ชิณวรเป็นสถาปนิก เป็นมืออาชีพที่เคยทำงานอยู่กับภาคธุรกิจเอกชนแถวหน้าของประเทศ ที่อิ่มตัวและพอเพียงกับตนเองในเส้นทางอย่างที่เรียกกันว่าเป็นความสำเร็จตามกระแสนิยมของสังคมที่เคยมีเคยเป็นในห้วงชีวิตที่ผ่านมาพอสมควรแล้ว เขาทิ้งโอกาสหลายอย่างของชีวิตที่กรุงเทพฯแล้วกลับบ้านที่แพร่ ต่อมาก็เปิดห้องแถวเล็กๆสอนหนังสือและสอนศิลปะให้เด็กๆ นอกเหนือจากทำงานอนุรักษ์และฟื้นฟูย่านเมืองเก่า

รวมทั้งร่วมกันเป็นเครือข่ายกับคนเมืองแพร่ ใช้คุ้มเจ้าเมืองในอดีตและอาคารบ้านเรือนในเมืองแพร่ที่มีคุณค่าทางสถาปัตยศิลป์ ให้เป็นประเด็นสร้างสุขภาวะชีวิตชุมชนเมืองและเคลื่อนไหวสร้างความตื่นตัวของคนเมืองแพร่ที่รักถิ่นอาศัย ทำให้แพร่เกิดเครือข่ายการเรียนรู้อย่างกว้างขวางทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศที่เกิดจากวาระคนแพร่ ซึ่งก็เหมือนกับเป็นการก่อรูปสถาปัตยกรรมใหม่ๆอีกมิติหนึ่งของสังคมคนแพร่

ทำให้เขาเห็นความลงตัวของกระบวนการสร้างสรรค์ของสถาปนิกในอีกแนวทางหนึ่งสำหรับการทำงานในเงื่อนไขแวดล้อมของสังคมปัจจุบัน โดยแทนที่จะเริ่มต้นจากการสร้างสิ่งปลูกสร้างทางวัตถุและพัฒนากายภาพที่อยู่อาศัยตามความต้องการของสถาปนิก แต่อาจจะไม่สามารถสนองตอบต่อวัฒนธรรมของชุมชนและมิติคุณค่าต่อจิตใจของคนอยู่อาศัย หรือ ไล่คนและย้ายชุมชนออกเพื่อพัฒนาสิ่งแวดล้อมทางกายภาพและที่อยู่อาศัยในเมือง ก็กลับเริ่มต้นจากการสร้างคนและสร้างรสนิยมชีวิตของผู้คนที่ตั้งถิ่นฐานและอยู่อาศัยก่อน ก่อนจะนำไปสู่การสร้างบ้าน ที่อยู่อาศัย และเมือง เขากำลังเห็นวิธีสร้างคนในชุมชนให้มีความเป็นพลเมืองและสร้างสังคมท้องถิ่นที่มีความสามารถสร้างเมืองและดูแลถิ่นอาศัยที่ดี ซึ่งก็เป็นอีกคนหนึ่ง ที่มักแนะนำตนเองในเวทีต่างๆว่าวุฒิไกรเป็นเครือข่ายคนทำงานแนวนี้และเป็นผู้เชื่อมต่อให้เขาทำงานและใช้ชีวิตที่ถิ่นฐานบ้านเกิดมาอย่างที่เป็นทุกวันนี้

