GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

หลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารระดับสูง (Executive Development Program 2012) การเคหะแห่งชาติ:รุ่นที่ 2

สวัสดีครับชาวบลอคทุกท่าน

18 มิถุนายน 2555 เป็นวันเปิดหลักสูตรวันแรกของโครงการ การพัฒนาผู้บริหารระดับสูง (Executive Development Program 2012) การเคหะแห่งชาติ:รุ่นที่ 2 ซึ่งจะเรียนกันทุกวันจันทร์และวันพุธตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน-17 กรกฎาคม 2555

 

ติดตามความคืบหน้า ร่วมแสดงความคิดเห็น และชมภาพบรรยากาศได้ในบลอคนี้ครับ 

ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์

ภาพวันที่ 18 มิถุนายน 2555

อาจารย์ทำนอง ดาศรี  ผศ.ปัณรส มาลากุล ณ อยุธยา และคุณกิตติ เพ็ชรสันทัด

ภาพวันที่ 27 มิถุนายน 2555

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 491365
เขียน:
แก้ไข:
ดอกไม้: 5
ความเห็น: 249
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน

ความเห็น (100)

รายการนี้มีมากกว่า 100 ความเห็น   

บรรยากาศช่วงบ่าย วันที่ 17 กรกฏาคมคม หัวข้อ Finance for Non- Finance& Financial Perspective

โดย ดร.กุศยา ลีฬหาวงศ์

17 กรกฎาคม 2555

วิชา การบริหารการเปลี่ยนแปลง

โดย อาจารย์ประกาย ชลหาญ

 

QUOTES

“Business is about people.  In fact life is only people – family, friends, colleagues, bosses, teachers, coaches, neighbors.  At the end of the day, it’s only people that matter.”

                                                Jack Welch in WINNING

“Human Capital is the most valuable asset in any Organization”

                                                K.Paron Issarasena,

                                                Former Cement Thai

Leader à Do the right thing

Manager à Do the thing right

Supervisor à Execution Expert

 

Human Performance Framework

 

Competency (Knowledge-Skills-Attitude) – มีองค์ประกอบหลายตัวที่ส่งผลต่อ Competency นั่นคือ Motivations

 

เรามีหน้าที่จูงใจลูกน้องให้ทำงานให้สำเร็จ

It is the job of every manager to manage employees’ performance

  • ทำอย่างไรถึงจะมีการเปลี่ยนแปลง และทัศนคติต้องเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง
  • การเคหะมียอดขายหมื่นกว่าล้านบาทถือว่าใหญ่
  • ปตทซึ่งเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยมียอดขายปีละ 2 ล้านล้านบาทต่อปีเท่ากับขนาดงบประมาณประเทศไทย ดังนั้นการบริหารปตท.กับประเทศไทยงบเท่าๆกันเพราะฉะนั้นต้องใช้คนเก่งมากๆ
  • บริษัทวอลมาร์ทเป็นบริษัทค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในโลกมียอดขาย 4 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี หรือ 12 ล้านล้านบาท ดังนั้นผู้บริหารต้องเก่งมาก
  • โทมัส เอดิสันเป็นเจ้าของบริษัทจีอี(General Electric)
  • แจ็ค เวลซ์เก่งมาก มีเทคนิคบริหาร เวลาที่เขามาเยี่ยมบริษัทในประเทศไทย เขาให้เวลากับคนในองค์กร เช่นไปพบผู้บริหารปตท. การบินไทย ผู้ว่ากฟผ. นั่งคุยกับผู้บริหารองค์กรที่ให้ข้อคิดในการบริหารองค์กร
  • ธุรกิจการเคหะเกี่ยวกับคน
  • ชีวิตก็ประกอบด้วยคนทั้งนั้น คนเท่านั้นสำคัญที่สุด เช่น หัวหน้า ลูกน้อง คนในชุมชน
  • การเป็นผู้นำต้องดูแลคนให้ได้
  • บริหารคนในองค์กรให้เหมือนบริหารลูก ไม่ว่ามีลูกน้องมากหรือน้อย การบริหารคนก็ยังมีความสำคัญเท่าเทียมกัน
  • คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา อดีตผู้บริหารบริษัทปูนซีเมนต์ไทยถือว่าทุนมนุษย์สำคัญที่สุด
  • หน้าที่หลักขององค์กรคือต้องสร้างให้มี Performance (ผลงาน) นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้แต่ละคนอยู่ในองค์กรได้
  • ผลงานของลูกน้องทำให้คุณมีผลงาน เพราะฉะนั้นต้องทำให้ลูกน้องมีผลงาน
  • จะมีผลงานได้ ก็ต้องมี Competency (ความรู้ ประสบการณ์ ทักษะและทัศนคติที่ดีต่อองค์กร) พร้อมที่จะทำงานและ Motivation (แรงจูงใจ เช่น เงินเดือน โบนัส ตำแหน่ง คำชม ชื่อเสียง ความสุขในการทำงาน สิ่งแวดล้อมในการทำงานดี เครื่องมือดี Passion)
  • ผู้นำต้องสร้างแรงจูงใจให้ลูกน้องทำงาน
  • ทฤษฎีมาสโลว์บอกว่า แรงจูงใจเริ่มจากปัจจัยสี่ขึ้นไปสู่การได้บรรลุในสิ่งที่ตนเองอยากเป็น
  • เวลาคิดระบบ ต้องดูว่า ระบบนั้นเพิ่ม Competency และ Motivation ให้คนมีผลงานในองค์กรหรือไม่
  • วิธีการประเมินผลงานได้โดยวัดให้ยุติธรรมที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ปัญหาคือก็มีโควตา แม้ผลงานดีแต่ได้ค่าตอบแทนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
  • ต้องมีความชัดเจนในการวัดผลงานทำได้โดยเริ่มจากเป้าหมาย แต่ก็ทำได้ยากโดยเฉพาะงานที่ไม่เกี่ยวกับตัวเลข
  • ต้องมีการควบคุมดูแลสนับสนุนลูกน้อง
  • ถ้าลูกน้องทำงานสำเร็จ ก็ต้องยกย่องชมเชยให้รางวัล
  • ถ้ามีความแตกต่างระหว่างเป้าหมายและผลงาน หัวหน้าต้องเข้าไปสอนเพื่อช่วยให้ลูกน้องสู่ความสำเร็จ ต้องวินิจฉัยปัญหา (Diagnose) ก่อนโดยซักถาม อย่าด่วนสรุป

CHANGE MANAGEMENT

THE IMPORTANCE OF THE LEADER ROLE

“Change before you are forced to change” Jack Welch Ex. President & CEO General Electric

The rate of change is not going to slow down anytime soon.  If anything, competition in industries will probably speed up even more in the next few decades”

 

แจ็ค เวลช์ กล่าวว่า เปลี่ยนแปลงก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน มิฉะนั้นมันจะสายเกินไป

การคาดว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่สำคัญ – (ภายใน 3 – 6 เดือน การเคหะฯ จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง?)

  • คนที่เก่งการบริหารการเปลี่ยนแปลงต้องประเมินการเปลี่ยนแปลงเก่ง
  • การเคหะได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงภายนอก เช่น การเมือง นโยบาย ลูกค้า AEC คู่แข่ง อัตราดอกเบี้ย กฎหมาย
  • องค์ประกอบภายในที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการเคหะคือ นโยบาย ผู้นำ โครงสร้าง เทคโนโลยี

 

Change Management - Definitions

Emerging during the 90 ties as a “label” for the increasingly important role for Management to deal with change and improvements of the company

Change Management refers both to setting goals and strategies, operational efficiency, organizational structure, processes, leadership, people, customers, vendors etc

Change Management is cross functional and multi disciplinary in its characters

Today’s Business Environment
Has Little Tolerance for the Status Quo

Forces of Change

É Increasing globalization

É Emergence of new competitors

É Changing customer demands

É Shortened product life cycles

É Capital markets’ demand for short-term performance

É Heightened environmental concerns

É Increasing regulatory demands

All evidence indicates that the pace of change is increasing dramatically as well.

2 Strategies for Changes

1) Top Down (Programmatic)

    “Teaching & Application of Existing Knowledge”

Ò Change driven by management

Ò Careful planning

Ò Many experts involved

Ò Inspiration from success cases

Ò Well-tried and documented methods

Ò From ‘existing status’ to ‘desired status’

Ò Focusing on a single (or few) theme(s)

Ò Draws upon experience / skills / knowledge from few selected managers / employees / experts

Ò Limits the organizational capacity to deal with well-defined problems or a “frozen” picture of existing and desired state affairs

 

2) Bottom-Up (Learning)

“Stepwise Creation of Meaning & Understanding”

Ò Top down & Bottom-up

Ò Decentralized change responsibility

Ò Many people involved

Ò Growing by broadening i.e. several focuses

Ò Lead by visions

Ò Improvisation and planning

Ò Considering external factors

Ò Draws upon the experiences / skills / knowledge of many actors

Ò Increase the organizational capacity to continuously solve changing environmental and complex demands

 

MANAGERIAL COMMITMENT TO THE CHANGE PROCESS

Ò Consistency words – actions

Ò Acting as a driving force

Ò Following up actively

Ò Willing to re-evaluate own ideas

IMPLEMENTATION SKILLS

Ò Sustainability

Ò Applying appropriate change methods

Ò Reinforcing and correcting feedback loops

Ò Developing shared mental models

THE ROLE OF THE LEADER WHEN IMPLEMENTING CHANGE

Ò The leader represents the company and the change – However needs to listen to the staff

Ò The leader tends to overestimate how to inform the staff

Ò The leader must create good communication channels

 

What Matter Most in Change Management

  1. Accepting that organizations are complex & adaptive human system not mindless machines
  2. Understanding that organizations are more driven by process rather than structure
  3. Understanding the differences between the first and the second order changes
  4. Understanding the need to integrate the Policy Learning and Operational learning - Strategy Learning
  5. Accepting and using the inevitability events.
  6. Accepting professionalization of direction givers

Change Management : some of key success factors

1)      Eliminate source of complacency – create sense of urgency.

2)      Promote support from key stakeholders – “Stakeholder Analysis”,

3)      Commitment from all is critical.

4)      Promote short term win – “quick win”

5)      Change Management Roadmap -  well planned execution with substantial deliverables, good communication plan and clear mile stones is key.

6)      Implement change management as part of organization development plan – OD approach is vital.

Change Management Skills

Ÿ   Adaptability

Ÿ   Strategic  Focus

Ÿ   Results Focus

Ÿ   Foster a Collaborative Approach

Ÿ   Facilitate Openness and Understanding

Ÿ   Encourage Learning 

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการบริหารการเปลี่ยนแปลง

1.ต้องยอมรับว่าองค์กรของท่านซับซ้อน ประกอบด้วยคนซึ่งเป็นสิ่งที่ยากจะจัดการ

2.เข้าใจว่า องค์กรถูกผลักดันในกระบวนการการทำงานมากกว่าโครงสร้าง จึงจะโตได้เร็ว เพราะกระบวนการที่ดีช่วยลดความผิดพลาดและประหยัดเวลา

3.ต้องเข้าใจว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านอื่นๆต่อไป

4.การเรียนรู้ในองค์กรต้องบูรณาการกันไปในทิศทางเดียวกัน

5.ต้องใช้เหตุการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ให้เป็นประโยชน์

6.ต้องยอมรับความเป็นมืออาชีพของหัวหน้า

ปัจจัยไปสู่ความสำเร็จ

1.อย่าภูมิใจในองค์กรเสียจนไม่ทำอะไรเลย อย่าเป็นเหยื่อของความสำเร็จขององค์กรคุณ ต้องมีความตื่นตัวพัฒนาตลอด

2.ทำอะไรต้องวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ต้องสนับสนุนและตอบสนองเขาให้ได้

3.ต้องสร้าง Commitment ในองค์กร

4.เรียนรู้ที่จะทำสิ่งที่ทำง่ายได้ผลเร็วก่อน Keep it simple (KISS)

5. เปลี่ยนแปลงอะไรต้องมีแผน Roadmap ให้ชัด

6. การใช้การพัฒนาองค์กร (เช่น เปลี่ยนระบบงานและเปลี่ยนโครงสร้าง) สำคัญมาก

ทักษะในการบริหารการเปลี่ยนแปลง

1. ปรับตัวได้ดี

2. คิดเชิงกลยุทธ์ ทำงานที่ตอบสนองต่อทิศทางขององค์กร ต้องรู้จัก Work out (เลิกทำงานที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อองค์กร เช่น รายงานที่หัวหน้าที่ไม่ใช้หรือไม่มีคนอื่นใช้ประโยชน์)

3. เน้นผลงาน อย่าให้ค่าแก่คนขยัน แต่ให้ค่าผลงานดีกว่า

4.ทำงานเป็นทีม

5.เปิดใจ เข้าใจกัน

6.ส่งเสริมการเรียนรู้

การเปลี่ยนแปลงแบ่งเป็น 2 ชนิดคือ สิ่งที่อยากให้เกิด และสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดแต่มันจะเกิด

กระบวนการทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของจีอีมี 3 ขั้น

1.ก่อนการเปลี่ยนแปลง ต้องสร้างความต้องการร่วมกันให้ได้แล้วทุกคนก็จะช่วย ผู้นำต้องสร้างวิสัยทัศน์ให้คนอื่นเห็น สร้างความร่วมมือ

2.ระหว่างการเปลี่ยนแปลง เป็นช่วงสำคัญที่จะจัดการมันได้ ระยะเวลาขึ้นกับความซับซ้อนของแต่ละเรื่อง ต้องรู้จักบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลง

3.ผลการเปลี่ยนแปลง ดูผลการเปลี่ยนแปลง ทำให้การเปลี่ยนแปลงยั่งยืนโดยเปลี่ยนระบบและโครงสร้าง

  • ถ้าเปลี่ยนความคิด คุณก็จะเปลี่ยนความเชื่อ
  • ถ้าเปลี่ยนความเชื่อ คุณก็จะเปลี่ยนความคาดหวัง
  • ถ้าเปลี่ยนความคาดหวัง คุณก็จะเปลี่ยนทัศนคติ
  • ถ้าเปลี่ยนทัศนคติ คุณก็จะเปลี่ยนพฤติกรรม
  • ถ้าเปลี่ยนพฤติกรรม คุณก็จะเปลี่ยนผลงาน
  • ถ้าเปลี่ยนผลงาน คุณก็จะเปลี่ยนชีวิต

16 กรกฎาคม 2555

วิชา วิเคราะห์ประเด็นท้าทายของการเคหะแห่งชาติ

โดย ศาสตราภิชานไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ

   อาจารย์ณรงค์ศักดิ์ ผ้าเจริญ

   อ.ทำนอง ดาศรี

ร่วมวิเคราะห์โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ได้ทราบความแตกต่างของคำว่า Efficiency-สมรรถภาพ กับ Effecttiveness- สัมฤทธิ์ผล

  • Efficiency = Doing things right คือ ทำอะไรถูกวิธี เป็นหน้าที่ของผู้ปฏิบัติงานระดับปฏิบัติการ ซึ่งอาจจะมีหลายวิธี และมากกว่า 1 กระบวนการ ข้อเสียของการทำอะไรถูกวิธี คือ อาจเลือกอันที่ผิดแต่ทำถูกวิธี

  • Effectiveness = Doing the right things (เลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง เลือกทำอันที่ถูกต้อง) ซึ่งเป็นภาระหน้าที่ของผู้บริหาร การที่ผู้บริหารจะรู้ว่าเลือกอันที่ถูกทำมีอยู่ 5 วิธี คือ

  • TIME – (time management) บริหารเวลาเป็น อาจารย์ได้แนะนำกลยุทธ์ในการตรวจสอบการบริหารเวลาของเราโดยหาไดอารี่มา 3เล่ม

เล่มที่ 1 เขียนว่าจะทำอะไร (เอาไว้ที่โต๊ะทำงาน)

เล่มที่ 2 วันนี้ทำอะไร (เอาไว้ที่หัวนอน)

เล่มที่ 3 ให้เลขาฯ จดว่าเราทำอะไรบ้าง (เอาไว้ที่เลขาฯ)

การบริหารเวลาที่ดี คือ ทั้ง 3 เล่มจะต้องตรงกัน

  1. Priority – หาว่าใน 5 อย่างเราจะต้องทำอะไรและ rank ว่าควรทำอะไรก่อนและทำสิ่งนั้นเพียงสิ่งเดียว

  2. Contribution – ให้แจกแจงว่าถ้าท่านรับเงินเดือน 50,000 บาท ลองแบ่งดูว่าใน 50,000 บาทนี้ เราทำอะไรบ้าง? เขาจ้างคุณมาทำอะไร? เราทำงานคุ้มหรือไม่?

  3. Strength – ให้ดูที่จุดแข็งของคนที่สามารถสร้างงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้มีเพียง 10 % ก็เพียงพอแล้ว

(ใช้จุดแข็งของคน)

  1. Problem Solving + Decision Making สอนคนแก้ปัญหา/ตัดสินใจเป็นระบบ(ใครสนใจ search KRENOR+TREGOR)

สำหรับหัวข้อ Creative thinking ได้แนวคิดใหม่ ๆ สำหรับการพัฒนาองค์กรเพื่อก้าวเข้าสู่ AEC เนื่องจากหากเราหยุดนิ่ง เราจะไม่มีที่ยืนแน่นอน 1. concept “Play & Learn” 2. การทำ Re-brand 3. ปรับเปลี่ยนจาก Functionl เป็น Emotional เช่น ตั้งคำถามว่า วันนี้คนรุ่นใหม่อยู่บ้านการเคหะฯ รู้สึกอย่างไร? - อนาคตอีก 10 ปี จะมีข้าราชการจำนวนเท่าไหร่ที่เกษียณอายุ และคนกลุ่มนั้น คือ ลูกค้าที่ดีของท่าน เขาเหล่านั้นอยากอยู่บ้านแบบไหนในอนาคต - สะท้อนให้เห็นความสำคัญของ Emotional 4. Networking เป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับการเคหะฯ ในอนาคต เช่น ทำไมไม่ร่วมมือกับการรถไฟฯ สร้างบ้านสำหรับคนรุ่นใหม่

 ที่เน้นความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม

อรชร กิจสุบรรณ

-

..............................................

การอบรมวันที่ 17 กรกฎาคม 2555 การบริหารการเปลี่ยนแปลง อาจารย์ประกาย ชลหาญ

      การบริการในยุคปัจจุบันต้องยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง Customer centric จึงจะชนะใจลูกค้าได้

      Jack Welch กล่าวว่า “Business is about people. In fact life is only people – family, friends, colleagues, bosses, teachers, coaches, neighbors. At the end of the day, it’s only people that matter.”   ธุรกิจเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคน ครอบครัว, เพื่อน, เพื่อนร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา ครู โค้ช เพื่อนบ้าน ในชีวิตจริงเป็นเรื่องเกี่ยวกับคนทั้งสิ้น ในที่สุดคนเท่านั้นที่สำคัญ

      ผู้นำต้องมีเวลาให้กับองค์กร พ่อที่ดีต้องมีเวลาให้กับลูก ผู้บริหารที่ดีอย่างใช้เวลาให้หมดไปกับเรื่องอื่น ๆ จนไม่คำนึงถือคนในองค์กร การบริหารคนไม่ว่าจะมีจำนวนมากน้อยแตกต่างกันเพียงใด การบริหารก็ไม่แตกต่างกันเพราะทุกคนในองค์กรย่อมผลิตผลงานให้กับองค์กรเสมอ ผลงานนั้นเกิดจาก
      - Competency ความสามารถเชิงสมรรถนะ ซึ่งคนจะมีไม่คงที่อาจสูงหรือต่ำได้
      - Motivation แรงจูงใจ เป็นกระบวนการที่บุคคลถูกกระตุ้นโดยจงใจ ให้กระทำเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ 
      จะให้ลูกน้องทำงานต้องมีการกระตุ้น ผลงานที่ได้ต้องตรงตามเป้ามหมายและควรมีระบบตอบแทนผลงานที่เหมาะสม จะทำได้ระบบต้องมีความเที่ยงธรรม ชัดเจน เมื่อไรก็ตามเมื่อลูกน้องทำงานไม่ได้ตามเป้าหัวหน้าต้องรีบเข้าไป Coach ให้ลูกน้องทำงานให้ได้ หัวหน้าที่ไม่ดีมีลักษณะเมื่อพบปัญหาก็ทึกทักเอาเอง ดังนั้นเจอปัญหาให้หาสาเหตุเสียก่อนโดยการพูดคุยกันเพื่อหาทางเลือก และทุก ๆ ทางเลือกย่อมมีความเสี่ยงเกิดขึ้นเสมอ ต้องจัดการความเสี่ยงนั้นให้ได้ ผู้นำเมื่อจะตัดสินใจให้ผู้ตามต้องปฏิบัติมักจะมีสถานะการหรือสิ่งแวดล้อม Situation มาสนับสนุนการตัดสินใจ หากมิใช้เรื่องกฎระเบียบ หรือกฎหมายก็อาจตัดสินใจตามสถานะการได้ แต่เป็นเรื่องกฎหมายต้องเป็นเรื่องถูกหรือผิด

      การบริหารความเปลี่ยนแปลงโดยปกติคนจะไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง การประเมินการเปลี่ยนแปลง Estimate จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ผู้นำที่เก่งย่องคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงได้แม่นยำ และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นผู้นำต้องจัดการ (Manage) อย่าปล่อยให้เกิดขึ้นตามยถากรรม ถ้าไม่บริหารจัดการโอกาสที่จะเกิดผลดีย่อมน้อยกว่าโอกาสที่จะเกิดผลเสีย แต่สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นแน่ในการบริหารการเปลี่ยนแปลง ประกอบด้วย
      1.)   ทัศนคติ การบริหารคนในองค์กรเป็นเรื่องที่ชับซ้อน
      2.)   องค์กรในปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยกระบวนการ (Process) มากกว่าโครงสร้าง (Structure) ถ้า Process ดีจะเป็นเครื่องรับประกันได้ว่าผลงานจะออกมาดี
      3.)   การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใหญ่ ๆ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงย่อย ๆ อีกมาก
      4.)   การทำงานต้องบูรณาการ (Integrate) ทั้งแผน การปฏิบัติ และกลยุทธ
      5.)   การทำงานย่อมมีสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องยอมรับและแก้ไข
      6.)   ต้องยอมรับความเป็นหัวหน้าอย่างมืออาชีพ และต้องให้ความร่วมมือ
      ถ้ารู้สึกอึดอัดก็ต้องปรับทัศนคติ (Mindset) ให้เข้ากับสภาพแวดล้อม และต้องมีความอดทนอย่างสูงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

      การบริหารความเสี่ยงที่เป็น Key success factor ประกอบด้วย
      1.    หลีกเลี่ยงการทำงานที่เคยประสบความสำเร็จในอดีตแล้วหยุดอยู่ตรงนั้น (Complacence) ถ้าถึงจุดที่หยุดนิ่งต้องรีบตื่นตัวและธุรกิจจะต้องทำ Reinvent 
      2.    ต้องได้รับการสนับสนุนจาก Stakeholder ทุก ๆ ส่วน ทั้งจากลูกค้า ผู้ถือหุ้น ผู้ปฏิบัติงานในองค์กร ฯลฯ และธุรกิจต้องตอบสนอง Stakeholder ธุรกิจนั้นจึงจะไปรอด
      3.    Commitment ของคนในองค์กรต้องเป็นหนึ่งเดียว
      4.    มีอะไรที่เป็นผลประโยชน์ที่เก็บเกี่ยวง่ายให้รีบเก็บเกี่ยวก่อน (Quick win) แล้วจึงทำเรื่องยาก
      5.    การใช้ระบบ Organization development 

GE’s Change Model : Change acceleration process Leading change (1) มีผู้นำการเปลี่ยนแปลง Creating a share need (2) ต้องสร้างความต้องการร่วมกันให้ได้ Shaping a vision (3) สร้างความฝันที่สัมผัสได้ มีตัวตน Mobilizing commitment (4) ผลักดันให้เกิดมีแนวร่วม Monitor process (5) ติดตามความคืบหน้าตลอดเวลา Making change last (6) ในที่สุดเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน Changing system & structure (7) เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบและโครงสร้าง

      การเคหะแห่งชาติ เคยผ่านกระบวนการการเปลี่ยนแปลงมาแล้วหลายครั้ง ที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนระบบบัญชี การเงิน โดยใช้ระบบ SAP ทำให้หลายหน่วยงานเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติงาน เป็นการทำงานที่รวดเร็วขึ้น แต่เมื่อในช่วงการเปลี่ยนแปลงระยะแรกมีปัญหาเกิดขึ้นมากมายจนกลายเป็นทำงานช้ากว่าเดิมและมีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้นหลายประการ ส่วนหนึ่งของปัญหาเกิดขึ้นเพราะไม่พบการบริหารการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ได้รับการอบรมในครั้งนี้ และในอนาคตอันใกล้นี้ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาระบบ SAP อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งย่อมมีผลกระทบเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ฝ่าย IT ควรพิจารณาการบริหารความเสี่ยงไปพร้อมกับการพิจารณา Up grade ระบบ SAP ด้วย

Finance for non Finance

ดร.กุศยา ลีฬหาวงศ์

      ผมเองเป็นคนที่ไม่มีความรู้ทางด้านการบัญชีมาก่อนแม้แต่น้อย จึงพยายามทำความเข้าใจซึ่งท่านวิทยากรได้กรุณาอธิบาย อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้ผมเข้าใจในเรื่องตลาดเงิน และตลาดทุนได้มากขึ้น การซื้อขายล่วงหน้า Future market เป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูงผมก็คงไม่กล้าเข้าไปเสี่ยงด้วยอย่างแน่นอน เรื่องของการออมมีความเข้าใจอยู่แล้วแต่ก็ได้รับความรู้มากขึ้นสามารถปรับปรุงการออมเงินได้โดยเฉพาะในวัยใกล้เกษียณมีเงินยังชีพไม่มากก็จำเป็นที่จะไม่เสี่ยง หรือมีความเสี่ยงน้อยสามารถลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ฝากธนาคาร เพื่อให้มีเงินใช้ได้ยาวนาน แม้จะไม่มีความรู้ในเรื่องการลงทุน การวิเคราะห์งบการเงิน แต่ก็เข้าใจในเรื่องความเสี่ยงจากการลงทุนที่ไม่วิเคราะห์ข้อมูลให้ดีเสียก่อน ถึงอย่างไรก็มีประโยชน์แก่ตัวผมมาก

นพพร แจ่มสว่าง รองผู้อำนวยการฝ่ายตรวจสอบภายใน

สรุปบทเรียน วันที่ 9 กค. 2555 พรรณี วิชิต รุ่น 2

หัวข้อ การบริหารธุรกิจไทยในยุค ASEAN Economic Community

AEC  คือ  การเคลื่อนย้ายสินค้า  เงินทุน  แรงงาน เป็นไปอย่างเสรี  เพื่อให้มีการพัฒนาด้านเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมกัน  ตามกระแสโลกให้ทัน  ไม่มีอุปสรรคทางการค้า  เกิดความร่วมมือในด้านต่างๆ ภาษีนำเข้าสินค้าต้องเป็นศูนย์ ซึ่งนั้นคือ อาเซียนจะเป็นตลาดร่วมอย่างสมบูรณ์
- อาเซียนจะเป็นภูมิภาคที่มีความสามารถในการแข่งขันสูง พัฒนามาตรการด้านการคุ้มครองผู้บริโภคควบคู่กับมาตรการด้านเศรษฐกิจ บังคับให้มีแผนปฏิบัติการสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและแผนงานด้านลิขสิทธิ์
- อาเซียนจะเป็นภูมิภาคที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกันและมีการบูรณาการเข้ากับ เศรษฐกิจโลก

หัวข้อ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC : แนวโน้มและการปรับตัว

การเปิดตลาดการค้าสินค้า  การค้าบริการและการลงทุน  ทำให้ชาวต่างชาติสามารถให้บริการข้ามพรมแดนมายังไทยได้และคนไทยไปใช้บริการในต่างประเทศได้  เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติให้ธุรกิจบริการ เป็นต้น  ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาตามมาคือปัญหาโครงสร้างของผู้มีรายได้น้อยแรงงานต่างชาติ            จำนวนมาก  ปัญหาชุมชนมีมากขึ้น  ความต้องการที่อยู่อาศัยมีมากขึ้น  เกิดเขตเศรษฐกิจใหม่และชุมชนตามชายแดนเศรษฐกิจ                 มากขึ้น  เป็นต้น
ผลประโยชน์จากการเปิดเสรีการค้าสินค้าและลงทุน เช่น ได้ประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรในภูมิภาคอาเซียน  วัตถุดิบถูกลง มีแนวร่วมในการเจรจาต่อรองในเวทีการค้าโลก เป็นที่สนใจของประเทศอื่น ที่จะมาทำข้อตกลงการค้าเสรี เป็นต้น

สวัสดีค่ะท่านอาจารย์จีระ

ขออนุญาตส่งการบ้านครั้งที่ 7 ค่ะ

อรพิณ

 

สวัสดีค่ะท่านอาจารย์จีระ

หนูขออนุญาตส่งการบ้านครั้งที่ 8 ค่ะ

 

อรพิณ

 

วันที่ 9 ก.ค. 2555 ได้เข้ารับการเรียนรู้เรื่องประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC ทำให้มีความรู้มากขึ้นในการเปิดตลาดการค้าสินค้า การค้าบริการและการลงทุน การรวมตัวของอาเซียนจะกลายเป็นตลาดร่วมอย่างสมบูรณ์ 4 เป้าหมายหลักของอาเซียนคือ การเป็นตลาดและฐานผลิตร่วม การสร้างเสริมขีดความสามารถแข่งขัน การพัฒนาเศรษฐกจิอย่างเสมอภาค และการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก

