เมื่อสองวันก่อนที่ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดงานอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง Biosafety: ปฏิบัติงานทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์อย่างไรจึงจะปลอดภัย เรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวข้องกับวิธีการดูแลตัวเองและสิ่งแวดล้อมในการทำงานให้เกิดความปลอดภัยทั้งต่อตนเองและสิ่งแวดล้อม เป็นการอบรมหนึ่งวันครึ่งที่ใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่ามากๆค่ะ เพราะเลิกเวิร์คชอพช่วงบ่ายวันแรกกันในเวลาเกือบหกโมงเย็น พวกเรา 3 คนที่เป็นกรรมการ เป็นคนปิดตึกห้องประชุมหน่วยวิศวะซ่อมบำรุงกันเอง เพราะเกินเวลาทำงานเจ้าหน้าที่ประจำเขากลับกันหมดแล้ว

จากงานนี้ทำให้ได้คิดถึงเรื่องความปลอดภัยส่วนบุคคลขึ้นมาว่า เราคนไทยค่อนข้างมีจิตสำนึกในเรื่องนี้น้อยนะคะ ไม่รู้ว่าเราเป็นคนชอบเสี่ยงกันจริงหรือเปล่า แต่ตัวเองคิดว่าน่าจะเป็นเพราะเราไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างจริงจังกันมากกว่า อ.Trevor ผู้สอนภาษาอังกฤษของหน่วยเรา ก็เพิ่งจะเล่าให้พวกเราในแล็บฟังว่า แกไม่เคยเห็นคนขี่มอเตอไซค์ล้อเดียว (ยกล้อ) แบบใกล้ชิดอย่างที่เห็นในบ้านเรามาก่อนเลย มีให้เห็นกันบนถนนในหาดใหญ่ยามดึกนี่เอง 

จะเห็นว่าเด็กของเราหัดขี่จักรยาน ขี่มอเตอร์ไซค์กันแบบตัวเปล่าๆ ในขณะที่เด็กฝรั่งที่เคยเห็นเขาต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันให้รัดกุมเสียก่อน เขาสร้างจิตสำนึกเรื่องความปลอดภัยกันแต่เล็กแต่น้อย ในขณะที่เรามาบังคับโดยใช้กฎเกณฑ์  (ที่ย่อหย่อนเพราะใครทำผิดก็ไม่โดนจับปรับจริงจัง) ต้องใส่หมวกกันน้อค ต้องรัดเข็มขัดนิรภัย ต้องฯลฯ ซึ่งดูเหมือนที่ทำกันเพราะกลัวการถูกจับ ถูกปรับมากกว่าจะคิดว่ามันคือการรักษาความปลอดภัยของตัวเอง แม้แต่คนในห้องแล็บเองก็ยังมีที่ไม่ใส่ถุงมือเวลาหยิบหลอดเลือด ไม่ใส่เสื้อกาวน์เวลาทำงานกับสิ่งส่งตรวจ เพราะคิดว่าตัวเองระวังเอาได้ คนที่ไม่ใส่หมวกกันน้อค ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยก็คงเพราะไม่ได้คิดว่านั่นคือการดูแลตนเอง เป็นประโยชน์ของตัวเอง ขาดจิตสำนึกในเรื่องนี้นั่นเอง 

จะเห็นว่าทุกเหตุการณ์รุนแรงที่อาจช่วยได้หากมีการป้องกันอันตรายไว้ก่อนนั้น ก็คือเหตุการณ์ที่ทุกคนคิดว่าคงไม่เกิดกับเรา ทำแบบนี้มาเป็นร้อยครั้งแล้ว ไม่เห็นเป็นอะไร แต่คนที่ประสบเหตุเหล่านั้นก็คือครั้งที่พลาดเพียงครั้งเดียวนั่นเองนะคะ ทำอย่างไรเราจึงจะสร้างจิตสำนึกว่า มาตรการความปลอดภัยส่วนบุคคลง่ายๆเหล่านี้เป็นของที่จำเป็นและต้องทำให้เป็นนิสัยได้ในคนไทยเรา มาเริ่มเอากับคนโตๆทั้งหลายนี่คงจะไม่ทันนะคะ คงต้องเริ่มกันตั้งแต่ในเด็กเล็กๆของเรา จะเป็นไปได้ไหมหนอ...