สถานีความคิด :
เธอคือเขา....เขาเป็นเธอ
(๑)
ช่วงที่ผมทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานครเมื่อหลายปีก่อน วันหนึ่งผมมีโอกาสเดินทางไปเก็บข้อมูลชุมชนแถวๆ สวนหลวง ร.9 พอเสร็จจากงานแล้ว ผมก็ถือโอกาสแวะเข้าไปหาเพื่อนเก่าสมัยเด็กที่ร้านขายอาหารและเครื่องดื่มแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ภายในสวนหลวง ร.9 ตามคำบอกเล่าของญาติของผมคนหนึ่งที่เธอเองก็ไปทำงานอยู่ที่ร้านแห่งนั้นด้วยเช่นกัน
“แหม! วันนี้ลมอะไรกันน่ะ พัดพาน้าเพลินมาถึงที่นี่ได้ค่ะ” แก้ว ซึ่งเป็นญาติคนหนึ่งของผมกล่าวทักทายขึ้น เมื่อเห็นผมเข้าไปภายในร้านแห่งนั้น
“พอดีน้ามาทำงานแถวๆ นี้น่ะแก้ว วันนี้งานเสร็จเร็ว น้าก็เลยแวะเข้ามาที่นี่ ตั้งใจว่าจะมาเยี่ยมเจ้าคำรณซะหน่อย เพราะนานเกือบ 30 ปีแล้วที่น้าไม่ได้เจอคำรณอีกเลย นับตั้งแต่เรียนจบชั้น ป.6 มา ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปอยู่คนละทิศคนละทาง น้าคิดถึงมัน มีคนบอกว่ามันอยู่ที่ร้านนี้ น้าก็เลยแวะเข้ามาเยี่ยมมันซะหน่อย” ผมบอกแก้ว
“เอ! ใครกันกันน่ะ ชื่อ...คำรณ คุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินนะค่ะ” แก้วทำท่าทางงงๆ และสงสัย ก่อนจะพูดต่อว่า “อ๋อ! คิดออกแล้วค่ะ น้าเพลินรอสักครู่นะค่ะ เดี๋ยวแก้วจะไปตามให้ค่ะ”
พูดจบแก้วก็เดินเข้าไปที่ห้องสำนักงานซึ่งอยู่ด้านหลังร้าน ปล่อยให้ผมนั่งจิบน้ำเย็นรออยู่ที่หน้าร้านตามลำพัง พร้อมทั้งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย โดยเฉพาะภาพอดีตที่เกี่ยวข้องกับ “คำรณ” เมื่อสมัยตอนที่พวกเรายังเป็นเด็กด้วยกัน
“สวัสดีค่ะ!” เสียงสตรีนางหนึ่งกล่าวทักทายผมขึ้น ในขณะที่ผมกำลังจ้องมองเธอด้วยความสงสัยและตกตะลึงจนแทบจะช็อค
“เพลิน! แกจำฉันไม่ได้เหรอ? ฉันนี่แหละคือ “คำรณ” เพื่อนรักของแกตอนสมัยเด็กๆ ยังไงล่ะ” สตรีนางนั้นอธิบายบอกผม ในขณะที่ผมกำลังรู้สึกตกตะลึงจนพูดอะไรแทบไม่ออก
“เอ่อ! คือว่า....ฉัน...ฉันรู้สึกงงกับชีวิตมากเลยว่ะ คำรณ! มันเกิดอะไรขึ้นกับแกว่ะเนี่ย? แล้วแกเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่วะเนี่ย?” ผมถามคำรณด้วยความสงสัย หลังจากตั้งสติได้แล้ว
“ฉันก็เป็นอย่างที่แกเห็นนี่แหละ แล้วก็เป็นอย่างนี้มานานแล้ว หลังจากที่ฉันค้นพบตัวเองว่าตัวตนของฉันเป็นอย่างไร ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกที่จะเป็นอย่างนี้ เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน” คำรณบอกผม
“นานแล้วน่ะ ที่เราไม่ได้เจอกันอีกเลย นับตั้งแต่เรียนจบ ป.6 ออกมา” ผมเริ่มพูดคุยกับคำรณอย่างเป็นกันเอง หลังจากที่เริ่มรู้สึกคุ้นเคยกันมากขึ้น
“นับตั้งแต่ พ.ศ.2526 มาถึงตอนนี้ ก็เกือบๆ 30 ปีแล้วล่ะ นานกว่าครึ่งชีวิตเลยละแก” คำรณกล่าวขึ้น ก่อนจะถามผมต่อ “ แล้วตอนนี้แกสบายดีไหม? การงานเป็นอย่างไรบ้าง? หล่อๆ แบบนี้คงแต่งงานแล้วละซิ?”