จากการอบรมในวันนี้ ได้รับความรู้จากวิทยากรทุกท่านที่มีความสามารถและมีความรอบรู้อย่างมาก ซึ่งการเคหะแห่งชาติในวันนี้ในฐานะผู้สร้างที่อยู่อาศัย ก็ต้องหวลกลับมามององค์กรว่าจะพัฒนาระบบการสร้างที่อยู่อาศัยไปสู่อาเซียนอย่างไร 

เพราะถ้าจะเพิ่มตลาดภายในประเทศอย่างเดียวคงจะเป็นไปไม่ได้

             วันที่ 11 ก.ค. 2555 วันนี้ได้รับการอบรมและเรียนรู้เรื่องการบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจ และการบริหารงบประมาณ

เชิงกลยุทธ์ ทั้ง 2 วิชา มีความเกี่ยวข้องกับการเคหะแห่งชาติอย่างมากโดยเฉพาะการบริหารความเสี่ยง วันนี้ทุกองค์กรจะต้องเข้าใจเรื่องการบริหารความเสี่ยงและจะต้องลดความเสี่ยงอย่างไรเพื่อให้องค์กรอยู่รอดและปลอดภัยที่สุด การตัดสินใจภายใต้ภาวะความเสี่ยง จะต้องมีการวิเคราะห์และหาทางเลือกเพื่อให้เกิดความเสี่ยงน้อยที่สุด ซึ่งทุกคนในองค์กรควรให้ความสำคัญและศึกษาเรื่องการบริหารความเสี่ยงให้มากที่สุด และจัดทำแผนการบริหารความเสี่ยงในแต่ละปี

ส่วนเรื่องการบริหารงบประมาณเชิงกลยุทธ์ โดย ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร ซึ่งส่วนใหญ่น่าจะใช้กับชีวิตประจำวันโดยเฉพาะการสอนให้รู้จักการออม และการใช้จ่ายเงินอย่างประหยัด รวมถึงการลงทุน เพื่อให้ได้ประโยชน์ตอบแทนมากที่สุด

16 กรกฎาคม 2555

          จากการเข้ารับการอบรมหลักสูตรการพัฒนาผู้บริการระดับสูง (Executive Development Program 2012) การเคหะแห่งชาติ รุ่นที่ 2 ในวันที่ 16 กรกฎาคม 2555 เรื่อง วิเคราะห์กรณีศึกษาการบริหารธุรกิจ (บทเรียนเพื่อการพัฒนาการเคหะแห่งชาติ) ร่วมวิเคราะห์และให้ความคิดเห็นโดยศาสตราภิชานไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ, อาจารย์ณรงค์ศักดิ์ ผ้าเจริญ และ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ สรุปได้ว่าได้รับประโยชน์ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานของการเคหะฯ ได้ดังนี้ :-

          1. ทำให้ทราบว่าการบริหารให้สัมฤทธิผลนั้น เนื่องจากในองค์กรมีวาระที่ต้องดำเนินการจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องจัดลำดับ และคัดเลือกเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมาทำก่อน ต้องทำเรื่องเดียวหรือทำครั้งละ 1 เครื่องที่สำคัญที่สุด ความยากคือการเลือกเรื่องที่จะทำ เลือกข้อที่ถูกต้องมาทำ และหาวิธีที่ถูกต้องมากระทำ จึงตอบโจทย์ว่า ทำอะไร และทำถูกวิธี

          2. EFPECTIVE – RESULT พิสูจน์ผลลัพธ์ 5 ข้อ ดังนี้

              2.1 TIME

              2.2 PRIORITY ทำอะไรก่อน อะไรคือข้อที่ต้องถูกทำก่อน เรียงลำดับให้ได้

              2.3 CONTIBUTION หาคำตอบว่า จ้างมาทำอะไร มีหน้าที่ทำอะไร เอาไว้ทำอะไร คุ้มค่าหรือไม่

              2.4 STRENGTH พิจารณาเฉพาะจุดแข็ง หาจุดเพียงพอมาใช้ให้เป็นประโยชน์

              2.5 PROBLEM SOLVING DECISION MAKING การมอง/อ่านปัญหา วิเคราะห์แล้วตัดสินใจ ฟันธงอย่างถูกต้อง จะได้ผลลัพธ์ที่ดี ต้องเลือกอันที่ถูก ทำให้ถูกเท่านั้น จึงสัมฤทธิ์ผล

          3. บทเรียนเพื่อการพัฒนานั้น ต้องหาตัวตนของตนเองให้พบอย่างแท้จริงก่อน เช่น การเคหะแห่งชาติมีทุนเท่าใด (อย่างไร) ที่เป็นทรัพย์สิน เช่น ที่ดินสิ่งปลูกสร้าง หรือความรอบรู้ การจัดการชุมชน มีบุคลากรที่มีประสบการณ์ เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่จะตอบได้ว่า เราควรทำอะไรอย่างไร และ MAKING DECISION

          4. อาจารย์ณรงค์ศักดิ์ ผ้าเจริญ ได้นำเสนอการวิเคราะห์การบริหารธุรกิจ บทเรียนเพื่อการพัฒนาการเคหะแห่งชาติในยุค POST MODERN ที่การแข่งขันมีความเข้มข้นร้อนแรงมาก เป็นยุคสหวิทยาการ กล่าวคือต้องรอบรู้จริง รู้ลึก รู้กว้าง รู้มาก ทุก ๆ ด้าน ในทุก ๆ สาขาวิทยาการที่เกี่ยวข้อง เป็นบริบท EMOTIONMAL นำหน้าทั้งวิธีคิดและวิธีปฏิบัติ

          เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าการเคหะแห่งชาติต้องหาตัวตนให้พบเสียก่อน แล้วเอาความต้องการของลูกค้า (ผู้จะซื้อบ้าน) มาเป็นปัจจัยนำหน้า เช่น

          • กคช.ต้อง RE-BRAND เพื่อ RE-BORN

          • เอาความเก่าเก็บขึ้นมาทบทวนวิเคราะห์ให้ลงตัว เหมาะสมกับยุคนี้

          • ให้ตระหนักถึงปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อการเคหะแห่งชาติโดยตรง

          • ทบทวนวัตถุประสงค์ว่ายังเหมาะสมกับตลาดปัจจุบันหรือไม่ ถ้าไม่เหมาะสม ตกยุค ผิดเป้าหมาย จะปรับเปลี่ยน/แก้ไขอย่างไร

          • วิเคราะห์โครงสร้างประชากร หากลุ่มลูกค้า กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มใหม่ เหล่านี้เป็นต้น

          5. ในการเปลี่ยนแปลงทั้งวิธีปฏิบัติจะอยู่ในกรอบ หรือวิธีเดิม ๆ ไม่ได้ ต้องหากลยุทธ์และยุทธวิธีการ ทั้งการคิด – เป้าหมาย และกรรมวิธีใหม่ ๆ มาใช้ ใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ และ IT ให้เกิดประโยชน์

          6. การเข้าสู้ NET WORK เช่น ประสานร่วมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กระทรวง, หน่วยงานใหม่ ๆ เพื่อเติมเต็ม หรือลดช่องว่างทางการตลาด หรือให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ ต่อไป

                                                   -------------

                                                16 กรกฎาคม 2555

วันที่ 16 ก.ค.2555 การรอบรมในวันนี้ได้เรียนรู้เรื่องการวิเคราะห์กรณีศึกษาด้านการบริหารธุรกิจ เพื่อการพัฒนาการเคหะ การเคหะฯจะต้องรู้จักตัวเอง หรือค้นหาตัวเองก่อน เพื่อให้เกิด Effectiveness (สัมฤทธิ์ผล) ต้องทำสิ่งที่ถูกต้อง (Doing the right thing ) ซึ่งเป็นทฤษฎี ของ Peter Drucker การจะทำให้เกิดสัมฤทธิ์ผลได้ จะต้องประกอบด้วย

    1.Time การบริหารเวลา
    2.Priority ต้องวางแผนว่าจะทำอะไรก่อนหลัง
    3.Contribution ต้องตามตัวเองว่า เขาจ้างคุณทำอะไร  คุ้มหรือไม่
    4.Strength ต้องหาจุดแข็ง
    5.Problem solving และ Dicision  Making ต้องมีวิธีแก้ไขปัญหาและตัดสินใจ 
การเคหะฯ ต้องทบทวนวัตถุประสงค์ขององค์กรใหม่ ต้องมีความคิดสร้างสรรค์  ต้องคิดสมัยใหม่  ต้อง reinvent   และ rebranding เพื่อที่จะ reborn การเคหะต้องทำอะไรให้เกิด Value Added, Value Creation และ Value Diversity ด้วยการคิดหานวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง  ทำให้เป็นวัฒนธรรมประจำองค์กร  การคิดอย่างอิสระ  เพื่อเปลี่ยนแปลงองค์กร  เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

วันที่ 17 ก.ค.2555 อบรมในหัวข้อ การบริหารการเปลี่ยนแปลงซึ่งเชื่อมโยงเกี่ยวกับเรื่องคน

เริ่มจากการเป็นผู้นำ  Jack Welch  อดีต CEO ของ บริษัท GE กล่าวว่า  ความเป็นผู้บริหารองค์กรจะต้องมีเวลาให้กับคนในองค์กรถึงแม้ว่าจะยุ่งแค่ไหน  สิ่งที่ทำให้ผลงาน  แตกต่างกัน  คืออารมณ์  ร่างกายสิ่งแวดล้อม  ลูกน้อง  เจ้านาย  และองค์ประกอบอีกมากมาย  ซึ่งผู้นำจะต้องหาสาเหตุ  และแก้ปัญหา  เพื่อทำให้ผลงานบรรลุเป้าหมาย  Jack Welch  กล่าวว่า  การบริหารการเปลี่ยนแปลง  เราควรเปลี่ยนแปลงก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน แรงผลักดัน  การเปลี่ยนแปลง        มีจากภายนอกและภายในองค์กร  เราต้องเรียนรู้การบริหารการเปลี่ยนแปลง  ดังนี้
    1.ต้องเปลี่ยนทัศนคติของบุคลากรในองค์กร
    2.ต้องเข้าใจว่าองค์กรในปัจจุบันถูกขับเคลื่อนโดยขบวนการมากกว่าโดยโครงสร้าง
    3.ต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ
    4.ต้องคิดในเชิงบูรณาการ  คิดให้ครบทุกขบวนการ  คิดภาพใหญ่ขององค์กร
    5.ต้องยอมรับและแก้ไขเหตุการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
    6.ต้องยอมรับความเป็นมืออาชีพของหัวหน้า  ต้องยอมรับ  ร่วมมือและปรับตัว
ภาคบ่าย  ได้เรียนรู้เรื่อง  การบริหารการเงิน  หลักการเมื่อได้เงิน คือ 1 ต้องเก็บออม 2 ใช้จ่ายเพื่อเลี้ยงชีพ 3 เก็บไว้เมื่อฉุกเฉิน  การลงทุน  วิธีต่างๆ  การตัดสินใจลงทุน  เครื่องมือที่ใช้ในการตัดสินใจการลงทุนที่เสี่ยง  การลงทุนที่ปลอดภัย  การทำงบการเงิน  การวิเคราะห์การเงิน  การทำ  Finance Project  

การบ้าน วันที่ 16 กรกฎาคม 2555

Finance for Non-finance ความรู้ที่ได้รับ วันนี้ได้รับความรู้ความเข้าใจในเรื่องตลาดการเงินทั้งในระบบ และนอกระบบ ตลาดแรกและตลาดรอง สถาบันการนเงินในประเทศ การอ่านงบการเงินอย่างง่าย มีงบดุล งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสด สามารถนำมาปรับใช้ในการทำงาน
สามารถนำมาปรับใช้ทั้งด้านการเงินส่วนตัวและการงาน ในฐานะผู้บริหารต้องสามารถอ่านงบการเงินได้ เพื่อจะบริหารโครงการได้ รู้กำไร ขาดทุน จะได้นำมาวิเคราะห์ก่อนการตัดสินใจในเรื่องการลงทุนต่างๆได้ดี

การบริหารการเปลี่ยนแปลง ความรู้ที่ได้รับ วันนี้ได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคนิคการบริหารเพื่อให้ได้ performance ที่ดี มีกระบวนการอย่างถูกต้องทั้ง competency และ motivations ในแง่ competency ก็ต้องพัฒนา ส่วนในแง่ของ motivations จะมีแนวทางอย่างไร และมีกระบวนการอย่างไร อาจารย์ได้สอนให้ตระหนักในเรื่องการเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง การเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ต้องการเปลี่ยน ก็จะต้องมีคนมาเปลี่ยนแปลงเราอยู่ดี ตามคำพูดของ Jack Welch ไหนๆจะเปลี่ยนอยู่แล้ว ก็ต้องเปลี่ยนให้เป็นระบบ change acceleration process สามารถนำมาปรับใช้ในการทำงาน
เนื่องจากเป็นผู้รับผิดชอบการบริหารการเปลี่ยนแปลงทุกครั้ง มีเกิดขึ้นเป็นการทำ change ของโครงการ ERP เมื่อมีการนำระบบบริหารงานบุคคลใหม่ๆ PMS หรือแม้กระทั่งมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรทุกครั้ง จึงเห็นว่าหัวข้อนี้มีประโยชน์กับงานมาก นำไปใช้ได้เลย และนำมาพัฒนางานที่ทำอยู่ได้ทันที

การบริหารธุรกิจ

ความรู้ที่ได้รับ วันนี้ได้รับความรู้ที่เปิดกว้างในแง่ของความคิด กาคิดนอกกรอบ คิดอย่างสร้างสรรค์ เป็นการปรับเปลี่ยนกรอบความคิด และได้มีความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารงานที่ประสบความสำเร็จขอ งPeter Drucker และวิทยากรทั้งสองท่านได้เปิดโอกาสให้พวกเราได้ทำ Workshop โดยการกระตุ้นให้พวกเราแสดงความคิดเห็น และได้คิดนอกกรอบ ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนการเคหะแห่งชาติโดยไม่มีข้อจำกัด เป็นกิจกรรมที่สนุกได้รวมกลุ่มระดมความคิดร่วมกัน

สามารถนำมาปรับใช้ในการทำงาน

ในสายงานที่ทำอยู่โชคดีที่ได้รับผิดชอบงานด้านการพัมนาบุคลากรของการเคหะแหง่ชาติให้มีโอกาสได้รับความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอ และนำวิธีการคิดนอกกรอบที่ได้รับจากการอบรมมาพัฒนาหลักสูตรของการพัฒนาทางด้านบุคลากรของการเคหะแห่งชาติ

รายงานการอบรมครั้งที่ 6 วันที่ 11 กรกฎาคม 2555 การบริหารความเสี่ยง

การเคหะแห่งชาติ  ถูกกำกับดูแลและประเมินผลโดยกระทรวงการคลังได้ให้ที่ปรึกษา บ.ทวิส เข้ามาดำเนินการตั้งแต่ปี 2538  ซึ่งในช่วงแรกๆ เป็นช่วงทำความเข้าใจ  จนปัจจุบันได้มีการประเมินอย่างเข้มข้นและวัดผลอย่างละเอียด  ซึ่งเป็นกลไกในการป้องกันและลดความเสี่ยงโดยผลจาก KPI และเริ่มใช้ระบบ SEPA เข้ามาในองค์กร การวัดจะวัดประสิทธิภาพ, ประสิทธิผล และคุณภาพการบริหารองค์กร  เราควรทำความเข้าใจในการบริหารความเสี่ยงกับทุกๆ คน  ในองค์กร  ความเข้าใจผิดในเรื่องความเสี่ยงมีอยู่ 3 ลักษณะคือ
  1. ความเสี่ยงเป็นเรื่องเลวร้ายมาจัดการควบคุม, ป้องกัน, ลดความรุนแรงที่จริงแล้ว อาจไม่ใช่บางสิ่งมิได้เลวร้าย เสมอไป บางเรื่องเป็นความเคยชิน
  2. ความเสี่ยงต้องหาวิธีลดลงให้เป็น 0 สิ่งนี้ก็ไม่จริง ที่จริงเป็นการลดความเสี่ยงให้เหลือพอที่จะรับได้ในระดับหนึ่ง
  3. ทำงานแบบ PLAY ทำไปเรื่อยๆ ไม่พัฒนาตนเอง จนถึงจุดหนึ่งอาจเสียหายรุนแรง หรือคิดว่าความเสี่ยงมากจะส่งผลกำไรมาก ความเสี่ยงภายใน ความเสี่ยงภายนอก
  4. ความเสี่ยงด้านการเงิน - ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง
  5. ความเสี่ยงด้านการดำเนินการ (คู่มือ) - ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ
  6. ความเสี่ยงทรัพยากรบุคคล (อบรม) - ความเสี่ยงความปลอดภัย
  7. ความเสี่ยง IT (Bcm, Bcp) และสิ่งแวดล้อมภัยธรรมชาติ การประเมินความเสี่ยง
  8. อะไรเป็นความเสี่ยงที่แท้จริง
  9. โอกาสที่จะเกิดมากน้อยระดับไหน
  10. ความรุนแรงเมื่อเกิดขึ้น
  11. ความเสี่ยงเชิงนโยบายและการเมือง การบริหารความเสี่ยง 5T (ยอมรับได้ระดับไหน, ลดความเสี่ยง, กระจายความเสี่ยงหรือโอน, หลีกเลี่ยง, หาประโยชน์จากความเสี่ยง) เครื่องมือที่ใช้ “ควบคุมภายใน”
  12. การประเมินตามเกณฑ์แบบวัดระดับและแบบเกณฑ์ย่อย

    ธรรมดีที่พอทำ เป็นหนังสือที่เมื่ออ่านแล้วจะต้องเปรียบเทียบกับงานของเรา เพราะจะเป็นปรัชญาที่กล่าวสั้นๆ แต่จะตีความหมายได้อย่างมากมาย ดังนั้น การที่จะนำมาเขียนจึงทำได้เพียงเปรียบเทียบกับงานของตนเองเท่านั้นจะมองในมุมใดก็ได้ แต่จะเป็นแนวทางที่ผู้บริหารสามารถนำไปใช้และผลพิสูจน์แล้ว ถึงผลงานอันยิ่งใหญ่แต่สำเร็จได้ด้วยความศรัทธา พอเทียบเคียง 23 ข้อ ที่ท่านทรงทำงานไว้

    1. ศึกษาข้อมูลให้เป็นระบบ ต้องค้นหา และแยกข้อมูลให้เป็นระบบ เป็นข้อมูลทั้งอดีตและปัจจุบัน ให้ระวังข้อมูลที่ตกแต่งเพื่อให้ดูดี
    2. ระเบิดจากภายใน ทีมทำงานต้องเข้าใจสนใจจะทำ แยกให้ออกระหว่างคุณค่ากับมูลค่า งานที่สร้างคุณค่าต่อไปก็จะมีมูลค่า มีมูลค่าต่อไปก็จะไม่มีคุณค่าก็ได้
    3. แก้ปัญหาจากจุดเล็ก อะไรที่ทำได้ทำซะ คิดแต่สิ่งที่ยากมีโจทย์มากๆ ทำยาก ทำซ้ำเสียเวลา แก้ทีละเปราะจากต้นเหตุ งานไม่เดินใช้คนผิดงานจะเดินได้อย่างไร
    4. ทำตามลำดับขั้น ปัญหาหรือขั้นตอนการทำจะต้องถูกเรียงลำดับจะทำอะไรก่อนหลัง อะไรทำง่ายหรือยาก ถ้าไม่เป็นไปตามขั้นตอนจะไม่สำเร็จหรือเกิดปัญหาภายหลัง
    5. ภูมิสังคม, ภูมิศาสตร์, สังคมศาสตร์ รู้เขารู้เราจะทำอะไรในสถานที่ใดต้องรู้สถานที่นั้นสังคมนั้น เป็นอย่างไร และสังคมของเราเป็นอย่างไรต้องปรับไปตามภูมิประเทศและสังคม ออกแบบบ้านก็ต้องตามใจผู้อยู่ ไม่ใช่ตามใจผู้ออกแบบ
    6. ทำงานแบบองค์รวม โดยคิดความเชื่อมโยง ทำโครงการก็ต้องดูลูกค้า ดูนโยบาย ดูภูมิประเทศ ดูวัฒนธรรม เมื่อดูทั้งหมดแล้วจะทำอย่างไรก็ทำตามองค์รวมนี้
    7. ไม่ติดตำรา คิดตามตำราบางครั้ง นำมาใช้กับงานบางประเภทไม่เหมาะสมก็ต้องทำตามที่ถนัดแล้วร่วมกันพัฒนา ฝืนให้ทำตามตำรา ผลสุดท้ายก็จะล้มเหลว
    8. ประหยัด เรียบง่ายได้ประโยชน์สูงสุด บางครั้งเราขาดความใส่ใจ ทำให้ทำงานยากต้องใช้ต้นทุนสูงเมื่อนำไปทำงานปริมาณมากๆ ยิ่งเสียหายมาก ก็ไม่ประหยัดงบประมาณ และเวลา ก็ต้องสร้างทุนทางมนุษย์ให้วิเคราะห์ออก อย่าปล่อยให้ทำผิดซ้ำๆ วัน
    9. ทำให้ง่าย บางครั้งคนที่ทำกับคนที่วางแผนการทำต้องคุยกันให้ได้ตามวัตถุประสงค์ได้ของดีๆ ด้วยวิธีง่ายๆ
    10. การมีส่วนร่วม ปัญหาจะแก้ไม่ได้ถ้าไม่ให้คนทำมีส่วนร่วมระดมความคิดหาวิธีทำแล้วทำร่วมกัน จะไม่โทษกันช่วยกันทำ
    11. ต้องยึดประโยชน์ส่วนรวม ถ้าพวกเขาเห็นว่าเป็นประโยชน์ของพวกเขาของครอบครัวพวกเขาก็ยินดีที่จะทำให้สำเร็จ ดังนั้น มนุษย์เงินเดือนหากไม่มีความรักต่อองค์กร คิดแต่ประโยชน์ส่วนตนโดยไม่ดูประโยชน์ส่วนรวมก็จะเกิดปัญหา ดังนั้น ต้องสร้างให้เป็นวัฒนธรรมให้แข็งแกร่ง
    12. บริการจุดเดียว อะไรที่เป็นโครงข่าย ใช้ทรัพยากรร่วมกันได้ก็สามารถนำไปรวมเป็นจุดเดียวกัน จะสร้างประโยชน์สูงสุด

    13. ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ ใช้ข้อดี ใช้คนดี ปรับข้อเสีย คนไม่ดีให้เจือจาง ลดลงไปตามธรรมชาติ ตามกาลเวลา ให้เป็นตัวอย่างเป็นแนวทางผลสุดท้ายทุกคนที่เห็นว่าดีก็จะทำตาม

    14. ให้ธรรมปราบอธรรม เมื่อทุกคนตระหนักอะไรดี ให้เขาแยกแยะให้ออก ทำให้เป็นแนวร่วม ทำให้เป็นตัวอย่าง สิ่งที่ไม่ดีก็จะไม่กล้า หยุดแล้วลดลงไปเอง ถ้าใช้วิธีปราบทันทีบางครั้งดีแต่บางครั้งจะไม่ได้ผล ผลสุดท้ายสิ่งที่ไม่ดีทำง่ายทุกคนก็จะไปทำแบบนั้น
    15. ปลูกป่าในใจคน จิตสำนึกที่ทุกคนเห็นว่าดีต้องปลูกฝัง 1 ให้ขยายเป็น 2 ต้องขยายเป็น 4 ถ้าทุกคนรู้สำนึกที่ถูกปลูกฝัง ผลก็จะขยายเป็นทวีคูณได้
    16. ขาดทุนคือกำไร
          บางอย่างวัดเป็นเงินไม่ได้ มนุษย์เป็นการลงทุนที่ต้องค่อยเป็นค่อยไปจะหวังหากำไรไม่ได้ แต่เมื่อมนุษย์มีปัญหารู้วิธีการคิด กระตุ้นให้เปลี่ยนไปในทางที่ดี นำคน 36 คนมา Input ผ่าน Process ได้ผู้นำที่ดีมา 1-5 คน ก็เป็นกำไรแล้ว จะนำมาเปรียบเทียบตัวเลขไม่ได้ เพราะทุนมนุษย์ที่ไม่เท่ากันผลที่ได้ก็ย่อมต่างกันจะเทียบทางสถิติคงเป็นไปได้ยาก แต่ควรใช้วิธีการคัดสรรไปพัฒนาแล้วต่อยอดอีกครั้ง
      
    17. การพึ่งตนเอง ถ้าเราคิดว่าจะต้องนำเข้ามาเป็นหลัก แทนที่เราจะมองหาการพึ่งตนเองเป็นหลัก แล้วเราจะรู้ปัญหาได้อย่างไร เราต้องพึ่งพากันและกันพี่ต้องสอนน้อง ต้องหาคนเก่งๆ เข้ามาช่วยแนะนำแต่อย่าหวังว่าคนที่มาแนะนำจะแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ถ้าพี่น้องไม่พึ่งพากัน พี่ไม่ดุไปทุบบ้างน้องจะดีขึ้นหรือ
    18. พออยู่พอกิน พออยู่พอกินมิใช่ใช้น้อยกินน้อย แต่ต้องให้ทุกคนรู้ในสำนึกทำงานน้อยก็มีรายได้น้อย ถ้าอยากกินดีอยู่ดีก็ต้องทำงานให้เพียงพอให้สมดุลกัน ถ้าทำให้ทุกคนเข้าใจเราก็คงเจริญได้อย่างเยอรมัน ญี่ปุ่น ถ้าคิดอย่างคนไทยอีกหน่อยแพ้เวียดนามแน่ๆ เพราะเข้าเป็นวัฒนธรรม ความขยันจนกลายเป็นนวัตกรรมอันแข็งแกร่งของเขา
    19. เศรษฐกิจพอเพียง บุคลากรของเราถ้าไม่รู้จักพอเพียงกับรายได้ของตนเอง ผลสุดท้ายก็จะไปทำในสิ่งที่ผิด นอกจากตนเองพอเพียงแล้ว ถ้าครอบครัวไม่พอเพียง สังคมในที่ทำงานไม่พอเพียงก็จะเกิดการแข่งขันทำลายกัน ผลสุดท้ายครอบครัวนั้น สังคมนั้นก็เหมือนคนติดยาเสพติดแล้วจะเหลืออะไรในสังคมในครอบครัว
    20. ความซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจต่อกัน จริงใจต่อกันถ้าไม่สุจริต ไม่ซื่อสัตย์ จะเป็นกลุ่มก้อนที่จะสร้างความเสียหาย เช่น ชุมชนที่ดูแลบ่อน จริงใจกันมากผลสุดท้ายชุมชนอื่นครอบครัวอื่น ก็จะหายนะได้ ดังนั้น การได้ใจคนทำให้คนยอมรับในสิ่งผิดไม่แยกแยะ ผลสุดท้ายก็จะอยู่ร่วมกันไม่ได้ ชุมชนผมเสียหาย ประเทศผมเสียหายก็ต้องต่อสู้กัน
    21. ทำงานอย่างมีความสุข ลูกจ้างที่ทำงานอยู่ในการเคหะแห่งชาติ บางท่านอยู่มาแล้ว 8-10 ปี เขาเหล่านี้เงินเดือนก็ไม่ขึ้นถามเขาดูเขาบอกว่าอยู่แล้วความสุข แต่ดูแล้วเราเอาเปรียบพวกเขา ถ้าเราไม่ใส่ใจต่อเขาสักวันที่อื่นมีความสุขกว่าเขาเห็นว่าเราไม่จริงใจเขาก็จะจากไป เขาพิสูจน์มา 10 ปี เรายังรับคนใหม่ได้ คงต้องถามทรีสหรือทรัพยากรบุคคลว่าถูกต้องแล้วหรือ

    22. ความเพียร ความเพียรความพยายาม มุมานะจะช่วยให้คนนั้น กลุ่มคนนั้น สังคมนั้น ประเทศนั้น เจริญก้าวหน้าทันที ยิ่งกว่าสิงใด

    23. รู้รักสามัคคี ต้องสร้างทุนมนุษย์ทั้งหมดที่เรามีอยู่ ต้องมีความรู้ที่ไม่ใช่ไปเรียนหนังสือท่องจำแต่อย่างเดียว รู้แล้วต้องคิดเป็น คิดเป็นแล้ว จิตใจไม่ดี ไม่รักกัน เกียจชังกันไม่ให้อภัยกัน ปัจจุบันเราพบปัญหานี้อย่างมาก ความสามัคคี ถ้าเราแตกแยกกันเราจะทำอะไรให้สำเร็จได้อย่างไร เมื่อแต่ละคนไปคนละทิศละทางนี่เป็นแนวทาง ในการปฏิบัติงานการกระทำการใช้สมองการใช้ปัญญา พระองค์ท่านสร้างมนุษย์ด้วยจิตใจ ทุนมนุษย์ที่ผู้นำต้องนำมาปฏิบัติ หลักการของทุนมนุษย์ต้องทำด้วยใจ (จิตใจ) ตั้งใจให้เกิด ใส่ใจในการติดตาม จริงใจต่อองค์กรและเพื่อนมนุษย์ทุกคน ผลลัพธ์ ภูมิใจ “ผมคิดว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านคงภูมิใจที่ทำ ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพวกเรา และท่านก็คงสุขใจที่ได้เห็นพวกเราเป็นคนดีสืบทอดความดีนี้ได้ ต้องตั้งคำถามทำไมมีคนบางคนยังสร้างความทุกข์ใจให้ท่าน

