วันเสาร์ที่ผ่านมา กลับบ้านเพื่อนำผ้าไปซักตามปกติ
ก็พบกับกล่องพัสดุ
จากผู้ส่งทีคุ้นเคยชาวกัลยาณมิตร gotoknow เป็นอย่างดี
คุณหมออนามัยเล็กๆ ที่หัวใจใหญ่ คนหนึ่งในอีสาน
พูดมาเช่นนี้ หลายท่านคงร้องอ๋อ แล้ว
จึงขอไม่เปิดเผยภาพกล่องพัสดุที่ถ่ายเก็บไว้
เพราะท่านเจ้าตัว บอกว่าอายลายมือ (ที่ดีกว่าข้าพเจ้าเสียอีก:)
.
ภายในกล่อง มีหนังสือ รูปลักษณ์ต่างกันสามเล่ม
ดังที่ท่านผู้ส่ง อุตสาห์อธิบายเพิ่มเติมดังนี้..
ผมส่งพัสดุให้อาจารย์มีหนังสือ 3 เล่ม และเพลงอีก 2 เพลงที่ผม ชอบมากครับ (ฟังแล้วมีความอบอุ่นและมีแรงเดินต่อไปข้างหน้า)
หนังสือราคาไม่มากมาย...ผมซื้อเก็บไว้มากมาย...รอให้แต่ละท่านที่มีความเหมาะสมครับ
ข้าพเจ้านำทั้งสามเล่มเก็บไว้ในรถยนต์ส่วนตัว
เพื่อว่าจะได้หยิบออกมาอ่านได้ทั้งที่ รพ. ที่ TTCM ที่บ้าน เมื่อมีเวลา
แต่มีหน้าหนึ่ง ซึ่งเมื่อข้าพเจ้าเปิดพบก็ชะงัก
คือหน้านี้...
มีผลให้วันอาทิตย์นี้ของข้าพเจ้าเปลี่ยนไป
ตั้งแต่เด็กๆ หากเราจำได้ จะมีสีประจำวัน
วันจันทร์สีเหลือง วันอังคารสีชมพู วันพุธสีเขียว
วันพฤหัสสีแสด วันศุกร์สีฟ้า วันเสาร์สีม่วง
และวันอาทิตย์สี...ใช่ค่ะ สีแดง
.
ที่ผ่านมา วันอาทิตย์เป็นวันที่ข้าพเจ้าเริ่มคาดหมาย
ว่าจะพบอะไร ในวันทำงานสัปดาห์ถัดไป
มีอะไรต้องเร่งทำให้เสร็จ
มีอะไรต้องเริ่มทำเสียที
เหล่านี้ มักมาพร้อมความเครียด อันเกิดจากความ "ไม่ได้ดั่งใจ"
.
หน้าเดียว ของหนังสือที่ได้รับในวันเสาร์
ทำให้วันอาทิตย์ของข้าพเจ้า มีใจว่างกว่าที่เคย
เรื่องงานของพรุ่งนี ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของพรุ่งนี้
วันนี้ อยู่กับสิ่งที่ข้าพเจ้าอยากจะทำ นั่นคือ
การนั่งมองวิวนอกหน้าต่าง จิบกาแฟ แล้วอ่านหนังสือที่ค้างมานาน
.
ในหนังสือเล่มนี้ ได้กล่าวถึง ภาวะจิตว่าง ผ่อนคลาย (wakeful relaxation)
คลื่นสมองจะเป็น อัลฟา
เป็นช่วงที่สมองคิดแก้ปัญหาสร้างสรรค์ได้ดี
และมีการศึกษาเปรียบเทียบ
ผู้ที่ทำงานในห้องทาสีแดงกับสีน้ำเงิน
ผู้ที่อยู่ในห้องสีน้ำเงินทำงานสร้างสรรค์ได้ดีกว่า
...
