เมื่อสวัสดิการพื้นฐานที่ตามหลักสิทธิมนุษยชนตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถทำได้จริงในเชิงปฏิบัติ โดยเฉพาะกับกลุ่มคน "พิเศษ" ที่มีอาชีพ "ขายบริการ" ซึ่งต้องยอมรับว่า "การเลือกปฏิบัติ" ก็ยังคงเกิดขึ้นจริง

สาเหตุสำคัญเพราะตัวหนังสือ "ศักดิ์สิทธิ์" แค่ใน "กฎหมาย" แต่ไม่ได้มีผลต่อ "ทัศนคติ" ของคนในสังคม เพราะปากก็ว่าเราเท่าเทียมกัน แต่ใจจริง "เธอน่ะมันคนละ (ชน) ชั้นกับฉัน"...

ทว่า...ในความโหดร้ายของสังคม มีมุมเล็กๆ ที่หยิบยื่น "ความปรารถนาดี" ให้กับพวกเขา ซึ่งใช้ชื่อว่า "สมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสระชน" ที่มองเห็นความไม่เท่าเที่ยมกันของสังคม ออกเดินสายใน "แหล่ง" ทั้งสนามหลวง ริมคลองหลอด สวนสราญรมย์ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ และการใช้ถุงยางอนามัยที่ถูกต้อง โดยใช้ชื่อโครงการว่า "ฅนสนามหลวงห่วงใยสุขภาพ"

นที อนุกานนท์, นันทนา ขันยศ และธีรยุทธ เผ่าแสงนิล กำลังง่วนอยู่กับการเชื้อเชิญให้ "สาวๆ" มาตรวจเลือด และเป็นคนคุมเกม "ขำๆ" โยนห่วง (อนามัย) ให้เข้า "เป้า" ในเต๊นท์ "เฉพาะกิจ" สีเขียวบริเวณริมคลองหลอด เจียดเวลามาเล่าถึงความเป็นมาโครงการนี้ว่า เริ่มจากมองเห็นว่าสาวๆ กลุ่มนี้ไม่ได้รับสิทธิใดๆ ที่ "มนุษย์" ควรจะได้ทั้งการศึกษา หรือการขึ้นทะเบียนผู้ป่วยโรคเอดส์ และสิทธิในการรักษาพยาบาล ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ จึงคิดว่าน่าจะช่วยเหลือในด้านนี้ได้

"ผมมองว่าคนกลุ่มนี้ ก็เหมือนกับเราทุกคน และมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำอย่างอื่น เพียงแต่ไม่มีโอกาสในการเลือกใช้ชีวิตเพื่อเอาตัวรอดในเมืองไทย คุณต้องยอมรับนะว่ามีให้เลือกน้อยจริงๆ เพราะที่ผมลงพื้นที่ไปคุยกับเขา บอกได้เลย 100% เขาไม่อยากทำอาชีพนี้แน่นอน ทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่าถ้าเลือกได้หนูไม่ทำนะ ขายตัวน่ะ ไม่ได้สบายเลย แต่เขาจะไปทำอะไรที่ได้เงินเร็วๆ แบบนี้ล่ะ"

เมื่อทางเลือกมีจำกัด ผลักดันให้พวกเขาจำต้องเดินเข้าสู่ "ทางสายมืด" แห่งนี้ นทีจึงคิดว่าการกำหนดให้อาชีพ "ขายตัว" เป็นสิ่งผิดกฎหมาย และ "กวาดล้าง" ด้วยการจับกุม จึงไม่ใช่ "กุญแจ" ที่จะนำไปสู่หนทางสว่าง

เพราะกระบวนการมี 3 อย่าง คือ "จับ-ปรับ-ปล่อย"!!!