วิเคราะห์หนังสือ

ธรรมดีที่พ่อทำ ดนัย จันทร์เจ้าฉาย

คนไทยจำนวนมากได้แต่รัก และศรัทธาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พากันเปล่งคำว่า “ทรงพระเจริญ” เพื่อ แสดงความจงรักภักดี บางคนปลื้มปิติจนหลั่งน้ำตาเมื่อมีโอกาส เห็นเพียงพระพักตร์ของพระเจ้าอยู่หัวทางโทรทัศน์

แต่จะมีสักกี่คนที่จะลุกขึ้นมาเดินตามรอยพระยุคคลบาท ปฎิบัติตัวดำรงตามที่พระองค์ทรงทำให้ดูตลอดระยะเวลามากกว่า 65 ปีที่ผ่านมา
-เรามี Idol ที่ดีที่สุดในโลก แต่เราไม่เคย I do I do คือ
    การคิด      1   เปอร์เซ็นต์
    พูด           4   เปอร์เซ็นต์
    ลงมือทำ       95  เปอร์เซ็นต์
-เรามีบุคคลต้นแบบที่คนทั่วโลกพากันยกย่องชื่นชม แต่แทบไม่มีใครลุกขึ้นมาทำตามบุคคลต้นแบบของเราอย่างจริงจิง

หนังสือ “ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้” พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา และ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

-ปัญหาใหญ่ขององค์กรที่เผชิญอยู่ จึงต้องให้พนักงานมีวิธีคิดแบบ HR (Human Relationship) Happy Relationship คือ ต้องสร้างความสัมพันธ์ของคนในองค์กรให้มีความสุขและนำไปสู่การสร้างวัฒนธรรมในองค์กร จนพัฒนาไปสู่การไว้วางใจและบรรยากาศ ในที่ทำงานจะเกิดสังคมที่ดี คนในองค์กรก็จะมีความสุข

-ดี 4 ประการของคุณพารณ อดีต CEO SCG ย่อเป็น ประพฤติดี มีน้ำใจ ใฝ่ความรู้ คู่คุณธรรม ทำให้เกิด ธรรมาภิบาล ขององค์กรในทางที่ดี ในองค์กรต้องรู้จักกัน เข้าใจกัน เป็นพวกเดียวกัน จนเกิดความไว้วางใจ ต้องหาสมดุลของการอยู่ร่วมกัน นั่นคือ การจัดการสิ่งสองสิ่งให้ไปอยู่ร่วมกันได้ เป็นการบริหารงานในองค์กร ต้องยอมรับคนทุกคนไม่เท่ากัน เราต้องหาจุดสมดุล เพื่อนำไปสู่การบริหารงาน ต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งความสุขขึ้น

-ทำให้ทราบถึงกระบวนการที่จะทำให้คนซึ่งมีทรัพยากรไม่เท่ากัน สามารถนำทรัพยากรเหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งการบริหารคนเป็นเรื่องยาก เพราะคนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน มีประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน “การบริหารคน” เป็นนั้น เป็นภารกิจสำคัญที่ผู้บริหารต้องมีส่วนร่วมในการดำเนินการร่วมกับหน่วยงานบริหารทรัพยากรบุคคล ในทุกๆงานอย่างเต็มที่ ตั้งแต่ สรรหา พัฒนา รักษา และใช้ประโยชน์ เพราะคนถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดขององค์กร

-การบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่ดีต้องอยู่ภายใต้หลัก “คุณธรรม” ด้วย เพราะบนพื้นฐานการบริหารจัดการอย่างมีธรรมาภิบาลนั้น การบริหารคนจะต้องอยู่บนพื้นฐานระบบคุณธรรมที่ส่งเสริม และพัฒนา ให้พนักงานมีความสามารถที่สูงขึ้น มีจริยธรรม สามารถปฎิบัติงานอย่างมืออาชีพ มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยยึดหลัก

-ความรู้ ความสามารถของบุคคลเป็นเกณฑ์ในการจูงใจและความเติบโตในงาน
-ความเสมอภาค มั่นคงในโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน
-ความมั่นคงในอาชีพ คือ หลักประกันขั้นพื้นฐานที่ให้ความคุ้มครองบุคคลที่ว่าจะไม่ถูก กลั่นแกล้งหรือถูกให้ออกจากงาน โดยปราศจากความผิด
-ความเป็นกลาง คือ ไม่เปิดโอกาสให้มีการใช้อิทธิพลแทรกแซงในการทำงาน

วันที่ 16 กรกฎาคม 2555

วิเคราะห์กรณีศึกษาด้านการบริหารธุรกิจ (บทเรียนเพื่อการพัฒนาการเคหะแห่งชาติ)

                  วันที่เจ็ดของการอบรม:    วันนี้สนุกดี อ.ไกรฤทธิ์ อ.ณรงค์ และ ดร.จิระ นำความรู้จากหนังสือของ PETER

DRUCKERกูรูด้านการบริหาร มาบรรยายให้ฟังเรื่องวิธีบริหารงานโดยเน้น 5 ข้อคือ ต้องบริหารเวลาให้เป็น จัดลำดับความสำคัญของงานให้ได้ เลือกทำงานที่คุ้มค่า รู้จุดแข็งหรือข้อดีของงานที่ทำ และทำงานน้ันอย่างถูกต้องแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และยังได้รู้ว่าธุรกิจที่ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่ 15 ประเภทมีอะไรบ้าง อาจารย์ท้ัง 3 ท่านแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการบริหารและให้ข้อคิดเรื่องการพัฒนาการเคหะ ทิศทางที่ควรจะเป็น และข้อดีข้อด้อยได้อย่างถูกต้องทำให้ได้รู้ว่าถึงเวลาที่การเคหะแห่งชาติต้องเปลี่ยนแปลงถึงข้ัน Re-Brand แล้ว

                  ภาคบ่ายที่ทำกลุ่ม สรุปว่าพวกเราเห็นพ้องตามที่อาจารย์กล่าวถูกประการ

การบ้าน วันที่ 9 กค. 2555 เวลา 08.30 – 16.30 น. เรื่อง การบริหารธุรกิจในยุด Asean Ecomomic Community

โดยที่เป้าหมายสำคัญของ AEC. คือการเป็นตลาดและฐานการผลิตร่วม  สร้างเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน  พัฒนาเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค  และบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก  เพื่อให้ก้าวทันและบรรลุเป้าหมายองค์กรที่จะเป็นหนึ่งในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์  การเคหะฯ จะต้องหาที่ยืนอย่างมั่นคง และฉกฉวยโอกาส  ทั้งการนำเข้า และส่งออกสินค้า  บริการ  และการลงทุน เพื่อเสริมภารกิจและบทบาทของการเคหะฯ ให้เข้มแข็ง  ก่อนอื่นต้องสร้างความเชื่อมั่น และสร้างคนของการเคหะฯให้ใฝ่รู้ เมื่อรู้ ต้องรู้จริง และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง รวมทั้งรู้จักคิดอย่างเป็นระบบ บริหารจัดการข้อมูลเป็น สามารถตัดสินใจบนฐานข้อมูลที่มีอยู่หลากหลายได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว  หากเป็นไปได้ควรตั้งหน่วยงานขึ่นมารับผิดชอบและจัดทำ Blueprint ของการเคหะฯ เพื่อกำหนดทิศทางที่จะก้าวไปสู่ยุด AEC. อย่างมั่นใจ

การบ้าน วันที่ 11 กค. 2555 เวลา 08.30 – 12.00 น. เรื่อง การบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจ

ในการทำงานแต่ก่อนเรายังไม่รู้จักและใช้คำว่า “การบริหารความเสี่ยง” แต่ไม่ว่าเราจะทำงานอะไรก็ตาม เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ เราก็จะคำนึงถึงอุปสรรคต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นทำให้งานมีอุปสรรค หรือไม่สำเร็จ และก็จะค้นหาทางขจัดปัญหา อุปสรรคเหล่านั้น ซึ่งกีคือการบริหารความเสี่ยงในปัจจุบันนั่นเอง  แต่ทุกวันนี้เรากลับกลัวและเป็นกังวล และทำอะไรกันไม่ค่อยถูก ดูเป็นเรื่องยาก เมื่อต้องเข้ามารับผิดชอบในงานบริหารความเสี่ยง ปํญหาที่พบบ่อยส่วนหนึ่งเกิดจากการโยกย้าย สับเปลี่ยน บุคลากรที่รับผิดชอบ ทำให้การทำงานขาดความต่อเนื่อง   แต่เมื่อได้มาเรียนรู้จากอาจารย์ ทำให้เข้าใจมากขึ้น และรู้ว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ไม่เสี่ยง เราอยู่กับเสี่ยงตลอดเวลา ทั้งการใช้ชีวิต และการทำงาน  เราจึงต้องค้นหา ควบคุม และลดโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยง หรือความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ยอมรับได้  รวมถึงแม้จะเป็นเรื่องของภัยธรรมชาติที่เราไม่สามารถลดโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงได้ แต่เราสามารถลดผลกรทบของความเสี่ยงนั้น ๆ ได้ แต่องค์กรต้องบรรลุเป้าหมายด้วย จึงจะถือว่าการบริหารความเสี่ยงได้มีการคิด วางแผน และดำเนินไปอย่างถูกต้อง

อังคารที่ 17 กรกฎาคม 2555

           การเข้ารับการอบรมหลักสูตรการพัฒนาผู้บริการระดับสูง (Executive Development Program 2012) การเคหะแห่งชาติ รุ่นที่ 2 ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2555 เรื่อง LEARNING FORRUM AND WORKSHOP (การบริหารการเปลี่ยนแปลง 2) และ FINANCE FOR NON-FINANCE & FINALCIAL PERSPECTIVE โดยอาจารย์ประกาย ชลหาญ และ ดร.กุศยา ลีฬหาวงศ์ พร้อมด้วยวิทยากรพี่เลี้ยง ดร.วีรชัย กู้ประเสริฐ สรุปได้ว่าได้รับประโยชน์ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานของการเคหะฯ ได้ดังนี้ :-

          1. ข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ธุรกิจหรือองค์กรใดก็ตาม ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการปรับเปลี่ยน ไม่สามารถปรับตัวให้ชนะสภาวะแวดล้อม เช่น ลูกค้า การตลาด เทคโนโลยี คู่แข่งขัน ย่อมต้องสูญสลายจบสิ้นได้ การเปลี่ยนแปลง (CHANGE) เป็นทั้ง CHANGE ตนเอง และจากภายนอก

          2. ทำให้ทราบว่าการดำเนินธุรกิจเพื่อให้อยู่รอดได้อย่างเข้มแข็งในด้านหนึ่ง คือ CUSTOMER CENTRIC เป็นหลักการหนึ่งของ JACK WELCH อดีต CEO ของ GE กฎข้อนี้ไม่เคยตาย การนำเอาหลักการ CUSTOMER CENTRIC เอาลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เท่ากับว่าทำอย่างไร เพื่อให้สนองตอบความต้องการของลูกค้า และจะมีการปรับเปลี่ยน (CHANGE) ตามลำดับเวลาตลอด เพื่อสนองตอบความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงตามยุค และสภาพแวดล้อมไม่หยุดนิ่ง

          3. การยึดหลักการ CUSTOMER CENTRIC เท่ากับว่ามี CHANGE โดยเปลี่ยนไว้ที่หลาย ๆ องค์ประกอบเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ และใช้ได้กับทุกองค์กร ต้องดำเนินการพร้อมกันหลายแนวทาง และหลายวิธีการ เช่น

          • CEO และผู้บริหารต้องมีเวลาให้กับคนในองค์กร อาทิเช่น การสัมมนาแลกเปลี่ยน การมีส่วนร่วมของคนในองค์กร เพื่อหาข้อสรุปมาตรฐานสินค้าและบริการ การรับฟังปัญหาเชิงบริหาร/บริการ การฟังเสียงสะท้อนกลับเหล่านี้ เป็นต้น

          • ต้องให้พนักงานมีความรู้สึกที่แท้จริงว่าองค์กรนี้พึ่งพาได้ ให้ความอบอุ่น เอาใจใส่ต่อพนักงาน โดยผู้บริหารระดับสูง เพื่อที่จะให้พนักงานมีความจริงใจ จงรักภักดี หวงแหน ห่วงใยองค์กร และจรรโลงองค์กรระยะยาว เหล่านี้ต้องกระทำโดยผู้บริหาร และสม่ำเสมอ

          • ให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ ส่งเสริมให้มีการพัฒนาเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด เข้าศึกษาต่อ อบรมสัมมนา ให้ทุกคนมีความสามารถใช้ IT ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น

          • ให้ทุกคนมีผลงาน

             o COMPETENCY โดยความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ของแต่ละบุคคล

                (KNOWLEDGE SKILLS)

             o มี MOTIVATION ด้านร่างกายจิตใจ สิ่งแวดล้อม เพื่อนร่วมงาน ตลอดจน

               เครื่องมืออุปกรณ์ IT

          4. มีเป้าหมาย – กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน เช่น มีเกณฑ์วัดให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย โดยกำหนดเป้าหมายก่อนให้ชัดเชนทุกคน มีการประเมินสม่ำเสมอตามรอบเวลา การวัดผลต้องเที่ยงตรงยุติธรรม เพราะจะส่งผลต่อเป้าหมายขององค์กร

          5. ต้องมี PERFORMANCE COACHING มีการกำกับ มีสอนงาน มีการให้ข้อมูลที่ดีครบถ้วนถูกต้องทันสมัย อยู่ในกรอบแนวทางนโยบาย

          6. การแก้ปัญหาซึ่งมีทุกงานทุกแห่ง ต้องมีการหาสาเหตุแห่งปัญหา ไม่ด่วนสรุป ให้หาสาเหตุ หาข้อมูล วิเคราะห์หาทางเลือก และประเมินความเสี่ยงแล้วตัดสินใจ

          7. ในประเด็น CHANGE MANAGEMENT มีคำถามพื้น ๆ ที่ต้องหาคำตอบให้ คือ เปลี่ยนแล้วได้อะไร ผลออกมาเป็นอย่างไร เปลี่ยนทำไม มีอะไรเสียหรือเสียหายหรือไม่

          8. ในฐานะผู้บริหาร/ผู้นำ สถานการณ์ต่าง ๆ ที่เป็นอยู่ปัจจุบัน สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ต้องอยู่ในสายตา รับทราบ เข้าใจตลอดเวลา เพื่อใช้เป็นองค์ประกอบสำคัญ เพื่อ MAKE DECISION ต้องพร้อมเสมอเพื่อรองรับการตัดสินใจ ผู้นำ/ผู้บริหารการเปลี่ยนแปลง คือ ผู้ที่ประมวลสิ่งต่าง ๆ รอบตัว และคาดเดาถึงผลที่จะเกิดได้ถูกต้องแม่นยำและตัดสินใจ

                                                      -------------

                                                  17 กรกฎาคม 2555

การอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 2 เรื่อง วิเคราะห์กรณีศึกษาด้านการบริหารธุรกิจ โดย ศาสตราภิชาน ไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ

   อาจารย์ณรงค์ศักดิ์  ผ้าเจริญ

วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม 2555

    ประเด็นการบรรยายมุ่งเน้นการประเมินองค์กรโดยการค้นหาสถานะขององค์กร (Re – discovery NHA)โดยพิจารณาจาก EFFICIENCY และ EFFECTIVENESS (=RESULT) ดังนี้
   - EFFICIENCY (สมรรถภาพ)   -------->  Doing  Thing  Right  (ทำอะไรถูกวิธี)
    - EFFECTIVENESS (สัมฤทธิ์ผล)   -------->  Doing  The  Right  Thing  (เลือกอันที่ถูกต้องทำ)
    ทั้งนี้ การทำให้เกิด EFFECTIVENESS ได้จะต้องมีคุณสมบัติ 5 ประการ ตามข้อเสนอของ Peter  Drucker  ดังนี้
    1. Time  Management
     2. Priority  Management
     3. Contibution (การให้น้ำหนักของงานที่อยู่ในความรับผิดชอบ)
     4. Strength (มองในจุดแข็งของผู้ใต้บังคับบัญชา)
     5. Problem  Solving  and  Decision  Making
     อาจารย์ได้บรรยายถึงความจำเป็นที่การเคหะแห่งชาติจะต้อง re – brand โดยทำการศึกษาวิจัยเพื่อเข้าถึงความเป็นตัวตน (self) ของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างแนวความคิด Art  of  Living 
     การอบรมในวันนี้ทำให้ได้แนวความคิดในการนำไปประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาด้านการบริหารงานของ กคช. ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการบรรยายของอาจารย์ช่วยกระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจที่จะสร้างสรรค์การทำงานให้มีสัมฤทธิ์ผลมากขึ้น
                                                                                                      ดร.อภิวัฒน์  บุญสาธร

หลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารระดับสูง วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม 2555 เวลา 9.00-12.00 น. เรื่องการบริหารการเปลี่ยนแปลง โดยอาจารย์ประกาย ชลหาญ

        Chang Management refer both to setting goals and strategies,operational efficiency,organizational  structure,processes,leadership,people,customers,venders etc.
         Chang Management is cross functional and multidisciplinary in its characters.
         หัวใจสำคัญของการบริหารการเปลี่ยนแปลง คือ ความสามารถในการประเมินการเปลี่ยนแปลง โดยต้องใช้ความรู้ ประสบการณ์ และข้อมูลที่ถูกต้อง ซึ่งการบริหารการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมและทรัพยากรในองค์กร โดยที่มนุษย์เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดขององค์กร ดังนั้น การพัฒนามนุษย์จึงเป็นปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จขององค์กร

ตัวอย่าง แบบจำลองการเปลี่ยนแปลงของ General Electic (GE’s)

                                                     Transition State

                     1. การบริหารเปลี่ยนแปลง ต้องมีผู้นำการเปลี่ยนแปลง
                  2. การบริหารการเปลี่ยนแปลง ต้องสร้างความ                                 Improved  State             
                         ต้องการร่วมกัน                                                                  (ผลของการบริหาร

Current State 3. ผู้นำที่ดี ต้องสร้างวิสัยทัศน์ (Vision) ให้เป็นที่ยอมรับ การเปลี่ยนแปลง

                  4. มีกระบวนการผลักดันให้เกิดแนวร่วม                                         อาจดีขึ้น เหมือนเดิม  
                  5. ทำให้การเปลี่ยนแปลงยั่งยืน                                                   หรือ แย่ลง)
                  6. มีการติดตามความก้าวหน้า                                                           
                     7. เปลี่ยนแปลงระบบและโครงสร้าง

         การเรียนครั้งนี้ ได้รับความรู้และความเข้าใจการบริหารการเปลี่ยนแปลงดีกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา และคาดว่าสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารงานของ กคช. ได้อย่างดี
                                                                                                ดร.อภิวัฒน์  บุญสาธร

หลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารระดับสูง วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม 2555 เวลา 13.00-16.00 น. เรื่อง Finance for Non – Financial Perspective โดย Dr.Kusaya Leerahawong

        เงินเป็นปัจจัยสำคัญในการบริหารงานให้บรรลุเป้าหมาย ผู้บริหารจะต้องเข้าใจแนวคิดทางการเงินอย่างเป็นระบบ  Dr. Kusaya  Leerahawong  อธิบายและให้ความรู้เกี่ยวกับ ตลาดเงิน ตลาดทุน สถาบัน-การเงิน งบการเงิน การลงทุน การวิเคราะห์การเงินและการบริหารการเงินได้อย่างดี และทำให้ผู้รับการอบรมสามารถนำไปประยุกต์ใช้สำหรับองค์กรและธุรกิจส่วนตัวได้
                                                                                                ดร.อภิวัฒน์  บุญสาธร
      วันที่ 16 ก.ค. 2555 ได้รับการบรรยายจาก อาจารย์ไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ

และอาจารย์ณรงค์ศักดิ์ ผ้าเจริญ ในเรื่องเกี่ยวกับกรวิเคราะห์ประเด็นท้าทายของการเคหะแห่งชาติ อาจารย์ได้ให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะการดำเนินงานขององค์กรหรือการบริหารองค์กร เพื่อให้เกิดความอยู่รอดและเจริญรุ่งเรือง จะต้องมีแนวทางการบริหารและการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ได้แก่ 1. TIME = บริหารเวลาเป็น ทดลองการทำเบื้องต้นโดยให้ลองนำไดอารี่มา 3 เล่ม นำไว้ที่ต่างกัน และลองดูว่า โดยการบันทึกจะตรงกันหรือไม่

  1. Priority = อะไรก่อน คือการเรียงลำดับก่อนหลังให้ถูกต้อง

  2. Strength = จุดแข็ง ใช้จุดแข็งของคนให้เกิดประโยชน์

วันการเคหะแห่งชาติควรคิดถึงแนวทางการสร้างบ้านของคนรุ่นใหม่ต้องการอย่างไร รูปแบบที่เหมาะสม และทำการวิเคราะห์ข้อมูลก่อนทำโครงการ

วันที่ 17 ก.ค. 2555

     ได้รับการเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณโดยการลงทุนที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้องค์กรขาดทุน แนวทางการบริหารงบประมาณที่ถูกต้องควรจะเป็นรูปแบบอย่างไร ซึ่งได้รับประโยชน์จากอาจารย์ผู้สอนเป็นอย่างมาก ที่ได้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับวิธีการจัดทำงบประมาณ และการใช้งบประมาณเพื่อให้เกิดประโยชน์กับองค์กรให้มากที่สุด

วันที่ 16 กค. 2555 เวลา 08.30 – 16.30 น. วิชา วิเคราะห์กรณีศึกษาด้านการบริหารธุรกิจ

          การทำงานให้มีสมรรถภาพ (Efficiency) คือ” Doing things right”  และการทำงานให้สัมฤทธิ์ผล (Effectiveness)

คือ “Doing the right things” ซึ่งกระบวนการทำงานให้ดีประกอบด้วย

         1.Time  การบริหารเวลาเป็น
         2. Priority  การเรียงลำดับทำอะไรก่อนหลัง
         3. Contribution  มองถึงความคุ้มค่า  และการทำงานอย่างร่วมทุกข์ร่วมสุข
         4. Strength  มองที่จุดแข็ง
         5. Problem Solving and Decision Making  วิเคราะห์ปัญหาและตัดสินใจอย่างถูกต้อง
         โดยต้องมีความเชื่อมั่นว่ามนุษย์มีความเป็นเลิศที่ซ่อนอยู่ข้างใน และความเป็นเลิศของมนุษย์ต้องมีอิสระ 

ซึ่งการบริหารคนเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ โดยเป็นศิลป์ถึง 90%

วันที่ 17 กค. 2555 เวลา 08.30 – 12.00 น. วิชา การบริหารการเปลี่ยนแปลง (2)

          -  Jack Welch กล่าวไว้ว่า  “ท่านต้องเปลี่ยนแปลงก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน”
          -  การตัดสินใจไม่มีผิดหรือถูก ขึ้นอยู่กับเหตุ และ ผล
          -  การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ต้องมีผู้นำและประเมินการเปลี่ยนแปลงให้ดีที่สุด
          -  ผู้บริหารจะเก่ง (Smart) ต้องรู้จักคาดการณ์การเปลี่ยนแปลง
          -  การเป็นผู้นำต้อง บริหาร จัดการ กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อย่าปล่อยปละละเลยตามยถากรรม เพราะโอกาสจะเกิดผลเสียมีมากกว่า
          -  ผู้นำต้องสร้างความต้องการร่วมกัน (Shared need)
          -  การเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องดีขึ้น หรือ แย่ลง อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น 
          -  แรงผลักดันที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 2 ประการคือ
             1. องค์ประกอบภายนอก (External) เช่น ภัยธรรมชาติ  การเมือง
             2. องค์ประกอบภายใน (Internal)  เช่น เทคโนโลยี  นโยบาย  บุคลากรเกษียณอายุ
          จากการเรียนรู้ได้เทคนิคการทำงานหลาย ๆ อย่างโดยเฉพาะการวินิจฉัยปัญหา (Diagnose) อย่าเพิ่งด่วนสรุปและตัดสินใด ๆ จนกว่าจะได้มีการพูดคุย ซักถาม ลูกน้องก่อน ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ในทุกเรื่องทุกสถานการณ์

วันที่ 17 กค. 2555 เวลา 08.30 – 16.30 น. วิชา Finance for Non – Financial and Financial Perspective

วันนี้ได้เรียนรู้ในเรื่องของตลาดการเงิน ที่มีทั้งตลาดการเงินในระบบ และนอกระบบ  ตลาดทุน  สถาบันการเงิน        ซึ่งมีทั้งที่เป็นธนาคาร และไม่ใช่ธนาคาร แต่ละประเภทต่างกันอย่างไร   การจัดทำงบกำไร-ขาดทุนเบ็ดเสร็จ  งบกระแสเงินสด     งบดุล  การลงทุนทางตรง - ทางอ้อม  แหล่งเงินทุน และผลตอบแทนจากการลงทุน  ตลอดจนการเรียนรู้ถึงเครื่องมือที่ใช้ในการตัดสินใจลงทุน ซึ่งประกอบด้วย การคิดจุดคุ้มทุน  ระยะเวลาในการคืนทุน  การคิดมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (IRR)  ซึ่งได้ประโยชน์อย่างยิ่งถึงแม้ว่าการทำงานจะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องของการทำบัญชี  แต่ก็ได้ความรู้และสามารถนำความรู้ที่ได้เรียนรู้มาใช้ในการทำงาน  โดยเฉพาะเรื่องของตลาดเงิน และตลาดทุน นำมาในชีวิตประจำวันได้ 

วิเคราะห์หนังสือ หนังสือ “ธรรมดีที่พ่อทำ” (ดนัย จันทร์เจ้าฉาย)

หนังสือ “ธรรมดีที่พ่อทำ” ได้มีผู้ทรงเกียรติได้สรุปคำนิยมไว้หลายท่าน อาทิ

 “เราหลงลืมอะไรไปหรือเปล่า เราลืมไปว่า คนไทยโชคดีแต่ไหนที่มีพระเจ้าอยู่หัว ...พระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงรักคนไทยมากที่สุด” 

 “ธรรมดีที่พ่อทำ” ...พระจริยานุวัตรขององค์พระมหากษัตราธิราชเจ้า ผู้ทรงคุณูปการต่อแผ่นดินอันจะหาสิ่งใดเปรียบมิได้เลย พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างแก่มหาชนทั้งหลายได้ปฏิบัติตามเบื้องพระยุคลบาท...  

พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธิ์ วีรยุทฺโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

 “ธรรมดีที่พ่อทำ” เป็นหนังสือที่คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย ได้อัญเชิญพระราชกรณียกิจ พระราชจริยวัตร พระราชดำรัส และพระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทยมารวมรวม วิเคราะห์ เทียบเคียง เป็นข้อคิดให้พสกนิกรชายไทยได้หันมาพิจารณาตนเองและปฏิบัติตามรอยพระยุคลบาท  ...                 

