เก็บขยะไปปลูกข้าว กิจกรรมโครงการที่ผู้ใหญ่บ้านควนกุฏ พัทลุง ภูมิใจเสนอ

จากห้องครัวสู่ท้องนา ลดต้นทุนผลิตข้าว เพื่อสร้างกำไรให้ชาวนา ให้คนพัทลุงกลับมาทำนา

หลังจากเก็บบรรยากาศในงานสืบโยดสาวย่าน ฟื้นฟูวิถีวัฒนธรรมข้าว ที่พัทลุง มาเล่าให้ฟังไปแล้ว เรื่องนี้เป็นตอนต่อ เพราะเก็บตกบทสัมภาษ์ที่พูดคุยกับผู้ใหญ่สมศักดิ์ ทองใส จากบ้านควนกุฏ แม่งานในวันนั้น บอกเล่ากิจกรรมโครงการที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องข้าว เพราะเป็นเรื่องการจัดการขยะ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ภายใต้ชุดโครงการน่าอยู่

ที่มาของการจัดงานสืบโยด-สาวย่าน?

เริ่มต้นจากชื่องาน สืบโยด-สาวย่าน ที่แปลว่ารากเหง้าของตัวเอง ซึ่งแกนนำจัดงานตั้งใจว่าเป็นงานที่ย้อนไปดูความเกี่ยวข้อง รากเหง้า มรดกวัฒนธรรม พันธุกรรมที่ข้าวมีต่อคน

"ถ้าไม่สืบทอด วัฒนธรรมก็จะสูญไป" ผู้ใหญ่กล่าวถึงเจตนารมณ์ของงาน

ผู้ใหญ่เล่าว่า เราจะเห็นว่าชาวนาในยุคนี้อายุมากกว่า 50 ขึ้นไปทั้งนั้น  คนรุ่นใหม่ไม่มีใครทำนาแล้ว ไปปลูกยางกันหมด ทั้งๆ ที่ "ข้าว" เป็นเกราะดั้งเดิมหลายเรื่อง ทั้งสุขภาพ อาหารปลอดภัย พื้นที่พัทลุงก็เหมาะกับนาข้าวเพราะเป็นที่ลุ่ม น้ำท่วมถึง ยกเว้นที่ควนที่มีน้อย แต่ที่คนหันไปปลูกยางก็เพราะมันใช้แรงงานน้อย ดูแลก็น้อย รายได้ก็มากกว่า

จากความสงสัยตั้งแต่ก่อนมางาน ในเมื่อทำโครงการขยะ แล้วมาจัดงานเรื่องข้าว แล้วขยะมันมาเกี่ยวอะไรกับเรื่องข้าว?

ง่ายๆ ก็คือ เอาขยะ มาทำ ปุ๋ย ใช้บนนาข้าว นั่นเอง ได้ลดต้นทุนนาข้าว ลดค่าใช้จ่ายในการเก็บขยะ มีรายได้เสริมจากขยะ

ด้วยพื้นที่บ้านควนกุฏที่ผู้ใหญ่ดูแลอยู่ เป็นพื้นที่นา 3,000 กว่าไร่ และคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากทำนาแล้ว พื้นที่นาที่ค่อยๆ ลดลง ถูกทดแทนด้วยสวนยางที่มีราคาดีกว่ามาก ผู้ใหญ่จึงคิดว่าถ้าลดต้นทุนทำนาได้ ก็น่าจะมีคนทำนามากขึ้น

จริงๆ แล้วก่อนจะเป็นโครงการขยะ ผู้ใหญ่บ้านได้เรียกประชุมชาวบ้านในปกครองที่มีอยู่ 160 ครัวเรือนมาทำแผนชุมชน บันทึกรายจ่าย ก็พบว่าชาวบ้านอยากทำเรื่องขยะ  จากสภาพปัญหาที่ชาวบ้านต้องเสียค่าใช้จ่ายเก็บขยะให้ อบต. ทุกเดือน

เมื่อเริ่มโครงการ ก็ดำเนินงานต้งแต่แยกขยะที่รีไซเคิลได้นำไปขาย (ให้คนในหมู่บ้านรับซื้อไปขายต่อด้วยกองทุน 20,000 บาท) ที่เหลือเอาเศษอาหารและน้ำล้างชาม เปลื่อกผลไม้มาเป็นน้ำหมัก (ปุ๋ยน้ำ) เอาเศษใบไม้ มูลสัตว์ มาทำปุ๋ยแห้ง  ลดอัตราการใช้ปุ๋ยได้ถึง 3-400 บาทต่อฤดูการผลิต 

ผู้ใหญ่เรียกกิจกรรมนี้ว่า "จากห้องครัว สู่ท้องนา"

หลังจากเริ่มโครงการแล้วเกิดผลอะไรบ้าง? 

