ท่ามกลางเครื่องหมายคำถามที่ว่า การแจกแท็บเล็ตให้กับเด็ก ป.1 ของรัฐบาล ด้วยมูลค่ามหาศาลนั้นคุ้มหรือไม่คุ้ม บางทีเทคโนโลยีมัลติพอยท์ที่ใช้ต้นทุนเพียงน้อยนิด อาจเป็นนวัตกรรมที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ เติมเต็มภูมิปัญญา และเป็นคำตอบของวิธีแก้ปัญหาการศึกษาของเด็กไทยก็เป็นได้

ปัญหาสำคัญด้านการเรียนการสอนของโรงเรียนหลายแห่งในสังกัด สำนักเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) เชียงใหม่ เขต 5 คือการอ่านหนังสือ เนื่องจากเด็กนักเรียนส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขา เช่น เผ่ากะเหรี่ยง ซึ่งมกจะใช้ภาษาชนเผ่าของตัวเองเป็นหลัก ทำให้การเรียนรู้ภาษาไทยเหมือนเป็นการเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด จึงเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้อย่างยิ่ง  ทาง สพป.เชียงใหม่ เขต 5 จึงได้กำหนดนโยบายให้แต่ละโรงเรียนในสังกัดต้องส่งเสริมการเรียนการสอนให้นักเรียนสามารถอ่านออกเขียนได้ 100%

            ดังนั้นกลุ่มโรงเรียนเครือข่ายในสังกัด สพป.เชียงใหม่ เขต 5 จำนวน 10 แห่ง ประกอบด้วย ร.ร.บ้านห่างหลวง  ร.ร.บ้านขุนแม่ตื่นน้อย  ร.ร.ตรีมิตรวิทยา  ร.ร.บ้านห้วยหล่อดูก ร.ร.บ้านตุงติง  ร.ร.บ้านทุ่งจ่าเริง  ร.ร.บ้านยางแก้ว  ร.ร.บ้านวังกอง  ร.ร.บ้านดอยคา และ ร.ร.บ้านแม่ตื่น จึงร่วมกันจัดทำ โครงการสนุกกับการเรียนรู้ร่วมกันด้วยเทคโนโลยีมัลติพอยท์ ขึ้น โดยได้รับทุนจากโครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้ ระดับประถมศึกษา ครั้งที่ 1/2554 ของ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)

            “มัลติพอยท์” คือ เทคโนโลยีที่ช่วยให้นักเรียนแต่ละคนใช้เมาส์ควบคุมการใช้งานบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ร่วมกันบนหน้าจอเดียว เพื่อทำกิจกรรมร่วมกันบนสไลด์ที่ออกแบบมา โดยใช้แอพลิเคชั่น Mouse Mischief PowerPoint add-in เป็นตัวที่ช่วยให้สามารถใช้เมาส์หลายๆ อันร่วมกันได้ ซึ่งในหนึ่งหน้าจอสามารถรองรับการใช้งานได้ถึง 40 เมาส์ โดยครูผู้สอนจะใช้โปรแกรม วินโดว์มัลติพอยท์ เพื่อควบคุมการอนุญาตให้เมาส์เคอร์เซอร์อันไหนสามารถแสดงสถานะใช้งานได้หรือไม่ได้อีกครั้งหนึ่ง

เทคโนโลยีมัลติพอยท์ สามารถนำมาใช้ในกิจกรรมที่ครูออกแบบได้หลายประเภท เช่น   กิจกรรมลากแล้ววาง การแสดงความคิดเห็น  จิ๊กซอว์  เลือกตอบ 4 ทาง เลือกถูกผิด การวงแล้วอธิบาย การเติมคำในประโยค การเติมคำในรูป การแยกส่วนประกอบรูป การพิมพ์ตอบคำถาม และการจัดหมวดหมู่โดยลาก-วาง เป็นต้น

            สมพงษ์ แสนสำโรง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห่างหลวง ต.ห่างหลวง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ประธานโครงการฯ เล่าว่า เทคโนโลยีมัลติพอยท์ ถือเป็นนวัตกรรมช่วยส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิ์ภาพการเรียนการสอนให้แต่ละโรงเรียนอย่างมาก โดยตัวนักเรียนเองได้ทำสิ่งแปลกใหม่ มีความสนุกสนาน เพลิดเพลิน และสนใจการเรียน ทำให้เด็กพัฒนาความรู้ความสามารถในการเรียนได้อย่างรวดเร็ว ไม่รู้สึกเบื่อในการเรียนวิชายากๆ เช่น คณิตศาสตร์ และอังกฤษ นอกจากนั้นแล้วยังช่วยให้เกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาด้านการอ่าน การเขียนและการคิดคำนวณ

ส่วนครูผู้สอนที่ได้มีการฝึกการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยีมัลติพอยท์ส่งผลให้ครูมีความรู้ ความสามารถในด้านของการผลิตสื่อและนวัตกรรมเพิ่มขึ้น และยังทำให้ครูมีประสบการณ์ใหม่และนำมาปรับใช้ในกาเรียนการสอนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อตัวครูเองและเด็กนักเรียนอีกด้วย