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา

 “ธรรมดีที่พ่อทำ” ...เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่พสกนิกรชายไทยควรอย่างยิ่งที่จะได้อ่านไว้กันลืม แล้ะเพื่อระลึกถึงพสกนิกรชายไทยควรอย่างยิ่งที่จะได้อ่านไว้เพื่อกันลืม และเพื่อรำลึกพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม ที่มีต่อพสกนิกรชายไทย มานานกว่าหกทศวรรษ  

ดร.มนูญ มุกข์ประดิษฐ์ กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา

 “ธรรมดีที่พ่อทำ” หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้จะมีส่วนสำคัญที่จะพาสังคมไทยของเราไปสู่ความเจริญรุ่งเรื่องในทาง “ธรรม” บังเกิด คนเก่ง คนดี ขิ้นเป็นจำนวนมาก มีความปรองดอง สมานฉันท์และสุขสงบร่มเย็น อันจะยังความโสมมนัสให้เกิดแก่ “พระเจ้าอยู่หัว” ของเรา

นายแทพย์จักรธรรม ธรรมศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา

 ผมได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วเห็นด้วยกับผู้ทรงเกียรติทุกท่านและต้องบอกว่าขอบคุณ คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย จริง ๆ จัดทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา ผมเป็นหนึ่งในคนไทย 66 ล้านคนที่รักและเทิดทูลพระเจ้าอยู่หัว พระราชจริยวัตร พระราชดำรัส และพระบรมราโชวาท ผมจดจำเท่าที่สติปัญญาจะรับได้มาตลอดชีวิต ผมเห็นด้วยกับคำที่ว่า “พระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นต้นแบบที่ดีที่สุดในโลก” คนไทยโชคดีที่เกิดบนผืนแผ่นดินไทย และมีพระมหากษัตริย์ทรงพระนาม “ภูมิพล”
 คนไทยจำนวนมากได้แต่รักและศรัทธาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พากันเปล่งคำว่า “ทรงพระเจริญ” เพื่อแสดงความจงรักภักดี บางคนปลื่มปิติจนหลั่งน้ำตาเมื่อมีโอกาสเห็นแม้เพียงพระพักตร์ของพระเจ้าอยู่หัวทางโทรทัศน์ แต่จะมีสักกี่คนที่จะลุกขึ้นมาเดินตามรอยพระยุคลบาท ปฏิบัติตัวดำรงตนตามที่พระองค์ทรงทำให้ดูตลอดระยะเวลามานานกว่า 65 ปีที่ผ่านมา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นแบบอย่างให้ทุกคนต้องทำหน้าที่ ดังนั้นคนที่เปล่งคำว่าทรงพระเจริญต้องทำหน้าที่ของตนให้สุดกำลังด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทำทุกโครงการในพระราชดำริสำเร็จลุล่วงด้วยหลักอิทธิบาท 4 ประกอบด้วย

ฉันทะ การรู้ใจ ไม่ทำตามใจ วิริยะ ความมุ่งมั่นเพียงพยายามในการงาน จิตตะ ความจดจ่อใส่ใจในงาน วิมังสา คิดใคร่ครวญอย่างรอบคอบ/ตรวจสอบ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรีได้บรรยายว้าคนไทยสามารถน้อมนำไปปฏิบัติได้ประกอบด้วย หลัก 23 ข้อ คือ

(1) จะทำอะไรต้องศึกษาข้อมูลให้เป็นระบบ ต้องดูข้อมูลให้ลึกซึ้ง (2) ระเบิดจากภายใน สร้างความเข้มแข็งจากภายในให้เกิดความเข้าใจและอยากทำมิใช่สั่งให้ทำ แยกให้ออกระหว่างคุณค่ากับมูลค่า (3) แก้ปัญหาจากจุดเล็ก มองภาพร่วมก่อน แต่การแก้ปัญหาต้องเริ่มจากจุดเล็ก ๆ (4) ทำตามลำดับขั้น เริ่มทำจากความจำเป็นก่อน สิ่งที่ขาดคือสิ่งที่จำเป็น (5) ภูมิสังคม ภูมิศาสตร์ สังคมศาสตร์ ทำงานทุกอย่างต้องคำนึงถึงภูมิศาสตร์ (6) ทำงานแบบองค์รีวม โดยคิดความเชื่อมโยก แก้ปัญหาอย่างเชื่อมโยง (7) ไม่ติดตำรา ไม่ยึดติดกับทฤษฎี (8) ประหยัด เรียบง่ายได้ประโยชน์สูงสุด ทำได้เอง หาได้ในท้องถิ่น (9) ทำให้ง่าย ทำสิ่งที่ยากให้กลายเป็นสิ่งง่าย ๆ (10) การมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น รับฟังความคิดเห็น (11) ต้องยึดประโยชน์ส่วนรวม เมื่อส่วนรวมได้ประโยชน์เราเองก็ได้ประโยชน์ (12) บริการจุดเดียว One stop service (13) ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ มองธรรมชาติให้ออก (14) ใช้อธรรมปราบอธรรม เอาปัญหามาช่วยขจัดปัญหา (15) ปลูกป่าในใจคน ต้องปลูกจิตสำนึกก่อน (16) ขาดทุนคือกำไร อย่ามองกำไรขาดทุนเป็นตัวเงินมากจนเกินไป (17) การพึ่งตนเอง การพึ่งตนเองได้ทำให้ไม่ต้องเป็นทาสใคร (18) พออยู่พอกิน พออยู่พอกินก่อนแล้วค่อยพัฒนา (19) เศรษฐกิจพอเพียง (20) ความซื้อสัตย์สุจริต จริงใจต่อกัน (21) ทำงานอย่างมีความสุข (22) ความเพียร ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรค (23) รู้ รัก สามัคคี คิดเพื่องาน และคิดเพื่อตัวเราเอง

 การทำหน้าที่ของตนเองอย่างสุดกำลังความสามารถน่าจะเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนตอบแทนพระคุณพระเจ้าอยู่หัวได้ ด้วยตัวเราเอง

 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องการเห็นประชาชนมีความสุข มีความสามัคคี ทรงใช้ความพอเพียงเอาชนะความยากจน ความรักของพระเจ้าอยู่หัวไม่มีกาลเวลา ไม่มีชนชั้นวรรณะ ไม่มีเทีอกเถาเหล่ากอ ไม่มีคำว่าแบ่งแยก มีแต่คำว่าเสมอภาคและเท่าเทียม ทรงครองใจคนไม่ใช่ครองแผ่นดิน ดั่งพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ทรงเลือกที่จะครองแผ่นดิน เป็นการแสดงถึงพระราชประสงค์ที่จะทรงให้ความรัก ความเข้าใจ การให้โอกาสอย่างเท่าเทียมกันต่อพสกนิกรของพระองค์อย่างทั่วทั้งแผ่นดิน 

 ยุทธศาสตร์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอุทิศพระวรการอย่างไม่ทรงเหน็ดเหนื่อย มุ่งพัฒนาประเทศให้พ้นความยากจน พัฒนาชีวิตคนไทยให้ดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้ คือ การเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา

 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นกัลยาณมิตร คือ เป็นบุคคลผู้เพรียบพร้อมด้วยคุณสมบัติที่จะสั่งสอน แนะนำ ชี้แจง ชักจูง ช่วยบอกช่องทาง หรือเป็นตัวอย่างให้ผู้อื่นดำเนินไปในมรรคาแห่งการฝึกฝนอบรมอย่างถูกต้อง ของคนไทยทั้งแผ่นดิน

 มรรคาที่เป็นอริยมรรคมี 8 ประการ คือ

(1) สัมมาทิฏฐิ คือ ความเข้าใจถูกต้อง (2) สัมมาสังกัปปะ คือ ความใฝ่ใจถูกต้อง (3) สัมมาวาจา คือ การพูดจาถูกต้อง (4) สัมมากัมมันตะ คือ การกระทำถูกต้อง (5) สัมมาอาชีวะ คือ การดำรงชีพถูกต้อง (6) สัมมาวายามิ คือ ความพากเพียรถูกต้อง (7) สัมมาสติ คือ การระลึกประจำใจถูกต้อง (8) สัมมาสมาธิ คือ การตั้งใจมั่นถูกต้อง

 คุณสมบัติของกัลยาณมิตร ผู้เป็นมิตรแท้และผู้นำทางปัญญามี 7 ประการ คือ

(1) น่ารัก เปี่ยมไปด้วยเมตตา (2) น่าเคารพ วางตนสมแก่ฐานะ (3) น่ายกย่อย ทรงภูมิรู้ ภูมิธรรม ภูมิปัญญา (4) มีวาทศิลป์ เป็นผู้รู้จักศิลปในการพูด (5) มีความอดทนต่อถ้อยคำ มีใจกว้าง อดทน อดกลั้น ไม่หงุดหงิดฉุนเฉียว (6) ทำเรื่องยากให้ง่าย มีศิลปในการถ่ายทอดเรื่องราวที่ยุ่งยากให้ง่าย (7) ไม่แนะนำในเรื่องอันไม่ควร ไม่แนะนำพร่ำสอนในทางที่เสียหาย

 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นแบบอย่างแห่งความรอบคอบทรงทำการบ้านก่อนลงมือทำงานจริงในการเสด็จทรงงานจะมีอุปกรณ์ที่สำคัญ คือ แผนที่และเข็มทิศ ซึ่งติดอยู่กับนาฬิกาข้อพระกร ดินสอ และกล้องถ่ายรูปเสมอ ทรงจำเส้นทาง ชื่อตำบล และหมู้บ้านได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ยังทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ร่วมทุกร่วมสุขกับพสกนิกรทุกหนแห่ง ไม่ว่าจะในยามสงบหรือในยามสงคราม ทรงอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กับเหล่าพสกนิกรเสมอ วันนี้พระองค์ท่านทรงเหน็ดเหนื่อยมาทั้งชีวิต แล้วเราได้ทำอะไรให้ท่านสบายใจเพื่อตอบแทนความเหน็ดเหนื่อยบ้าง

 ธรรมดี ทำดี ที่น่าประทับใจและควรนำมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตอันทรงคุณค่า ได้แก่
  1. ความกตัญญู พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นตัวอย่างของ “สุดยอดกตัญญู” ทำหน้าที่ลูกกตัญญูอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด
  2. ความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ถือพระองค์ไม่มีช่องว่างระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชน
  3. ความพอเพียง คนนิสัยประหยัดแม้จะยากจนก็มักมีเหลือเก็บ ความสำคัญของความพอเพียง คือ ความไม่เดือดร้อน ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงทำเป็นตัวอย่างด้วย
  4. ความชื่อสัตย์ ต่อหน้าที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนส่วนรวม
  5. ระเบียบวินัย ทำตามระเบียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ และควรเป็นผู้ที่ตรงต่อเวลา
  6. ความอดทน คนเก่งแพ้คนขยัน คนขยันก็ยังแพ้คนอดทน

    หนังสือธรรมดีที่พ่อทำ ได้นำเสนอแบบอย่างที่ใช้ในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ถ้าทำแม่แต่เพียงครึ่งเดียวประเทศไทยก็จะมีความปกติสุข การดำเนินชีวิตก็สุขสบายอย่างพอเพียง คนไทยที่รัก พ่อ ก็ให้ปฏิบัติธรรมอย่างที่พ่อปฏิบัติ จึงเป็นหนังสือที่ควรอ่านเป็นอย่างยิ่ง

นพพร แจ่มสว่าง รองผู้อำนวยการฝ่ายตรวจสอบภายใน

วิเคราะห์หนังสือ

ทรัพยากรมนุษย์พันธ์แท้ โดยศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

      พลังแห่งโลภาภิวัฒน์ได้ก่อให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกองค์กรจะประสบความสำเร็จท่ามกลางภาวะการแข่งขันที่รุนแรงนี้ได้ หนังสือเล่มนี้ คือ อีกคำตอบหนึ่งต่อคำถามที่ผู้บริหารทั่วโลกกำลังเพียรพยายามค้นหาความเป็น HR.CHAMPIONS คือ ผลึกทางความคิดจากนักคิดและนักปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับสูงสุดของเมืองไทย 

      ความดีงามของการปฏิบัติตนของคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา เป็นความจริงที่กล่าวได้ว่า นี่แหละ คือ ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ คนเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดขององค์กร และการทำธุรกิจโดยไม่พัฒนาเรื่องคนเป็นเรื่องที่ใช้ไม่ได้ การที่จะเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า เราต้องทำตนให้เป็นผู้มีคุณค่า

      การถ่ายทอดวิทยาการของคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา และ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ในรูปแบบหนังสือเล่มนี้ จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการบริหารและในการแข่งขันขององค์กรธุรกิจของประเทศ จึงเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง

      หนังสือพรัยากรพันธุ์แท้ จัดเป็นช่องทางที่สำคัญอีกช่องทางหนึ่งในการเผยแพร่ควาสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ต่อสังคม โดยนำบุคคลที่ทรงคุณค่า และได้รับการยอมรับนับถืออย่างกว่างขวางทั้งสองท่านในเรื่องทรัพยากรมนุษย์ ทั้งด้านเป็นผู้นำทางความคิด ผู้บุกเบิก และปฏิบัติ มานำเสนอในรูปแบบการสนทนา เนื้อหาในหนังสือ
      เรื่องของสองแชมป์ เป็นการกล่าวถึงความเชื่อและศรัทธาและความมุ่งมั่นเรื่องคนที่ตรงกันของทั้งสองท่าน
      คัมภีร์คนพันธุ์แท้ เป็นช่วงที่บอกถึงแนวทางในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตั้งแต่เรื่องปรัชญาที่ว่า “คนถือเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดขององค์กร” การพัฒนามนุษย์โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้พร้อมทั้งกลยุทธ์ในการสร้างความเป็นเลิศให้องค์กรจากแรงจูงใจ ถือเป็นการเรียงร้อยความรู้และประสบการณ์ให้ผู้อ่านเข้าใจได้ดีง่ายต่อการนำไปปฏิบัติ
      จักรวาลแห่งการเรียนรู้จากการพัฒนาองค์กรในช่วงที่แล้ว ช่วงนี้เป็นการขยายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สู่ภาคประชาชน เน้นให้ประชาชนเป็น Good learner เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต
      สูตรเพิ่มผลผลิตเป็นการสร้างศักยภาพการแข่งขัน โดยการร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคนักวิชาการและภาคแรงงาน เป็นที่มาของนิยาม ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้

      ผมเห็นด้วยกับท่านผู้ทรงเกียรติที่ให้เขียนคำนิยมให้แก่หนังสือเล่มนี้เพื่อเมื่ออ่านแล้วทำให้รู้ว่า“คน” ทรัพยากรมนุษย์ (Human resources) ไม่ใช้เรื่องแรงงานสัมพันธ์ แต่เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ ทรัพยากรมนุษย์ซึ่งถือว่ามีสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดในองค์กร การทำงานไม่ใช้แต่จะรู้ Know how อย่างเดียวต้อง Know who ด้วย ปัจจัยที่ทำให้การเพิ่มผลผลิตประสบความสำเร็จ คือ ความจงรักภักดีและความมีวินัยของคนในองค์กร พนักงานระดับหัวหน้างานจะต้องเปิดประตูตลอดเวลาเพื่อให้ลูกน้องได้พบปะปรึกษาหารือเสมือนเป็นคนในครอบครัว การพัฒนาคนต้องกล้าที่จะลงทุน เปิดโอกาสให้คนที่มีศักยภาพและให้โอกาสในการทำงานโดยไม่ได้ดูเรื่องอาวุโส การทำงานที่ดี คือ การทำงานที่เอาความสามารถของคนแต่ละคนมารวมกัน สังคมเราไม่ได้ต้องการผู้ใหญ่ที่เก่งและดีเท่านั้นแต่ต้องการผู้ใหญ่ที่อบอุ่นด้วย 

      เจ้านายที่ดีต้องเป็นผู้ที่ครองใจลูกน้องได้จนทำให้ลูกน้องต้องการทำงานเพื่อให้เจ้านาย “ชื่นใน” และไม่กล้าทำให้เจ้านายผิดหวัง เจ้านายที่ดีต้องทำงานผสมผสานระหว่างทำงานด้วยจิตใจ กับ ระบบ คือ จิตใจดี พื้นฐานดี แล้วได้ระบบดี สิ่งที่ถ่ายทอดออกมาก็ย่อมดี เป็นต้นแบบ 4 เรื่อง คนเก่ง คนดี แบ่งเป็นเก่ง 4 ได้แก่ เก่งงาน เก่งคน เก่งคิด เก่งเรียน ดี 4 ได้แก่ ประพฤติดี มีน้ำใจ ใฝ่ความรู้ คู่คุณธรรม คนไม่ได้ต้องการผลตอบแทนที่เป็นเงินทองอย่างเดียว แต่ยังต้องการผลตอบแทนทางใจด้วย 

      การสอนให้คนรู้หนังสือ รู้ในเรื่องศาสตร์ต่าง ๆ เป็น Education person นั้นสำคัญก็จริง แต่การทำให้คนมี Education mind สำคัญกว่า คนที่มีการศึกษา Education person ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีจริยธรรม Education mind 

      Competitiveness ไม่ใช่เรื่องการเงิน ไม่ใช่เรื่องภาษีอากร ไม่ใช่เรื่องการเปิดตลาด ไม่ใช่เรื่องที่นักเศรษฐศาสตร์ในแบงค์ชาติกับสภาพัฒน์ฯ พูดกัน แต่เป็นเรื่องคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ ประเทศที่ประสบความสำเร็จด้าน HR รายได้ของประเทศเหล่านั้นกลับพุ่งไปอย่างรวดเร็วนำหน้าหลาย ๆ ประเทศ สินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดในปัจจุบันไม่ใช้ Communities หรือสินค้าแต่เป็นความรู้ “คุณภาพด้านการศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญเพราะมันมีส่วนต่อคุณภาพทรัพยากรมนุษย์โดยตรง หรือถ้าการศึกษาเป็นจุดอ่อนองค์กรจะทำแทนด้วยการสร้างวัฒนธรรมในการเรียนรู้ หรือ Learning Organization ได้ไหม” ทั้งสองท่านเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าปัญหาอีกประกอบของการพัฒนาคน คือ การลงทุน คุณค่าของคนนั้น จะวัดกันด้วยการศึกษาและการฝึกอบรมอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องดูด้วยว่าคนเหล่านั้นมีความสามารถในการสร้างผลผลิต หรือ Productivity แค่ไหน องค์กรที่เต็มไปด้วย “คนเก่ง” แต่คนเก่งเหล่านั้นกลับมีปัญหาในการทำงานเป็นทีม ย่องไม่เกิดประโยชน์ หากปราศจากความเป็น “คนดี” ด้วย

      เมื่อใดก็ตามที่ผู้บริหารเข้าถึงปรัชญาของทรัพยากรมนุษย์ที่ว่า “คน” ถือเป็นสินทรัพย์ (Asset) ที่สำคัญที่สุดขององค์กรย่อมหมายความว่า ผู้นำขององค์กรนั้น ได้มีความเชื่อและศรัทธาในเรื่องคน และพร้อมจะกำหนดนโยบายด้านการพัฒนาบุคลากรอย่างจริงจังไว้เป็นปรัชญาขององค์กร นี่ต่างหากคือหัวใจของงานบริหารบุคคลที่ไม่ควรจำกัดอยู่กับบทบาทเดิม ๆ อาทิ ระบบโครงสร้างเงินเดือน การับสมัครบคลากร การประเมินผล หรือการดูแลด้านสวัสดิการ และการประกันสังคม ซึ้งเป็นงานการพัฒนาคนในสายงานสังคมศาสตร์เท่านั้น

      ประเทศไทยมีพื้นฐานการปกครองแบบระบบกษัตริย์ซึ่งซึกลึกด้านความจงรักภักดีอยู่ในสายเลือด นโยบายด้าน HR ของบริษัทที่ดีถ้าเกิดวิกฤติจริง ๆ เขาจะพยายามลดต้นทุนให้ถึงที่สุดเสียก่อนจึงจะปลดคน คือ ในกรณีจำเป็นจริง ๆ บริษัทจะต้องปล่อยเขาออกในสภาพที่เชื่อมั่นได้ว่าเมื่อเขาออกไปแล้ว เขาจะยังคงอยู่ดีกินดีตามสมควร เมื่อลูกน้องถูก lay off เจ้านายก็ต้องพิจารณาตัวเองด้วย บริษัทที่ดีต้องยึดหลักปฏิบัติภายใต้ปรัชญาว่า “จะดูแลพนักงานอย่างดีตั้งแต่วันแรกที่เขาเดินเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ และวันสุดท้ายที่เข่าก้าวออกไป” เรื่องนี้ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า การเคหะแห่งชาติ ก็ปฏิบัติเช่นเดียวกับกับปรัชญานี้

      แรงจูงใจ หรือ Motivation เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ผู้นำองค์กรต้องตระหนัก กลยุทธ์การจ่ายค่าจ้าง (Compensation strategy) อย่างที่เคยใช้จะใช้ต่อไปไม่ได้ผล สิ่งที่จะใช้ได้ต่อไปคือ การมีส่วนร่วมในองค์กร การทำงานที่ท้าทาย การได้ทำงานเป็นทีม การให้รางวัลพิเศษ การไปเพิ่มพูนความรู้ วัฒนธรรมองค์กร การประเมินผลอย่างโปร่งใส การได้รับความยกย่องในผลสำเร็จของงาน ความเป็นธรรมในการบริหารปกครองของผู้นำ สภาพแวดล้อมในการทำงาน การจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรม จะทำให้คนอย่างทำงานมากที่สุด

      ผู้เรียนรู้ที่ดีจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขัน ไม่ใช่แค่ระดับประเทศเท่านั้น คนไทยต่องพร้อมที่จะสู้กับกระแสโลกาภิวัฒน์ได้ ทำให้คนยุคใหม่แสวงหาโอกาสที่กว้างไกลขึ้น นอกเหนือจากในประเทศของตน และการศึกษายุคใหม่จำต้องปรับเปลี่ยนให้เพื่อช่วยส่งเสริมให้คนเหล่านี้ รู้จักประโยชน์จากโอกาสที่มาถึงให้ได้สูงสุุด

แนวคิดหลักของ Global Citizens เห็นว่าคนยุคใหม่นั้นควรเป็นผู้ซึ่งมีคุณลักษณะเหล่านี้

 -  มีความมั่นใจและความคิดสร้างสรรค์อย่างเสรี

 -  รู้จักพัฒนาตนเองผ่านการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต

 -  สามารถพูดภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆ

 -  สามารถโยกย้ายถิ่นฐานและอาจสนใจการเรียนรู้และการทำงานในระดับนานาชาติ

 -  สนใจและเข้าใจวัฒนธรรมของชาติอื่นๆ

 -  ร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ความร่วมมือทั้งระดับชาติและระดับนานาชาติเกี่ยวกับประเด็นที่มีผลกระทบระดับโลก

      ต้นแบบการเรียนรู้ กรณีโรงเรียนดรุณสิกขาลัย คุณพารนได้สร้างองค์ความรู้แบบลงมือทำโครงการ ให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง และเรียนรวมกันเป็นกลุ่มเป็นทีมได้อย่างกัลยาณมิตร จนติดเป็นนิสัยใฝ่รู้จนตลอดชีวิต ปลูกฝังทักษะ 5 ด้าน คือ IQ = ทักษะในกระบวนการคิด EQ = ทักษะให้มีความมั่นคงในอารมณ์ AQ = ทักษะในการเผชิญหน้ากับปัญหา TQ = ทักษะในการใช้เทคโนโลยี่ MQ = ปลูกฝังความเป็นไทยมีจริยธรรมจนเป็นนิสัย กรณีศึกษาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้าสมุทรปราการ ดร.จีระ กระตุ้นให้ผู้บริหารโรงเรียนกระตือรือร้นหาความรู้ รู้จักคิดเป็น วิเคราะห์เป็น เน้นวิธีการสอนที่น่าสนใจให้นักเรียนสนใจรวมทั้งการคิดนอกกรอบ ทำให้เกิดนวตกรรมใหม่ ๆ

      โดยสรุปหนังสือ “ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้” เป็นหนังสือที่อ่านง่าน เข้าใจง่าย ให้หลักคิดที่ดีที่ผู้บริหารควรได้อ่านซึ่งจะทำให้เกิดความคิดริเริ่มที่จะสร้างสรรค์องค์กรให้เกิดความก้าวหน้า และเห็นคุณค่าของ “คน” ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญขององค์กร องค์กรใดที่ไม่เห็นคุณค่าของ “คน” องค์กรนั้นจะประสบปัญหาจนในที่สุดผู้บริหารนั้นก็จะอยู่ไม่ได้ งานจะไม่ประสบความสำเร็จและองค์กรก็จะล้มเหลวในการบริหาร

นพพร แจ่มสว่าง รองผู้อำนวยการฝ่ายตรวจสอบภายใน

วันจันทร์ที่  16 กรกฎาคม 2555 

         วันนี้ อ.ไกรฤทธิ์ฯ  และ อ.ณรงศักดิ์ฯ   ได้วิเคราะห์และให้ความคิดเห็นกรณีศึกษาต่าง ๆ ด้านการบริหารธุรกิจ  เพื่อให้ผู้บริหาร ได้ตระหนักและสามารถนำไปประยุกต์กับการพัฒนา กคช.  โดยสรุปประเด็นที่สำคัญ ๆ ดังนี้

        - ในการบริหารองค์กรให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ ผู้บริหารนั้นเป็นผู้ที่มี สมรรถภาพ  (EFFECIENCY)  และมีสัมฤธิ์ผล (EFFECTIVENESS)    ซึ่งจะเป็นในลักษณะของการดำเนินงานที่ต้องทำอะไรให้ถูกวิธี   ซึ่งในทฤษฎีของ  Peter Drucker  ว่าการบริหารงานของผู้บริหาร ต้อง Doing the Righting  ในการเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องด้วยเหตุผลที่ให้เกิดสัมฤทธิ์ผลได้   5 ประการ คือ

  1. Time  การบริหารกาลเวลาให้เป็น ตัวอย่างเช่น จัดหาสมุดบันทึก 3 เล่ม ไว้ที่ โต๊ะ ,เลขา และ หัวเตียงนอน  โดยให้จดบันทึกของแต่ละวัน  จะพบว่า ทั้ง 3 เล่มมีเนื้อเรื่องไม่ตรงกัน
  2. Priority   วางแผนว่าจะต้องทำอะไร และให้เลือกว่าจะทำอะไรก่อน
  3. Contribution  หมายถึง การถามตนเองว่า องค์กรจ้างมาให้ทำอะไร แล้วคุ้มค่าหรือไม่  
  4. Strength  ให้มองแต่จุดแข็งของผู้ร่วมงาน หรือผู้ใต้บังคับบัญชา เช่นความสามารถการปฏิบัติงานมีเพียง 10%  ก็เพียงพอแล้ว
  5. Problem Soving  และ Decision Making   การแก้ปัญหาและการตัดสินใจที่เป็นระบบ         

       -   แนวคิด Creative Thinking ของอาจารย์ มารค์ ก็คือ การมองภาพ กคช. ว่ามีวัตถุประสงค์อะไร   การทำไปวิเคราะห์ไป  การวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน  และ สิ่งสำคัญ การเล่นและการเรียนรู้       อาจารย์ได้สอนให้ผู้บริหารรู้จักการมองความเป็นตัวตน (Self)  เพื่อเกิดแรงบันดาลใจคิดสร้างสรรค์ต่อไป  หรือ คิดกลับด้านจากผลงานในอดีตเพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย   ซึ่งผู้บริหารส่วนใหญ่มุ่งเน้นการสัมฤทธิ์ผลไปสู่เป้าหมาย โดยไม่ได้คำนึงถึง วัตถุประสงค์  ขององค์กรว่าเพื่ออะไร  และการเข้าสู่ AEC  ถ้า กคช. ไม่ขยับ หรือคิดหาแนวทางการเปลี่ยนแปลง จะส่งลห้องค์กรเสียประโยชน์ได้  

        - บริบทที่ควรจดจำ “ Imagination is more important Than knowledge, For Knowledge is limited “

วันนี้เป็นอีกวัน ที่ได้รับความรู้มากมาย ว่าผู้บริหารที่เก่งนั้นมิใช่ว่าต้องเป็นผู้ที่มีความสมารถในการขีดเขียน  แต่จะต้องบริหารงานให้เกิดสัมฤทธิ์ผลภายใต้การบริหารเวลา เลือกสิ่งที่ทำอะไรก่อน  คิดว่าองค์กรจ้างเราทำอะไรที่ใหความคุ้มค่า   มองจุดแข็งของลูกน้อง  และ เลือกปัญหาเพื่อการตัดสินใจ

วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม 2555    (วันสุดท้ายของการเรียนรู้)

การบริหารการเปลี่ยนแปลง (2)

            อาจารย์ประกายฯ มาให้ความรู้ในความหมายของผู้นำในธุรกิจและบริหารการเปลี่ยนแปลง โดยสรุปสาระดังนี้

  • ทฤษฎีของ Jack Welch  การดำเนินธุรกิจเป็นเรื่องเกี่ยวกับคนทั้งสิ้น ทั้งในชีวิตจริงตั้งแต่ครอบครัว  เพื่อนบ้าน ครู   เพื่อนเรียน  ผู้บังคับบัญชา  ซึ่งในทุก ๆ วัน จะยุ่งวุ่นวายกับคนทั้งนั้น    ดังนั้น   ผู้นำที่ดี ต้องมีเวลาในกับคนในองค์กร
  • คนในองค์กรเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด    ในแต่ละหน่วยงานอาจจะมีคนมากหรือน้อย การบริหารคนไม่มีความแตกต่างกัน เพราะทุกคนทำงานเพื่อบรรลุผลงานของตนเองซึ่งผู้นำจะทราบจากการติดตามประเมินผล ที่เกิดจาก ความรู้ความสามารถ และทักษะ (Competency) โดยแต่ละคนมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับผู้นำที่คอยกระตุ้นสร้างแรงจูงใจได้อย่างไร เพราะองค์ประกอบมีมากมาย หลายอย่าง เช่น อารมณ์ ครอบครัว สภาพแวดล้อม หรือเจ้านายเป็นต้น
  • การบริหารการเปลี่ยนแปลง  ก่อนอื่น   ผู้นำต้องรู้จักและจัดการเปลี่ยน ก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน อันเนื่องมาจากปัจจัยขององค์ประกอบภายนอก และภายใน
  • โมเดล ขบวนการบริหารการเปลี่ยนแปลง
  1. Leader Change  มีผู้นำการเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นผู้บริหาร
  2. Creating A Shared Need สร้างความต้องการร่วมที่มุ่งสู่ความเปลี่ยนแปลง
  3. Shaping A Vision สร้างวิชั่น หรือวิสัยทัศน์ให้คนอื่นเห็น
  4. Mobilizing Commitment ผลักดันให้เกิดการยอมรับ หรือมีแนวร่วม
  5. Making Change Last  การจัดการช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลง
  6. Monitoring Progress  ติดตามความคืบหน้า
  7. Changing System & Structure   เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงการและระบบ

Finance for Non-Finance & Financial Perspective

            อาจารย์ กุศยา ลีฬหาวงศ์   ได้ให้ความรู้กับผู้บริหารที่มิใช่นักการเงิน เพื่อให้เข้าใจและทราบถึงความสำคัญและความจำเป็น    และประโยชน์ของความรู้ทางการเงินให้นำไปประยุกต์ ใช้กับการบริหารในหน่วยงานที่รับผิดชอบ   โดยเนื้อหา อธิบายถึงความหมายของตลาดการเงินและตลาดทุน   รายการสำคัญในงบแสดงฐานะทางการเงิน  งบกำไรขาดทุน   และงบกระแสเงินสด  รวมทั้งการวิเคราะห์การลงทุนโครงการ  ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งการบริหารการเงินองค์กร และส่วนบุคคล

   

                