ขณะเดียวกัน เจนและแจ๊ค เด็กหนุ่ม ๒ คน ที่กำลังเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยปีแรก ที่มาร่วมเวทีและเป็นคนแพร่ที่มีเครือข่ายทำงานเชิงพื้นที่ของตนเองเช่นกัน ก็มักแนะนำตนเองว่าเป็นลูกศิษย์ของครูชิณวรมาตั้งแต่กำลังเป็นเด็กนักเรียน พวกเขาบอกว่าครูชิณวรทำให้เขาค้นพบว่าการเรียนรู้เป็นเรื่องสนุกและทำให้ค้นพบความเป็นตัวของตัวเอง ครูชิณวรทำให้พวกเขากล้าคิดกล้าแสดงออก รวมกลุ่มศึกษาเรื่องการ์ตูน กระทั่งกล้าที่จะจัดกิจกรรมเผยแพร่ตามข้างถนนและตามซอยในย่านเมืองเก่าของ แพร่ และปัจจุบัน พวกเขาได้รวมตัวกันทำกิจการทำสื่อและงานศิลปะขึ้นมาเป็นของตนเอง

อาจารย์ยุทธภูมิ สุประการ เครือข่ายศิลปินน่าน คนรักษ์เมืองน่าน และเป็นครูโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์น่าน ทำงานกับกลุ่มเด็กและเยาวชนที่อยู่ในกลุ่มอ่อนไหวและมีความเสี่ยงต่อการได้ รับผลกระทบทางด้านต่างๆจากสังคม โดยเป็นกลุ่มที่ประสบกับครอบครัวแตกแยก และเป็นลูกหลานของชนเผ่ากลุ่มต่างๆซึ่งมีอยู่หลากหลายในน่านและภาคเหนือ เขาเล่าว่าเด็กนักเรียนของเขานั้น ครูต้องให้การดูแลโดยเป็นทั้งหมดเหมือนกับเป็นพ่อแม่เลยทีเดียว

เด็กๆ หลายคนอยู่กินนอนและทำงานกับเขาและครอบครัวจนเหมือนกับเป็นลูกหลานและสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว เด็กบางคนมีความสามารถพิเศษ เรียนดีและรักทำงานศิลปะ ในขณะที่สี เฟรม กระดาษ และวัสดุอุปกรณ์ทำงานศิลปะนั้นราคาแพง

เขาก็ต้องคิดค้นหาวิธีจัดหาสิ่งของให้เด็กได้ทำและเรียนรู้ให้ได้ จึงหาวิธีทำกระดาษจากวัสดุดัดแปลงที่หาได้ รวมทั้งนำเอาเฟรมเขียนรูปเก่าของตนเองมาทาสีใหม่รองพื้นเสียใหม่ให้เด็ก ซึ่งได้ถึง ๒๐ เฟรม ทำให้เด็กชนเผ่าคนหนึ่งเกิดการพัฒนาตนเองอย่างมากทางศิลปะ กระทั่งปัจจุบันสามารถเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยและได้รับทุนการศึกษาจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนสถานการณ์ชีวิตจากความเลวร้ายให้กลายเป็นการได้สร้างคนดีให้กับสังคม

อาจารย์สุทธิธัช ธิติกุลเกษมศักดิ์ ศิลปินน่าน ครูศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนน่าน และเป็นเครือข่ายที่ทำงานศิลปะเพื่อสังคม เป็นเพื่อนร่วมแนวทางการทำงานกับอาจารย์ยุทธภูมิ ซึ่ง ก้อย ภรรยาของอาจารย์ยุทธภูมิเล่าว่า เบื้องหลังการทำงานหลายอย่างที่ดีๆให้คนน่านมาอย่างต่อเนื่องนั้น ทั้งสองท่านนี้เป็นเพื่อนร่วมทุกข์สุข ที่พากันทำงานอยู่เบื้องหลังอย่างทุ่มเทมาก

