ในฐานะที่ผู้เขียน  เป็นบุคลากรทางการแพทย์ ที่เรียนมาทางวิทยาศาสตร์ เต็มๆ  บอกตรงๆ ว่า ไม่เคยเชื่อไสยศาสตร์  ไม่เคยดูดวง  ไม่เคยผูกดวง  เรื่องที่ทำมีเรื่องเดียว  เกี่ยวกับดวงคือ นวัตกรรมกราฟชีวิตลิขิตเบาหวาน  ซึ่งที่คิดที่ทำนี้ในตอนแรก  ออก แนว บ๊องที่เกิดจากการประชดเล็กๆ  ประมาณ ว่า เชื่อดวงใช่มั๊ย  จัดให้  ซึ่งมันก็ได้ผลนะ  อืมม์ น่าคิด  ....

ก็เลยลองมานั่งวิเคราะห์ดูว่า  เหตุใดวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์  จึงสู้ไสยศาสตร์ทางการแพทย์ไม่ได้สักที  ทั้งๆที่ แนวทางการรักษาในทางการแพทย์ นั้น  เป็นแนวทางที่ ว่าไปตามเหตุตามผล  หรือ fact  คือความจริงนั่นเอง 

      เท่าที่ตัวเองสังเกต การรักษาโรคหลายๆอย่างนั้นเช่น มะเร็ง  โรคเลือด  การผ่าตัดรักษาต่างๆ  แพทย์ที่เป็นวิทยาศาสตร์ ทำให้เห็นหลักฐานเชิงประจักษ์ทุกวันมากมาย  แต่ไม่ยักกะมีใครล่ำลือว่า เฮ้ย  รพ.เจ็งว่ะ 

         แต่กลับกันในเรื่องไสยศาสตร์ทางการแพทย์  เพียงแค่รักษาโรคอะไรก็ตามที่ end stage จาก รพ. แล้ว แพทย์ NR (  non resuscitation = ปล่อยแกไปตามยฐากรรมนั่นเอง ) เพียงรายเดียว จากอีกไม่รู้กี่พันรายที่ไม่สำเร็จ  แต่กลายเป็นความมหัศจรรย์  ชนิดคนแห่ ไปรักษาจนไม่มีแม้ที่จะนั่งนอน

        เกิดอะไรขึ้น   การป่วยของเรานั้น  ป่วยกายหรือใจกันแน่ที่หนักหนากว่ากัน  มีคนเคยบอกผู้เขียนว่า ทุกกายนั้นทรมานนักยากจะทน  แต่ทุกข์ใจแค่เปลี่ยนวิธีคิดก็หายทุกข์แล้ว 

          ผู้เขียนจึงลองวิเคราะห์เล่นๆ ว่า เหตุที่วิทยาศาสตร์ ยังคงแพ้ไสยศาสตร์นั้นอาจเนื่องมาจาก 

          1.วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ทุกเรื่อง  ยกตัวอย่างเช่น  ผู้เขียนเคยเขียนบทความหนึ่งว่า  สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงมั๊ย  วิทยาศาสตร์บอกให้พิสูจน์  แต่ ไสยศาสตร์บอกจะพิสูจน์ทำไม  ในเมื่อมันพิสูจน์ไม่ได้  เช่นมีคนถามว่า ความรักมีจริงมั๊ย   วิทยาศาสตร์ก็ ไม่เถียง ว่า ความรักไม่มีจริง  แล้วท่านลองพิสูจน์ความรักออกมาเป็นวิทยาศาสตร์ซิท่านจะพิสูจน์อย่างไร  วิทยาศาสตร์บอกได้มั๊ยว่า  พ่อแม่ที่ตีลูก  จะรักลูกน้อยกว่าพ่อแม่ที่ไม่ตีลูก  ก็วนไปถึงไสยศาสตร์ เรื่องเวรกรรมมีจริงมั๊ย  คำตอบก็คงเหมือนกับความรักนั่นแหล่ะว่ามีจริงมั๊ย

          2.  ความเชื่อ ความเชื่อ หมายถึง ความรู้สึกนึกคิดของคนในสังคมที่ยึดมั่น และยอมรับในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อาจมีเหตุผลหรือไม่มีเหตุผลก็ได้ เช่น เชื่อเรื่องผีหรือเทวดา จิตวิญญาณ การระลึกชาติ เชื่อกฎแห่งกรรม

        ความเชื่อถือเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ เช่น เชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรมจะทำให้บุคคลนั้นกระทำแต่ความดี ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน สังคมจะเกิดความสงบสุข  ซึ่งต่อให้มีหลักฐานเชิงประจักษ์มาคัดค้าน  ก็ไม่สามารถลบความเชื่อออกไปได้ง่ายๆ เช่นกัน