รายได้ดีขึ้น อันดับแรกคือลดต้นทุนทำนา ทำเกษตร แต่นอกจากได้ปุ๋ยแล้ว สภาพภูมิทัศน์ดีขึ้น มีกลุ่มปลูกผักสารพิษที่ใช้น้ำหมักกำลังขยายผลทุกครัวเรือน 

จากแนวคิดนำขยะมาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นวัตถุดิบที่มีไม่หมดสิ้น มีทุกครัวเรือน เอามาทำปุ๋ย ให้บ้านที่ทำนาใช้ ถ้าไม่มีนาก็ปลูกผัก น้ำหมักที่ได้ก็ใช้ล้างพื้น ใช้เป็น้ำยาเอนกประสงค์ ใช้เลี้ยงสัตว์ก็ได้ ทุกอย่างช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ทั้งนั้น

ชาวบ้าน 160 ครัวเรือน มีผู้ร่วม 58 ครัวเรือน ที่เห็นได้ชัดๆ คือ เงินของกลุ่มออมทรัพย์เพิ่มสูงขึ้น มีเงินมากถึง 10 ล้านบาท (สมาชิก 625 คน) ชาวบ้านมีเงินเหลือฝากออมทรัพย์เพิ่มขึ้นจาก 30 บาท เป็น 50 บาทต่อคน

ได้นำเงินกองทุนที่เพิ่มขึ้น มาเป็นสวัสดิการพัฒนาหมู่บ้านในจำนวนเงิน 400,000 บาท เกิดกิจกรรมเครือข่ายมากมาย อาทิ โรงสีชุมชน กลุ่มแปรรูปข้าว สหกรณ์หมู่บ้าน

อยากให้เล่าเรื่องเกี่ยวกับการทำนาในพื้นที่ในปัจจุบัน?

มีเครือข่ายนาอินทรีย์ในพื้นที่ 25 ครัวเรือน ร่วมกันทดลองปลูกพันธ์ข้าวพื้นเมืองบ้าง ด้วยเห็นว่าเป็นข้าวที่เติบโตได้ตามสภาวะ ทนน้ำท่วมได้ ทนแล้งได้ สำหรับพันธุ์ที่อยากขยายพันธุ์ไว้สู้กับน้ำ ก็คือ ปิ่นแก้ว และ เล็บนก

นาข้าวที่ว่ามีคนทำน้อยลงแล้ว ชาวนาเองปลูกข้าวก็ไม่ได้เอาไว้กิน ส่วนใหญ่จะปลูกข้าพันธุ์ที่โรงสีต้องการ ขายข้าวที่ปลูกได้ไป 90% ต้องเอาเงินไปซื้ข้าวกัน 4 แสนบาทต่อปี

ทำนาเพื่อเขาย แต่ไม่ได้กิน  ผู้ใหญ่สรุปให้ฟังอีกประเด็น (อีกเรื่องที่ฟังแล้วหดหู่ใจ)

ชาวนาเองก็มีปัญหาสุขภาพที่มาจากข้าวด้วย ต้องมีค่ารักษาพยาบาลสูง ซื้อข้าวกิน ค่าใช้จ่ายครัวเรือนก็สูง

โครงการขยะนี้จึงเป็นกิจกรรมสุขภาพ ที่ผู้ใหญ่ขยายความให้ฟังว่า นอกจากจะแก้ปัญหาสภาวะแวดล้อมแล้ว ยังช่วยการผลิต รายได้มากขึ้น ทำนาอินทรีย์ก็ได้ก็ลดปัญหาสุขภาพจากการใช้สารเคมีเกษตรอีกด้วย

นอกจากนี้ในหมู่บ้านเป็นศูนย์เรียนรู้ที่รวบรวมพันธุ์ข้าวเพียงที่เดียว ศึกษาลักษณะพันธุ์ข้าว ว่าเติบโตอย่างไร ปุ๋ยอย่างไร ทดลองปลูกไว้กว่า 50 สายพันธุ์

วัฒนธรรมดั้งเดิมของข้าว ที่จัดพิธีสืบโยดสาวย่านที่ัจัดขึ้นมีอะไรบ้าง?

ที่จัดเป็นงานรับขวัญแม่โพสพ ทำในช่วงเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ที่เก็บในเมืองเมษา ก่อนเริ่มทำนาปรัง ในพิธี มีกิจกรรมหลัก 4 อย่างก็คือ

  1. ทำบายสีรับขวัญ
  2. บูชาแม่พระโพสพ
  3. เจริญพระพุทธมนต์
  4. กวนข้าวยาคู

เริ่มจากทำบุญข้าวตอนเช้าด้วยพิธีสงฆ์ จากนั้นก็เชิญหมอมาทำขวัญแม่โพสพ เพราะในช่วงเก็บเกี่ยวจะมีข้าวหกตกหล่น เสียหาย คนโบราณก็กลัวว่าจะทำให้ทำกินไม่ขึ้น เลยอัญเชิญข้าวเข้ามาสู่ยุ้งฉาง

แต่เดิมทุกบ้านจะทำขวัญข้าวกันทุกบ้าน  ก่อนปลูกแรกนา ก่อนเกี่ยวรวบข้าว เอาสุดท้าย รวบมาทำยอดข้าว แต่ตอนนี้จะรวมกลุ่มกันทำ ทำครั้งเดียวหลังเก็บเกี่ยว

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สร้างสรรค์โอกาส สสส.



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

A wonderful solution solving many problems at the same time. - garbage - fertilizer - cooperation/community spirit - cultural action - new learning media - new shaing media ... salute ;D