(บันทึกนี้สืบเนื่องมาจากบันทึก "ฤาทางรักจักขวางทางนิพพาน" )
ชาวพุทธส่วนใหญ่มักมองว่า หากใครสักคนหันมาศึกษาธรรม นุ่งชุดขาว ถือศีล เข้าวัด ฟังเทศน์ฟังธรรม ก็จะต้องละการบริโภคกาม ตัดการมีความสัมพันธ์ทางเพศในทันที
ความเข้าใจนี้ดูจะ “เกินขอบเขต” ของปุถุชนผู้เริ่มต้นเดินทางออกจากโลกเกินไป จึงอาจทำให้การเดินตามทางที่พระศาสดาบอกไว้สำเร็จได้ยากด้วยเกินกำลังของตนจะทำได้ เพราะแม้แต่ผู้ที่ตกถึงกระแสคือพระโสดาบัน ยังไม่สามารถละการบริโภคกาม ท่านทำได้เพียงเห็นว่ากามเป็นของที่ไม่ควรยึดถือมั่น และ แน่ใจต่อการที่จะไม่ยึดถือมั่น แต่ก็ยังอาจเผลอยึดมั่นได้ในบางคราว
ซึ่งเราจะเห็นได้จากสังโยชน์ อันเป็นกิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์, ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ เบื้องต้น ๓ ประการที่พระโสดาบันละได้ คือ สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวของตน, วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย และ สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรต นั้น ไม่มีการละกามราคะแต่อย่างใด การกะเกณฑ์ตนเองให้ละในสิ่งที่เกินกำลัง จึงทำให้การนำธรรมมาปฏิบัติกลายเป็นความบีบคั้น ซึ่งอาจจะเป็นการบีบคั้นทั้งตนเองและคู่ครอง
ในอกุศลมูล ๓ คือ ราคะ โทสะ และ โมหะ ธรรมเหล่านี้จัดอยู่ในประเภทโมหะ ซึ่งท่านพุทธทาสได้อธิบายว่า เป็นเรื่องที่ต้องละก่อนเป็นอันดับแรกเพราะเป็น “ความโง่” ต้องละโง่ก่อนจึงจะละกามได้
และเพราะความเข้าใจผิดนี้เอง จึงเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ชาวพุทธบางท่านถูกบีบคั้นเพราะการฝึกที่เกินกำลังซึ่งอาจจะมาจากทั้งของตนหรือของคู่ครอง บางท่านถึงกับตั้งคำถามว่า "หากชาวพุทธหันมาปฏิบัติธรรมกันหมด เผ่าพันธ์มนุษย์ไม่สูญพันธุ์หรอกหรือ" เมื่อถูกบีบคั้นมากขึ้น ก็อาจตีตัวออกห่างจากหลักธรรมในศาสนา จนอาจตกหล่นไปจากหนทางอันประเสริฐอย่างน่าเสียดาย
ขอคัดลอกคำอธิบายของท่านพุทธทาสเกี่ยวกับเรื่องนี้ มาบันทึกไว้ดังนี้
“ขอให้ระลึกถึงคำว่า “นิพพาน” ในลักษณะอย่างที่กล่าวมาแล้ว คือในลักษณะที่เห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้เสมอไป ถ้าเกิดมาทีหนึ่งไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่านิพพาน หรือไม่ได้ชิมลองแม้แต่รสของนิพพาน นี้ ก็เรียกว่าเสียทีที่เกิดมา
กระแสของนิพพานนั้นหมายความว่า มันมีแนวอยู่อันหนึ่งซึ่งถึงขนาดที่รับประกันได้ว่ามีแต่จะไหลไปทางนิพพานทางดับทุกข์ ไม่ย้อนกลับไปทางทุกข์หรือทางอบายอีกต่อไป เราเรียกแนวนี้ว่า “กระแส”
ผู้ที่แรกถึงกระแสคือพระโสดาบัน พระโสดาบันยังไม่ถึงนิพพานโดยสมบูรณ์ ถึงนิพพานประเภททิฏฐธรรมนิพพาน หรือตทังคนิพพาน หรืออะไรไปตามเรื่องของท่าน แต่ว่าถึงกระแสนิพพานอันแท้จริง คือว่าจะไม่กลับไปหลงอัสสาทะ อาทีนวะ อะไรในโลกอีกต่อไป โลกจะหลอหลวงท่านไม่ได้อีกต่อไป แต่มิได้หมายความว่า ท่านละการติดต่อกับโลก หรือแม้แต่การบริโภคกามารมณ์นี้เป็นต้นได้ แต่ว่าจิตนั้นมองเห็นสิ่งเหล่านี้ ว่าเป็นของยึดมั่นไม่ได้เต็มที่ และแน่ใจต่อการที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่น แม้ว่าจะต้องยึดมั่นอยู่ในความพลั้งเผลอบางคราว
ข้อนี้ขอให้สังเกตลำดับของอนุสัย หรือ สังโยชน์ ๑๐ ประการ
จะต้องละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส ๓ ประการนี้ก่อน จึงจะเป็นพระโสดาบัน ละสักกายทิฏฐิ นี้ก็คือละโมหะชนิดหนึ่ง ละวิจิกิจฉา นี้ก็คือโมหะชนิดหนึ่ง ละสีลัพพัตตปรามาส ก็คือละโมหะชนิดหนึ่ง กามราคะยังไม่ได้ละเลย พระสกิทาคามีก็ยังไม่ได้ละเลย นี้ก็แปลว่าท่านยังไม่อาจละกามราคะ แต่ท่านไม่ตกหลุมของกามราคะเท่านั้น
แม้ท่านจะเกี่ยวข้องหรือบริโภคกามคุณก็ด้วยสติสัมปชัญยะตามแบบของพระอริยเจ้า แต่อย่าลืมว่าท่านละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาสได้ นั่นแหละคืออาการที่ท่านถึงกระแสของพระนิพพาน และ แน่นอนต่อพระนิพพาน ฉะนั้น จึงเป้นเรื่องการละความโง่ อย่าลืมว่าละความโง่ก่อนละกามราคะ
กามราคะยังไม่ใช่ปัญหาร้ายกาจ ปัญหาหรือศัตรูอันร้ายกาจหรือที่น่าหวาดเสียวคือโมหะ มีบาลีแห่งหนึ่งว่า สิ่งที่มีกลิ่นเหม็นคาวที่สุดนั้นคือมานะ การถือตัวถือตน พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ระบุว่า กามคุณเป็นสิ่งที่มีกลิ่นเหม็นคาวที่สุด กลับไประบุโมหะที่เป็นเรื่องถือตัวถือตนนี้
เรามักจะเข้าใจกันมากเกินกว่าขอบเขต ดีเกินไปที่จะเกณฑ์ให้พระโสดาบันละการเกี่ยวข้องกับกามารมณ์ เมื่อมีหลักเกณฑ์อันนี้ผิด มันก็ผิดไปหมด มันไม่มีทางที่จะปรับเข้ากันได้ ฉะนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องรู้ว่า แรกถึงกระแสแห่งพระนิพพานนั้นเป็นอย่างไร ยังไม่ละกามราคะ แต่ต้องละความโง่ก่อน”
พุทธทาสภิกขุ
พระพุทธเจ้าสอนอะไร หน้า ๑๙๔ - ๑๙๘