วันอาทิตย์ ที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๕
กราบสวัสดีค่ะครู
ตื่นขึ้นมาประมาณตีสี่ทั้งๆที่กะจะตื่นตีสามค่ะครู เสียงแรกที่ได้ยินในใจก็บ่นให้ตนเอง
"เอาอีกแล้วไอ้ติ๋ว"
กราบพระทำวัตรเช้า
นึกขึ้นได้ฝนตกให้น้องภัสช่วยไปเก็บกลดมาช่วยกันผึ่ง นึกในใจกับตนเองเมื่ิอคืน
ฝนก็พรำๆอยู่ทำไมไม่เก็บ
นี่แหละที่ครูเคยบอกสิ่งดีๆต้องให้คอยบอก
แต่พอชั่วๆหน่ะทำจัง. มันเป็นแบบนี้ จัดแจงอาบน้ำ
มีร่มอันเดียวจึงขอให้น้องเดินมาส่ง
ขับรถออกมาสักพักนึกขึ้นได้ยังไม่ได้กราบลาพระอาจารย์เผื่อท่านเดินผ่านมาที่ศาลาเห็นรถหายไป จึงส่งข้อความและกราบขอขมาที่ไม่ได้กราบลาด้วยตนเองเจ้าค่ะครู
ฝนพรำตลอดทางไม่หนักมาก โทรสอบถามญาติๆว่ากี่โมงทราบว่า
แปดโมงเช้าจึงสบายๆ ไปถึงก็แวะที่วัดที่จัดงานทำบุญเลย
หยิบกล้องถ่ายรูปของสำนักงานเพราะตอนแรกกะว่าจะเอามาเก็บภาพของเด็กๆที่วัด
เลยได้มาเก็บภาพงานทำบุญให้ป้าแทน โยมเยอะเหมือนกันค่ะครู พึ่งทราบเพิ่มเติมว่า
"พระท่านมาเข้่าปริวาสกรรม"
พระอาจารย์เจ้าอาวาสตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ชาวบ้านเข้าวัดมากขึ้น ซึ่งก็มีครอบครัวของลุงกับป้าเป็นแกนนำ และพระอาจารย์ท่านก็เมตตามาก การมาของหนูเหมือนครูเสียสละให้โอกาสได้ทำหน้าที่ลูก ครูก็จะเหนื่อยเพิ่มขึ้น พอมาที่นี่จึงตั้งใจค่ะ ญาติถนัดมากเรื่องพิธีและทำบุญหนูเพียงถ่ายภาพ ทักทาย หรือบางทีมีคนมาคุยด้วยก็ยิ้มมีความสุขกันไปพอถึงเวลาฟังทำก็ตั้งใจภาวนาระลึกถึงครู หนูทรายกับตนเองว่า
"งานนี้หนูไม่มาก็ได้แต่การได้มาก็ต้องเต็มที่ เป็นโอกาส"
เสร็จพิธีก็กลับไปรวมกันช่วยกันเก็บของที่บ้าน ชาวบ้านที่นี่น่ารักมากค่ะ ช่วยกันคนละไม้คนละมือแบบที่ไม่ต้องจ้าง เสียสละกันจนเป็นนิสัย แต่ที่น่าห่วงอยู่คือ ขอดื่มน้ำเมา
นึกย้อนกับตนเองว่า บารมีเราไม่ถึงพอจะห้ามก็ทนเอา
แม่กับน้าตื่นจึงขับกลับบ้านค่ะ เจอพี่สาวกับเด็กๆ เราได้คุยกัน พี่สาวดูจะเผชิญปัญหาอยู่แต่จิตใจท่านดีมากค่ะครู จากการได้คุยท่านบอกว่า
"เมื่อก่อนขายของดี ไม่ค่อยมีเวลาดูลูกคิดอยู่ว่ามันจะโตมาแบบไหน เลี้ยงมันด้วยเงิน แต่เดี๋ยวนี้ขายของไม่ดีมีเวลาคุยกันมากขึ้น ลูกเราก็ตั้งใจมากขึ้น เข้าใจมันมากขึ้น"
คุยกันเรื่อยเปื่อยเด็กแถวบ้านติดยากันเยอะมากค่ะครู ดูเหมือนคนในหมู่บ้านก็ทราบว่าใครขาย ใครเสพ มีข่าวถูกจับพอสมควร แต่ที่หมู่บ้านก็ขึ้นป้ายหมู่บ้านปลอดยาเสพติด
พี่สาวแซวว่า "เขาเห็นคือจะหัวเราะ"
แม้กระทั่งลูกพี่ที่รู้จักกันยังเรียนมัธยมอยู่ก็ติด หนูจึงแนะนำให้ไปรักษา ท่านแย้งว่า
