วันนี้ผมขอพูดคุยสบายๆ ไม่มีพิธีรีตองอะไรมากนัก  เพราะว่าพวกเราหลายคน
อาจจะเคร่งเครียดกับการทำงานมาก จนลืมนึกถึงการพักผ่อนให้รางวัลกับตัวเอง
ผมเองปกติไม่ค่อยมีเวลาเที่ยวเป็นล่ำเป็นสัน ส่วนใหญ่จะไปเที่ยวพักผ่อนกับ
ครอบครัวในช่วงปิดภาคเรียน

ปีที่แล้วผมมีโอกาสพาภรรยาและลูกๆไปเที่ยวชมเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ไปเห็น
ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนแถบลุ่มน้ำป่าสัก  ซึ่งมีชีวิตที่เรียบง่ายไม่เร่งรีบ
ชาวบ้านแถบนั้นประกอบอาชีพทำการประมงนำจืด จับปลา หาเลี้ยงชีพเป็นหลัก

สำหรับปีนี้พี่ๆและเพื่อนๆสมัยที่เรียนจบบริหารการศึกษา จุฬาฯ แต่ยังติดต่อ
คบหาสมาคมกันอยู่กว่า 20 ปี  ได้เชิญชวนไป "ล่องเรืองดูหิ่งห้อยในลำน้ำแม่กลอง"
สมุทรสงคราม ในระหว่างวันที่ 15-16 ต.ค.นี้

พูดถึง "หิ่งห้อย" คนสมัยนี้ไม่มีโอกาสได้พบเห็น โดยเฉพาะคนที่อยู่ในเมือง
อาจเป็นเพราะแสงไฟไปบดบังแสงหิ่งห้อย หรือหิ่งห้อยไม่สามารถดำรงชีวิต
อยู่ได้  ซึ่งธรรมชาติของมันชอบอาศัยอยู่ในที่มืด มีบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ
ไม่มีมลภาวะหรือสิ่งรบกวนต่างๆ

สมัยที่ผมเป็นเด็ก จำได้ว่าในยามค่ำคืนโดยเฉพาะคืนเดือนมืด เด็กๆจะชวนกัน
ไปจับหิ่งห้อยมารวมกัน ใช้ผ้าขาวบางห่อมัดเป็นก้อน  เวลากลางคืนแสงหิ่งห้อย
หลายสิบตัวจะเปล่งแสงสว่างใช้นำทางในคืนเดือนมืดได้พอสมควร

สมัยนี้ จะหาสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติสมบูรณ์คงหาได้ไม่ง่ายนัก
มีสถานที่ที่น่าสนใจอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพฯเท่าใดนัก
ถ้าขับรถจากกรุงเทพฯ สบายๆ ความเร็วประมาณ 90 ก.ม./ชม
ไปทางถนนสายธนบุรี-ปากท่อ ถึงสมุทรสงคราม ขึ้นไปทางอัมพวา
ใช้เวลาประมาณ 1.30 ช.ม.จะมีสถานที่ท่องเที่ยว Home Stay หลายแห่ง

ใคร่ขอเชิญชวนท่านทั้งหลาย...
"ไปล่องเรือ ชมหิ่งห้อยยามค่ำคืนที่ลำน้ำแม่กลอง" รับรองไม่ผิดหวังครับ