บ่อยๆที่เรามักจะสับสนว่าอะไรจำเป็นต่อการดำรงชีวิต(Need) การยอมรับนับถือตัวเองในแบบที่ตัวเองเป็น หรือการมีชื่อเสียงในวงสังคม

บ่ายวันเสาร์ที่พยากรณ์อากาศบอกว่ามรสุมกำลังพัดเข้าสู่อ่าวไทย  “ม และ น” สองสาวขับรถจากกรุงเทพมาเที่ยวชลบุรี ขณะที่เรากำลังละเลียดมื้อเที่ยงในร้านอาหารติดทะเล  “น” สาวทอมบอยพนักงานบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ก็เปิดประเด็นขึ้นว่า

“ฉันไปเที่ยววัดแถวอัมพวามา ลงเรือไป 50 บาท ไหว้พระ 5 วัด ไกด์ก็บอกให้ตีระฆังทุกวัดเลย เขาบอกว่า ตีระฆังแล้วจะได้มีชื่อเสียงโด่งดัง แล้วนี่คนเราจะอยากมีชื่อเสียงโด่งดังกันไปทำไม”

 

“ม” ด๊อกเตอร์สาวนักวิจัยหมาดๆจากอเมริกา ก็เสริมขึ้นว่า “เออนั่นสิ  แม่ฉันนะ เวลาไปวัดก็จะต้องให้พระดูดวงให้ว่า ฉันจะได้ดิบได้ดี เป็นคณบดี เลยหรือเปล่า ซึ่งมันไม่ใช่ความต้องการของเราเลย หรืออย่างบางที นั่งอยู่ในห้องทำงาน ก็ชอบมีอาจารย์ผู้ใหญ่เดินเข้ามาหาแล้วบอกว่า อยากให้เป็นคณะกรรมการนั่นโน่นนี่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์เวลาทำเรื่องขอตำแหน่งวิชาการ จะได้มีpower  คือเหมือนเอา career path มาล่อ ”

 

“เฮ้ย..ฉันเคยอ่านเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งในการ์ตูนขายหัวเราะเล่มเก่าๆ เป็นเรื่องของ คนคนหนึ่งที่เดินเข้าไปในร้านประหลาด ที่คนขายถามว่า อยากมีชื่อเสียงโด่งดังจนต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ไหม แล้วไอ้คนนั้นก็ตอบว่าอยากสิ  เจ้าของร้านก็เลยบอกว่างั้นก็จ่ายมา มีเงินเท่าไหร่ก็จ่ายมา ตัวเอกของเรื่องก็ควักเงินให้หมดกระเป๋า จำไม่ได้นะว่ากี่บาท แต่ก็ไม่เยอะหรอก แค่ไม่กี่ร้อย  ผลก็คือ ตัวเอกของเรื่องก็ได้เข้าไปอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์จริงๆ แต่เป็นคนที่ถูกจับเผาไฟในยุคปฏิวัติ  ซึ่งอ่านแล้วก็ขำดี เพราะได้เป็นคนมีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์จริงๆ แต่คุณมีเงินจ่ายแค่นั้น  ก็แลกกับการเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์แค่นั้น” น เล่าเรื่อง

 

ประเด็นที่เราคุยกันอย่างออกรสในบ่ายวันนั้นก็คือ คนเราจะอยากมีชื่อเสียงโด่งดังกันไปทำไม การได้รับการยอมรับนับหน้าถือตาในสังคม เป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตมากมายถึงขนาดที่จะต้องตระเวนไปตีระฆัง 5 วัด 7 วัด กันเลยหรือ ถ้าอ้างทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์( Maslow’s Hierarchy of Needs)  ประเด็นที่เราพูดถึงก็คือชั้นที่ 4 ในปิระมิด 5ชั้น ซึ่งความต้องการของมนุษย์ขั้นที่ 1 ก็คือความต้องการทางกายที่จำเป็นต่อการมีชีวิตเช่น อาหาร อากาศ  ขั้นที่ 2 คือ ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในชีวิต ขั้นที่ 3 ว่าด้วยความรัก มิตรภาพ และครอบครัว ความต้องการในขั้นที่ 4คือความภาคภูมิใจในตัวเองและการได้รับการยอมรับนับถือต่อผู้อื่น และขั้นที่ 5 ชั้นบนสุดพูดถึงความเข้าใจในตัวเอง ซึ่งอับราฮัม มาสโลว์(Abraham Maslow)นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ได้นำเสนอทฤษฎีนี้มาตั้งแต่ค.ศ.1943  และอธิบายว่า การที่คนเราจะรู้สึกต้องการสิ่งที่อยู่ในขั้นที่ 5 แปลว่าเขาจะต้องมีขั้นที่ 1 2 3 และ 4 สมบูรณ์แล้ว