"ได้ยังไง มันยังเรียนอยู่"
จึงถามว่า "จะเอาอะไร จะเอาลูกหรือชื่อเสียง อย่างนี้มันก็คงไม่เรียนละมั๊ง"
อยู่เป็นเพื่อนพี่สาว พ่อแม่ เย็นๆก็ขับรถกลับค่ะครูระหว่างทางครูโทรมาให้ได้คิด ทบทวนกับตนเอง แลกเปลี่ยนเรื่องน้องภัส น้องเป็นกระจกสะท้อนใจหนูได้ชัด ทั้งความงี่เง่า ความแถ ราคะ โทสะ พอเวลาถูกทุบก็ออกอาการสมองว่างเปล่า เอ๋อได้เหมือนกัน แม้กระทั่งน้องทุ่งเอง ก็สะท้อนข้างในหนูได้ชัดในเรื่องราวที่ต้องเร่งแก้ไข หนูเชื่อว่าเส้นทางที่ต้องเดินต่อไปต้อง
"ฝึกตนให้เป็นคนไี้ที่ติ"
ครูทำให้หนูนึกถึงคำนี้เจ้าค่ะ ไม่ใช่ไร้ที่ติที่ปากของคน แต่ไร้ที่ติในจิตใจตนเอง ไร้ที่ติดในสายตาของผู้รู้ผู้มีปัญญาถ่องแท้ คำพูดของครูเหมือนเปิดทางให้คิดไตร่ตรองกับตนเองว่า
"ให้ออกมารับใช้โลกตามกำลังสติปัญญา ไม่ต้องรอจนบรรลุอรหันต์ ฝึกฝนไปเยียวยาตนเองไป การเยียวยาตนเองคือ การภาวนา"
ได้ฟังก็เหมือนย้ำกับตนเองว่า ให้ตั้งใจใช้ชีวิตตั้งใจทำงาน ตั้งใจภาวนา ตั้งใจรับใช้ครู
ได้คำตอบของเส้นทางชีวิตเล็กๆว่า
"ไม่ควรห่างครู"
หนูคงไม่ต้องไปเรียนต่างประเทศละ แต่เรียนต่อก็ยอมรับค่ะว่าจะเรียน ส่วนเป็นที่ไหนอย่างไรจะจัดการดำเนินการอีกที หนูเคยถามตนเองเรื่องนี้ว่า
"ทำไมทุนไปเรียนต่างประเทศวนเวียนมาในชีวิตบ่อย"
ได้คำตอบกับตนเองว่า
"เพราะหนูเคยสร้างเหตุเก่าไว้ ว่าจะไปๆ เหมือนได้แจ้งความจำนงแบบหนักๆด้วยใจทะยานอยากและหนีปัญหา ตอนนี้เลยต้องรับวิบาก"
แต่ไม่ว่าจะเรียนที่ไหน เหมือนหนูมีหัวเรืื่องที่จะทำหลักๆอยู่แล้วเป็นสิ่งที่ตั้งใจและอยากเห็นค่ะครูครูให้ถอดบทเรียนว่าอาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ได้ึิดอะไรแล้วทำอย่างไรจึงจะไม่พลาดซ้ำพอเข้าบ้านจึงอัพบันทึกเก่า แต่พอเข้าไปอ่านมีที่ผิดเยอะมาก แต่ก็ยังไม่ได้แก้ไข แล้วก็เขียนใคร่ครวญพออัพเสร็จก็หลับค่ะมาตื่นอีกทีก็ตีสามค่ะครูศีลข้อ ๔ ยังมีปัญหาอยู่มาก ย้ำเตือนว่า ต้องเพียรเว้นให้ได้ สัจจะต้องรักษา หลวงพี่ก็เอ่ยว่า
"หลวงปู่เทศ์ว่่าสัจจะเป็นเรื่องสำคัญ คนเราทำอะไรต้องให้ได้มาตรฐาน มีหลักมีเกณฑ์ ถ้าไม่มีหลักไม่มีเกณฑ์ มันก็ไม่ใช่คน เป็นนักภาวนาให้หัดเอา ขัดเกลาเอา ดูใจเจ้าของ พิจารณาเจ้าของให้มันได้ มันสอนเจ้าของได้อยู่ได๋ คนเราหน่ะ"
กราบขอบพระคุณครูเจ้าค่ะ
ที่ใดมียาเสพติดมาก มักจะมีป้าย ใหญ่ ๆ ว่า เขตปลอดส่ิ่งเสพติด เข้าไปตรวจเถอะ เจอแน่ ๆ ครับ น่าสงสารเยาวชน เพราะยาบ้า สารพัด สิ่งเสพติดมากเหลือเกิน ยิ่งปราบยิ่งมาก