นโยบายลดอัตราการซ้ำชั้น ของนักเรียน ป.๑ เริ่มใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๒๙ เนื่องจากผลการจัดทำสารสนเทศทางการศึกษา พบว่านักเรียนชั้นป.๑ เป็นชั้นที่สอบตกมากที่สุด ประมาณร้อยละ ๕-๖ ส่วนชั้น ป.๒-๖ มีอัตราการตกซ้ำชั้นเพียงเล็กน้อยประมาณร้อยละ ๑-๒ เท่านั้น
นโยบายดังกล่าวมีวิธีการแก้ปัญหาการตกซ้ำชั้นหลายวิธี ทั้งการสอนซ่อมเฉพาะราย สอนซ่อมเป็นกลุ่มย่อย การให้งาน การทดสอบใหม่ การสอบเพื่อสอนไม่ใช่สอบเพื่อตัดสิน การทดสอบตามสภาพจริง การทดสอบที่หลากหลายไม่ใช่ทดสอบแต่ภาคความรู้โดยเลือก ก ข ค ง เท่านั้น ฯลฯ นโยบายนี้เป็นนโยบายที่ดีและครูทุกคนก็พยายามทุกวิธีเพื่อให้นโยบายนี้บรรลุผล ช่วยให้รัฐไม่ต้องลงทุนสูญเปล่าเป็นการประหยัดงบประมาณอีกวิธีหนึ่ง
จากความพยายามให้นักเรียนได้เลื่อนชั้นทุกปี ด้วยวิธีต่างๆ ดังกล่าว เป็นเวลา ๒๖ ปี ตอนนี้ผมได้มองเห็นอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งคิดว่าสิ่งที่ได้มาไม่คุ้มกับสิ่งที่เสียไป
เมื่อก่อนนี้บางคนไม่จบการศึกษาภาคบังคับ เรียนเพียงชั้น ป.๑ ป.๒ บ้าง หรือเรียนถึง ป.๔ แต่คนที่เรียนเพียง ป.๔ ก็ยังอ่านหนังสือออกแม้ไม่จบการศึกษาภาคบังคับ วันนี้คนที่จบม.๓ บางคนก็อ่านหนังสือไม่ออก แม้ประเทศไทยจะประกาศว่าปลอดผู้ไม่รู้หนังสือ
ที่เป็นเช่นนี้ก็มาจากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุที่กระทรวงศึกษาธิการควรแก้ไขคือ ทดสอบนักเรียนทุกชั้นเพื่อตัดสินว่าสอบได้หรือสอบตก และให้นักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ต้องสอบตกทุกชั้น เหตุผลที่นักเรียนต้องเลื่อนชั้นทุกปีเป็นเรื่องของประสิทธิภาพ ถ้านักเรียนสอบตกแสดงว่าประสิทธิภาพการบริหารจัดการไม่ดี การลงทุนมีการสูญเปล่า นักเรียนใช้เวลามาเรียน ๑ ปีจะไม่ได้ความรู้เลยหรือไร ครูไม่ได้ช่วยเหลือเด็กเลยหรือไร ครูสอนอย่างไรให้นักเรียนสอบตกซ่อมเสริมหรือเปล่า และอีกสารพัด สารพัน เมื่อมองในเหตุผลต่างๆ ที่ผ่านมาพบว่าเด็กควรได้เลื่อนชั้นทุกปีจริง ๆ แต่มุมมองวันนี้กลับเห็นว่าเด็กควรตกซำ้ชั้นเมื่อทดสอบไม่ผ่านเกณฑ์
มุมมองนี้ไม่ใช่มุมมองทางวิชาการถ้านำหลักวิชาการมาเปรียบเทียบคงเป็นความคิดที่ล้าหลัง ย้อนยุคไปหลายสิบปี แต่ขอเปรียบเทียบความสามารถของสมองหรือสติปัญญา กับความสามารถของร่างกาย ดังนี้
บางคนไอคิวสูง ฉลาดล้ำ สามารถสร้างสรรเทคโนโลยีคุณภาพสูงได้ บางคนไอคิวต่ำหรือปานกลาง เพียงแค่ใช้เทคโนโลยีก็ใช้ไม่เป็น
บางคนแข็งแรงยกน้ำหนักได้เป็นร้อยกิโลกรัม แบกกระสอบข้าวสารได้วันละหลายกระสอบ วิ่งได้ไกล ๔๐-๕๐ กิโลเมตร บางคนยกถุงข้าวสาร ๕ กิโลกรัมก็ยกไม่ไหว เดินไม่ถึง ๕๐๐ เมตรก็ต้องนั่งพัก
การให้เด็กต้องเลื่อนชั้นทุกปีเป็นความสามารถทางสติปัญญาที่มองไม่เห็น จะรู้ได้ก็ต้องทดสอบ ซึ่งมีเกณฑ์ว่าสอบได้ระดับนี้เลื่อนชั้น สอบได้ต่ำกว่านี้เรียนซ้ำชั้น เปรียบเทียบกับทางกายเช่นการยกของหนัก ก็เหมือนกับว่าถ้ายกน้ำหนักได้ ๑๐ กิโลกรัม ก็ได้เลื่อนชั้น ไม่ได้ก็ต้องเรียนชั้นเดิม แต่เมื่อจะให้เด็กเลื่อนชั้นก็ต้องช่วยเด็ก ยกน้ำหนัก ๑๐ ก.ก.ไม่ได้ ก็แบ่งเป็นถุงละ ๕ ก.ก. ยกครั้งละ ๑ ถุง สองครั้งก็ครบ ๑๐ ก.ก. ต้องยกน้ำหนักไปวางห่างจากจุดเดิม ๑๐ เมตร ยกครั้งเดียวไปไม่ถึงก็พักกลางทาง ยกไปพักไปเดี๋ยวก็ถึง บางคนยกไม่ไหวลากไปบ้างยกไปบ้างก็ถึงปลายทางจนได้
