เป็นงานเขียนใน"วิทยาจารย์"(คุรุสภา)นิตยสารที่ไม่ไ้ด้วางจำหน่ายในท้องตลาด ขอนำมาเผยแพร่ครับ อาจจะเป็นประโยชน์ทางการศึกษาบ้างไม่มากก็น้อย-(ขอสละสิทธิ์ในการรับรางวัลใดๆ ครับเพราะเป็นงานที่พิมพ์เผยแพร่แล้ว--ปณิธิ)
บันทึกถึงดวงดาว 9
กระท่อมดาริกา
น้องดาวที่รัก
วันที่พี่กำลังเขียนบันทึกนี้ ตรงกับวันที่ 29 กรกฎาคมพอดี คนไทยส่วนใหญ่โดยเฉพาะครูภาษาไทยย่อมรู้ดีว่าเป็น “วันภาษาไทยแห่งชาติ” ซึ่งนับว่าเป็นวันสำคัญยิ่งของชาติ ภาษาไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษรังสรรค์ให้ลูกหลานได้มีความภาคภูมิใจในความเป็นคนไทยมีภาษาเป็นของตนเอง จะพูดจะเขียนจะสื่อสารกันก็ใช้ภาษาของตนไม่ต้องไปหยิบยืม ภาษาของใครมาใช้
ที่พูดมาทั้งหมดนี้เพียงอยากจะบอกน้องดาวว่าปัจจุบันนี้ภาษาไทยของเรานับวัน “ดูเหมือน” จะลดความสำคัญลงไปทุกที ๆ ยิ่งมีเทคโนโลยีก้าวหน้ามากเพียงใดการใช้ภาษาไทยที่ไม่ถูกต้อง ก็มีให้มองเห็นมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอินเทอร์เนตหรือโทรศัพท์มือถือ ที่มักส่งหรือพิมพ์ข้อความ สื่อสารกันแบบห้วน ๆ สั้น ๆ แทนการเขียนด้วยลายมือ การทำการบ้านของนักเรียน ครูหลายคน นิยมให้พิมพ์ จัดเป็นรูปเล่มสวยงามกันแทบทุกวิชา พี่สังเกตดูลายมือของลูกศิษย์มาหลายรุ่นแล้ว ตั้งแต่ที่เขาเข้ามาเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ใหม่ ๆ ลายมือส่วนใหญ่สวยงามเป็นระเบียบ อ่านง่าย มีหัวมีหางพอเหมาะพอควร แต่พอเรียนสูงขึ้นลายมือกลับ “แย่ลง” บางคนแทบดูไม่ออกเลยว่าเขียนเป็นภาษาไทย
พี่ไม่ได้โทษคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เนตหรือโทรศัพท์มือถือหรอกนะ เพราะหากมองในแง่การใช้ประโยชน์ก็นับว่าคุ้มค่า แต่หากใช้จนเกินพอดี บางทีก็อาจไปทำลายบางสิ่งบางอย่างได้เช่นกัน ดังนั้น ลูกศิษย์ของพี่จึงต้องทำงานด้วยลายมือของตัวเอง แต่พี่ไม่ได้สั่งให้ทำจนลืมนึกถึงวิชาอื่นหรอกนะ เพราะวิชาอื่นเขาก็ต้องสั่งให้ทำเหมือนกัน บางทีอาจจะมากกว่างานที่พี่ให้ทำด้วยซ้ำ
สำหรับเรื่องลายมือและเรื่องการบ้าน พี่ขอ “บ่น” ไว้แค่นี้ก่อนนะ ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ เกี่ยวข้องกับภาษาไทยของเราก็คือ “การเขียนหรือการแต่งบทประพันธ์” พี่รู้สึกว่านักเรียนไม่ค่อยมีทักษะและมักทำคะแนนได้ไม่ดีนัก ส่วนใหญ่เกิดจากไม่รู้ว่าจะเขียนอย่างไร จะเริ่มอย่างไร จบอย่างไร อับจนถ้อยคำ และที่เห็นชัดเจนที่สุดคือสะกดคำง่าย ๆ ผิดเป็นประจำ พี่จึงกังวลและเป็นห่วงว่า ต่อไปนักเรียนของเราจะคิดไม่ได้ เขียนไม่เป็น แล้วสุดท้าย “งานฉันทลักษณ์” ที่นับวันเด็กรุ่นใหม่มองว่าล้าสมัยจะกลายเป็นเพียง “มรดกบนหิ้ง” ไร้คนสืบทอดในที่สุด
น้องดาวลองอ่านเรื่องนี้นะ แล้วช่วยตอบพี่ด้วยว่าหากพี่สอนลูกศิษย์อย่างนี้ ในอนาคตเราจะมีนักเขียนหรือนักประพันธ์เป็นดาวประดับฟ้าวรรณกรรมมากขึ้นหรือไม่ เขาจะธำรงวัฒนธรรมทางภาษาของชาติให้อยู่ยั้งยั่งยืนได้หรือเปล่า...