 

ขอบเขตของการยอมรับนับถือนั่นแหละที่เป็นสาเหตุให้เกิดความเห็นที่แตกต่าง  สิ่งที่เหมือนกันระหว่าง ผม ด๊อกเตอร์ ม. และ  น. ก็คือ การยอมรับตัวเองในแบบที่ตัวเองเป็น โดยที่ไม่ต้องมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ในขณะที่คนรุ่นพ่อแม่เรามีรากเหง้าทางความคิดที่ว่า ต้องได้รับการยอมรับนับถือในวงกว้าง ต้องมีชื่อเสียงเป็นที่เชิดหน้าชูตาในสังคม ต้องได้เป็นเจ้าคนนายคน

 

น. ยกตัวอย่างง่ายๆเสริมเรื่องการแต่งตัว “บางทีเราอาจจะแต่งตัวธรรมดาๆในแบบของเรา ไม่ต้องเลิศหรูแบบที่สังคมชื่นชมว่าโก้เก๋  แต่เพราะเราแต่งตัวในรูปแบบธรรมดาของเราทุกวัน จนในที่สุดทุกคนก็ยอมรับได้ว่านี่คือรูปแบบการแต่งกายของเรา”

“เหตุผลสำคัญข้อหนึ่งซึ่งคนไม่พูดถึงเวลาทำตำแหน่งทางวิชาการก็คือ ทำแล้วได้เงินเพิ่ม ไม่มีใครพูดถึง เพราะรู้สึกว่ามันเป็นความผิดบาปที่จะพูดถึงเรื่องเงิน” ดร.ม. ให้ความเห็นเพิ่มเติม

 

งั้นแปลว่า คนในสังคมพยายามมองข้ามความต้องการในลำดับต้นๆอย่างเช่น การมีเงินสำหรับเลี้ยงชีพ แล้วข้ามไปอ้างถึงเรื่องการมีหน้าตาทางสังคมเพื่อรับรองรูปแบบปฏิบัติอะไรสักอย่างหนึ่งอย่างนั้นนะหรือ หรือว่ามันเป็นธรรมชาติของสัตว์สังคมที่จะต้องเด่นต้องดังเหนือกว่าสมาชิกคนอื่นๆ หรือว่าคนในสังคมเลือกที่จะหลอกตัวเอง อาจจะใช่หรืออาจจะไม่ใช่  แต่ถ้าคิดตามบันไดของมาสโลว์ มันแปลว่าคนที่มองข้ามเรื่องเงินรายได้ที่จะเพิ่มขึ้น แล้วไปพูดถึงเรื่องหน้าตาทางสังคม นั้นมีปัจจัยพื้นฐานเพียงพอแล้ว   

 

อย่างไรก็ตาม บ่อยๆที่เรามักจะสับสนว่าอะไรจำเป็นต่อการดำรงชีวิต(Need) การยอมรับนับถือตัวเองในแบบที่ตัวเองเป็น หรือการมีชื่อเสียงในวงสังคม ถ้าหากเราพึงพอใจในระดับการยอมรับตัวเองแล้วการมีชื่อเสียงก็จะกลายไปเป็นความต้องการที่มากขึ้น (Want)เกินความจำเป็น และจะทำให้เราอึดอัด และบ่อยครั้งที่เรามองคนอื่นที่ปรารถนาความมีชื่อเสียงกลายเป็นคนตะกละชื่อเสียง(Greed)

 

ม. ให้ความเห็นว่า อาจจะเป็นเพราะเราลืมแก่นแท้ของสิ่งต่างๆที่ทำในชีวิต พร้อมยกตัวอย่างเรื่องตีระฆังในวัดว่า “ฉันเคยไปทำบุญที่วัดแห่งหนึ่งที่เชียงรายนะ เป็นวัดบนเนินเขา ข้างๆระฆังมีป้ายติดไว้บอกว่า มาทำบุญแล้วให้ตีระฆังให้ดัง คนในหมู่บ้านด้านล่างจะได้ยินเสียงระฆังแล้วรู้ว่าวันนี้มีคนมาทำบุญที่วัด แล้วชาวบ้านจะได้ร่วมอนุโมทนาบุญกับเราด้วย”