สิ่งที่ข้าพเจ้าประหลาดใจตนเอง ในการอ่านหนังสือวันนี้คือ
"ได้เห็น" ข้อผิดพลาดในการสรุปของตนเอง
ข้าพเจ้ามีแนวโน้ม สรุปแบบสัมบูรณ์ (absolute)
เช่น สีแดงขัดขวางความคิดสร้างสรรค์ "เสมอไป"
อย่างนั้น การศึกษาปี 2020
เราควรเลิกใช้ปากกาแดงตรวจงานเด็กสิ
..
แต่แล้ว ขณะวิ่งบนลู่ ก็เกิดความตระหนักขึ้นมาว่า
ข้อมูลที่เสนอในหนังสือ ควรสรุปแบบ สัมพัทธ์ (relative)
การศึกษานี้ ทำในชาวตะวันตก 600 คน
หากทำในชาวจีน จะได้ผลแตกต่างไปหรือไม่
เพราะชาวตะวันตก สีแดง สื่อถึง "อันตราย" เพราะมักปรากฎในป้ายห้าม ป้ายจราจรต่างๆ
แต่ชาวจีน สีแดง หมายถึง "เฮง ร่ำรวย"
ดังน้้น สีแดงขัดขวางความคิดสร้างสรรค์ "ถ้า" นัยยะ (connotation) ของมันคืออันตราย
...
ขอบคุณ คุณหมออนามัยเล็กๆ คนหนึ่งในอีสาน ท่านนั้นอีกครั้ง
แม้ในยามที่บุคคลอันเป็นที่รักของตัวท่านเองเจ็บป่วยให้ห่วงใย
ท่านก็ยังเผื่อแผ่มิตรภาพ
แม้ในยามที่บุคคลอันเป็นที่รักของตัวท่านเองเจ็บป่วยให้ห่วงใย
ท่านก็ยังเผื่อแผ่มิตรภาพ
ให้หนึ่งคนที่รุ่มร้อน
มี วันอาทิตย์สีน้ำเงิน
มี วันอาทิตย์สีน้ำเงิน
###
หนึ่งในสองเพลง ที่กล่าวถึง...
สวัสดีค่ะ
ส่วนตัวชอบบ่นว่า ทำไมวันจันทร์ต้องสีเหลือง วันอังคารต้องสีชมพู .... แต่วันไหนที่ชอบก็จะให้เป็นสีที่ชอบค่ะ...ฮาาาา
คนช่างคิด คิดเป็นระบบ ก็ดีเช่นนี้เอง
สุขสันต์วันอาทิตย์สีม่วงค่ะ :)
เพียงตัวหนังสือที่ได้อ่าน.. ต่างคน-ต่างความคิด
คุณหมอ ป. สามารถคิดได้ไกล และมีความหมายมากเลยค่ะ
แต่ชลัญมักมองเห็นทุกวันเป็นสีรุ้ง (สงสัยจะเป็น glaucoma) ...อ่ะไม่ใช่ ... ทุกวันนี้ชลัญจำแทบไม่ได้ว่า วันไหนสีอะไร ต้องให้ลูกสาวบอก เพราะทุกๆวันมัน แฟนตาซีไปหมด แยกไม่ออกว่าสีอะไรเป็นสีอะไร
ขอบคุณบทความที่ให้ข้อคิดดีๆ ชอบเวลาหมอ ป.วิเคราะห์ ค่ะ
วันนี้สีเทาสักวันค่ะ วันที่ฝนตกทั้งวัน
อ่านแล้วรื่นรมย์ ทั้งจากความคิดของอาจารย์หมอ ป. และสายใยมิตรภาพของความปรารถนาดีระหว่างกันกับคุณหมออีสาน