การสอบเลื่อนชั้นก็เหมือนกับยกของหนัีก วันนี้ยกน้ำหนัก ๑๐ กก.ไม่ไหว ก็ต้องทดสอบว่ายกได้กี่ ก.ก.? ถ้ายกได้ ๗ ก.ก. พรุ่งนี้ก็ยกเพิ่มเป็น ๘ ก.ก.และต้องยกน้ำหนัก ๘ ก.ก.ไปอีกหลายวัน กว่าจะเพิ่มเป็น ๙ ก.ก. และต้องยกน้ำหนัก ๙ ก.ก. ไปอีกหลายวันกว่าจะยกน้ำหนัก ๑๐ ก.ก.ได้ ซึ่งเวลาที่ฝึกหลายวันก็เหมือนกับการเรียนซ้ำชั้น ถ้าเพิ่มน้ำหนักทุกวันวันละ ๑ ก.ก. ร่างกายก็ไม่สามารถทนทานได้ การให้เด็กเลื่อนชั้นทุกปีก็เหมือนการเพิ่มน้ำหนักให้เด็กทุกวันทั้งที่ร่างกายยังไม่แข็งแรงพอ ซึ่งอาจทำให้หลังหัก กระดูกแขน ขาหักได้
การแบ่งน้ำหนักให้ลดลงและยกหลายครั้งก็ทำให้ยกได้น้ำหนักรวมเท่ากับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ หรือการพักกลางทางระหว่างยกน้ำหนักก็ทำให้นำ้ไปถึงปลายทางได้แต่ร่างกายไม่ได้แข็งแรงขึ้น สติปัญญาก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกัน แม้คนจะพัฒนาได้แต่เวลาในการพัฒนาอาจไม่เท่ากัน บางคนอาจใช้เวลาไม่มาก แต่บางคนอาจต้องการเวลาบ้าง ดังนั้นการเรียนชั้นเดิมไม่ใช้่การทำร้ายแต่เป็นการช่วยเหลือ เหมือนกับการยกน้ำหนัก ถ้าเพิ่มนำ้ำหนักเข้าไปทั้งที่เต็มกำลังอยู่แล้วก็ยกไม่ไหว
การรับนักเรียนเข้าเรียนในการศึกษาภาคบังคับนั้น บังคับให้เด็กทุกคนต้องเข้าเรียนและเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับ นักเรียนที่เข้าเรียน ป.๑ จึงมีความแตกต่างกันมาก นักเรียน ป.๑ อาจต้องซ้ำชั้นเป็นจำนวนมากเพราะความพร้อมแต่ละคนต่างกันเมื่อพัฒนาแล้วก็ยังต่างกัน เมื่อเรียนชั้นที่สูงขึ้นแต่ละคนก็ยังต่างกัน ดังนั้นจึงมีบางคนได้เลื่อนชั้นทุกปี แต่บางคนต้องซ้ำชั้นในบางชั้น หรือบางคนอาจหยุดอยู่เพียงชั้นใดชั้นหนึ่งไม่จบการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งการพูดถึงสติปัญญานี้เป็นนามธรรมยากแก่การพิสูจน์ แต่ถ้าพูดถึงร่างกายว่าทุกคนต้องแบกกระสอบข้าวสารน้ำหนัก ๑๐๐ ก.ก.ได้ไกล ๒๐ เมตร เป็นเรื่องพิสูจน์ได้ง่าย ลองคิดดูสิครับว่าคุณยกน้ำหนัก ๑๐๐ ก.ก.ไหวหรือเปล่าแล้วคนที่คุณรู้จัก แบกกระสอบข้าวสาร น.น. ๑๐๐ ก.ก. ได้ไกล ๒๐ เมตร มีกี่คน แต่คนที่คุณไม่รู้จักและแบกกระสอบข้าวสาร น.น. ๑๐๐ ก.ก. ได้ไกล ๒๐ เมตร แบกวันละหลายเที่ยว มีหลายคนครับ ดูข่าวทีวี ก็พบเห็นได้ เราอาจมองว่าเขาเป็นผู้ใช้แรงงาน แต่นั่นคือความสามารถทางกายที่แต่ละคนมีไม่เท่ากัน
การรับนักเรียนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยมีการคัดเลือก โดยการสอบ ผู้สอบผ่านจึงจะได้เข้าเรียน ผู้สอบไม่ผ่านก็ไม่ได้เข้าเรียน เด็กที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเป็นเด็กที่คัดเลือกแล้ว แต่ก็ไม่ได้เรียนจบทุกคนบางก็ได้รับปริญญา บางคนก็ไม่ได้รับปริญญา บางคนเรียนจบแต่ก็ใช้เวลามากกว่าที่หลักสูตรกำหนดไว้ บางคนเรียนจนจบ ป.เอก โดยใช้เวลา น้อยกว่าที่หลักสูตรกำหนดไว้ แต่เด็ก ป.๑ ไม่ได้คัดเลือก จะเป็นอย่างไรก็เข้าเรียนได้ทุกคน การให้เลื่อนชั้นทุกคน ทุกปีอาจเป็นผลเสียต่อเด็กโดยที่ผู้ใหญ่คิดไม่ถึง