วิเคราะห์หนังสือ

8K’s + 5Ks ทุนมนุษย์ของคนไทย รองรับประชาคมอาเชียน

      อาจารย์จีระเลือกที่จะเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แทนที่จะเลือกเป็นผู้บริหารระดับสูงของธนาคารที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง เพราะรู้ว่างานที่เลือกมีคุณค่า (Value) มีความหมาย (Meaning) และมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ เพราะธรรมศาสตร์เปิดกว้างให้โอกาสและส่งเสริมคนเก่งเสมอ ไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์เรื่องอาวุโส อาจารย์จีระได้พยายามผลักดันให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าของทรัพยากรมนุษย์จนเกิดเป็นกระแสสังคมว่าจะต้องมีสวัสดิการของผู้ใช้แรงงานจนเป็นที่มาของกฎหมายประกันสังคม และอีกกระแสสังคมหนึ่งคือเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของฝ่ายนายจ้างและฝ่ายแรงงานให้ “แรงงานสัมพันธ์”เดินทางไปในทิศทางเดียวกันเพื่อลดความขัดแย้งในอดีตเน้นการเจรจาประนีประนอมจนเกิดแรงงานสัมพันธ์ในเชิงสร้างสรรค์ ในขณะเดียวกันก็สอบให้ผู้นำแรงงานเข้าใจเรื่องการแข่งขัน การสร้างทุนมนุษย์ให้เกิดประสิทธิภาพเพื่อรองรับโลกาภิวัตน์ สามารถตั้งสถาบันทรัพยากรมนุษย์และเป็นผู้อำนวยการคนแรก ตลอดจนจัดตั้งมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศขึ้น ซึ่งมูลนิธิบริหารจัดการด้วยปรัชญา 3 ข้อ คือ 
      (1)   ความเสมอภาค
      (2)   การยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน
      (3)   การสร้างศรัทธา (Trust) และความไว้เนื้อเชื่อใจกัน

      สร้างสรรค์งาน “สื่อ” เพื่อสร้างคุณภาพทุนมนุษย์สู่สาธารณชน เพราะสือเป็นเครื่องมือช่วยเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจ และแนวคิดดี ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ออกไปได้กว่างขวางมากที่สุด สื้อที่ใช้มีทั้ง วิทยุ โทรทัศน์ Youtube Blog Facebook Twitter หรือบทความต่าง ๆ การพัฒนาคุณภาพผ่านอุปสรรค ความยากลำบาก แต่ถ้าตั้งใจจริงจะสำเร็จได้ หากแต่จะต้องไม่หยุดย่ำอยู่กับที่เมื่อเกิดแล้วต้องทำให้มีคุณค่า อย่าลือคำว่า การนำเสนอในรูปแบบใหม่ (Reinventing) เพราะมันจะช่วยให้ตัวเราไม่หยุดการเรียนรู้ ไม่หยุดการพัฒนา 

      8K’s ทฤษฎีพื้นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพทุนมนุษย์ หรือ ทุน 8 ประการเป็นพื้นฐานของทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ ประกอบด้วย

      K1 Human Capital  ทุนมนุษย์ การเรียนในระบบการศึกษาแบบทางการ รวมทั้งการลงทุนในด้านโภชนาการ หรือการฝีกอบรมเป็นการสร้างทุนมนุษย์ขั้นแรก

      K2 Intellectual Capital   ทุนทางปัญญา ทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพไม่ได้วัดที่ระดับการศึกษาแต่เป็นการมองยุทธศาสตร์หรือการมองอนาคตดังนั้นปัญญาอาจไม่ใช่ปริญญา การศึกษาต้องสอบให้คนคิดเป็น ปัญญาเกิดจากการเรียนรู้ ทฤษฎี 4 L’s

        L1 learning methodology คือ มีวิธีการเรียนรู้ที่น่าสนใจ
        L2 learning Environment คือ สร้างบรรยากาศการเรียนรู้
        L3 learning Opportunities คือ สร้างโอกาสการเรียนรู้
        L4 learning Communities คือ สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้
                 วิธีกระตุ้นให้เกิดพลังเกิดแรงบันดาลใจ ผ่านวิธีการเรียนที่สนุกได้มุมมองใหม่ ๆ ใช้ทฤษฎี 2 R’s 
             R1 Reality มองความจริง
             R2 Relevance มองสิ่งที่ตรงกับความต้องการ

      K3 Ethical Capital    ทุนทางจริยธรรม เกิดเพราะสังคมต้องการคนดี ต้องได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เยาว์วัย ครอบครัว โรงเรียน ศาสนาเป็นส่วนสำคัญของการปลูกฝัง ความดีต้องคู่กับความเก่งจึงจะเรียกว่าเก่งและดี 

      K4 Happiness Capital  ทุนทางความสุข คือ พฤติกรรมที่ตัวบุคคลพึงมี เพื่อทำให้ชีวิตมีคุณค่าและสอดคล้องกับงานที่ทำ คนเมื่อมีความสุขในการทำงาน ผลงานที่ออกมาก็จะมีคุณภาพดี

      คุณภาพของทุนมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่การเรียนในระบบหรือการมีปริญญาเท่านั้น แต่การเป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพ คือ การมีปัญหา คิด วิเคราะห์เพื่อแก้ปัญหาและสร้างความก้าวหน้า ความสำเร็จในชีวิตได้ นอกจากนั้นสิ่งทีสำคัญที่สุดต้องเป็นคนดี มีคุณธรรมจริยธรรม มีจิตสาธารณะสร้างทุนแห่งความสุข นี้คือสาระสำคัญ 4 ทุนแรกเพื่อการสร้างคุณภาพทุนมนุษย์ของสังคมไทย

      K5 Social Capital     ทุนทางสังคม หรือ เครือข่ายเป็นคุณสมบัติสำคัญที่จะทำให้ทุนมนุษย์มีคุณภาพสูงขึ้น ต้องพยายามสร้างเครือข่ายใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสาร รู้จักการเจรจาต่อรอง

      K6 Sustainable Capital y  ทุนทางความยั่งยืน คือ ต้องมองให้ออกว่าสิ่งที่จะทำในระยะสั้นคืออะไร และที่สำคัญต้องไม่ขัดแย้งหรือสร้างปัญหาในระยะยาว

      K7 Digital Capital    ทุนทางเทคโนโลยี่สารสนเทศหรือ IT ทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพจะต้องมีความรู้ความสามารถที่จะนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ให้เกิดการพัฒนาด้านต่าง ๆ ได้

      K8 talented Capital   ทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ ปัจจัยที่ทำให้คนประสบความสำเร็จต้องมี 3 อย่างนี้พร้อมกัน คือ ทักษะ (Skills) ความรู้ (Knowledge) และทัศนคติ (Attitude) 

      ลองสำรวจตัวเองว่า ทุนมนุษย์ขั้นพื้นฐาน 8 ประการ หรือ 8 K’s ที่กล่าวมายังมีช่องว่าง (Gap) หรือจุดอ่อนหรือไม่ อย่างไร ลองจัดลำดับความสำคัญหาแนวทางและลงมือทำเพื่อพัฒนาคุณภาพของทุนมนุษย์ขั้นพื้นฐานของเราให้สมบูรณ์ สามารถปรับใช้ได้ทั้งในระดับบุคคล ครองครัว องค์กร ชุมชน แม่แต่ในระดับประเทศ

5K’s ทฤษฎีต่อยอดสร้างคุณภาพทุนมนุษย์เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันยุคอาเซี่ยนเสรี

      ทฤษฎี 5 K’s ใหม่ ประกอบด้วย

      Creativity Capital    ทุนแห่งความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ สามารถสร้างได้แต่ต้องคิดนอกกรอบ ตอบโจทย์โดยหาทางออกหลาย ๆ ทาง

      Knowledge Capital ทุนทางความรู้ ในยุคข้อมูลข่าวสารไร้พรมแดนความรู้ต่าง ๆ จะล้าสมัยเร็วมากต้องมีการติดตามข้อมูลข่าวสารเป็นประจำ ความรู้สมัยเรียนจะใช้ไม่ได้แล้ว

      Innovation Capital    ทุนทางนวตกรรม ความสามารถทำสิ่งใหม่ ๆ ที่มีคุณค่า ต้องมีความคิดใหม่โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ผสมความรู้ นำความคิดไปปฏิบัติจริง ทำสิ่งที่คิดให้สำเร็จ

      Cultural Capital  ทุนทางวัฒนธรรม คือ การมีความรู้ ความเข้าใจเห็นความสำคัญของวัฒนธรรมซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของประเทศ เป็นสิ่งสำคัญในการเพิ่มคุณค่าและสร้างมูลค่าเพิ่มในสังคมยุคโลกาภิวัตน์

      Emotional Capital     ทุนทางอารมณ์ คือ การรู้จักควบคุมอารมณ์และบริหารอารมณ์ เช่น ไม่โกรธง่าย ไม่เครียดง่าย ไม่อ่อนไหว หดหู่ ตกใจ ตื่นกลัวกับสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบตัวเรา รู้จักใช้สติใช้เหตุผล การมองโลกในแง่ดี

      ท่ามกลางกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงโลกาภิวัฒน์ และการก้าวสู่สังคมประชาคมเศรษฐกิจอาเชียน คนไทยจะต้องสร้างความได้เปรียบและความแตกต่างเพื่อการแข่งขันในเวทีโลก ทุนใหม่อีก 5 ประการ (5K’s ใหม่) มีความสำคัญและจำเป็น เพราะวันนี้คนไทยจะต้องให้ความสำคัญกับการสร้างทุนทางความคิด สร้างสรรค์ทุนทางความรู้เพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทุนทางนวัตกรรม ทุนทางวัฒนธรรม และรวมถึงการสร้างทุนทางอารมณ์ วันนี้ท่านมีวิธีการพัฒนาทุนเหล่านี้อย่างไร ? จำทำสำเร็จได้อย่างไร ? เมื่อมีไอเดียแล้วต้องนำไปทำ แล้วทำให้สำเร็จ

ประเด็นสำคัญที่คนไทยควรจะต้องรู้เพื่อก้าวไปกับอาเซี่ยนเสรีอย่างมั่นคงและสง่างาน

      (1)   ต้องรู้ว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเชียน ASEAN Economic Community (AEC) คืออะไร
      (2)   ข้อตกลง 3 เรื่องใหญ่ประกอบด้วย
          - เศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน
          - สังคมและวัฒนธรรม
          - ความมั่นคงทางการเมือง
      (3)   คำว่า “เสรี” คือสินค้าและบริการที่ตกลงกันแล้วจะไม่มีการกรีดกัน สามารถขายสินค้าและบริการให้แก่ประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มอาเซียนได้โดยไม่มีภาษีศุลกากร และการลงทุนประเทศใดระดมทุนได้มากก็สามารถเข้าไปลงทุนในประเทศกลุ่มอาเซียนได้
      (4)   ต้องค้นหาตัวเอง ต้องคิดวิเคราะห์ว่าอะไรเกิดขึ้น เตรียมพร้อมจะฉกฉวยโอกาสและหลีกเลี่ยงการทูกคุกคามได้อย่างไร
      (5)   การปรับตัวต้องเข้าใจว่าโอกาสเปิดกว้างมากขึ้น ต้องปรับทัศนคติว่าเราต้องอยู่กับประเทศในกลุ่มอาเซี่ยนได้
      (6)   ต้องรักษาภูมิปัญญาและรากเหง้าของความเป็นไทยไว้ให้ได้
      (7)   ต้องพัฒนาคนไทยให้สื่อสารภาษาอังกฤษ + ภาษาอาเซี่ยนให้ได้
      (8)   สร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้
      (9)   พัฒนาคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์หรือทุนมนุษย์เพื่ออยู่รอดและแข่งขันได้
     (10)   การบริหารความเสี่ยงด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

      หนังสือเล่มนี้ได้พูดถึงการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยที่จะพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อให้รองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนไว้หลายแง่มุม มีผู้ทรงคุณวุฒิให้ความเห็นและข้อคิดที่เป็นประโยชน์ดั่งคำนิยมที่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาได้กล่าวไว้ว่า “ประเทศไทยจะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับกับผลกระทบจากการเปิดเสรีต่าง ๆ เมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน สิ่งที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง คือ จำเป็นต้องยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สูงขึ้น ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งคือการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ทุนมนุษย์.. แนวคิทฤษฎี 8K’s กับแนวคิดทฤษฎี 5K’s จะทำให้ทุนมนุษย์มีคุณภาพเพียงพอสามารถยืนหยัดแข่งขันได้ในทุกเวที ไม่ว่าจะเป็นเวทีอาเซียนเสรีหรือเวทีโลก อย่างไรก็ตามขอเน้นย้ำว่าความสามารถในการแข่งขันต้องมาจากพื้นฐานความคิดในแนวทางการพึ่งตนเองซึ่งเป็นแก่นของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานโดยเฉพาะการมีภูมิคุ้มกัน ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างขึ้น การพัฒนาทุนมนุษย์ภายใต้แนวคิดของศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ กล่าวได้ว่าเป็นภูมิคุ้มกันที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาประเทศได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง

นพพร แจ่มสว่าง รองผู้อำนวยการฝ่ายตรวจสอบภายใน

ส่งการบ้านวันที่ 17 กค.2555 การบริหารการเปลี่ยนแปลง คำพูดของ Jack Welch อดีต CEO ของ บริษัท GE ที่กล่าวว่า “ท่านต้องเปลี่ยนแปลงก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน” เป็นสัจจธรรมอย่างยิ่งในยุคที่ทุกคนต้องก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความเปลี่ยนแปลง และเนื่องมาจาก แรงผลักดัน การเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีทั้งจากภายนอกและภายในองค์กร เราต้องเรียนรู้การบริหารการเปลี่ยนแปลง ดังนี้

1.ต้องเปลี่ยนทัศนคติของบุคลากรในองค์กร
2.ต้องเข้าใจว่าองค์กรในปัจจุบันถูกขับเคลื่อนโดยกระบวนการมากกว่าโดยโครงสร้าง
3.ต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ
4.ต้องคิดในเชิงบูรณาการ  คิดให้ครบทุกกระบวนการ  คิดภาพใหญ่ขององค์กร
5.เหตุการณ์ใดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องยอมรับและแก้ไข อีกทั้งใช้ประโยชน์จากมัน
6.ต้องยอมรับความเป็นมืออาชีพของหัวหน้า โดยให้ความร่วมมือและปรับตัว

ปัจจัยไปสู่ความสำเร็จ 1. ต้องพัฒนาตลอด อย่าเป็นเหยื่อของความสำเร็จขององค์กรเสียจนไม่ทำอะไรเลย 2 ต้องวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อสามารถสนับสนุนและตอบสนองเขาได้ 3. ต้องสร้าง Commitment ในองค์กร 4. ทำสิ่งที่ทำง่ายได้ผลเร็วก่อน : Keep it simple simple (KISS)

ภาคบ่ายได้เรียนวิชา Finance for Non – Financial and Financial Perspective
ได้เรียนรู้เรื่อง การบริหารการเงิน ได้รู้จักตลาดการเงินในรูปแบบต่างๆ รวมถึงความเสี่ยงที่อาจจะพบ เช่น ซื้อทองแท่งควรรับทองมาไม่ควรรับกระดาษเพราะอาจถูกโกงได้ การตัดสินใจลงทุนในตลาดเงินต่างๆ ซึ่งได้ความรู้เพิ่มชึ้นมาก ทำให้เข้าใจเลยว่าทำไมจึงมีการเตือนเสมอว่าการลงทุนมีความเสี่ยง

นอกจากนั้นยังได้เรียนรู้อาจารย์วิธีอ่านงบการเงิน และการวิเคราะห์การเงินของโครงการ(Financing Project) ก่อนตัดสินใจลงทุน ได้รับความรู้มากจริงๆค่ะ

อรชร กิจสุบรรณ

หนังสือ  ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้

          หลังจากที่ได้อ่านหนังสือ ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้  ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกที่ดิฉันได้ใช้เวลากับตัวหนังสือทั้งวัน  แล้วก็รู้สึกโชคดีที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมอบรมหลักสูตรพัฒนาผู้บริหารระดับสูง เพราะดิฉันได้รับการพิจารณาเลื่อนระดับรองผู้อำนวยการฝ่ายในเดือนมิถุนายน ศกนี้   ถ้าจะต้องวิจารณ์แล้วขอกล่าวอย่างเดียวว่า  มีคุณค่ามากจริง ๆ เป็นการบ่งบอกถึงการดำเนินธุรกิจใด ๆ ก็ตามเป็นเรื่องเกี่ยวกับคนทั้งสิ้น และ คำว่าทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ ก็คือ อาจารย์พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา และ อาจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์  ได้เผยแพร่ความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ต่อสังคม จากการนำประสบการณ์ในชีวิตงานที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ การมุ่งมั่นในเรื่อง “คน”

          เนื้อหาหลัก ๆ ของอาจารย์ทั้งสองท่าน  แบ่งออกเป็น 4 ช่วง พอสรุปได้ดังนี้

         1.  เรื่องของสองแชมป์  เป็นช่วงที่กล่าวถึงภูมิหลังของอาจารย์ทั้งสองท่าน ที่มีความคล้ายคลึงกันและอยู่ในชนชั้นของสังคมเหมือน ๆ กัน  และกล่าวถึงผลงานด้านที่เกี่ยวกับคนและแนวทางการทำงานของอาจารย์ทั้งสองท่าน  โดยคนทั้งคู่เป็นผู้ฝ่เรียนรู้ และยังคงกระหายกับการแสวงหาความรู้อย่างไม่รู้จักอิ่ม  ซึ่งปรัชญาชีวิตของอาจารย์พารณฯ ว่า  เราต้องเกิดมาเพื่อจะเรียนรู้  และเรียนรู้   ถือได้ว่าเป็นทรัพยากรมนุษย์ พันธุ์แท้  ที่มีความคิดริเริ่มแนวใหม่ๆอยู่เรื่อย และมีลักษณะของคนหลายแนวความคิด หากเป็นสินค้าจะมีนวัตกรรม หรือ innovation อยู่ตลอดเวลา เลยเป็นพันธุ์แท้ที่อยู่ได้อย่างสมบูรณ์

           2.  คัมภีร์คนพันธุ์แท้  เป็นการอธิบายแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งถือว่าเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดขององค์กร  โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้พร้อมกลยุทธ์เพื่อสร้างความเป็นเลิศให้กับองค์กรจากแรงจูงใจที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ โดยเฉพาะการมีความเชื่อมั่นในคุณค่าของมนุษย์ซึ่งนับวันจะเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

                      วิธีคิดของอาจารย์พารณฯ กับการพัฒนาทัพยากรมนุษย์โดยกำหนดกรอบคิด 4 ประเด็น  ได้แก่ แนวความคิด  เป้าหมาย  วิธีการ และปัจจัยต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความสำเร็จในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  เพราะการทำธุรกิจโดยไม่พัฒนาเรื่องคน เป็นเรื่องที่ใช้ไม่ได้ เนื่องจากทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่ได้รับการพัฒนาก็เป็นดั่งทุน(Capital)  ที่นับวันมีแต่จะเสื่อมค่าลงอย่างต่อเนื่อง

                       สำหรับอาจารย์จีระฯ ได้นำประสพการณ์คิดค้นทฤษฎีเกี่ยวกับทุนมนุษย์ ว่าทรัพยากรมนุษย์จะมีคุณค่าจะต้องมี ทุน 8 ประการหรือ ทฤษฎี  8k's  ประกอบด้วย  ทุนมนุษย์ ทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรม ทุนแห่งความสุข  ทุนทางสังคม  ทุนแห่งความยั่งยืน  ทุนทางเทคโนโลยีฯ  และทุนทางความรู้ ทักษะและทัศนคติ   นอกจากนี้จากกระแสโลกาภิวํมตน์แรงขึ้น ทุน 8 ประการยังไม่เพียงพอ  จึงได้ค้นพบอีก 5 ทุน หรือ ทฤษฎี 5 k's ประกอบด้วย ทุนแห่งการสร้างสรรค์  ทุนทางความรู้  ทุนทางนวัตกรรม  ทุนทางอารมณ์  และทุนทางวัฒนธรรม

            3.  จักรวาลแห่งการเรียนรู้  เป็นเรื่องราวของการสร้างนวัตกรรมต้นแบบแห่งการเรียนรู้สร้างสรรค์ด้วยปัญญา ที่สันกำแพงและที่โรงเรียนดรุณสิกขาลัย  โดยมุ่งมั่นให้เป็น Good learner  ที่มีความสามารถในการเรียนรู้และเรียนรู้ตลอดชีวิต  เพื่อให้คนไทยก้าวสู่ระดับโลก  Global citizen   ซึ่งจะต้องมีคุณสมบัติ 3 ประการได้แก่ความคล่องแคล่วในภาษาไทย-อังกฤษ    เทคโนโลยี่   และมีคุณธรรม

             4.  สู่การเพิ่มผลผลิต  เป็นเรื่องราวแนวคิดในการขยายผลการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อมุ่งมั่น ของอาจารย์จีระฯ ในการพัฒนาการศึกษาไทยเพื่อความเป็นเลิศ และสร้างศักยภาพในการแข่งขันระดับประเทศ  โดยนำบทเรียนในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเป็นกรณีศึกษา โดยมีแนวคิดการสร้างนวัตกรรมของการเรียนรู้ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน

  1.  ต้องมาจากความคิดใหม่และคิดเชิงสร้างสรรค์ หาความรู้ตลอดเวลา
  2. เมื่อมีความคิดใหม่แล้ว ต้องลงมือทำ เพราะถ้าคิดแต่ไม่ทำ  นวัตกรรมไม่เกิด
  3. ต้องทำให้สำเร็จและต่อเนื่อง โดยวัดผลในมุมมองหลาย ๆ คน และผู้มีส่วนใด้ส่วนเสีย

บทสุดท้ายของหนังสือ หัวเรื่อง ส่งท้าย.......คนพันธุ์แท้   เป็นการกล่าวย้ำที่ให้ความหมายชัดเจนแล้ว่า อาจารย์ทั้งสองท่านที่มีเส้นทางชีวิต คนหนึ่งวิศวกรนักบริหาร และอีกคนนักเศรษฐศาสตร์แต่มีความที่คล้ายคลึงกัน คือการทำงานมุ่งมั่นพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ด้วยจิตและวิญญาณ จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับอย่างก้วางขวางจากสังคมไทยและนานาชาติ   พร้อมที่จะเป็น ผู้ให้ ทั้ง ความรู้และความรัก ทุกคน 

                                                        ผ่องศรี  ปลอดประดิษฐ์

                                             รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารการเงินและการลงทุน

สวัสดีครับ วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม 2555 ภาคเช้าเรา มีอ.จีระ,อ.ไกรฤทธิ์และอ.ณรงค์ศักดิ์ ผ้าเจริญมาร่วมวิเคราะห์ให้ข้อคิดเห็น สำหรับ อ.ณรงค์ศักดิ์ เดิมทางไกลมาจากเชียงใหม่ มาชี้ให้เห็นว่าโลกปัจจุบันไม่ใช้โลกของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านแต่เป็นโลกของยุคสหวิทยาการต้องมีความรู้ในหลายๆ ด้าน ศึกษาความเป็นตัวตนของตนเอง นักการตลาดจะมองหาความเป็นตัวตนเพื่อนำเสนอสินค้าตอบสนองความเป็นตัวตนของกลุ่มลูกค้า (ทำให้ผมนึกถึงโฆษณษขายคอนโดของLH" เราไม่ได้มองหาบ้านแต่เรามองหาความภูมิใจ" ) เราต้องวิเคราะห์์วิจัยข้อผิดพลาดในอดีต เพื่อจะได้ไม่เจ็บซ้ำสอง อันนี้โดนครับอยากให้การเคหะนำไปใช้บางเพราะเรากำลังจะทำผิดซ้ำสองเพื่อตอบสนองฝ่ายการเมือง ในตอนบ่ายเป็นการwork shop ซึ่งผมอยู่ในกลุ่มวิเคราะห์ ผู้ว่าการ/บอร์ด ปัจจุบันอนาคต โดยในรุ่น2ได้พิจารณาคุณลักษณะของผู้ว่าการว่า ต้องมีเครือข่าย สามารถประสานงานได้/มีคุณธรรมจริยธรรม/บริหารเวลาเป็น/ต้องกล้าตัดสินใจ/มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ /ตรงเวลา/มีการปรุชุมอย่างมีประสิทธิภาพ จะหาได้หรือไม่ผู้ว่าแบบนี้ นะ

สวัสดีครับผู้เข้ารับการอบรมรุ่น 2 วันนี้ที่ 17 กรกฎาคม 2555 เป็นวันสุดท้ายของการอบรมแล้ว ไชโย ๆ ๆ วันนี้จึงนัดรับประทานอาคารกลางวันร่วมกัน โดยในรุ่นเรามีพ่อครัวเอกของการเคหะ.พี่จู๋ รอง ผอ.ชช. 3 ซึ่งรับอาสาเป็นผู้ทำกับข้าวให้พวกเราทาน ช่วงเช้าเป็นหัวข้อ การบริหารการเปลี่ยนแปลง Change Management โดยอ.ประกาย ชลหาญ อ.เล่าว่า โอบามาชนะประธานาธิบดีได้เพราะคำว่า Change คำเดียว แต่การลงชิงชัยสมัยที่ 2 ปลายปี 2555 นี้จะชนะหรือไม่ยังไม่แน่เพราะผ่านมาจะครบเทอมแล้วยังไม่เห็นผลงาน Change สำหรับเรื่อง Change Management ไม่ใช้เรื่องให่มในการเคหะ พบ.ได้เชิญวิทยากรมาพูดให้เราฟังบ้างแล้ว ซึ่งการเคหะก็พยายามจะ Change เมื่อคราวที่เราเริ่มโครงการบ้านเอื้ออาทร แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จ พนักงานยังไม่ค่อยยอมรับการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนความคิดหรือวิธีการทำงาน สุดท้ายก็ได้แต่ Change โครงสร้างหน่วยงาน ซึ่งบ่อยมากแต่ไม่สามารถยุบหน่วยงานที่ไม่จำเป็นลงได้

ภาคบ่ายเป็นเรื่องการเงิน โดยดร.กุศยา ลีฬหาวงศ์ ซึ่งทำให้รู้จักตลาดการเงิน ตลาดทุน  โดยตลาดเงินแบ่งเป็นตลาดการเงินในระบบ มีกฎหมายรองรับ และตลาดการเงินนอกระบบ ตกลงกันเองเช่นเงินด่วนตามเสาไฟฟ้า และยังแบ่งอีกเป็นตลาดการเงินที่ส่งมอบทันที่ (Spot Market) และตลาดซื้อขายล่วงหน้า(Future Market) สำหรับตลาดทุนก็แบ่งเป็นตลาดแรก (Primary Market)และตลาดรอง (Secondary Market) และประเภทของสถาบันการเงิน ซึ่งแบ่งเป็นสถาบันการเงินที่เป็นธนาคาร(Bank) และสถาบันการเงินที่ไม่ใช้ธนาคาร(Non-Bank) เช่น กองทุนสำรอง สหกรณ์ โรงรับจำนำ นอกจากนี้ยังได้ความรู้วิธีการอ่านงบดุลเพื่อจะได้รู้สถานะของบริษัท และวิธีการลงทุน วิธีการบริหารการเงินทั้งส่วนบุคคลและระดับองค์กร 
16.00 สิ้นสุดการอบรมทีมงาน อ.จิระประมวลภาพของการอบรมตลอดระยะเวลา 8 วันของการอบรม ฉายให้พวกเราดู และรผว.(จำเนียร)เป็นผู้แทนฝ่ายบริหารมามอบวุฒิบัตรให้ผู้เข้ารับการอบรม ถือว่าสิ้นสุดการอบรมในห้องครับแต่ภาระกิจของผู้เข้าอบรมยังไม่จบครับเพราะยังต้องส่งรายงานนวตกรรมอีก 5หน้า ผมมีหัวข้อแล้วว่าจะเขียนนวตกรรมทางด้านบริหารชุมชน ครับ

หลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารระดับสูง วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม 2555 เวลา 9.00-12.00 น. เรื่องการบริหารการเปลี่ยนแปลง โดยอาจารย์ประกาย ชลหาญ

      Chang Management refer both to setting goals and strategies,operational efficiency,organizational  structure,processes,leadership,people,customers,venders etc.
       Chang Management is cross functional and multidisciplinary in its characters.
       หัวใจสำคัญของการบริหารการเปลี่ยนแปลง คือ ความสามารถในการประเมินการเปลี่ยนแปลง โดยต้องใช้ความรู้ ประสบการณ์ และข้อมูลที่ถูกต้อง ซึ่งการบริหารการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมและทรัพยากรในองค์กร โดยที่มนุษย์เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดขององค์กร ดังนั้น การพัฒนามนุษย์จึงเป็นปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จขององค์กร ทั้งนี้ โดยมีแนวคิดและวิธีการบริหารการเปลี่ยนแปลง ดังนี้
       1. การบริหารเปลี่ยนแปลง ต้องมีผู้นำการเปลี่ยนแปลง
       2. การบริหารการเปลี่ยนแปลง ต้องสร้างความต้องการร่วมกัน                                                                               
       3. ผู้นำที่ดี ต้องสร้างวิสัยทัศน์ (Vision) ให้เป็นที่ยอมรับ                                                                                       
       4. มีกระบวนการผลักดันให้เกิดแนวร่วม                                       
       5. ทำให้การเปลี่ยนแปลงยั่งยืน                                                    
       6. มีการติดตามความก้าวหน้า                                                           
       7. เปลี่ยนแปลงระบบและโครงสร้าง
       การเรียนครั้งนี้ ได้รับความรู้และความเข้าใจการบริหารการเปลี่ยนแปลงดีกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา และคาดว่าสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารงานของ กคช. ได้อย่างดี
                                                                                                ดร.อภิวัฒน์  บุญสาธร

หลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารระดับสูง วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม 2555 เวลา 13.00-16.00 น. เรื่อง Finance for Non – Financial Perspective โดย Dr.Kusaya Leerahawong