วันนี้สีเขียวค่ะ ปลูกมะม่วงและขนุน ส่วนลำใยวางต้นกล้าไว้ก่อน ขุดหลุมในตำแหน่งที่ต้องการได้นิดเดียว เจอดินแข็ง...หยุดรอฝนตกก่อน ให้ดินนิ่มสัปดาห์หน้าค่อยขุดต่อ
ขอบคุณข้อเขียนแห่งคลื่นอัลฟานะคะ
ราตรีสวัสดิ์ค่ะ
วัฒนธรรมที่ต่างกันตีความสีแตกต่างกันแน่นอนครับ มี paper ยืนยัน (เก่ามาก จำไม่ได้แล้วว่าใครเขียน)
งานวิจัยสมัยปริญญาเอกของพรรคพวกที่ทำงานกับอาจารย์ที่ปรึกษาเดียวกันกับผมทำเรื่องที่มีส่วนเกี่ยวกับสีกันตั้งหลายคนครับ (แต่จำไม่ค่อยได้แล้วว่าทำอะไรกันบ้างครับ)
สมัยยุค 90s งานวิจัย Information Sciences เขาฮิตเรื่องรูป ลักษณะ สี สัมผัส เสียง กลิ่น อะไรประมาณนี้ครับ พวกผลวิจัยสมัยเก่าๆ เดี๋ยวนี้ได้เห็นในเทคโนโลยีปัจจุบันกันหมดแล้ว ยกเว้นก็แต่เรื่องกลิ่น (ฮา)
ของ อ.จัน ก็มีเกี่ยวกับเรื่องสีแล้วก็อะไรอีกสองสามอย่าง (จำไม่ได้แล้ว) ผลที่ได้จากกลุ่มเป้าหมายไทยกับอเมริกันนี่ต่างกันอย่างชัดเจนครับ รู้สึกงานของเขาจะมีผลอะไรบางอย่างที่พยากรณ์เหตุการณ์ใช้สีในการเมืองของประเทศไทยได้ด้วย (เคยพูดเล่นกันหลังจากเกิดเหตุการณ์แล้ว)
อืมม.... สรุปว่าที่เล่ามานี่จำอะไรไม่ได้เลย เล่าว่าจำไม่ได้ (ฮา)
"... เพราะท่านเจ้าตัว บอกว่าอายลายมือ (ที่ดีกว่าข้าพเจ้าเสียอีก:) ..."
ผมแวะมายืนยันว่า เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ครับ อิ อิ
มาชื่นชมการวิเคราะห์ของคุณหมอค่ะ บันทึกนี้ทำให้นึกถึงหนังสือการ healing โดยใช้สี ที่อ่านผ่านตามาค่ะ แต่จำรายละเอียดไม่ได้เหมือน อ ธวัชชัยเลย หุหุ
ฝันดีค่ะคุณหมอ
ความว่าง..ไม่ปรุงแต่ง..ไม่ติดยึด..ย่อมเหลือพื้นที่สำหรับความคิดใหม่ๆได้อีกมากมาย
รู้ทั้งๆที่รู้..แต่เมื่อสติไม่ควบคุมจิตให้เป็นหนึ่งเดียวเมื่อใด..เมื่อนั้นความฟุ้งซ่าน..ย่อมก่อฝุ่นของกิเลสให้รกๆเต็มไปหมด
เมื่อใดที่จิตอยู่เหนือสติ..อาการสติแตกย่อมเกิดเมื่อนั้น..เป็นที่มาของคำกล่าวว่า..ประมาทขาดสติ..