.................................................................
สำเริง (ไม่) สำราญ
ถ้านายสำเริงเป็นแมว ก็ต้องเป็นแมวขี้อ้อน ร้องเหมียว เหมียว... พันแข้งพันขา ดักหน้า-ดักหลังเจ้าของไม่ยอมห่าง สำเริงเป็นคน เป็นชายวัยรุ่นและต่างกับแมวตรงที่ต้องมาโรงเรียน อ่านเขียนหนังสือ ถึงคาบเรียนวิชาการแต่งคำประพันธ์ สำเริงจะคอยถามโน่นถามนี่เป็นระยะๆ ฉันนั่งสอนอยู่หน้าห้องที่ยกพื้นขึ้นมาประมาณ 20 เซนติเมตร จำลองว่าเป็นเวทีเพื่อให้นักเรียนได้ออกมาทำกิจกรรมหน้าห้องในบางคาบได้สะดวก สำเริงพร้อมกับเพื่อนอีก 2-3 คนก็จะมานอนพังพาบกับเสื่อน้ำมัน อยู่ใกล้แข้งใกล้ขา…เป็นประจำ
“จารย์ครับ นอน กับ จร สัมผัสกันได้ไหมครับ” สำเริงเคยถามขณะทำแบบฝึกเรื่องสัมผัสสระ
“เรียกชามเลยซีพ่อคุณ” ฉันประชด
“นอนสระอะไร สะกดด้วยมาตราอะไรล่ะ”
"สระออ แม่กนครับ"
“ถูกต้อง หน้าตาขี้เหร่แต่ฉลาดนะเนี่ย แล้วคำว่าจรล่ะ”
“สระออ แม่…” สำเริงออกอาการอ้ำอึ้ง
“งงเหรอ อ้าวนักเรียน คำว่า จร สะกดด้วยแม่อะไร”
ฉันถามนักเรียนคนอื่น ๆ แล้วก็ได้คำตอบที่ถูกต้อง
“ใช่ - ใช่ แม่กน ผมลืมจริง ๆ” สำเริงถึงบางอ้อ พร้อมกับยกกำปั้นเคาะหัวตัวเองสองสามที… คงไม่ใช่การประจาน หากจะบอกว่าสำเริงขี้ลืมและเรียนไม่เก่ง
คาบแรกของวิชานี้ กว่าสำเริงจะเขียนเรียงลำดับ ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูกได้ถูกต้อง ก็ลุ้นกันแทบเหงื่อตก (ที่จริงไม่ใช่สำเริงคนเดียวหรอกยังมีอีกครึ่งห้องในชั้น ม.4 นี้ที่พื้นฐานความรู้ใกล้เคียงกับสำเริง โธ่…มีเด็กมาเรียนก็นับว่าบุญนักหนาแล้ว สำหรับโรงเรียนมัธยม ฯ ประจำตำบลแห่งนี้) ภาคเรียนที่ผ่านมา สำเริงติด 0 หลายวิชา พอถึงภาคเรียนนี้ ตัวของสำเริงยังดิ้นกระแด่ว ๆ เพราะหัวติดศูนย์กระดิกกระเดี้ยไปไหนไม่ได้…
“ผมชอบเรียนกับจารย์” สำเริงเคยคุยกับฉัน “จารย์ใจดี ไม่เคยดุด่าเด็ก”
“เฮ่ย จะให้พี่ดุไหมน้องพี่ทำได้นะ” ฉันทำหน้าถมึงทึงเข้าใส่
“ไม่เอาหรอกครับ…ยังงี้แหละสนุกดี เรียนไป ฟังเพลงไป ร้องเพลงก็ได้ นอนก็ได้นั่งก็ได้ เดินก็ได้ – ไม่เครียด”
“อ๋อ เห็นชั่วโมงครู เป็นชั่วโมงระบายความใคร่ เอ๊ย ความเครียดรึไง”
“ก็จริง ๆ จารย์ เนี่ย เวลาผมนอนเรียนได้ฟังเพลงด้วย ผมแต่งกลอนได้จริง ๆ นะครับ –มันได้อารมณ์” สำเริงทำท่าเป็นศิลปิน
จริงอย่างที่สำเริงว่า ฉันเคยเห็น เวลาให้นักเรียนแต่งคำประพันธ์ สำเริงจะมานอนใกล้ ๆที่ฉันนั่ง มือถือปากกา เอาคางเกยกับท่อนแขน ดวงตาจ้องมองที่กระดาษ บางคราวก็เหม่อมองเหมือนปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับเสียงเพลง คล้าย ๆ กับกำลังค้นหาถ้อยคำและเรื่องราวหลากหลายในโลกแห่งจินตนาการ เพื่อนำมาร้อยเรียงลงบนกระดาษสีขาวตรงหน้าขณะนั้น โลกของสำเริงคงระบายด้วยสีขาวบริสุทธิ์เหมือนกระดาษที่ขาวสะอาด
ฉันอยากให้สำเริงอยู่ในโลกสีขาวใบนั้น นานเท่านาน...