        เงินเป็นปัจจัยสำคัญในการบริหารงานให้บรรลุเป้าหมาย ผู้บริหารจะต้องเข้าใจแนวคิดทางการเงินอย่างเป็นระบบ  Dr. Kusaya  Leerahawong  อธิบายและให้ความรู้เกี่ยวกับ ตลาดเงิน ตลาดทุน สถาบัน-การเงิน งบการเงิน การลงทุน การวิเคราะห์การเงินและการบริหารการเงินได้อย่างดี และทำให้ผู้รับการอบรมสามารถนำไปประยุกต์ใช้สำหรับองค์กรและธุรกิจส่วนตัวได้
                                                                                                ดร.อภิวัฒน์  บุญสาธร

การอบรมหลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารระดับสูง ของการเคหะแห่งชาติ รุ่นที่ 2

  ความรู้และข้อคิดจากการอ่านหนังสือ 8K’s + 5K’s ทุนมนุษย์ของประเทศไทย รองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดย ศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ คือ 12 แนวคิดและทฤษฎีเพื่อการพัฒนาคุณภาพของทุนมนุษย์เพื่อก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยมีบทสรุปดังนี้
 1. การวิเคราะห์โลกาภิวัตน์และผลกระทบต่อสังคมไทย
 2. HR Architecture
 3. ทฤษฎี 3 วงกลม เพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์
 4. ทฤษฎีทุน 8 ประการ 8K’s
 5. ทฤษฎีทุนใหม่ 5 ประการ 5K’s
 6. ทฤษฎี 4L’s
 7. ทฤษฎี 2R’s
 8. ทฤษฎี 2I’s
 9. ทฤษฎี C&E
10. ทฤษฎี HRDS
11. ทฤษฎี 3L’s
12. เปรียบเทียบเรื่องทฤษฎีทุนมนุษย์
 ทฤษฎีและแนวคิดดังกล่าวกลั่นออกมาจากความรู้ระดับสูงที่สามารถนำไปใช้ในการกำหด

นโยบายพัฒนาทุนมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการศึกษาของประเทศไทยควรนำไปใช้ในการกำหนดนโยบายระดับประเทศเพื่อปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้คนไทยเป็นผู้มีความรู้ มีความคิดสร้างสรรค์ ประพฤติดีและมีคุณธรรม

  สำหรับการนำมาประยุกต์ใช้กับงานของการเคหะแห่งชาติ มีประเด็นที่น่าสนใจซึ่งเกี่ยวข้องกับการประเมินทักษะความสามารถ (Competencies) ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับปรุงเครื่องมือที่ใช้ในการวัด โดยฝ่ายทรัพยากรบุคคลควรพิจารณาทฤษฎี 3 วงกลม ในเรื่องของ Competencies ประกอบด้วย 5 เรื่องที่สำคัญ ดังนี้
 1. Functional Competency คือ ความรู้เพิ่มเติมในการทำงาน
 2. Organizational Competency คือ ความรู้ที่มีประโยชน์ต่อองค์กร
 3. Leadership Competency คือ ภาวะผู้นำ
 4. Entrepreneurial Competency คือ ความคิดในเชิงผู้บริหาร
 5. Macro and Global Competency คือ มีความรู้รอบตัว
                                                                         ดร.อภิวัฒน์  บุญสาธร
                                สรุปวิชา การบริหารการเปลี่ยนแปลง
                                           17 กรกฎาคม 2555 (เช้า)
                                         โดย อ.ประกาย ชลหาญ

สิ่งที่สำคัญในการบริหารการเปลี่ยนแปลง 1.องค์กรมีความซับซ้อนโดยเฉพาะคนเป็นการยากจะจัดการ 2. องค์กรถูกผลักดันในกระบวนการการทำงานมากกว่าโครงสร้าง 3.การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีผลกระทบทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านอื่นๆด้วย 4.องค์กรต้องมีพัฒนาการกันไปในทิศทางเดียวกัน 5.องค์กรต้องใช้เหตุการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ให้เป็นประโยชน์ 6.องค์กรต้องยอมรับความเป็นมืออาชีพของหัวหน้าทีม ปัจจัยไปสู่ความสำเร็จ 1.ต้องมีความตื่นตัวในการพัฒนาองค์กรตลอดไป 2.ต้องวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยการสนับสนุนและตอบสนองให้ได้ 3.ต้องสร้าง Commitment ในองค์กร 4.เรียนรู้ที่จะทำสิ่งที่ทำง่ายได้ผลเร็วก่อน 5. การเปียนแปลงใดๆต้องมีแผน Roadmap ชัดเจน

                                                                                   นายสุรพงษ์ เทียบรัตน์
                                                                            [email protected] 
                                              สรุปวิชา ตลาดเงิน
                                           17 กรกฎาคม 2555 (บ่าย)
                                          โดย อ.กุศยา  ลีฬหาวงศ์

บทเรียนได้สรุปเนื้อหาของคำว่า ตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาดการเงินคืออะไร และตลาดทุนคืออะไร ตลาดเงินในระบบ ตลาดเงินนอกระบบ ตลาดเงินส่งมอบทันที ตลาดเงินซื้อขายล่วงหน้า สถาบันการเงินที่เป็นธนาคาร สถาบันการเงินที่ไม่เป็นธนาคาร วิธีดูงบการเงิน และการวิเคราะห์การเงินเพื่อเป็นแนวทางในการลงทุน

                                                                                   นายสุรพงษ์ เทียบรัตน์
                                                                            [email protected] 

การอบรมหลักสูตร “การพัฒนาผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 2” ความรู้และข้อคิดจากอ่านหนังสือ “ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้”

      อาจารย์พารณ  อิศรเสนา ณ อยุธยา และศาสตราจารย์ ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์ เป็นปูชนียบุคคลที่สำคัญของการพัฒนาทุนมนุษย์ เริ่มจากการเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่เล็งเห็นว่ามนุษย์เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดขององค์กร จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างจริงจัง โดยอาจารย์พารณฯ มีนโยบายเริ่มจากการรับบุคลากรเข้าทำงานในบริษัทปูนซีเมนต์ไทยฯ โดยคัดเลือกจากผู้มีความรู้ความสามารถ มีคณะกรรมการพิจารณา ผู้ที่จะเข้าทำงานได้จะต้องผ่านการทดสอบตามหลักเกณฑ์ที่ตั้งไว้ พนักงานจะต้องเข้ารับการอบรม 7 – 10 วันต่อปี มีทุนการศึกษาต่างประเทศ เชิญนักวิชาการจากต่างประเทศมาให้ความรู้ด้านการบริหารธุรกิจแก่พนักงาน ผลลัพธ์ที่ได้คือ บริษัทปูนซีเมนต์ไทยฯ มีผลประกอบการที่ดีเป็นบริษัทชั้นนำของเมืองไทย นอกจากนั้น อาจารย์พารณฯ ยังเป็นผู้นำที่มีความรู้ มีคุณธรรมเป็นแบบอย่างที่ดี
       สำหรับ ศ.ดร.จีระฯ นับเป็นบุคคลที่เป็นปรมาจารย์ด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ของเมืองไทย โดยเป็นผู้เขียนแนวคิดเชิงทฤษฎีเกี่ยวกับทุนมนุษย์อย่างเป็นระบบและครอบคลุม มีวิสัยทัศน์และบุคลิกที่เป็นผู้นำ มีบารมีและอิทธิพลในการสร้างแรงบรันดาลใจให้แก่ลูกศิษย์และผู้เข้ารับการอบรม ให้เป็นผู้รักการเรียนรู้ และการพัฒนาตนเอง
                                                                                   ดร.อภิวัฒน์  บุญสาธร

การอบรมหลักสูตร การพัฒนาผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 2 ความรู้และข้อคิดจากการอ่านหนังสือ “ธรรมดีที่พ่อทำ”

     ศาสตราจารย์เกียรติคุณ  นายแพทย์เกษม  วัฒนาชัย  องคมนตรี ได้บรรยายหลัก 23 ข้อ ในการทรงงานของพระเจ้าอยู่หัว ที่คนไทยสามารถน้อมนำไปปฏิบัติ ไม่ว่าจะนำไปใช้กับการงานใด งานนั้นย่อมสำเร็จลุล่วงเสมอ
     1. จะทำอะไรต้องศึกษาข้อมูลให้เป็นระบบ
     2. ระเบิดจากภายใน
     3. แก้ปัญหาจากจุดเล็ก
     4. ทำตามลำดับขั้น
     5. ภูมิสังคม ภูมิศาสตร์ สังคมศาสตร์
     6. ทำงานแบบองค์รวมโดยคิดความเชื่อมโยง
     7. ไม่ติดตำรา
     8. ประหยัด เรียบง่ายได้ประโยชน์สูงสุด
     9. ทำให้ง่าย
    10. การมีส่วนร่วม
   11. ต้องยึดประโยชน์ส่วนรวม
   12. บริการจุดเดียว
   13. ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ
   14. ใช้อธรรมปราบอธรรม
   15. ปลูกป่าในใจคน
    16. ขาดทุนคือกำไร
    17. การพึ่งตนเอง
    18. พออยู่พอกิน
    19. เศรษฐกิจพอเพียง
    20. ความซื่อสัตย์สุจริต จริงใจต่อกัน
    21. ทำงานอย่างมีความสุข
    22. ความเพียร
    23. รู้รักสามัคคี
     ควรอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในหน้า 57 – 66
                                                   ดร.อภิวัฒน์  บุญสาธร
    นางพรรณี    วิชิต  รุ่น 2
            สรุปบทเรียน

การบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจ วันที่ 11 กค. 2555

หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ ได้ให้ความสำคัญเรื่องการบริหารความเสี่ยงในการทำงาน ดังนั้นกระทรวงที่กำกับดูแลหน่วยงานจึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้  เช่นกัน  โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจจะมี                  บริษัท TRIS  เป็นบริษัททำหน้าที่ประเมินผลการทำงานเพื่อให้รัฐวิสาหกิจที่มีประสิทธิภาพ
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง สามารสรุปได้ดังนี้

1.เข้าใจว่า “ความเสี่ยง” เป็นเรื่องไม่ดี เป็นเรื่องเลวร้าย 2.ต้องขจัดความเสี่ยง ให้หมดไปจากองค์กร แต่ในโลกนี้ไม่มีที่ใดที่ไม่มีความเสี่ยง สามารถที่จะทำเราไม่สามารถที่จะทำให้ความเสี่ยงเป็น “ศูนย์” ได้ 3.ทำอะไรก็ได้ทึ่ไม่เสี่ยงเลยดีกว่า ความเสี่ยงเป็นเรื่องที่องค์กรจะเป็นผู้วิเคราะห์ ความเสี่ยงขององค์กรหนึ่งอาจไม่ใช่ความเสี่ยงของอีกองค์กรหนึ่ง

การประเมินความเสี่ยง

ความเสี่ยงเป็นเรื่องของการคาดเดา , การคาดการณ์ ต้องวิเคราะห์โอกาสเกิดและผลกระทบ ว่าจะยอมรับความเสี่ยงนั้นได้หรือไม่ได้ เมื่อประเมินความเสี่ยงแล้วนำไปปฏิบัติ ความเสี่ยงนั้นลดลงหรือไม่ 
ความเสี่ยงสามารถเกิดขึ้นได้จากภายในองค์กร หรือว่าเกิดจากองค์กรภายนอก  ซึ่งความเสี่ยงที่เกิดจากองค์กรภายนอกจะเป็นความเสี่ยงสูง ดังนั้นหน่วยงานจึงจำเป็นต้องวิเคราะห์คู่แข่งด้วย  ผู้บริหารระดับสูงต้องให้ความสำคัญ  หากลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อช่วยลดความเสี่ยง มีการสร้างแรงจูงใจในการช่วยลดความเสี่ยง ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าและมีการสื่อสารกับผู้ปฏิบัติงานทุกระดับให้ลดความเสี่ยง เพื่อความอยู่รอดขององค์กร
                                    วิจารณหนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธ์แท้          
"ทรัพยากรมนุษย์พันธ์แท้ (CHAMPIONS)" การที่ได้เข้ามารับการอบรมจากอาจารย์  เป็นการชี้ทางให้กับเราว่า

กำลังเดินอยู่บนทางที่ถูกที่ควรหรือไม่ หรืออาจจะหลงทางอยู่
1.ความหมาย ปรัชญา และพื้นฐานของคำว่า “ทรัพยากรมนุษย์” ว่าเราควรมีหลักปฏิบัติอย่างไรและมีวิถีแนวทางความคิดและการนำไปใช้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีของคุณพารนในแง่ของปรัชญาที่ว่า “ทรัพยากรมนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดขององค์กร” หรือจากอาจารย์จีระที่สอนให้มีมุมมองมนุษย์เป็น “มูลค่าเพิ่ม” ก็ตาม ล้วนแต่นำไปใช้ในเชิงสร้างสรรค์ในสิ่งที่ทรงคุณค่าให้กับตัวบุคคลได้ ส่วนพื้นฐานของการเรียนรู้ให้ตัวเรานั้นเกิดมูลค่าเพิ่ม อาจารย์ได้สอนให้นำหลัก 4 L’s เข้ามาใช้และเป็นหลักวิธีคิดที่ทำให้คนที่ยังไม่รู้ ได้เปิดโลกกว้าง มีวิสัยการพัฒนาได้กว้างไกลขึ้นอย่างชัดเจน 2.Vision of “Know-how”, “How-to” and “Successful” เป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในการเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าต่อองค์กร คือเมื่อรู้จักที่จะ adapt ทฤษฎีความรู้เข้ามาแล้วยังต้องต้องชัดเจนในด้านภาคปฏิบัติและวัดผลคุณภาพว่าเป็นอย่างไร ได้มาตรฐานตามที่เราคาดหวังหรือไม่ หากมาถึงข้อนี้ มักจะมีการชะงักตรง “How-to” และ “Successful” การแก้ไขที่จะทำให้เราฟันฝ่าอุปสรรคไปได้นั้น เราต้องกลับไปพิจารณาข้อ #1 ว่าเราได้เข้าใจ 100% แล้วหรือยัง เรายังมีข้อผิดพลาดจุดไหน และสำรวจว่าเราจะมีการปรับปรุงได้อย่างไร เพื่อที่จะให้เรานั้นได้เดินไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างสำเร็จ 3.ข้อวิจารณ์ 1.“อย่าพึ่งใคร ให้พึ่งตัวเองก่อน” ไม่ว่าจะเป็นด้านการคิดค้นนวัตกรรมแบบใหม่ขึ้นมาในสังคมไทย จุดเริ่มต้นควรมาจากความคิดของเราก่อน อย่าไปลอกเลียนแบบ เพราะการลอกเลียนแบบนั้นไม่ได้ช่วยทำให้ความเป็น original นั้น มันอาจจะอยู่ได้ แต่อยู่ได้ไม่นานก็ต้องเสื่อมถอยหายไป นอกจากนี้เมื่อเรามีความคิดสร้างสรรค์ที่จะผลิตนวัตกรรมขึ้นมาสู่สายตาโลกแล้ว เราต้องมั่นใจว่าสิ่งที่เราคิดค้นนั้นสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงด้วยเช่นกัน ถือว่าเป็นการคิดค้นจากฝีมือตนเองและน่าภาคภูมิใจรวมถึงเป็นตัวอย่างกับคนอื่นที่ยังไม่เข้าถึงการคิดค้นตรงนี้ได้ 2.เห็นได้ชัดเจนเลยว่าทั้งท่านพารณและอาจารย์จีระ มีความมุ่งมั่นมากในการพัฒนาคน ท่านพารณได้สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในองค์กร ทำให้คนของปูนซิเมนต์ไทยเป็นคนที่มีคุณภาพ สร้างความได้เปรียบในด้านการแข่งขันให้บริษัท การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ให้เกิดในบริษัท ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว 3. เช่นเดียวกับอาจารย์จีระผมเห็นว่าการที่อาจารย์พยายามผลักดันให้ผู้บริหารประเทศเห็นความสำคัญในเรื่องการพัฒนาคนเป็นการมองกาลไกลมาก เพราะประเทศจะเจริญได้อย่างมั่นคงและยั้งยืน คนในประเทศต้องเป็นคนที่มีคุณภาพ เพราะฉะนั้นการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในประเทศ จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องตระหนัก สิ่งที่ได้รับจากการอ่านหนังสือ 1.ได้แนวคิดจากผู้ทรงคุณวุฒิและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งเรื่องส่วนตัว งาน และสังคม 2.ได้ทบทวนการปฏิบัติงานประจำและนำมาเทียบกับทฤษฎีและประสบการณ์ที่ผู้มีชื่อเสียงค้นพบเพื่อนำไปถ่ายทอดต่อในองค์กร 3.ทราบถึงความเข้มข้นของการแข่งขันทั้งในประเทศและทั่วโลกว่า”เพียงแค่ก้าวหน้าอย่างเดียวอาจจะไม่พอ ต้องก้าวให้เร็วกว่าถึงจะอยู่รอบและชนะ” 4.ได้ข้อคิดให้กลับมาทบทวนเรื่องนโยบายว่าด้วย”ความเชื่อมั่นในคุณค่าของคนภายในองค์กร”ได้มีตัววัดหรือแผนปฏิบัติและสำเร็จมากน้อยเพียงไร

                                       นายสุรพงษ์ เทียบรัตน์                                                                                        
                                   [email protected] 
             สรุปวิชาวิเคราะห์ประเด็นท้าทายของการเคหะแห่งชาติ
                                     16 กรกฎาคม 2555 ( เช้า และบ่าย)

โดย ศจ.ภิชานไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ อ.ณรงค์ศักดิ์ ผ้าเจริญ อ.ทำนอง ดาศรี

    การเคหะแห่งชาติพร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลงหรือยัง  จากปัจจัยต่อไปนี้
  1. การ Re-Discovery NHA คือการค้นหาตัวเอง แล้วดูว่าเราค้นพบอะไรบ้าง
  2. การหาสิ่งที่เป็นขุมทรัพย์ของการเคหะฯ
  3. การ Re – Inventing NHA
  4. วัฒนธรรมองค์กรเป็นอย่างไร การเคหะจะเตรียมความพร้อมอย่างไร
      1. บริหารเวลาเป็น
      2. ลำดับความสำคัญของงาน
      3. พิจารณาตนเองว่าจะทำอะไรให้การเคหะบ้าง
      4.   ดูจุดแข็งขององค์กร
       5. วิเคราะห์ปัญหาการตลาด
    
    ดังนั้นปัจจัยสำคัญของการเตรียมความพร้อมขึ้นอยู่กับ 3 V
             Value Added
             Value Creation
             Value Diversity 
    
    สิ่งสำคัญที่การเคหะแห่งชาติต้องนำมาพิจารณาสำหรับการเคหะฯ ในอนาคต คือ 1.บ้านน่าอยู่สำหรับผู้สูงอายุ 2.บ้านสำหรับคนรุ่นใหม่
       3.การสร้างแบรนด์
       4.ต้องค้นหาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคนในปัจจุบัน
       5. ชุมชนการเคหะฯ บนโลก Cyber 
       6. กำจัดจุดอ่อน 
    

    WORKSHOP ให้วิจารณ์

  5. CEO / Board ผู้ว่าการ และบอร์ด
  6. Corporate ตัวการเคหะฯ
  7. Old Stocks สินค้าล้างสต๊อค
  8. Next New Product
  9. Improved Services

                                                                                   นายสุรพงษ์ เทียบรัตน์
                                                                            [email protected] 
    

งบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ วันที่ 11 กค. 2555

งบประมาณ  เป็นรายจ่ายของประเทศมาจากภาษีของประชาชน  งบประมาณจะประกอบด้วยแผนที่แสดงถึงความตั้งใจในการปฏิบัติในห้วงระยะเวลาหนึ่งและแผนที่แสดงทรัพยากรที่ใช้ในการปฏิบัติงานและค่าใช้จ่ายที่สัมพันธ์กับทรัพยากร
การวางแผนงบประมาณ เป็นแรงขับให้กำหนดเป้าหมายในการทำงาน แผนงบประมาณเป็นการวางแผนล่วงหน้า อาจมีหลายปัจจัยที่ทำให้แผนงบประมาณที่วางไว้เกิดความคลาดเคลื่อนได้  ดังนั้นหน่วยงานจึงต้องมีข้อมูลข่าวสารหรือModel ต่างๆ พยากรณ์ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น  ข้อมูลที่ดีจะช่วยให้การวางแผนดีไปด้วย
องค์ประกอบของแผน ประกอบด้วย
Who -     ใครทำ           When     -     ทำเมื่อไร
What   -     ทำอะไร         Why       -     ทำทำไม
       Where  -     ทำที่ไหน            How to   -     ทำอย่างไร
ผู้บริหารระดับสูง ควรมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายองค์กรและติดตามประเมินผลเป็นประจำ       ซึ่งต้องกำหนดนโยบายที่ชัดเจน  เพื่อผู้ปฏิบัติจะได้ทำแผนสำหรับการปฏิบัติได้ชัดเจนยิ่งขึ้นด้วย

การบริหารงบประมาณเชิงกลยุทธ์

วิทยากรชี้ช่องทางการออมทรัพย์  ออมเงิน หรือวางแผนการใช้เงินให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เช่นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ , หุ้น , กองทุน , ซื้อทองคำ , ฝากธนาคาร เป็นต้น  แต่แม้ว่าเราจะไม่มีเงินลงทุนมากมายแต่หากให้เงินอย่างประหยัด ขยันทำงาน  ควบคุมรายจ่าย  เก็บออมตั้งแต่เริ่มทำงาน ก็สามารถทำให้คนเราเดินทางไปสู่ ความมั่งคั่งได้เช่นกัน

สรุปบทเรียน วันที่ 17 กค. 55 พรรณี วิชิต รุ่น 2

การบริหารการเปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลงคือการทำให้ทุกอย่างดีขึ้น  จริงหรือไม่ ในการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งจะมีคำว่า เปลี่ยนทำไม  เปลี่ยนแล้วได้อะไร  ซึ่งผู้ที่เปลี่ยนแปลงจะต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้
ในองค์กร หรือ ธุรกิจ มี “คน”  เป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงมาจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอก  ภายในคือ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากคน  คนจะเปลี่ยนแปลงต้องมาจากอารมณ์  สิ่งเร้า  สภาพแวดล้อม แรงจูงใจ  เป็นต้น  ส่วนการเปลี่ยนแปลงภายนอก เช่น ภัยธรรมชาติ ต่างๆ
ผู้นำจะต้องทำความเข้าใจกับลูกน้องให้ยอมรับถึงความเปลี่ยนแปลง เพื่อมิให้เกิดการต่อต้าน  การเปลี่ยนแปลงเป็นการพัฒนา ทำให้เกิดการตื่นตัว ในหน่วยงานการเปลี่ยนแปลงจะมี 2 รูปแบบ คือ Top down และ Bottom  up ผู้นำองค์กรควรต้องประเมินการเปลี่ยนขององค์กรในอนาคตให้ใกล้เคียงที่สุด  องค์กรหรือหน่วยงานใดคาดการณ์ในอนาคตได้มากเท่าใดก็จะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรมากขึ้นเท่านั้น

“เริ่มต้นจากเปลี่ยนความคิดก็อาจสามารเปลี่ยนชีวิตของเราได้”

การเงิน

แบ่งเป็น  ตลาดการเงิน และ ตลาดทุน  ทั้งในระบบและนอกระบบ  วิทยากรอธิบายให้ผู้เข้าอบรมทราบเรื่องของ สถาบันการเงินในประเทศไทยว่าแบ่งเป็นสถาบันการเงินที่เป็นธนาคารและที่ไม่ใช่รูปแบบของธนาคาร
งบดุล ปัจจุบันเรียกใหม่ว่า  งบแสดงฐานะการเงิน   ณ วันใดวันหนึ่ง
งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ  แสดงผลการดำเนินงานเป็นรายไตรมาสหรือรายปี
งบกระแสเงินสด     แสดงทุกรายการที่เป็นเงินสด
การบรรยายหัวข้อ ครั้งนี้  อาจทำให้เข้าใจได้ว่า  ต้องการให้ผู้บริหารรู้จักเรื่องของการทำบัญชี  งบประมาณ  การลงทุน  ในรูปแบบของแบบฟอร์มต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเงิน รู้จักคำจำกัดความของวิชาบัญชี  การเงิน  การธนาคาร  รู้จักคำว่า  เงินสดรับ  เงินสดจ่าย  กำไรสุทธิ  งบประเภทต่างๆ  นอกจากนี้ยังพูดถึงการลงทุน  แหล่งเงินทุน  ผลตอบแทนจากการลงทุน , การหาแหล่งเงินทุนและการจัดสรรเงิน , การบริหารการเงินส่วนบุคคล , การบริหารการเงินธุรกิจ / องค์กร , จุดคุ้มทุน เป็นต้น
ซึ่งก็ทำให้ผู้เข้าอบรมได้รับรู้ในภาพกว้าง แต่ยากที่จะเข้าใจสำหรับผู้ที่ไม่ได้ศึกษาด้านบัญชีโดยตรง อย่างไรก็ดีก็มีประโยชน์สำหรับผู้บริหารที่จะรู้จักเรื่องการวิเคราะห์การลงทุน จุดคุ้มทุน  ซึ่งมีผลต่ดความอยู่รอดขององค์กร

ข้อติดที่ได้จากหนังสือ 8K's+5K's ทุนมนุษย์ของคนไทยรองรับประชาคมอาเซียน

การได้อ่านหนังสือเล่มนี้ได้เปิดโลกทัศน์ให้เห็นแง่มุมใหม่ในการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยมีความเชื่อว่าหากมนุษย์ได้พัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้องจะส่งเสริมให้องค์กรบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

ท่านอาจารย์ ดร.จีระฯ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์อันยาวนานในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรมนุษย์ของประเทศผ่านทฤษฎี8K's ซึ่งเป็นทฤษฎีพื้นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพทุนมนุษย์ หรือ ทุน 8 ประการเป็นพื้นฐานของทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพและทฤษฎี 5K's ซึ่งเป็นทฤษฎีต่อยอดสร้างคุณภาพทุนมนุษย์เพื่อศักยภาพการแข่งขันยุคอาเซียนเสรี  ซึ่งท่านอาจารย์ได้สรุปว่าทฤษฎีของท่านมาจากองค์ประกอบที่สำคัญ  คือ
       - ครอบครัว 
       - การศึกษา
       - กีฬา
       - การทำงาน
       - สมาธิ
       - ความใฝ่รู้

ทฤษฎี 8K's ประกอบด้วย

  K1  ทุนมนุษย์ (Human Capital)   การเรียนในระบบการศึกษาแบบทางการ รวมทั้งการลงทุนในด้านโภชนาการ หรือการฝีกอบรมเป็นการสร้างทุนมนุษย์ขั้นแรก

  K2  ทุนทางปัญญา ( Intellectual Capital)    ทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพไม่ได้วัดที่ระดับการศึกษาแต่เป็นการมองยุทธศาสตร์หรือการมองอนาคต ดังนั้น ปัญญาอาจไม่ได้มาจากปริญญา  ปัญญาเกิดจากการเรียนรู้ และคิดเป็น  ในการสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้และสังคมแห่งการเรียนรู้ต้องประกอบด้วย ทฤษฎี 4L's คือ

    L1 learning methodology คือ มีวิธีการเรียนรู้ที่น่าสนใจ
    L2 learning Environment คือ สร้างบรรยากาศการเรียนรู้
    L3 learning Opportunities คือ สร้างโอกาสการเรียนรู้
    L4 learning Communities คือ สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้
             ผ่านวิธีการเรียนที่สนุกได้มุมมองใหม่ ๆ ใช้ทฤษฎี 2 R’s 
         R1 Reality มองความจริง
         R2 Relevance มองสิ่งที่ตรงกับความต้องการ

  K3  ทุนทางจริยธรรม (Ethical Capital ) ต้องมีการปลูกฝังเรื่องความดีงามความถูกต้องตั้ง ผู้ที่มีส่วนปลูกฝังทุนทางจริยธรรมนี้ คือ ครอบครัว โรงเรียน สถาบันการศึกษา และศาสนา

  K4  ทุนทางความสุข (Happiness Capital)   คือ พฤติกรรมที่ตัวบุคคลพึงมี เพื่อทำให้ชีวิตมีคุณค่าและสอดคล้องกับงานที่ทำ หากคนเรามีความสุข ความสมดุลในชีวิต ทำงานอย่างมีความสุข ผลงานจะออกมาดี

  K5  ทุนทางสังคม (Social Capital)  หมายถึงการมีเครือข่ายที่กว้างขวาง มีคุณค่าต่อการทำงาน  จะทำให้ทุนมนุษย์มีคุณภาพสูงขึ้น ต้องพยายามสร้างเครือข่าย  ใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสาร  รู้จักการเจรจาต่อรอง

  K6  ทุนทางความยั่งยืน (Sustainable Capital)   คือ การที่ตัวเราจะต้องมีศักยภาพในการมองอนาคตว่าจะอยู่รอดหรือไม่ต้องมองให้ออกว่าสิ่งที่จะทำในระยะสั้นคืออะไร และที่สำคัญต้องไม่ขัดแย้งหรือสร้างปัญหาในระยะยาว

  K7  ทุนทางเทคโนโลยี่สารสนเทศหรือ IT (Digital Capital)    ในยุคข้อมูลข่าวสารไร้พรมแดน ทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพจะต้องมีความรู้ความสามารถที่จะนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ให้เกิดการพัฒนาด้านต่าง ๆ ได้

  K8  ทุนอัฉริยะ (Talented Capital)   คนที่ประสบความสำเร็จต้องมี 3 อย่างพร้อมกันคือ ทักษะ ความรู้ และทัศนคติ การเริ่มทำตั้งแต่อายุน้อยจะเป็นการดีมาก