“อืม! ฉันสบายดีน่ะ เรื่องการเรื่องงานก็ไปเรื่อยๆ และตอนนี้ฉันก็แต่งงานได้หลายปีแล้ว” ผมบอกคำรณตรงๆ
จากนั้นผมกับคำรณ หรือที่เด็กๆ ภายในร้านพากันเรียกว่า “เจ๊นก” ก็นั่งพูดคุยกันถึงเรื่องราวต่างๆ อย่างสัพเพเหระ ทั้งอดีตสมัยเป็นเด็กๆ เส้นทางชีวิตของแต่ละคน รวมทั้งเรื่องราวของการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน
(๒)
ผมกับคำรณ....เราทั้งสองคนเกิดในปี พ.ศ.เดียวกัน เป็นเพื่อนสนิทที่เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก เมื่อถึงเวลาเข้าเรียนชั้น ป. 1 เราก็เข้าเรียนพร้อมกัน และเรียนอยู่ห้องเดียวกันตั้งแต่ชั้น ป.1 ถึงชั้น ป.5 ยกเว้นตอนชั้น ป.6 เพียงปีเดียวเท่านั้นที่เราสองคนต้องแยกกันอยู่กันคนละห้อง สาเหตุก็เพราะว่าผมเรียนเก่งกว่าคำรณ ครูก็เลยเลื่อนให้ผมไปอยู่ห้อง ป.6/1 แทน ในขณะที่คำรณยังคงอยู่ห้อง ป.6/2 เช่นเดิม(สมัยนั้นที่โรงเรียนเก่าของผมมี 3 ห้อง คือ ป.6/1-ป.6/3 รุ่นนี้มีทั้งหมดประมาณ 120 คน)
ตอนเด็กคำรณมีรูปร่างที่สูงใหญ่ แข็งแรง และบึกบึนกว่าผม ในขณะที่ผมเป็นคนรูปร่างเล็ก บอบบาง และอ่อนแอ สิ่งเดียวที่เราสองคนเหมือนกันก็คือ สีผิว ซึ่งผิวคล้ำด้วยกันทั้งคู่
ในความเป็นจริงแล้ว สมัยเป็นเด็กผมมีเพื่อนสนิทอยู่หลายคนด้วยกัน และหนึ่งในนั้นก็คือ เจ้าคำรณคนนี้นั่นเอง
ผมจำได้ว่า สมัยเด็กๆ ผมกับคำรณชอบเล่นฟุตบอลมากๆ เวลาเล่นฟุตบอลที่โรงเรียนด้วยกัน ผมจะเล่นในตำแหน่งปีกขวา เนื่องจากตัวเล็กและวิ่งเร็ว ส่วนคำรณมีรูปร่างที่สูงใหญ่ เพื่อนๆ ก็เลยให้เล่นในตำแหน่งกองหลัง ซึ่งคำรณก็เล่นได้ดีมากๆ เช่นกัน
ด้านการเรียนนั้น ผมเรียนเก่งกว่าคำรณมาตลอด เวลาคำรณทำการบ้านไม่ได้ ผมก็จะบอกหรือช่วยทำให้ โดยที่คำรณจะคอยนำเอาของกินหรือผลไม้ต่างๆ มาให้กินเป็นการขอบคุณ
ในช่วงที่ยังเป็นเด็กๆ นั้น ผมไม่เคยเห็นคำรณแสดงอาการตุ้งติ้งใดๆ ออกมาให้เห็นเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่มีสัญญาณอะไรบ่งบอกให้รู้มาก่อนว่าเขาจะเป็นเหมือนอย่างในปัจจุบันนี้
ในปี พ.ศ.2526 ผมและเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน พากันเรียนจบชั้น ป.6 จากนั้นพวกเราต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไป บางคนครอบครัวมีฐานะดีก็ได้เรียนต่อในระดับมัธยม ส่วนอีกหลายๆ คนที่ครอบครัวมีฐานะยากจนบ้างก็พากันช่วยพ่อแม่ทำไร่ทำนาอยู่ที่บ้าน บ้างก็เดินทางไปทำงานที่เมืองหลวง