วันอาทิตย์นี้ของพี่โอ๋ยังเป็นสีแดงค่ะ แต่อ่านบันทึกนี้แล้วเป็นสีน้ำเงินเลยเหมือนกัน ชีวิตมีไว้ใช้อย่างมีความสุขกับปัจจุบันจริงๆค่ะ ทำดีที่สุดตรงนี้แล้ว พรุ่งนี้ก็คือเรื่องของพรุ่งนี้ วางแผนร้อนรนมากไปก็ใจไม่ว่างเปล่าๆ (บอกตัวเองไปด้วยเลยค่ะ เพราะวันนี้ก็มัวแต่คิดถึงพรุ่งนี้ เตรียมจะ...โน่น นี่ นั่น..ไปหมด) น้องหมอป.เตือนทั้งตัวเองและเพื่อนพ้องน้องพี่ใน GotoKnow เลยนะคะนี่ ขอบคุณจริงๆ
เป็นความว่างที่งดงาม และเชื่อมโยงชีวิตกับความคิดได้อย่างเป็นธรรมชาติ...ขอบคุณบันทึกนี้ของอาจารย์หมอครับ
ขอบคุณค่ะคุณหยั่งรากฯ
สีประจำวัน ทำไมต้องมี และมีมาแต่เมื่อไหร่ ก็ไม่มีใครบอกได้นะค่ะ
เหล่านี้เป็นสิ่งสมมติ ขึ้นกับมุมมองของเรา
แบบนี้เลยค่ะ :)
"วันไหนที่ชอบก็ให้เป็นสีที่ชอบ"
ขอบคุณค่ะ
เริ่มเห็นเสน่ห์ของการอ่านหนังสือแล้วไหมค่ะ :)
ในความเป็นจริงแต่ละวันเป็นสีรุ้ง
มีสิ่งที่เราไม่คาดหมายแจมเข้ามาเสมอนะค่ะ :)
เป็นบันทึกที่งดงามและขอบคุณความคิดสร้างสรรค์จากคุณหมอ ป. ครับ
ผมก็เคยตระหนักรู้ว่า วันใดที่ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าหม่น ย่อมเปลี่ยนเป็นท้องฟ้าสีน้ำเงินที่มีความหวังได้ในใจเรา
อ.คนถางถาง ถึงบอกว่า ชลัญเป็นนักประหลาดน่ะหมอ ป. R2Rจะได้พบกันอยู่ใช่มั๊ย เตรียมของเล็ก design by chalunthorn ไปให้น่ะกลัวไม่เจอ
เป็นบันทึกที่งดงามมากครับ ผมเคยเห็นท้องฟ้าสีหม่นในออสเตรเลียที่เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินที่มีพลังและความหวังอย่างแท้จริงครับผม
" ทำงานทุกอย่าง ให้จิตว่าง" เป็นคำที่ พระ เณร ที่วัดหลวงปู่ที่ผมไปเป็นศิษย์ขอปฏิบัติอยู่ ชอบพูดกันมาก ผมเองก็สงสัยความหมาย และพยายามตีความอยู่เรื่อยมา ทุกครั้งที่ช่วยหลวงพี่เขาทำงาน ขนดิน หิน ความรู้สึกเหน็จเหนื่อยนั้นไม่มีเลย กับคำสอนที่หลวงพี่สอน " ทำงานทุกอย่าง ให้จิตว่าง"
วันนี้ได้ผมคำตอบ อีกมุมหนึ่งจากคุณหมอ ไขปัญหาธรรมให้ผมเลยนะครับ
ขอบคุณครับ
ขอบคุณค่ะคุณอรชร
ตอนนี้ที่เชียงใหม่ก็สีเทาด้วยเมฆฝนค่ะ
แต่ในใจเรา กลับโปร่งโล่งสบาย
เมื่อมองทุกข์ที่ผ่านมาก็คล้ายเมฆ มาแล้วก็ไป ไปแล้วมาใหม่
แต่ไม่มีอะไรเป็นเช่นนั้นตลอดกาล
สิ่งที่ได้เรียนรู้ วิธีทำงานผ่านการปลูกต้นไม้ของคุณหมอธิรัมภา
คือ การรู้ผ่อนหนัก ผ่อนเบา ค่ะ
เมื่อเจอดินแข็ง แทนที่จะให้จอบกระทุ้ง
รอให้ฝนตกเพื่อดินอ่อนนุ่มก่อน เป็นไร
...
ขอบคุณค่ะ :)