรับบทความดีดีนี้นะคะ