5K’s ทฤษฎีต่อยอดสร้างคุณภาพทุนมนุษย์เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันยุคอาเซี่ยนเสรี

  ทฤษฎี 5 K’s ใหม่ ประกอบด้วย

  Creativity Capital    ทุนแห่งความคิดสร้างสรรค์ พลังแห่งจินตนาการสำคัญกว่าความรู้ สามารถสร้างผลงานต่างๆ ได้มากมาย  ต้องพยายามฝึกคิดนอกกรอบ ฝึกตอบโจทย์โดยหาทางออกหลาย ๆ ทาง

  Knowledge Capital  ทุนทางความรู้   ในยุคข้อมูลข่าวสารไร้พรมแดนความรู้ต่าง ๆ จะต้องใม่ ทันสมัย แม่นยำ ข้ามศาสตร์คือ จะต้องใฝ่รู้นั่นเอง

  Innovation Capital    ทุนทางนว้ตกรรม  นวัตกรรมต้องมี 3 องค์ประกอบ คือ มีความคิดใหม่  นำความคิดไปปฏิบัติจริง และทำให้สำเร็จ

  Cultural Capital    ทุนทางวัฒนธรรม คือ การมีความรู้ ความเข้าใจ ตระหนักในความสำคัญของวัฒนธรรมซึ่งเป็นรากฐานของการดำรงชีวิต ยังหมายรวมถึงการมีความรู้ ความเข้าใจในวัฒนธรรมของประเทศอื่นๆ และสามารถบริหารจัดการความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี  

  Emotional Capital     ทุนทางอารมณ์ คือ การรู้จักควบคุมอารมณ์และบริหารอารมณ์ เช่น ไม่โกรธง่าย ไม่เครียดง่าย ไม่อ่อนไหว หดหู่ ตกใจ ตื่นกลัวกับสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบตัวเรา รู้จักใช้สติใช้เหตุผล การมองโลกในแง่ดี

  เมื่อหันมามององค์กรของเรา พนักงานการเคหะฯ จะต้องตระหนักว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างมากมาย ทุกคนจะต้องปรับตัวเตรียมรับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจจะนำมาซึ่งโอกาสดีๆ หรือเป็นความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบให้กับการเคหะฯ อย่างสูง หากเรายังหยุดอยู่กับที่

  อย่างไรก็ตาม มีข้อควรตระหนักว่าการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศใดๆ ก็ตาม หากไร้ซึ่งคุณธรรมจริยธรรม ความเป็นเลิศนั้นๆ ก็จะขาดความยั่งยืนอย่างแน่นอน

อรชร กิจสุบรรณ

หนังสือธรรมดีที่พ่อทำ

หลังจากได้อ่านหนังสือเล่มนี้จบเกิดความรู้สึกในใจว่า ความจงรักภักดีที่มีต่อพระเจ้าอยู่หัวของเรานั้น ไม่จำเป็นต้องบรรยายร้อยเรียงเป็นถ้อยคำให้มากมาย รู้แต่เพียงว่าเมื่อได้ยินเพลงสรรเสริญพระบารมีครั้งใด จะรู้สึกเต็มตื้นทุกทีไป

ข้อคิดที่ได้จากหนังสือผ่านถ้อยคำของผู้ที่ใกล้ชิดพระองค์ท่าน สามารถเรียบเรียงได้เป็นข้อ ๆ แห่งความประทับใจและควรยึดถือเป็นแบบอย่าง ดังนี้ 1. เคล็ดลับในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ คือยึดถือหลัก อิทธิบาท 4 2. คิดแล้วไม่กล้าทำ จะไม่มีอะไรสำเร็จ 3. ทำทุกอย่างด้วยใจ ไม่ใช่ทำตามใจ 4. ถ้าเราเอาแต่ชนะ มันก็ต้องมีแพ้ ถ้าเราปรองดองกัน มีแต่ชนะไม่มีแพ้ 5. ความพอเพียงเอาชนะความยากจน 6. รู้จริงยิ่งกว่ารู้จำ เพราะการรู้จริง คือการลงมือทำ ลงมือปฏิบัติจนเกิดประสบการณ์จริงที่สัมผัสด้วยตัวเอง 7. การเรียนรู้ คือ สินทรัพย์ที่สามารถแปลงมาเป็นปัญญาได้เสมอ 8. การรักษาใจให้เที่ยงตรงเป็นกลาง ไม่มีอคติฝ่ายชอบหรือชัง ความรู้ที่เกิดขึ้นจะเป็นความรู้แท้ 9. ความประพฤติดีกว่าชาติกำเนิด 10. อย่าอ้างแต่กรรมเก่า ให้สร้างกรรมใหม่ เพราะมนุษย์อยู่เหนือกรรม เพราะมีสิทธิ์เลือกกระทำ แต่หากไม่เลือก ผู้นั้นย่อมมี

 ชีวิตตามยถากรรม
  1. ทุกคนควรมีเป้าหมายที่ชัดเจนและยิ่งใหญ่สมกับการที่ได้มีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์ และควรมีแผนที่และเข็มทิศชีวิตที่ ชัดเจนในการเดินหน้าต่อไป เนื่องจากชีวิตแสนสั้น เวลาผ่านไปรวดเร็วและไม่ย้อนกลับมา
  2. สติและปัญญาเป็นเครื่องมือป้องกันตัวเองได้ดีที่สุดในทุกกรณี โดยเฉพาะยุคที่ถูกล้อมไปด้วยข้อมูลข่าวสารทั้งจริงและเท็จ
  3. เจ้านายที่ดีต้องเป็นคนช่างสังเกต มีน้ำใจ ห่วงใย อาทร
  4. เป็นคนสำคัญนั้นดี แต่เป็นคนดีสำคัญกว่า
  5. ความสุขที่ยั่งยืน คือ การใช้ชีวิตที่สงบเย็นและพอเพียง

ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ

อรชร กิจสุบรรณ

สวัสดีค่ะ ท่านอาจารย์ ดร.จีระ ฯ

ศิษย์ขอส่งการบ้านค่ะ

ชื่อหนังสือ ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ (HR. Champions) (พิมพ์ครั้งที่ 5) พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา และ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องของ 2 สุภาพบุรุษ ที่มีความแตกต่างในความเหมือนและมีความเหมือนในความแตกต่าง

ทั้งสองท่านถึงแม้จะต่างวัย ต่างคุณวุฒิ แต่มีพื้นฐานครอบครัวที่ดีเหมือนกัน มีใจตรงกัน เห็นตรงกันว่า “คน เป็นสินทรัพย์สำคัญ (ที่สุด) ขององค์กร และของประเทศ” ซึ่งผู้บริหารจะต้องทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ฝึกสอนและพี่เลี้ยงพัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชาตลอดเวลาเพื่ให้เขาสามารถเรียนรู้และสามารถปลดปล่อยความรู้ความสามารถออกมาอย่างเต็มที่ด้วยการส่งเสริมการทำงานเป็นทีมและสนับสนุนให้มีการศึกษาและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ตามความเห็นของผู้ที่คุ้นเคยกับท่านทั้งสองเห็นว่า ทั้งสองท่านต่างก็มี “หัวถึงฟ้า ขาติดดิน” ซึ่งเป็นคุณสมบัติของผู้นำที่แท้จริง ทั้งสองท่านเน้นเรื่องวัดผล สนใจเรื่องความยั่งยืนระยะยาว และต่างก็สนใจแสวงหาความคิดใหม่ ๆ เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ท่านทั้งสองสนใจเรื่องเดียวกัน มีวิธีที่ต่างกัน แต่เป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการมุ่งมั่นพัฒนา “คน” ด้วยทฤษฎี 4L’s ของแต่ละท่านที่แตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่ในกรอบแนวคิดเดิม ๆ แบบแรงงานสัมพันธ์ซึ่งมุ่งแก้ปัญหาความขัดแย้งด้านแรงงาน หากแต่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรมนุษย์ รวมทั้งไม่ได้คิดว่า “คน” เป็นเพียง “ต้นทุน” การผลิตเท่านั้น แต่ “คน” คือ “ผลกำไรที่แท้จริงขององค์กรหากได้รับการดูแลเอาใจใส่เพิ่มศักยภาพโดยการพัฒนาอย่างจริงจัง สม่ำเสมอและเป็นระบบ”

การพัฒนาคนจึงไม่ได้เป็นต้นทุนขององค์กร แต่เป็นการลงทุนที่ให้กำไรที่แท้จริง เนื่องจาก เมื่อองค์กรและผู้บริหารให้ความใส่ใจ ฝึกฝน อบรม หรือพัฒนาให้บุคลากรมีความพร้อมในการปฏิบัติงาน รวมทั้งให้การดูแลชีวิตความเป็นอยู่และทุกข์สุขของบุคคลากรแล้ว ย่อมจะนำไปสู่การเพิ่มผลผลิตขององค์กร แท้จริงแล้ว คุณภาพของ “คน” กับ “การเพิ่มผลผลิต (Productivity Improvement)” ล้วนเป็นความสัมพันธ์ที่จะนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จซึ่งกันและกันอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด การพัฒนา “คน” กับ “การเพิ่มผลผลิต” เป็นกุญแจแห่งความสำเร็จสองดอกที่น้อยคนนักจะมองเห็น

หนังสือเล่มนี้ เป็นชีวประวัติของสุภาพบุรุษ 2 ท่านที่มีวัยวุฒิ และคุณวุฒิต่างกัน แต่มีแนวคิดและเป้าหมายในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่เหมือนกัน คือ คน เป็นสมบัติที่มีค่าที่สุดในองค์กร

สุภาพบุรุษท่านแรกชื่อ “พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา” CEO ที่ทรงคุณค่ายิ่งของบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งสังคมรู้จักในฐานะผู้บริหารที่มุ่งมั่น เรื่องทรัพยากรมนุษย์ กล่าวได้ว่า บริษัทปูนซีเมนต์ไทยเป็นบริษัทเอกชนลำดับต้นๆ ที่ให้ทุนการศึกษาแก่พนักงานบริหารทุกระดับชั้นผู้มีความสามารถไปศึกษาต่อยังมหาวิทยาลัยชั้นนำ TOP 10 ในต่างประเทศทั้ง short courses และปริญญาโทในสาขาวิชาต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จำนวนหลายร้อยคน และกล้าลงทุนนับล้านๆบาท เพื่อพัฒนาผู้บริหารที่มีความสามารถโดยจ้างผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอย่าง Wharton School แห่ง University of Pennsylvania มาพัฒนาพนักงานบริหารในประเทศไทย และยังส่งพนักงานบริหารไปเข้า Advanced Management Program และ Program for Management Development ของ Harvard Business School ติดต่อกันมาหลายปีจนทุกวันนี้ ท่านกล่าวว่า “เมื่อผมได้มาทำงานด้านบริหารบุคคล ผมก็เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า คนเป็นสมบัติที่มีค่ามากที่สุดขององค์กร ด้วยความเชื่ออันนี้เมื่อผมเกษียณอายุ ผมมองดูประเทศไทยแล้วพบว่า เด็กไทยเป็นสมบัติอันมีค่าที่สุดของประเทศไทย ผมจึงลงมาใช้ชีวิตบั้นปลายในเรื่องการศึกษา” ไม่มีใครเคยคาดเดามาก่อนว่า จากวิศวกรสู่การเป็นนักบริหารบุคคลมืออาชีพและนักอุตสาหกรรมมือฉมังในวันนี้ จะอิ่มสุขอยู่กับความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการศึกษารูปแบบใหม่ ภายใต้แนวคิด Constructionism อย่างเอาจริงเอาจังเพื่อสร้างความพร้อมให้เด็กไทยก้าวสู่การเป็นพลเมืองโลก หรือ Global Citizen อย่างสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ นั่นคือต้องคล่องแคล่วใน 3 เรื่อง ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และเทคโนโลยี ดังการเกิดขึ้นของหลายโครงการตั้งแต่ Village that learn, School that learn, Industry that learn จนถึง Nation that learn ทั้งหมดนี้เป็น Mission ที่นำไปสู่ vision ที่ Being a competitive nation

สุภาพบุรุษท่านนี้เป็น “ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้” การทำงานของท่านเป็นที่รู้จักและถูกกล่าวขานตลอดเวลา ประการสำคัญ ท่านเป็นผู้หนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการริเริ่มก่อตั้ง “สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ” เป็นคนจริงที่ทุ่มเทสร้างความรู้ความเข้าใจให้ทั้งภาครัฐและเอกชนว่า “การเพิ่มผลผลิตคือกุณแจสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข็งขันของทุกกิจการในเมืองไทย”

สุภาพบุรุษอีกท่านหนึ่งชื่อ “ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์” เป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง จบปริญญาตรีทางเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยวิคตอเรีย ประเทศนิวซีแลนด์ ก่อนได้รับปริญญาโทอีก 2 สาขา สอนหนังสือที่ธรรมศาสตร์ ครั้งแรกตอนอายุ 25 ปี สอนอยู่ 3ปี ได้ทุนร็อคกี้เฟลเลอร์ไปต่อปริญญาเอก 5 ปี จบกลับมาธรรมศาสตร์อีกทีก็อายุ 33 ปี ได้รับโอกาสเป็นประธานจัดตั้งสถาบันด้านแรงงาน แต่ถูกกรมแรงงานคัดค้านด้วยเกรงว่าจะทำงานซ้ำซ้อนกัน แต่ทบวงมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นองค์กรที่ทำหน้าบริหารสถาบัน ฯ เห็นด้วยและสนับสนุน แต่ให้หลีกเลี่ยงคำว่า “แรงงาน” ซึ่งในที่สุดก็เป็น “สถาบันทรัพยากรมนุษย์” ท่านเป็นผู้ก่อตั้งสถาบันทรัพยากรมนุษย์เมื่อปี 2523 (ไม่มีคำว่า “พัฒนา”) เป็นผู้อำนวยการถึง 4 สมัย ซึ่งไม่เคยมีในประวัติศาสตร์มาก่อนในระบบของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สุภาพบุรุษท่านนี้วิเคราะห์ตัวเองเห็นว่า การที่ตัวท่านมีอิทธิพลทางความคิดต่อสังคมได้ทุกวันนี้ “ความเป็นธรรมศาสตร์”มีส่วนสร้างเพราะในเวลานั้น ธรรมศาสตร์เป็นแบรนด์ที่สื่อมวลชนให้ความสนใจมาก น้อยครั้งที่การเคลื่อนไหวทางความคิดด้าน HR ในรั้ว เหลืองแดง จะไม่ตกเป็นข่าว เนื่องจากท่านใช้สื่อเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มีอิทธิพลต่อนโยบายของประเทศ นอกจากนี้ยังได้ผลักดันให้มีการก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศขึ้นตามมติ คณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลพลเอกชวลิต พ.ศ. 2539 มีนาย อาสา สารสิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานมูลนิธิคนแรก โดยตัวท่านเป็นเลขาธิการมูลนิธิ ท่านเป็นผู้เสนอในที่ประชุมคณะกรรมการสภาความมั่นคงแห่งชาติว่า ประเทศไทยควรตั้งองค์กรที่สามารถเป็น Think Tank ด้านทรัพยากรมนุษย์ระดับนานาชาติ นอกจากนี้ ท่าน เคยพูดว่า ชีวิตท่านดูเหมือนจะมีโชคกับการสร้างองค์กร ทุกครั้งที่ “ต้นไม้ใหม่” ที่ท่านปลูกเริ่มหยั่งรากสะบัดใบ ในสมองของท่านมักจะเริ่มลงมือคิดจะปลูก”ต้นไม้ใหม่” อีกหน อย่างไรก็ตาม โดยประสบการณ์แล้ว ท่านพยายามเข้าไปศึกษาและยึดท่าน “พารณฯ” เป็นต้นแบบอยู่เสมอ

ท่านเป็นผู้ที่กล้ากระโดดออกมาจาก”กล่อง”โดยเกษียณตัวเองจากงานสอนประจำที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่ออายุ 55 ปี บนพื้นฐานแนวคิดว่า สามารถเป็นอาจารย์ได้โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ท่านสามารถขยายฐานสังคมแห่งการเรียนรู้ได้กว้างขว้างกว่าเดิมผ่านรายการโทรทัศน์ “สู่ศตวรรษใหม่” ที่ดำเนินงานต่อเนื่องถึง 16 ปี ทาง สทท.11 (NBT) และรายการ “คิดเป็น...ก้าวเป็น...กับ ดร.จีระ ฯ “ทางเคเบิลทีวี หรือรายการวิทยุ “สู้ต่อไป” ซึ่งต่อมาเป็น HUMAN Talk ทาง FM 96.5 อสมท. ทุก 6 โมงเช้าวันอาทิตย์

สุภาพบุรุษท่านนี้มีแง่คิดว่า ใครหลงยึดติดกับความเก่งของตัวเอง..อันตราย นอกจากนี้ ท่านชื่นชมท่าน ”พารณ ฯ“ ว่าเป็นต้นแบบของผู้ใหญ่ที่สังคมไทยต้องการ “สังคมเราไม่ได้ต้องการผู้ใหญ่ที่เก่งและดีเท่านั้น แต่ต้องการผู้ใหญ่ที่อบอุ่นด้วย”

ทั้งนี้ ทั้งสองท่านมีผลงานเป็นที่ประจักษ์และทำงานอย่างต่อเนื่อง ถือเป็น “ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้”ที่แท้จริง

โดยสรุป หนังสือเล่มนี้นำเสนอเส้นทางชีวิตที่ทั้งสองท่านได้เดินทางผ่านมาแล้ว ซึ่งเต็มไปด้วยแง่มุมแง่คิดที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่คนรุ่นหลังในการที่จะเรียนรู้จาก ประสบการณ์ในการพัฒนาคนที่ควรค่าแก่การเรียนรู้เป็นอย่างยิ่ง

หมายเหตุ
1. คำว่า “ปัญญา” ในบทที่1 หน้า 30 บรรทัดที่ 4 “.....เป็นองค์กรขับเคลื่อนเพื่อคนจน เกรงจะเป็นฐานซ่อนมวลกลุ่มชนชั้นกรรมาชีพ ซึ่งอาจสร้างปัญญาการเมืองต่อไป...” ไม่ทราบว่าพิมพ์ผิดหรือไม่ หรือว่าเป็นคำว่า “ปัญหา” คะ ?

  1. หน้า 47 ในตารางช่องขวา “4L’s พารณ” น่าจะเป็น “4L’s จีระ” ใช่หรือไม่คะ ?

ด้วยความเคารพยิ่ง

สุชาดา ศิโรรังษี

สวัสดีค่ะ ท่านอาจารย์ ดร.จีระ ฯ

ศิษย์ขอส่งการบ้านค่ะ

ชื่อหนังสือ 8 K’s + 5 K’s : ทุนมนุษย์ของคนไทยรองรับประชาคมอาเซียน โดย ศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่ให้ความรู้ในการพัฒนาคุณภาพของทุนมนุษย์เพื่อรับรองการก้าวสู่การเปิดเสรีอาเซียนในปี 2558 นี้ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในโลกยุคโลกาภิวัตน์ หนังสือนี้ให้สาระและแนวทางที่ดีสำหรับคนไทยในการนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและบ้านเมือง โดยท่าน ศ.ดร.จีระ ฯ ได้นำเอาแนวคิด 8 K’s + 5 K’s ซึ่งท่านได้ใช้เป็นแนวทางในการจัดทำแผนทุนมนุษย์เพื่อธุรกิจที่กระทรวงพาณิชย์และกำลังพยายามผลักดันให้เกิดการจัดตั้งสถาบันพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อธุรกิจแห่งชาติ โดยเน้นให้มองโจทย์ 4 ข้อที่สำคัญ ประกอบด้วย 1. Where are we ? 2. Where do we want to go ? 3. How to do it ? 4. How to do it successfully ?

ตามแนวคิดของท่าน ศ.ดร.จีระ ฯ ในหนังสือนี้ “คุณภาพของทุนมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่การเรียนในระบบหรือการมีปริญญาเท่านั้น แต่การเป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพคือ การมีปัญญา คิด วิเคราะห์เพื่อการแก้ปัญหาและสร้างความก้าวหน้า ความสำเร็จในชีวิตได้ นอกจากนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดต้องเป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม มีจิตสาธารณชน สร้างทุนแห่งความสุข”

ทั้งนี้ ทฤษฎีพื้นฐานเพื่อการพัฒนาคุณภาพทุนมนุษย์ 8 K’s ของท่าน ประกอบด้วย
K1 ทุนมนุษย์
K2 ทุนทางปัญญา K 3 ทุนทางจริยธรรม K 4 ทุนทางความสุข K 5 ทุนทางสังคม K 6 ทุนทางความยั่งยืน K 7 ทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ IT K 8 ทุนทางความรู้ ทักษะและทัศนคติ หรือ ทุนอัจฉริยะ

สำหรับทฤษฎีต่อยอดสร้างคุณภาพเพื่อศักยภาพการแข่งขันยุคอาเซียนเสรี 5 K’s ของท่าน ประกอบด้วย

1. ทุนแห่งความคิดสร้างสรรค์
2. ทุนทางความรู้
3. ทุนทางนวัตกรรม
4. ทุนทางวัฒนธรรม
5. ทุนทางอารมณ์

ทุนทั้งสองประเภทนี้ เป็นสิ่งที่จำเป็นในการเสริมสร้างศักยภาพของคน (ไทย) ซึ่งจะช่วยให้ทุนมนุษย์ของประเทศไทยมีคุณภาพเพียงพอที่จะอยู่รอด สามารถแข่งขันได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่กำลังจะมีการเปิดเสรีอาเซียนในปี 2558 หรือในโลกไร้พรมแดนได้

นอกจากนี้ ท่านยังได้ให้แนวคิดในการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ตามทฤษฎี 4 L’s ของท่านอีกด้วย แนวคิดนี้ ประกอบด้วย

L 1 _ Learning Methodology คือ มีวิธีการเรียนรู้ที่ดี
L 2 _ Learning Environment คือ สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้
L 3 _ Learning Opportunities คือ สร้างโอกาสในการเรียนรู้
L 4 _ Learning Communities คือ สร้างชุมชนในการเรียนรู้ให้เกิดขึ้น

แนวคิดของศ. ดร.จีระ ฯ ดังกล่าว เป็นภูมิคุ้มกันสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาประเทศได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ประการสำคัญ ในการที่ประเทศไทยจะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับผลกระทบจากการเปิดเสรีต่างๆ เมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนนั้น ทำให้หน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะภาครัฐต้องมีการเตรียมตัว ซึ่งก่อนที่จะได้เข้าอบรมหลักสูตรนี้และก่อนที่จะได้อ่านหนังสือนี้ เป็นความว้าวุ่น กังวลมากเพราะไม่มีหลักและแนวคิดที่จะยึดถือ และเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะเป็นความอยู่รอดของคนไทย บ้านเมืองไทย

อย่างไรก็ตาม ในการพัฒนา “ทุนมนุษย์” ให้มีคุณภาพไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลาและความต่อเนื่อง แต่เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องทำ และจะต้องช่วยกันทำทุกฝ่าย ทั้งตนเอง ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน หน่วยงาน รวมไปถึงภาพใหญ่ระดับชาติ หรือแม้แต่ในระดับโลก เพราะการมี “ทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพ” จะทำให้สังคมไทยและสังคมโลกพัฒนาไปบนพื้นฐานของความยั่งยืน ความสุข และความสมดุลของคนในสังคม

หนังสือเล่มนี้ ให้ประโยชน์ต่อข้าพเจ้าอย่างยิ่ง ทำให้ข้าพเจ้าหันกลับมาทบทวน ตรวจสอบทั้งในส่วนของตัวเองและในส่วนขององค์กร เป็นการ “หยุด” เพื่อหาทางที่ดีกว่าในการก้าวต่อไป เป็นแรงบันดาลใจให้ข้าพเจ้ามุ่งมั่นที่จะปฏิบัติภารกิจต่อไปโดยใช้แนวคิดเรื่อง เป็นเครื่องมือในการนำทางอย่างมีความเชื่อมั่นมากขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ผู้มีรายได้น้อยที่ยังไม่มีที่อยู่อาศัย รวมทั้งประชาชนทั่วไปที่ยังไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดี

ด้วยความเคารพยิ่ง

สุชาดา ศิโรรังษี

สวัสดีค่ะ ท่านอาจารย์ ดร.จีระ ฯ

ศิษย์ขอส่งการบ้านค่ะ

ชื่อหนังสือ ธรรมดีที่พ่อทำ โดย ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ตอนแรกที่ได้ทราบว่าต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ ขอเรียนท่านอาจารย์ตรง ๆ เลยว่าแอบค่อนอยู่ในใจว่า ให้อ่านในสิ่งที่ทราบอยู่แล้ว แต่พอมาอ่านจริง ๆ ก็ขอเรียนท่านอาจารย์ตรง ๆ อีกว่า อ่านไปยิ้มไป เมื่อถึงตอนถนน “ดิสโก้” อ่านไปน้ำตาไหลไปเมื่อถึงตอนที่สมเด็จย่าสิ้นพระชนม์แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกราบและหวีผมให้ แต่เมื่อได้อ่านจบแล้วก็รู้สึกว่า โชคดีที่ได้เกิดเป็นคนไทยเพราะมีพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นที่สุดในด้านคุณธรรมความดีงาม ความวิริยะอุตสาหะ ทรงทำเพื่อประโยชน์สุขของคนไทยและความเจริญก้าวหน้าของประเทศ นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงเป็นต้นแบบของโลกด้านนวัตกรรม และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ที่สำคัญที่สุดตามความเห็นของข้าพเจ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็น“ต้นแบบ” แห่งความดีทั้งปวง พระองค์ท่านทรงได้รับการยกย่องว่า ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักที่สุดในโลกมาตลอดระยะเวลาตั้งแต่ขึ้นครองราชย์ นอกจากนี้ พระองค์ท่านยังทรงเป็นนักสังเกตที่ดีเยี่ยมอีกด้วย ท่านทรงสังเกตเห็นว่า “หญ้าแฝก” ช่วยชะลอการพังทลายของดิน จึงทรงได้รับการถวายรางวัลระดับโลก หรือการที่ท่านทรงสังเกตเห็นบาดแผลของข้าราชการที่ยืนมือสั่นกางแผนที่ถวายและแผนที่ปิดคลุมมือทำให้ไม่มีใครสังเกตเห็นนอกจากพระองค์ท่าน ซึ่งได้เสด็จไปหยิบพลาสเตอร์มาจากรถพระที่นั่งแล้วปิดแผลให้ข้าราชการผู้นั้น ประการสำคัญ หนังสือเล่มนี้ได้ทำให้ทราบถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่านในการสร้างจิตสำนึกต่อแผ่นดินและการพัฒนาคุณภาพทุนมนุษย์ที่เป็นประชาชนของพระองค์ท่าน ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้เขียนได้นำเสนอเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่มีค่าอย่างยิ่ง ที่เป็นคำสอนของพระองค์ท่านหรือแง่คิดในเรื่องต่าง ๆ ที่พระราชทานแก่ข้าราชบริพาร เช่น คำสอนที่พระราชทานแก่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ที่ว่า
“มาอยู่กับฉันนั้น ฉันไม่มีอะไรจะให้นอกจากความสุขที่จะมีร่วมกันในการทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น” นอกจากนี้ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้ค้นคว้า “ธรรมะดีๆ” ที่พระเจ้าอยู่หัวของเราทรงยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติพระองค์ พระองค์ท่านทรง “ทำให้ดู” ทรง “อยู่ด้วยการให้” จึงนับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างจิตสำนึกต่อแผ่นดิน “ธรรมดีที่ “พ่อ” (ในที่นี้หมายถึง “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช”) ทำ ได้แก่ 1. ความกตัญญู 2. ความอ่อนน้อมถ่อมตน 3. ความพอเพียง 4. ความซื่อสัตย์ 5. ระเบียบวินัย 6. ความอดทน
หมายเหตุ หน้า 265 ข้อ 5 ความอดทน ควรจะเป็น ข้อ 6 ธรรมดีที่ “พ่อ”ทำ ทั้ง 6 ข้อนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่พระองค์ท่านทรง “ทำให้ดู” ทั้งสิ้น ผู้ที่ดำเนินรอยตาม ธรรมดีที่ “พ่อ”ทำนี้ ไม่เพียงจะอยู่รอดในยุดอาเซียนเสรีเท่านั้น ในยุดโลกไร้พรมแดนก็อยู่ได้ นอกจากนี้ หนังสือเล่มนี้ยังได้ประมวลภาพพระบรมฉายาลักษณ์ที่หาดูได้ยากไว้ครบถ้วน รวมถึงเนื้อหาที่สมบูรณ์สอดแทรกหลายแง่มุมที่แสดงให้เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรักคนไทยมากมายเพียงใด ในยุคที่ประเทศไทยกำลังจะเปิดเสรีอาเซียนนี้ คนไทยควรจะมาร่วมผนึกเป็นใจดวงเดียวกันเผยแพร่ความดีอันงดงามนี้ไปยังเพื่อนคนไทยและคนทั่วโลก ทำให้ทุกอณูในแผ่นดินไทย เป็นดินแดนที่น่าอยู่ที่สุดในโลก และสร้างบุญใหญ่ด้วยการเจริญรอยตาม “ธรรมดีที่พ่อทำ” โดยเชื่อมโยงหัวใจ ถักทอความรักของตนแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยสองมือและหัวใจตัวเอง เพื่อให้โลกรู้ว่า...คนไทยโชคดีที่สุดที่มีพระเจ้าอยู่หัว และมีบุญสูงสุด ที่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงทำทุกอย่างเพื่อ พสกนิกร ได้ทุกลมหายใจเช่นนี้ ด้วยความเคารพยิ่ง สุชาดา ศิโรรังษี