          3.ผู้ให้ความรู้ทางสุขภาพ  ยังไม่สามารถ เอาตัวเองออกมาจากความเชื่อ  เดิมที่มีได้  จึงทำให้กระบวนการให้ความรู้ ไม่บรรลุเป้าหมาย  อีกทั้ง ไม่รู้ลึกในสิ่งที่ต้องให้ความรู้  เมื่อมีการ ถามกลับ  จึงไม่อาจอธิบายเหตุผลที่กระจ่างได้  ทำให้ไม่สามารถเปลี่ยน แนวความคิดหรือวิธีปฏิบัติได้

          4.  ช่องว่างทางความคิด ที่เป็นไสยศาสตร์มากกว่าวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็คือ ความไว้เนื้อเชื่อใจ ของคนไข้ต่อผู้ให้บริการ  เนื่องจาก  ผู้ป่วยยังเห็นแพทย์พยาบาล เป็นคนอื่นที่ ทำได้แค่เพียงโฆษณาชวนเชื่อ  แต่สิ่งที่เราพูดนั้น  เขา ไม่แน่ใจว่านี่คือหวังดีจริงมั๊ย หรือพูดไปตามวิชาการ  แต่ในขณะเดียวกันญาติพี่น้องที่อยู่คลุกคลีกันมา ตั้งแต่เกิด  ถึงจะพาไปผิดทางเขาก็พร้อมที่จะเดินไปด้วยเพราะเขาไม่ได้รู้สึกว่า เป็นคนอื่นนั่นเอง   

          มีกรณีตัวอย่าง คนไข้ case หนึ่ง เป็น MG ( myasthenia  gravis )  ซึ่งโรคนี้ไสยศาสตร์ช่วยไม่ได้แน่  ผู้ป่วยถูกส่งจาก รพ.ชุมชนไปรักษาที่ รพ.จังหวัด  ไม่รู้ว่า  ไปยังไงมายังไง  หายไปจากระบบการรักษา ผู้เขียนเจอคนไข้อีกที  มาด้วยสภาพย่ำแย่  ถามกลับบอกไปรักษาทางไสยศาสตร์  แต่ผู้เขียนนั้นควบคุมอารมณ์ได้พอควร  จึงถามกลับไปแล้วผู้เขียนก็อึ้ง ว่า 

          “ตอนนี้เราเหมือนคนตาบอด แล้วทำไมเราถึงยอมให้คนคาบอดด้วยกันจูงไป  ถ้าเขาพาตกเหว จะไม่ตายกันหมดหรือ”

          คนไข้ตอบว่า “ใช่ฉันตาบอด  แต่คนที่จูงฉันไปนั้นตาบอดแต่เป็นพ่อกับแม่ที่เลี้ยงฉันด้วยความรักมา 20 กว่าปี  ถ้าจะให้ฉันเลือกฉันก็เลือกไปกับคนตาบอดที่ฉันอยู่ด้วยมา 20 กว่าปี  คนตาดี ฉันเพิ่งเห็นหน้าครั้งแรก  ฉันจะรู้ได้อย่างไรว่า  จะพาฉันกลับบ้านหรือจะพาไปเป็นขอทาน”

       ผู้เขียนอึ้งแบบพูดอะไรไม่ออก  “ถามกลับว่าแล้ววันนี้ ถ้าคนตาดีคนนี้จะพาทั้งครอบครัวไปด้วยกันจะไปมั๊ย”  ผู้ป่วยบอก"ถามแม่ก่อน"

          เห็นมั๊ยค่ะว่า แม้เราจะแสดงความปรารถนาดี กับคนไข้เพียงใด  แต่ด้วยช่องว่างซึ่งเป็นไสยศาสตร์ของความไว้วางใจ นั้น เองที่ทำให้เขาไม่เลือกเชื่อวิทยาศาสตร์ที่เป็นความจริง

        ปัญหาการต่อสู้ทางการแพทย์ ระหว่างวิทยาศาสตร์ กับไสยศาสตร์ ยังไม่จบ  แล้วผู้เขียนจะนำมุมมองของผู้เขียนมาแชร์ให้ทุกท่านช่วยคิดอีก 

        สำหรับเรื่องนี้อยากให้มีข้อเสนอแนะเข้ามามากๆ  เพื่อ ประโยชน์ ในการปรับกระบวนการให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพที่ถูกต้องของประชาชน  ต่อการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องในด้านสุขภาพอนามัยของตัวเอง  ที่สุดท้ายแล้วจะทำให้ เมืองไทยเราเข้มแข็งที่เริ่มจากการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงของประชาชนเป็นพื้นฐานนั่นเอง 

 

ชลัญธร  ตรียมณีรัตน์