ก้อยเองนั้นเป็นแม่บ้านของครอบครัวอาจารย์ยุทธภูมิและเป็นเกษตรกรทำนากับพ่อ ก็ต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตให้กลมกลืนไปด้วยกัน เธอกล่าวว่า ที่สามีชวนเธอมาร่วมเวทีในครั้งนี้ด้วยนั้น เธอดีใจและมีความสุขมากอย่างยิ่ง เพราะทำให้เธอเห็นและเกิดความเข้าใจมากอย่างยิ่งในสิ่งที่คู่ชีวิตของตนกำลังทำ ก่อนหน้านี้ผู้ที่เป็นเพื่อนกับอาจารย์ยุทธภูมิได้มากที่สุดก็คืออาจารย์สุทธิธัช ก้อยนอกจากจะได้เข้าใจอย่างซาบซึ้งมากยิ่งขึ้นแล้ว ก็ได้มีโอกาสร่วมแสดงออกด้วยว่าเธอชอบวิถีชีวิตครอบครัวที่มุ่งไปในแนวทางนี้ ได้ดูแลคนอื่นเพื่ออยู่ด้วยกัน ทำทุกอย่างเอางาม และพอเพียง เธอถือโอกาสขอบคุณสามี อาจารย์สุทธิธัช บางกอกฟอรั่ม และทุกคน ที่ให้เธอได้มีโอกาสมาร่วมกระบวนการเวทีด้วย ซึ่งทำให้เธอเข้าใจและได้ความซาบซึ้งกับอีกหลายอย่างที่ไม่เคยได้มีโอกาสทราบเลย มากเข้าไปอีก

ครูปิงปอง (เสื้อผ้าพื้นเมืองสีครีม ยืนกลาง) ผู้บริหารโรงเรียนวัดปงสนุกของลำปาง และเป็นครูนักวิชาการอนุรักษ์พุทธศิลป์ ที่นำชุมชน คณะครูโรงเรียน เด็กและยาวชน และเครือข่ายชุมชน ให้ร่วมกันฟื้นฟูงานพุทธศิลป์และศิลปวัฒนธรรมวัดปงสนุก ของจังหวัดลำปาง ก็มีกลุ่มเยาวชนที่มาร่วมเวทีกล่าวถึงว่าเป็นครูของพวกเขา รวมทั้งแจน นอกจากตนเองก็มีเครือข่ายและสร้างคนรุ่นใหม่ๆไปด้วยแล้ว ก็กล่าวอย่างนอบน้อมใจว่าครูปิงปองเป็นครูของเธอมานานหลายอย่างที่ทำให้เธอ มาถึง ณ จุดที่กำลังได้ทำสิ่งต่างๆมากพอสมควรในทุกวันนี้

การถ่ายทอดประสบการณ์และแบ่งปันเรื่องราวต่างๆบนเส้นทางความเป็นมาของคนทำงานในแนวนี้ในเวที ทำให้เห็นภาพความเป็นจริงทางการปฏิบัติบนวิถีชีวิตและเห็นบทเรียนอีกด้านหนึ่งที่มีคุณค่ามากต่อการเป็นครูด้วยจิตวิญญาณและคุณธรรมความเป็นครูให้กันและกันของมนุษย์ที่มีอยู่ในตนของผู้คน คือ ....