ครอบครัวของผมกับคำรณมีฐานะยากจนเหมือนกัน เลยทำให้เราทั้งสองคนไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ โดยคำรณได้เดินทางมาทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ ในขณะที่ผมกลายเป็นเด็กเลี้ยงควายอยู่กลางทุ่งนาที่บ้านเกิดเช่นเดิม
และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมกับคำรณก็ไม่มีโอกาสได้พบเจอกันอีกเลย แม้ว่าเราจะรักและคิดถึงกันอยู่เสมอก็ตาม
(๓)
“แกคิดอะไรอยู่ว่ะ! เพลิน?” เจ๊นกหรือคำรณเอ่ยปากถามผม
“อืม! ฉันกำลังคิดถึงอดีตสมัยตอนที่เราเป็นเด็กอยู่น่ะ ตอนนั้นฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าแกจะเป็นแบบนี้ เหลือเชื่อจริงๆ ว่ะ” ผมบอกตรงๆ
“ตอนเด็กๆ ฉันเองก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันแหละ มารู้ตัวก็ตอนที่มาทำงานที่กรุงเทพฯ นิแหละ แสงสีและสิ่งแวดล้อมเป็นใจ ก็เลยทำให้ฉันได้ค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตัวเองขึ้นมา” คำรณบอกผมอย่างนั้น
“แกมีความสุขไหมกับสิ่งที่แกเป็นอยู่?”
“ก็มีความสุขมากๆ เลยล่ะ จะบอกให้ เพราะว่าฉันได้เป็นในสิ่งที่ใจของตนเองต้องการอยากจะเป็น” คำรณบอก พร้อมทั้งถามผมว่า “แกเห็นฉันเป็นแบบนี้แล้ว แกจะยังเป็นเพื่อนกับฉันและแกจะยังรักฉันอยู่เหมือนเดิมไหม?”
“ทุกอย่างยังเหมือนเดิมน่ะ คำรณ! ไม่ว่าจะเป็นในอดีต ในปัจจุบัน หรือว่าในอนาคต ฉันกับแกก็ยังเป็นเพื่อนกันเสมอ และฉันก็ยังรักและคิดถึงแกเสมอ หากแกมีความสุข ฉันก็รู้สึกมีความสุขไปกับแกด้วยเช่นกัน”
“ได้ยินแบบนี้แล้วรู้สึกชื่นใจจัง ขอบใจมากๆ เลยนะจ๊ะ พ่อรูปหล่อ” พูดจบ เจ๊นกหรือเจ้าคำรณก็ยิ้มหวานๆ ให้กับผม
“เฮ้ยๆ! ทำตาหวานเชียว กูเป็นเพื่อนมึงนะเว้ย อีคำรณ! อีกะเทยเฒ่า!” ผมพูดแกมด่าแบบขำๆ
“คิคิคิ แหม! แกล้งหยอกล้อเล่นหน่อยก็ไม่ได้เลยนะแก” เจ้าคำรณกล่าวแบบบ่นๆ
“ก็กูตกใจนิหว่า! หะ ห่ะ ห่ะ!” พอผมพูดจบ เราสองคนต่างก็พากันขำและหัวเราะไปพร้อมๆ กันอย่างมีความสุข
วันนั้น....ผมกับคำรณใช้เวลานั่งพูดคุยกันอย่างสนุกสนานประมาณเกือบ 3 ชั่วโมง หลังจากที่เราไม่ได้พบเจอกันมายาวนานตั้งเกือบ 30 ปี
ตอนจากลากัน คำรณหรือเจ๊นกผู้ใจดียังได้นำข้าวผัดและผลไม้ใส่กล่องฝากให้ผมนำไปกินที่หอพักด้วย โดยผมตั้งใจเอาไว้ว่าจะหาเวลาว่างๆ แวะไปเยี่ยมเธออีก.... ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