ปลายภาคเรียน….สำเริงขาดเรียนหลายวัน ฉันถามเพื่อน ๆ ในห้องก็ได้คำตอบว่าสำเริงไปรับจ้างทำงานก่อสร้างที่ต่างจังหวัด ยังไม่ทันที่ฉันจะตามเรื่องนี้ แม่ของสำเริงก็มาลาออกจากโรงเรียนเสียก่อนแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่มีเงินและหัวสำเริงไปไม่ไหว – เรียนไม่ได้
วันนี้ ฉันไม่มีหนุ่มร่างผอม ๆ ผิวขาว ๆ ปากบาง ๆ ช่างประจบเอาใจ มานอนเคล้าแข้งเคล้าขาอีกแล้ว
ป่านนี้–มือบาง ๆ ที่เคยจับปากกา คงไปจับจอบจับฆ้อนจนพองและแตกเป็นแผล
ป่านนี้–บ่าที่เคยสะพายกระเป๋าหนังสือ ก็คงแบกอิฐแบกปูนจนด้านหนา
และป่านนี้ – ผิวขาว ๆ ก็คงเกรียมไหม้เพราะแดดแผดเผา
สำเริง เธอเคยสำราญในห้องเรียน–เขียนบทกวี วันนี้ เธอยังมีความสำราญหลงเหลืออยู่บ้างไหมหนอ…
ฉันหยิบกลอนชิ้นหนึ่งที่สำเริงเขียนส่งให้ตรวจในช่วงวันขึ้นปีใหม่ ตอนหนึ่งสำเริงเขียนว่า...
“ว่าไปแล้วอาจารย์ก็น่ารัก
อยากรู้นักว่าน่ารักจริงหรือไม่
พอไปดูจริงจริงก็ชื่นใจ
ตอนได้ไปเที่ยวกับอาจารย์นะ
พาผมไปเที่ยวอย่างสนุก
ผมมีความสุขมากด้วยจ้ะ
อาจารย์พาไปกินหมูกระทะ
ผมก็กินอย่างตะกละ ตะเกียกตะกาย…”
เมื่ออ่านจบ ฉันบันทึกไว้ท้ายกลอนว่า
“กลอนชิ้นนี้ แม้จะไม่ไพเราะ คำจะไม่งดงาม แต่ก็สดสวยและมีเสน่ห์เหมือนดอกไม้ช่องามที่เธอบรรจงตัดแต่งมาจากสวนสวรรค์ มอบไว้ให้ครู และที่สำคัญเธอแต่งกลอนสองบทนี้ที่พื้นห้อง ข้าง ๆ โต๊ะครู ครูจำได้....ครูคิดถึงเธอนะ…สำเริง”
………………………………………….
น้องดาวอ่านจบแล้วคิดว่าจะเป็นอย่างที่พี่พูดมาเหมือนข้างต้นหรือเปล่าล่ะ บอกให้พี่รู้บ้างนะ
ก่อนจบ พี่ขอฝากภาพบ้านของนักเรียนคนหนึ่งที่โรงเรียนพี่ (ซึ่งคล้าย ๆ กับสภาพบ้านของสำเริง) ให้น้องดาวจินตนาการเอาเองว่าเขามาโรงเรียน อยู่ในโรงเรียนด้วยสภาพเช่นไร และอนาคตเขาจะเป็นเช่นไร
...และใครบ้างจะช่วยสร้างอนาคตที่งดงามให้เขา...
…มือใครบ้างที่จะปั้นดินให้เป็นดาว...

รักและคิดถึง
พี่ดิน
...............................................................
(วิทยาจารย์ ธันวาคม ๒๕๕๓)
ÄÄ...มือของเขา..เท่านั้น..ที่จะ..ปั้นดิน..ให้เป็นดาว....หากอนาคต..เขาไม่ได้..คิดคำนึง..ถึง..มันคือ..ความสุข..ของเขา..ที่..ใครก็แย่งไปไม่ได้...(แอบคิด...ยายธี)....ขอบคุณเจ้าค่ะ..
เด็กอย่างสำเริง ถ้าเป็นไปได้อยากส่งเขาเรียนนะคะอาจารย์ จะให้การสนับสนุนเขาให้ถึงที่สุดเลยค่ะ หวังว่าคงจะเจอบ้างในชีวิตนี้ค่ะ