  • เป็นครูและผู้ให้แรงบันดาลใจ : มีชีวิตการเป็นอยู่ที่มีพลังเป็นครูและให้แรงบันดาลใจแก่เด็กและผู้คน ในการที่จะก้าวข้ามปัญหาและความทุกข์ยากในชีวิต พึ่งตนเองในการปฏิบัติและมีชีวิตการเรียนรู้ พึ่งตนเองและแก้ปัญหาด้วยปัญญาปฏิบัติ ด้วยความนอบน้อมกตัญญู
  • งานสมดุลกลมกลืนกับการดำเนินชีวิต : ทำงานเป็นเนื้อเดียวกับชีวิต ถ่ายทอดและสร้างสิ่งต่างๆให้กับเด็ก เยาวชน ชุมชน และคนอื่น ด้วยสิ่งที่มีค่าและมีความหมายเสมือนทำให้กับชีวิตตนเอง
  • มุ่งความสำเร็จไปกับการสร้างชีวิตส่วนรวม : มีความสุขและมุ่งความสำเร็จ ความงอกงามในชีวิตตนเอง ผ่านการสร้างสังคมและชีวิตการอยู่อาศัยกับส่วนรวม ให้สิ่งที่ดีกว่าที่ทำให้กับตนเอง แก่ชุมชนและผู้อื่น เพื่อให้ตนเองได้ร่วมอยู่อาศัยอย่างมีความสุขในสังคมที่ดีอีกทีหนึ่ง
  • อดทนและเปิดกว้าง : อดทน มีจิตใจเปิดกว้าง ไม่ใช้ความไม่เข้าใจของตนเองปิดกั้นโอกาสทำความเข้าใจและเรียนรู้ความเป็น จริงร่วมกับคนอื่น จากจุดยืนร่วมกับคนอื่นให้ค่อยเชื่อมโยงมาถึงความเป็นตัวของตัวเอง
  • พากันใช้ชีวิตและทำสิ่งสร้างสรรค์ : เป็นครูด้วยการใช้ชีวิต อบรมสอนสั่ง พาคิด พาทำ อยู่บนชีวิตจริง
  • ให้โอกาสและให้ความเข้าใจ :  ให้โอกาส อดทน รอคอยความเจริญงอกงามที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปของพัฒนาการความเป็น ชีวิตบนเงื่อนไขแวดล้อมและพื้นฐานอันแตกต่างกัน
  • บูรณาการการเรียนรู้กับการเลี้ยงชีวิต : ประคับประคองให้เรียนรู้และให้เข้าถึงความจริงด้วยการปฏิบัติ ไปจนถึงการเกิดทักษะการพึ่งตนเอง การประกอบกิจการ กล้าริเริ่ม ได้ความมั่นใจในการทำงานและนำชีวิตตนเอง
  • เป็นผู้ให้ความเชื่อมั่นในตนเองให้กัน : ให้โอกาสในการริเริ่ม ส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเองให้กล้าคิด กล้าแสดงออก กล้าทำ กล้าเผชิญกับความยากลำบากเพื่อเข้าถึงสิ่งดีและได้บรรลุผลการปฏิบัติอย่าง สูงสุดตามศักยภาพของตน
  • เป็นสภาพแวดล้อมและกัลยาณมิตรให้กัน : เป็นครูและสภาพแวดล้อมของชีวิต เพื่อเป็นตัวช่วยปกป้อง กลั่นกรอง และช่วยเลือกสรรความมีประสบการณ์ต่อตนเองอย่างกว้างขวาง ทั้งต่อการมีประสบการณ์ต่อสังคมถิ่นฐานบ้านเกิด การมีประสบการณ์ต่อโลกกว้างและความทันสมัยที่อยู่ในโลกภายนอก

บทเรียนชีวิตและการงานของเครือข่ายคนแพร่ น่าน และลำปาง ในมิตินี้ ทำให้เห็นความเป็นเครือข่ายการเรียนรู้และความเป็นชุมชนปฏิบัติ ที่จัดความสัมพันธ์กันด้วยโครงสร้างทางปัญญาและความมีคุณธรรมความเป็นครู ทั้งสำหรับตนเองและสำหรับผู้อื่นอยู่ในจิตวิญญาณ เป็นปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังพลังชีวิตและพลังในการทำงานในพื้นที่หลายอย่างที่มีความสร้างสรรค์ ทำให้เป็นเครือข่ายชุมชนปฏิบัติที่มีกระบวนการเรียนรู้และก่อเกิดตัวปัญญาสร้างสรรค์ เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการทำงานและการใช้ชีวิต ซึ่งหากใช้วิธีสั่งการและกำหนดรูปแบบตายตัวแบบการทำงานทั่วๆไป รวมทั้งงาน การดำเนินชีวิต ชีวิตส่วนรวม กับกระบวนการเรียนรู้สร้างความงอกงามอย่างเป็นองค์รวม ดำเนินไปอย่างแยกส่วนกัน ก็จะสร้างขึ้นได้ยาก .