สำหรับผมแล้ว...... ไม่ว่าในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต คำรณจะเป็นอย่างไรก็ตาม
เธอก็ยังคงเป็นเพื่อนรักของผม และผมจะยังรักและคิดถึงเธออยู่เสมอ....ตราบนิรันดร
เพลง "รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง"
ศิลปิน "ติ๊ก ชิโร่"
ขอบคุณค่ะ สำหรับบทความดีดีนี้
เธอคือเขา...เขาคือ เธอ
โชคดีนะครับ ที่ได้เพื่อน แฝด...อย่างรังเกียจเขาเลย คนเราเลือกเกิดไม่ได้ ซึ้งในน้ำใจ ..ถึงเพื่อนเปลี่ยนไป ...แต่ความรักเพื่อนยังเหมือนเดิม...สุดยอดครับ
เคยมีประสบการณ์เรื่องนี้เหมือนกันคะ
จากเพื่อนชายที่ชอบผู้หญิง(เคยเป็นแม่สื่อให้เพื่อนมาก่อน)
แต่พอไปเรียนภูเก็ตพบปะสังคมที่แตกต่างมีอิสระทางความคิดและการแสดงออก
เค้าก็ค้นพบตัวเองว่าชอบผู้ชายด้วยกัน แต่สำหรับความรู้สึกแล้ว
เค้าก็ยังคงเป็นเพื่อนที่ดีกับเราเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนคะ
สวัสดีครับ คุณ Somsri
ขอบคุณมากๆ ครับ ที่กรุณาติดตามอ่านและคอยให้กำลังใจเสมอมา
สวัสดีครับ คุณแว่นธรรมทอง
* ผมมีเพื่อนแบบนี้หลายคนนะครับ แต่ส่วนใหญ่แล้วผมจะรับรู้ได้ตั้งแต่ตอนแรก เนื่องจากเขาเปิดเผยตัวเอง แตกต่างจากรายของ "คำรณ" ที่ผมไม่เคยระแคะระคายมาก่อนเลยจริงๆ จนกระทั่งได้เจอกันอีกครั้งในวันนั้น....เหตุการณ์เป็นเหมือนเพลง "ประเทือง" ไม่ผิดเพี้ยนเลยละครับ
** ผมกับคำรณยังเป็นเพื่อนรักกันอยู่จนถึงปัจจุบันนี้นะครับ
สวัสดีครับ คุณ EGA
ไม่ว่าใครจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
สุดท้าย...เพื่อนก็คือเพื่อน และเรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันอยู่เสมอนะครับ
...ได้เจอเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ดีใจแล้วครับผมว่า
สวัสดีครับ คุณ พ.แจ่มจำรัส
* นานๆ ได้เจอกัน ก็รู้สึกดีใจเป็นธรรมดานะครับ
** เพื่อก็คือเพื่อนนะครับ
ไม่ว่าเขาจะดีหรือร้าย หรือเป็นอย่างไร
ยังไงเราก็ยังเป็นเพื่อนกันเสมอนะครับ
สวัสดีครับ คุณมะเดื่อ
* เห็นด้วยอย่างยิ่งครับที่ว่า "เพื่อนมีความหมายและมีความสำคัญสำหรับเพื่อนเสมอ"
** ขอบคุณมากๆ ครับ ที่กรุณาแวะเข้ามาเยี่ยม
เปิดฟังเพลงไม่ได้ค่ะ
สวัสดีครับ คุณ kunrapee
*ดูเหมือนว่าเพลงจะโดนบล็อกนะครับ คงจะเนื่องจากปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์นั่นเอง
** ตอนนี้ผมได้นำเพลงใหม่มาลงไว้แทนแล้วนะครับ ได้แต่หวังว่ามันคงไม่มีขึ้นปัญหาอีก