"ถ้าคุณเจ้าหน้าที่จับแล้วปรับแล้วปล่อย ผู้หญิงก็ยังออกมาหากินอยู่ดี แต่วิธีที่น่าจะดีกว่า คือทำอย่างไรที่จะสกัดกั้นผู้หญิงขายตัวหน้าใหม่ที่จะเข้ามาในบริเวณนี้ ซึ่งทุกวันนี้สถิติคร่าวๆ ที่ผมสำรวจเองคือ มีประมาณ 800 คน และมีรายใหม่เข้ามาเพิ่มขึ้นทุกวัน วิธีการของผมคือ จะเข้าไปพูดคุยกับเขา คุยไปเรื่อยเปื่อย แล้วก็แจกถุงยางอนามัย แรกๆ ยอมรับว่าเขาไม่เปิดใจให้นะ ประมาณ 1 อาทิตย์ เริ่มคุ้นกันแล้ว ทีนี้ก็ง่าย ถามถึงเรื่องสุขภาพ บอกให้เขาไปตรวจเลือด สอนการใช้ถุงยาง เล่าสถานการณ์โรคเอดส์ และสิ่งสำคัญคือ ปลูกฝังทัศนคติเรื่องการไม่แพร่เชื้อโรคให้กับคนอื่น"

จาก "คนแปลกหน้า-สายตำรวจ" กลายเป็น "พี่-น้อง-ญาติ" ด้วยความจริงใจที่ "อาสาสมัคร" ทั้ง 3 คนทุ่มเทให้ด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดี ซึ่ง "ผลตอบแทน" ก็ทำให้พวกเขาชุ่มฉ่ำหัวใจเช่นเดียวกัน

"ทุกคนกลายเป็นพี่เป็นเพื่อน มีอะไรไม่ชอบมาพากลก็เล่าให้ฟังทุกเรื่อง สิ่งที่ผมคิดว่าสำเร็จแล้วคือ พวกเขากล้าต่อรองกับลูกค้าที่ไม่ยอมใส่ถุงยาง ถ้าไม่ใส่เขาบอกเลยงั้นก็ไม่ต้องทำอะไรๆ กันเลย ยอมเสียรายได้ เพราะผู้หญิงที่นี่ต้องบอกเลยว่า มีไม่น้อยที่เป็นผู้ติดเชื้อ แต่เขารู้ว่าไม่ควรแพร่ไปให้คนอื่น นั่นคือสำนึกรับผิดชอบของเขาที่การรณรงค์อย่างมีแบบแผนบางครั้งก็ไม่ทำให้เกิดความคิดแบบนี้กับพวกเขาได้"

เป็นเวลา 1 ปีกว่า ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2548 ที่เริ่มโครงการนี้ ผลพลอยได้จากงาน "อาสาสมัคร" ครั้งนี้ทั้งสามคน บอกว่าได้มุมมองด้านความคิด โดยเฉพาะการค้นหาความสุข อยู่ที่ไหนก็มีความสุขได้

เพราะมุมมองเหล่านี้ เกิดขึ้นจากพื้นฐานที่ว่าเพื่อนมนุษย์อยู่ในสังคมใด เขาก็อยู่ในฐานะ "มนุษย์" คนหนึ่งที่พึงมีพึงได้ในสิทธิพื้นฐานเฉกเช่นเดียวกับคนอาชีพอื่นๆ



ข้อมูลหญิงบริการที่ท้องสนามหลวง

สาวๆ ขายบริการในบริเวณสนามหลวง มีประมาณ 800 คน

เกือบ 30% ของสาวๆ เป็นผู้ติดเชื้อ

มีหญิงบริการหน้าใหม่เข้ามาทุกวัน

สาวอายุต่ำสุด 13 ปี สาวแก่สุดอายุ 75 ปี

มีการ "ค้าขาย" ตลอด 24 ชั่วโมง

ทุกวัน "สาวๆ" จะต้องไปเสีย "ค่าที่" ที่สถานีตำรวจ ข้อหาเชิญชวนให้ซื้อขายบริการ