ผู้มีสิทธิเบิกได้ต้องเป็นบุตรลำดับที่หนึ่งถึงสามเท่านั้น(ไม่มีทวิหรือวงเล็บขยาย)


ผมมิบุตรตามลำดับดังนี้  (1) นาย ก เกิดเดือน มิถุนายน 2530 อายุ19 ปี(2) นาย ข เกิดเดือน ธันวาคม 2533 อายุ 16 ปี (3) ดช. ค เกิดเดือน เมษายน 2536 อายุ 13 ปี (ท้องที่ 4) ดช.ป และ เด็กชาย ม (ฝาแฝด) เกิด เดือนพฤศจิกายน 2544 อายุ 5 ปี ตามปกติคู่แฝดนี้ ผมจะใช้สิทธิบัตรทอง(บัตร 30 บาท)ทั้งสองคน ในการรักษาพยาบาลมาตลอด 4 ปี ครั้งล่าสุด ผมพาเด็กเข้าโรงพยาบาลเพราะเป็นไข้หวัด พอเอาใบสั่งยาจากหมอไปให้ห้องจ่ายยา ทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่า ใช้บัตรทองไม่ได้ เพราะเด็กเบิกได้แล้ว (เจ้าหน้าที่แจ้งว่าเอาข้อมูลจากในคอมฯ) ตกลงผมก็จ่ายตังค์ รับใบเสร็จมา ไปขอทำเบิกที่โรงเรียน ปะหน้าส่ง สพท. พอสิ้นเดือน เงินก็เข้าบัญชีธนาคาร รับมา 200 บาท นึกแปลกใจ ณ วันนี้ว่า เจ้าหน้าที่การเงินของ สพท. ยล.1 อิง พระราชกฤษฎิกาฉบับใด ทำไมถึงได้จ่ายตามใบเสร็จให้ผมได้ ทำไมไม่มีการกางพระราชกฤษฎิกา ดูก่อนหรอกหรือ เข้าเรียกว่า ไม่แม่น....อยู่ๆก็มีหนังสือฉบับหนึ่งแจ้งรายการทักท้วงมาถึงผม ให้ผมส่งคืนเงิน จำนวนดังกล่าว ผมเรียนให้ทราบว่า ผมส่งคืนได้ เรื่องของเรื่อง ก็มีอยู่ว่า ใบเสร็จรับเงินฉบับนั้น มันผ่านมาได้อย่างไร ในเมื่อตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2523 มาตรา 7 ให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลสำหรับบุตรได้เพียงคนที่หนึ่งถึงคนที่สาม สำหรับบุตรคนที่สี่ ที่ผมระบุไว้ในใบขอเบิกฯ ควบกับใบเสร็จที่ขอทำเบิกกับ สพท.นั้น จึงไม่สามารถนำมาใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลได้(ถึงแม้บุตรคนที่ 1จะบรรลุนิติภาวะไปแล้วก็ตาม) ทางเจ้าหน้าที่จ่ายเงิน ต้องแม่นกว่านี้....เรื่องของเรื่องจึงจะไม่เกิดขึ้นดังเช่นนี้  เนาะ รอ ยะ วี......ส่งสัยว่า พระราชกฤษฎีกา ฉบับนี้คงจะไม่มี ทวิ หรือ วงเล็บโน้น วงเล็บนี่แล้วกระมั่ง หมายถึงว่า บุตรคนหนึ่ง บรรลุนิติภาวะไปแล้ว คนที่ 4 ก็ ขึ้นมาแทน อะไรทำนองนั้นใช่ไหม? ดังที่เจ้าหน้าที่ห้องจ่ายยาของโรงพยาบาลอ้างกับผมในตอนแรก ใครจำแม่น ช่วยหน่อย........