ตัวชี้วัดถึงความสำเร็จที่ชัดเจนภายหลังจากการนำเทคโนโลยีมัลติพอยท์มาใช้ในหลายโรงเรียน พบว่า ผลการสอบ O-NET ของ ป.6 ผลการสอบ NT ของ ป.3 และ ผลการเรียนของนักเรียนทุกระดับชั้นในปีการศึกษา 2554 เพิ่มขึ้นทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้

            “หากเปรียบเทียบมัลติพอยท์กับโครงการแจกแท็บเล็ตให้เด็ก ป.1 ของรัฐบาลนั้น มัลติพอย น่าจะคุ้มค่าและมีประโยชน์มากกว่า เพราะเข้าถึงเด็กได้ง่าย ใช้งานง่าย และเด็กก็ยังได้ฝึกใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้นอีกด้วย” ครูสมพงษ์ บอกและว่า การแจกแท็บเล็ตนั้น ต้องมองถึงบริบทรวมด้วยว่าเหมาะสมกับเด็กพื้นที่ห่างไกลหรือไม่ เพราะยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเท่าที่ควร แล้วการใช้งานมันยุ่งยากสำหรับเด็กหรือไม่ ซึ่งต้องใช้เวลาปรับตัวนานมาก อีกทั้งเด็กวันนี้ยังไม่เติบโตพอที่จะรับรู้สิ่งแปลกๆใหม่ ที่มันซับซ้อนเกินไป

            ขณะที่ สิริลักษณ์ ธรรมบุตร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยหล่อดูก ต.แม่ตื่น อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า จากการที่ทางโรงเรียนได้นำเทคโนโลยีมัลติพอยท์มาปรับใช้ในทุกชั้นเรียนนั้น พบว่าผลการประเมินการอ่าน วิเคราะห์และเขียน ร้อยละ 80 สามารถพัฒนาผ่านเกณฑ์ประเมินจากระดับดีเป็นดีเยี่ยม โดยเฉพาะหลังจากใช้สื่อมัลติพอยท์มาใช้ประกอบการเรียนการสอน นักเรียนมีความสนใจที่จะเรียนรู้เรื่องการสร้างโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติ ซึ่งต้องใช้ สมาธิ ความอดทน การลองผิดลองถูก ต้องใช้ทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหากว่าจะประสบความสำเร็จในการประกอบหุ่นยนต์ควบคุมโดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อนำไปแข่งในเวทีระดับชาติ  ซึ่งสิ่งที่เป็นแรงผลักดันก็คือ แรงจูงใจจากการเรียนรู้สื่อมัลติพอยท์ นั่นเอง

            ทางด้าน ด.ช.สดใส โสมสุริยา ชั้น ป.6 โรงเรียนบ้านหล่อดูก บอกว่า รู้สึกดีใจที่ได้ใช้มัลติพอยท์  และมีความผูกพัน เพราะเคยเล่นมาก่อนจนชิน แม้ที่บ้านไม่มีคอมพิวเตอร์ก็ตาม จึงรู้สึกสนุกและอยากเรียนในวิชาที่ได้ใช้มัลติพอยท์ทุกครั้ง เพราะจะได้เล่นคอมพิวเตอร์ด้วย เวลาเรียนก็ไม่เบื่อ ได้เรียนรู้กับเทคโนโลยี  คณิต วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ถือว่าสนุกและได้ความรู้ได้อีกด้วย

            ส่วน ดร.อุบล เล่นวารี ประธานโครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้ระดับประถมศึกษาในโรงเรียน สสค. ให้ความเห็นว่า โครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้ระดับประถม ศึกษา ครั้งที่ 1/2554 เน้นการยกระดับการเรียนรู้ของนักเรียนระดับประถมศึกษา ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ใน 3 ประเด็น ดังนี้ 1.การพัฒนาสมรรถนะการอ่าน (Literacy) 2.ความสนุกกับการเรียนรู้ (Play and Learn) และ 3.การพัฒนาคุณลักษณะที่ดีงามของผู้เรียน

            โครงการสนุกกับการเรียนรู้ร่วมกันด้วยเทคโนโลยีมัลติพอยท์ ของกลุ่มโรงเรียนเครือข่ายในสังกัด สพป.เชียงใหม่ เขต 5 นั้น ถือว่า ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ซึ่งเมื่อเสร็จสิ้นโครงการแล้วจากการประเมินพบว่า อยู่ในระดับดีเด่น  เป็นโครงการที่ได้รับความชื่นชมเนื่องจากบริบทของพื้นที่จากการที่นักเรียนเป็นชาวเขามีปัญหาทางการเรียนการสอนมากแต่เมื่อมีการนำเทคโนโลยีมัลติพอยท์มาใช้เป็นการทะลายปัญหาให้หมดไป และช่วยแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์ไม่เพียงพอได้อีกด้วย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล เพราะคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวสามารถใช้งานได้หลายคนร่วมกัน

            ท่ามกลางเครื่องหมายคำถามที่ว่า การแจกแท็บเล็ตให้กับเด็ก ป.1 ของรัฐบาล ด้วยมูลค่ามหาศาลนั้นคุ้มหรือไม่คุ้ม บางทีเทคโนโลยีมัลติพอยท์ที่ใช้ต้นทุนเพียงน้อยนิด อาจเป็นนวัตกรรมที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ เติมเต็มภูมิปัญญา และเป็นคำตอบของวิธีแก้ปัญหาการศึกษาของเด็กไทยก็เป็นได้