วิจารณ์หนังสือหนังสือ 8K's+5K's ทุนมนุษย์ของคนไทย รองรับประชาคมอาเซียน

 เป็นหนังสือที่ให้ความรู้ในการพัฒนาคุณภาพของทุนมนุษย์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในยุคโลกาภิวัฒน์ เป็นหนังสือที่มีสาระและจะเป็นแนวทางที่ดีให้คนไทยนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากขึ้นเพราะการลงทุนเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์นั้นเป็นการลงทุนที่แม้จะใช้เวลาและทรัพยากรมาก แต่ก็คุ้มค่าที่สุด ในขณะที่คนส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาศักยภาพและการแข่งขันในด้านทุนนิยม โดยละเลยการพัฒนาด้านจริยธรรม คุณธรรมและคุณค่าแห่งชีวิต แต่การพัฒนาทุนมนุษย์ 8K's + 5K's ตามแนวคิดของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ จะเป็นฐานสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน ดังนั้น 8K และ 5K สามารถกล่าวโดยสรุปดังนี้

 8K โดยสรุป

 K1. ทุนมนุษย์ คนเมื่อได้รับทรัพยากรต่างๆ เข้าไปแล้วย่อมดูดซับ ประมวลผล

        และนำมา  ปฏิบัติได้ไม่เท่ากัน

  K2 ทุนทางปัญญา ปัญญาต้องมาจาก การรับรู้ มองในเชิงวิเคราะห์ การต่อยอด

        นำมาปฏิบัติ

   K3 ทุนทางคุณธรรม จริยธรรม สำคัญที่สุด ถ้าทุนมนุษย์ ทุนปัญญา ขาดคุณธรรม

         จริยธรรมก็จะ สร้างปัญหาให้สังคม คนขี้โกงที่อันตรายที่สุด

   K4 ทุนแห่งความสุข มาจากเป็นผู้ให้ ทำในสิ่งที่ตนเองและรอบข้างมีความสุข

   K5 ทุนทางสังคม เมื่อทั้ง 4 ทุนดี มีประสิทธิผล ทุนทางสังคมก็จะดี

   K6 ทุนแห่งความยั่งยืน ไม่ใช่มาจากความร่ำรวย ความสุขมีก็เป็นช่วงระยะสั้นๆ

        ไม่มีความยั่งยืน ต้องมาจากทุนทั้ง 5 ดังกล่าว

   K7 ทุนทางเทคโนโลยี สารสนเทศ ถ้าการสื่อสารขาดตอน ความต่อเนื่องก็จะ

        ไม่มีความยั่งยืน

    K8 ทุนอัจฉริยะ ทักษะ และความรู้ ก่อให้เกิดอัจฉริยะ ซึ่งจะต้องเรียนรู้ตลอดเวลา

 5K โดยสรุป

    K1 ทุนแห่งความคิดสร้างสรรค์ เกิดจากจินตนาการที่เต้องนำมาปฏิบัติ

    K2 ทุนแห่งความรู้ ต้องสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ โดยทำจนเป็นนิสัย เรียนรู้ทุกวัน

          และต้องสังเคราะห์จากความรู้ที่ได้รับ

    K3 ทุนทางนวัตกรรม เกิดจาก K1 และ K2 ที่ถูกนำมาทำให้เกิดความเป็นจริง

         ในทางปฏิบัติ

    K4 ทุนทางวัฒนธรรม ต้องรักษาไว้ และส่งเสริมให้ปฏิบัติตลอดเวลา

    K5 ทุนทางอารมณ์ เปรียบเหมือนกับความซื่อสัตย์ จะขาดไม่ได้

                     นายสุรพงษ์ เทียบรัตน์

               [email protected]

เรียน อาจาร์ค่ะ ตามที่ได้ส่งการบ้านวิจารณ์หนังสือ ธรรมดีที่พ่อทำ ได้กลับเข้าไปอ่านหลังจากส่งไปแล้ว หัวข้อที่เป็นแนวคิดมีทั้งหมด 15ข้อ แต่พอส่ง หัวข้อกลับไม่เป็นแต่ละบรรทัดตามที่พิมพ์ และ ข้อ 11-15 ก็กลายเป็น 1-5 ทำให้ผิดความหมายไปเยอะเลยค่ะอาจารย์ ไม่ทราบว่าข้อความมันถูกบีบโดยอัตโนมัติหรือเปล่า เลยดูไม่สละสลวย กราบขอประทานโทษด้วยค่ะ

อรชร กิจสุบรรณ

วิจารณ์หนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้

 หนังสือเล่มนี้เป็นการนำเสนอแนวคิดและทัศนคติด้านทรัพยากรมนุษย์ ผ่านบทสนทนาของคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา และ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ผู้ที่มีความเชื่อว่าพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นการลงทุน มิใช่ต้นทุน ต้องเอาใจใส่ดูแลและพัฒนา โดยได้นำเสนอความคิดสอดแทรกอยู่ในหนังสือเล่มนี้ พอจะสรุปประเด็นที่เป็นประโยชน์เพื่อนำไปพัฒนา ดังนี้
  1. องค์กรจะดีเพราะมีคนเก่งและดี เราควรจะต้องดูแลบุคลากรตั้งแต่รับเข้าทำงาน ให้การอบรมพัฒนา จนกว่าเขาจะเกษียณออก ไป

  2. ควรสับเปลี่ยนหมุนเวียนการทำงาน เพื่อการเรียนรู้ข้ามศาสตร์

  3. ปัจจับที่จะทำให้เพิ่มผลผลิตประสบความสำเร็จ คือสร้างวัฒนธรรมองค์กรเรื่องความจงรักภักดีและวินัยของคน

  4. หลักการบริหารแบบมีส่วนร่วม ทำให้พนักงานเกิดความผูกพันกับองค์กร

  5. การเปิดโอกาสให้คนที่มีศักยภาพได้เติบโตโดยไม่คำนึงถึงเรื่องอาวุโส เป็นวัฒนธรรมที่น่าชื่นชม

  6. การทำงานหากเน้นเรื่องการวัดผล จะมีความยั่งยืนในระยะยาว

  7. สังคมเราไม่ได้ต้องการผู้ใหญ่ที่เก่งและดีเท่านั้น แต่ต้องการผู้ใหญ่ที่อบอุ่นด้วย

  8. การศึกษารูปแบบใหม่ภายใต้แนวคิด Constructionism ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนลงมือทำสิ่งที่ตัวเองชอบ และบูรณาการ สิ่งอื่นเข้ามา เป็นการสร้างความพร้อมให้เด็กไทยก้าวสู่การเป็นพลเมืองโลก อย่างสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ และต้องคล่อง แคล่ว 3 เรื่อง คือ

       -  ภาษาไทย-อังกฤษ
       -  IT
       -  คุณธรรม
    
  9. คนเราต้อง เก่ง 4 ดี 4 กล่าวคือ

       -  เก่งงาน  เก่งคน  เก่งคิด และเก่งเรียน
       -  ประพฤติดี  มีน้ำใจ ใฝ่ความรู้ คู่คุณธรรม
    
  10. การทำงานควรมีเครือข่าย สร้างแนวร่วมกับหน่วยงานภายนอก และภายในองค์กรที่ทำงานต่างสายกัน

  11. ควรมีโลกทัศน์ที่กว้าง และมีความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ

  12. เมื่อการแข่งขันมากขึ้นในอนาคตในยุคเสรีทางการค้า เราจะมองเรื่อง คน เฉพาะภายในไม่ได้ ต้องมองคนออกเป็น 2
    ประเภทคือคนภายในองค์กร และคนภายนอกองค์กร ซึ่งหมายถึงลูกค้า นั่นเอง

จะเห็นได้ว่าในโลกแห่งความเปลี่ยนแปลง การพัฒนางานค้องควบคู่ไปกับพัฒนาคน เพราะ "คน" จะเป็นผู้สร้างสรรค์ พัฒนางานให้บรรลุสู่เป้าหมายและส่งผลให้องค์กรยืนหยัดอย่างยั่งยืน

หนังสือ “ธรรมดีที่พ่อทำพ่อทำ”

เป็นการเล่าเรื่อง พระราชกรณียกิจ พระราชจริยวัตร พระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากคำพูดบทสัมภาษณ์ ข้อเขียน และบทบรรยายของผู้ที่เคยได้  ตามเสด็จฯ และถวายงาน มารวบรวม วิเคราะห์ เทียบเคียงกับคำสอนในพระพุทธศาสนา เป็นข้อคิดเพื่อให้ชาวไทยได้หันมาพิจารณาตนเอง และปฏิบัติตามรอยพระยุคลบาท

ธรรมดีที่พ่อทำ เป็นหนังสือเกี่ยวกับ พระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของคนไทย และชาวต่างชาติ ทรงเป็นที่สุดด้านคุณธรรมความดีงาม ความวิริยะอุสาหะ ทรงปฏิบัติ พระราชกรณียกิจนานัปการอย่างไม่ทรงเหน็ดเหนื่อย พวกเราโชคดีที่มีบุญที่ได้เกิดมาอยู่ในแผ่นดินของพระมหากษัตริย์ ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นต้นแบบที่ดีที่สุดในโลก แต่เราไม่เคยทำตามท่านอย่างจริงจังเลย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเน้นย้ำอยู่เสมอว่าคนไทยต้องรวมพลัง ร่วมมือกันทำให้ประเทศชาติเจริญ ด้วยการทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด อย่ามัวแต่คิดต้องลงมือทำเลยเป็นโอกาสทองของชีวิตที่เราจะร่วมกันสร้าง “บุญใหม่” ตามรอยพระยุคลบาทหน้าที่ของคนไทย คือทำตามสิ่งที่พระเจ้าอยู่หัวทรง “ทำให้ดู” ทุกสิ่งที่ท่านทำ ทุกโครงการในพระราชดำริสำเร็จลุล่วงด้วย อิทธิบาท 4 ได้แก่ ฉันทะ ท่านทำงานด้วยความรักที่จะทำนุบำรุงสุขแก่ประชาชน วิริยะ แม้ลำบากเพียงใดท่านก็เสด็จเยี่ยมเยียนประชาชนทุกหนทุกแห่ง จิตตะ ท่านความจดจ่อใส่ใจในงานที่ทำ วิมังสา ท่านคิดใคร่ครวญอย่างรอบคอบและติดตามตรวจสอบงานที่ทำ

ท่านทรงงานด้วยใจ  ความสุขของพระองค์ท่านคือ ทรงอยากให้ประชาชนมีความสุข  ทรงสละความสุขส่วนพระองค์ยอมเหนื่อยยากเพื่อคนไทยทุกคน เพื่อพัฒนาประเทศ

ท่านเรียนรู้ผ่านหัวใจด้วยการลงมือทำ ทรงงานสามารถอดทนปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้เป็นเวลานาน โดยไม่เหน็ดเหนื่อย

ในการทรงงานของพระเจ้าอยู่หัวมีหลัก 23 ข้อ ได้แก่

1.จะทำอะไรต้องศึกษาข้อมูลให้เป็นระบบ 2.ระเบิดจากภายใน 3.แก้ปัญหาจากจุดเล็ก 4.ทำตามลำดับขั้น 5.ภูมิสังคม ภูมิศาสตร์ สังคมศาสตร์ 6.ทำงานแบบองค์รวมไทยคิดความเชื่อมโยง 7.ไม่ติดตำรา 8.ประหยัด เรียบง่ายได้ประโยชน์สูงสุด 9.ทำให้ง่าย 10.การมีส่วนรวม 11.ต้องยึดประโยชน์ส่วนรวม 12.บริการจุดเดียว 13.ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ 14.ใช้อธรรมปราบอธรรม 15.ปลูกป่าในใจคน 16.ขาดทุนคือกำไร 17.การพึ่งตนเอง 18.พออยู่พอกิน 19.เศรษฐกิจพอเพียง 20.ความซื่อสัตย์สุจริต จริงใจ 21.ทำงานอย่างมีความสุข 22.ความเพียร 23.รู้รักสามัคคี

หลัก 23 ข้อนี้  เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง  คนไทยสามารถน้อมนำไปปฏิบัติ  ไม่ว่านำไปใช้กับการงานใด  ย่อมสำเร็จลุล่วงเสมอ
ผู้เขียนได้  วิเคราะห์พระราชกรณียกิจและพระบรมราโชวาทของพระเจ้าอยู่หัว  เปรียบเทียบกับศาสนาพุทธ  ทำให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าท่านเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงนำทศพิธราชธรรมมาปกครองประเทศและครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประเทศสุขของประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง และคนไทยโชคดีแค่ไหนที่มีพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงรักคนไทยมากที่สุด

หนังสือ ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ 2 ผู้ยิ่งใหญ่ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่ ดร.จิระ หงส์ลดารมย์ และคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ซึ่งเป็นนักบริหาร, นักวิชาการ,นักคิด และนักปฏิบัติ ที่เห็นคุณค่า เห็นความสำคัญของคนคือ คนเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด และเป็นทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุดขององค์กร ดร.จีระ เป็นผู้ทุ่มเทให้กับการก่อตั้ง สถาบันทรัพยากรมนุษย์อย่างไม่รู้จักคำว่าเหนื่อย จนประสพความสำเร็จจนเป็นที่น่าเชื่อถือ ยอมรับในระดับประเทศ และต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาคราชการและภาคธุรกิจเอกชน ก็หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องคน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาองค์กร ทำให้องค์กรประสพความสำเร็จ ตลอดจนการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า สำหรับคุณพารณ อดีตผู้บริหารระดับสูงของบริษัทปูนซีเมนต์ไทย เป็นผู้มีแนวคิดมีอุดมการณ์เช่นเดียวกับ ดร.จีระ คือ เห็นคนเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดขององค์กร งานจะสำเร็จได้ด้วยคน คุณพารณ จึงเป็นผู้บริหารที่ทุ่มเท และเพียรพยายามในการพัฒนาพนักงานของบริษัทปูนซีเมนต์ไทยให้มีความรู้ ความสามารถขึ้นเรื่อยๆ มุ่งเน้นการพัฒนาการบริหารทรัพยากรมนุษย์อย่างต่อเนื่องไม่หยุด ตลอดเวลาที่ทำงาน เช่นเดียวกับ ดร.จีระ ซึ่งมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ เผยแพร่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งในสถาบันของราชการ ธุรกิจเอกชน ตลอดจนสถาบันการศึกษา โรงเรียน มหาวิทยาลัย เพื่อปลูกฝังความคิดเรื่องความสำคัญของคนให้ฝังรากลึก หนังสือเล่มนี้ ได้นำเสนอเรื่องราวของ 2 ผู้ยิ่งใหญ่ในรูปแบบการสนทนา ทั้งบทสนทนาโดยตรงจากท่าน และจากผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับท่าน ทำให้เข้าใจเสมือนเปิดโลกทัศน์ใหม่ในเรื่องความสำคัญของคนอย่างลึกซึ้ง เข้าใจคำว่ามนุษย์พันธุ์แท้คืออย่างไร และท่านทั้ง 2 ก็คือมนุษย์พันธุ์แท้ ของประเทศอย่างแท้จริง สมควรแล้วที่บุคคลที่ได้รู้จักท่านจะเคารพนับถือ และยกย่องท่านอย่างจริงใจ

หนังสือทฤษฎี ทุนมนุษย์ 8K’s บวก 5K’s เป็นทฤษฎีที่ ดร.จีระ หงส์ลดารมย์ สร้างขึ้นเป็นทฤษฎีพื้นฐาน เพื่อการพัฒนาคุณภาพทุนมนุษย์ เนื่องจาก ดร.จีระ ได้เห็นความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งที่มีค่าของสังคมไทย เป็นสิ่งที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนและจำเป็นต้องขยายวงออกไปให้กว้างมากที่สุด อย่างมีคุณภาพ เป็นการเตรียมคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทยให้รองรับการเปิดเสรีอาเซียนในปี ค.ศ.2015

ทฤษฎี 8K’s ประกอบด้วย

K1 ทุนมนุษย์ (Human Capital) K2 ทุนปัญญา (Intellectual Capital - Networking) K3 ทุนทางคุณธรรมและจริยธรรม (Ethical Capital) K4 ทุนแห่งความสุข (Happiness Capital) K5 ทุนทางสังคม (Social Capital) K6 ทุนแห่งความยั่งยืน (Sustainable Capital) K7 ทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (Digital Capital) K8 ทุนอัจฉริยะ (Talented Capital)

ทฤษฎี 5K’s (ใหม่) คือทฤษฎีต่อยอดสร้างคุณภาพทุนมนุษย์เพื่อศักยภาพการแข่งขันยุคอาเซียนเสรี  ประกอบด้วย
    1.ทุนทางความคิดสร้างสรรค์ (Creativity Capital)
    2.ทุนทางความรู้ (Knowledge Capital)
    3.ทุนทางนวัตกรรม (Innovation Capital)
    4.ทุนทางวัฒนธรรม (Cultural Capital)
    5.ทุนทางอารมณ์ (Emotional Capital)

เมื่อศึกษาทฤษฎี 8K’s และ 5K’s ของดร.จีระ แล้วทำให้เข้าใจความสำคัญของเรื่องทรัพยากรมนุษย์มากขึ้น และตระหนักว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องจัดการอันดับแรก เพื่อเตรียมตัวการเป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ดร.จีระเป็นผู้มีความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทยให้มีศักยภาพ อย่างแท้จริง ทฤษฎี 8K’s และ 5K’s สามารถนำไปเสริมสร้างศักยภาพขององค์กรเพื่อให้สามารถแข่งขันกับนานาประเทศ ทุกทฤษฎีมีความสำคัญเท่าเทียมกัน จนไม่อาจขาดทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งได้ หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่มีประโยชน์และอย่างมีคุณค่าอย่างยิ่งที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาประเทศได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน นับว่า ดร.จีระ เป็นผู้มีความรู้ความสามารถมีประสบการณ์อันยาวนาน ด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และสามารถถ่ายทอดความรู้ความสามารถนั้น ลงบนหนังสือทฤษฎี 8K’s และ 5K’s ที่อ่านง่าย เข้าใจง่ายน่าติดตาม เป็นหนังสือทางวิชาการที่ดีมากเล่มหนึ่ง

หนังสือ “ธรรมดีที่พ่อทำ” โดย ดนัย จันทร์เจ้าฉาย หนังสือเล่มนี้เป็นการรวบรวมเอาพระจริยวัฒน์และพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่เก้า อีกทั้งข้อคิดสอนใจจากบุคคลสำคัญต่างๆที่ผู้เขียนได้ประสบมา เหล่านี้ล้วนแต่เป็นคุณธรรมอันน่าปฏิบัติตาม หนังสือเล่มนี้สอนทั้งการทำงานและการดำเนินชีวิต สอนให้มีความมุ่งมั่น พยามยาม เสียสละเพื่อส่วนรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นคำสอนที่ยังนำมาใช้ได้ในทุกยุคทุกสมัย เรียกได้ว่ามีความพอเพียงและยั่งยืนนั่นเอง ข้อคิดเหล่านี้เราสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตจริงเป็นหลักในการทำงาน ตัวอย่างเช่น การรู้จักหน้าที่, การทำเพื่อเพื่อนมนุษย์, อิทธิบาท 4, ความตั้งใจมั่น, การเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ, การมองภาพรวมและสภาพแวดล้อมของปัญหา, การประหยัด, การมีส่วนร่วมของประชาชน รวมไปถึงเรื่อง one stop service และ การปลูกจิตสำนึกในใจผู้ทำงาน และ การมีความสุขกับการทำงาน, การคิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบ (Critical thinking) หรือ กาลามสูตร ตามหลักพระพุทธศาสนานั่นเอง, มีสติและสมาธิ, การรับฟังคำวิจารณ์ด้วยจิตใจที่เป็นกลาง คำพูดหนึ่งของพระเจ้าอยู่หัวที่อ่านแล้วรู้สึกประทับใจก็คือ “จะท้อไม่ได้ เพราะเดิมพันของเรานั้นสูงเหลือเกิน” เพราะการกระทำของเรานั้นนอกจากจะกำหนดชีวิตของเราเองแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อความสำเร็จและอนาคตของหน่วยงาน เพื่อนร่วมงาน และประชาชนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับหน่วยงานอีกด้วย

วันที่ 16 กรกฎาคม 2555 อ.ไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ, อ.ณรงค์ศักดิ์ ผ้าเจริญ

                                      วิเคราะห์กรณีศึกษาด้านการบริหารธุรกิจ
ทั้ง  2  อาจารย์นำเสนอหลักคิดที่น่าสนใจมาก  โดยเฉพาะของ  Peter   drucker  สาระสำคัญต้องค้นหาตัวเองให้เจอ  และเลือกอันที่ถูกต้องทำซึ่งสำคัญ   และต้องทำให้ถูกวิธี การทำให้ประสบความสำเร็จให้พิจารณา
-  เวลา  จะทำอะไร  ได้ทำอะไร
-  ลำดับการดำเนินการให้ความสำคัญก่อนหลัง
-  ร่วมทุกข์ ร่วมสุข
-  ดูจุดแข็ง
-  การคัดสินใจ
อ.ณรงค์ศักดิ์  เน้นเรื่องความคิดสร้างสรรค์ให้ความสำคัญกับการวิจัย  เพื่อจะ

Re brand กคช. จะอยู่ได้

วันที่ 17 กรกฎาคม 2555 อ.ประกาย ชลหาญ

 การบริหารการเปลี่ยนแปลง
ปัจจัยที่สำคัญในการบริหารการเปลี่ยนแปลง
1.  ปรับทัศนคติของคนในองค์กรให้ไปทางเดียวกัน
2.  องค์กรขับเคลื่อนด้วยกระบวนการมากกว่าโครงสร้าง  ต้องมีกระบวนการทำงานให้ชัดเจน
            3.  ต้องเข้าใจลำดับก่อนหลังการเปลี่ยนแปลง  เพราะจะกระทบเกิดการเปลี่ยนแปลงตามมา 
             4. สามารถคิดเชิงบูรณาการเป็นกระบวนการใหม่ทั้งองค์กรให้คนตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะมีผลต่อองค์กร
5.  สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ต้องยอมรับ  เช่นน้ำท่วมอุทกภัย  เป็นต้น
6.  ยอมรับความเป็นมืออาชีพของหัวหน้า (มีวินัย)

วิจารณ์หนังสือ ธรรมดีที่พ่อทำ 

               หากมีการตั้งคำถามว่า ในโลกปัจจุบัน ประมุขของประเทศใดเป็นที่รักและเคารพยกย่องอย่างสูงสุด ของทั้งคนในชาติและต่างประเทศทั่วโลก บุคคลนั้น คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักและเทิดทูนของคนไทยทั้งประเทศ มีการตั้งคำถามกันมากมายว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น  ถ้ามองย้อนกลับไป 65 ปีที่ผ่าน จนถึงปัจจุบัน คำตอบที่ชัดเจนอยู่ในหัวใจคนไทยทุกคน คือ พระองค์ท่านทรงรักคนไทยมากที่สุด
    "ธรรมดีที่พ่อทำ" เป็นการสะท้อนความรู้สึกของ คนไทยผู้รู้สึกและสำนึกเสมอว่าตนเองโชคดีมีบุญได้เกิดมาอยู่ในแผ่นดินของพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
     "ธรรมดีที่พ่อทำ" เป็นหนังสือที่เขียนด้วยหัวใจ เพื่อสะกิดความรู้สึกของคนไทยให้ลงมือกระทำ และเดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทในขณะที่ทุกคนยังมีโอกาส  และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้เชิญพระฉายาลักษณ์ที่หาดูได้ยากยิ่งมาตีพิมพ์ในหนังสือเล่มนี้

                                                สุรพงษ์ เทียบรัตน์

                                         [email protected]

    สรุปหนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้
คุณพารณ  เครือซิเมนต์ไทย  ให้ความสำคัญกับคนเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุด  จนทำให้เครือซิเมนต์ไทยมีวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็งเกิดขึ้นตามธรรมชาติตั้งแต่การคัดเลือกคนทำงาน  สืบทอดวัฒนธรรม  เพิ่มผลิตสร้างเครือข่าย  จนพนักงานมีความจงรักภักดีกับองค์กร  และคุณพารณ  มีความเป็นประชาธิปไตยในการบริหารให้ทุกคนมีส่วนร่วมตัดสินใจ  มองการพัฒนาอบรมคนเป็นการลงทุนไม่ใช่ต้นทุน  และคนเป็นผู้นำต้องอย่าดีแต่พูดต้องทำให้เกิดเป็นผลงานและจะมีศรัทธาตามมา  

สิ่งที่เครือซิเมนต์มีหลักสำคัญที่ควรยึดถือในการประเมินคน 2 องค์ประกอบ

ความสามารถในการทำงาน (ในหน้าที่)
                     การเป็นที่ยอมรับจากทุกระดับ
         ดร.จีระ  ในทรัพยากรทั้งหลายในการผลิต  ทรัพยากรบุคคลสำคัญที่สุดเป็นผู้นำเสนอทฤษฎี  3  วงกลม  สำหรับการรับมือการเปลี่ยนแปลง  Change  management
         วงที่ 1   Context    เป็นองค์กรให้คล่องตัว  แวดล้อมเอื้อต่อการทำงาน  เน้นแบบ

Process ใช้ IT

          วงที่ 2  Competencies  สมรรถนะทักษะความสามารถโดยเน้นทักษะงานที่นำความรู้ที่เป็นประโยชน์องค์กร  ภาวะผู้นำริเริ่มสร้างสรรค์  ความรู้รอบตัว  
          วงที่ 3  Motivation  สร้างแรงจูงใจที่เป็นตัวเงินไม่เป็นตัวเงิน

หนังสือ “8K’s + 5K’s ทุนมนุษย์ของขนไทย รองรับประชาคมอาเซียน” โดย จีระ หงส์ลดารมภ์

หนังสือเล่มนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อการพัฒนาคุณภาพของทุนมนุษย์ไทยเพื่อรองรับการก้าวสู่การเปิดเสรีอาเซียนในปี 2015 นี้ เนื่องจากการเปิดเสรีอาเซียน โดยเฉพาะการมีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) นั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมอันเป็นความท้าทายอย่างยิ่งต่อคนทั่วทั้งภูมิภาค เช่นเดียวกับโลกาภิวัตน์ในด้านอื่นๆและที่อื่นๆของโลก ย่อมมีทั้งผู้ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์จากปรากฎการณ์นี้ ดังนั้นจึงเป็นการดีที่เราจะเตรียมพร้อมโดยการพัฒนาทรัพยากรหรือทุนที่สำคัญที่สุด คือทุนมนุษย์นั่นเอง ทั้งนี้ด้วยการวางแผนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยการตอบคำถามเช่น เราเป็นใคร อยู่ตรงไหน มีศักยภาพเช่นไร เป้าหมายของเราคืออะไร และทำอย่างไรจะไปถึงเป้าหมายนั้นได้ ผู้เขียนได้แจกแจงว่าทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพนั้นจะต้องประกอบด้วย 8K’s คือ Human Capital การลงทุนในตัวมนุษย์เช่นการเลี้ยงดู การให้การศึกษาอบรม ในทุกช่วงอายุ, Intellectual Capital การมีวิสัยทัศน์ การคิดสร้างสรรค์ที่เหมาะกับสถานการณ์, Ethical Capital การมีจิตสำนึกในความถูกต้องและการทำเพื่อส่วนรวม, Happiness Capital มีความรักในงานที่ทำ และรู้ว่าควรจะเตรียมตัวอย่างไรเพื่อการทำงานที่มีความสุข, Social Capital การสร้างเครือข่ายจะทำให้เราได้เปิดรับข้อมูลข่าวสาร ทักษะความรู้ และทำให้การเจรจาร่วมมือเป็นไปได้ราบรื่น, Sustainable Capital การพัฒนาอย่างยั่งยืนและพอเพียง ด้วยแผนที่สอดคล้องกับความเป็นจริงและทำได้จริงในระยะยาว, Digital Capital การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการสื่อสารและค้นคว้าพัฒนาตนเอง, Talented Capital บุคคลากรจะต้องมีพร้อมทั้ง ทักษะ ความรู้ และทัศนคติที่ดีและไม่หยุดที่จะพัฒนา ทฤษฎี 5K’s นั้นถูกคิดขึ้นมาเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ของไทยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันในสังคมอาเซียนเสรี คือ Creativity Capital ความคิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบ และคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ, Knowledge Capital ใฝ่หาความรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ, Innovation Capital การคิดใหม่ โดยเกิดจากแบ่งปันและมีส่วนร่วม, Cultural Capital ความเข้าใจในรากฐานทางวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของตนเอง, Emotional Capital การรู้จักควบคุมอารมณ์ ใช้สติและเหตุผล รวมไปถึงการมีภาวะผู้นำและการมองแง่บวก ที่สำคัญคือจะต้องรู้ว่า ASEAN Economic Community คืออะไร และส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างไร เช่นการแข่งขันทั้งในตลาดสินค้า, แรงงาน และทุน โอกาสที่ชัดเจนที่สุดคือการขยายตลาด จึงต้องเตรียมพร้อมโดยการสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ เปิดพื้นที่ให้แลกเปลี่ยนความคิดกัน ทั้งนี้แม้จะเป็นการพัฒนาเพื่อการแข่งขันระดับระหว่างประเทศแต่เราต้องไม่ลืมภูมิปัญญาแบบไทยๆด้วย แนวคิดและทฤษฎีการเรียนรู้ – วิธีการเรียน บรรยากาศในการเรียน โอกาสในการแลกเปลี่ยน สถานที่เรียนเช่นบนอินเตอร์เน็ต - Key words – Reality & Relevance พัฒนาอย่างสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง และมีความเกี่ยวเนื่องกับตัวผู้เรียนเองและความต้องการของตลาดด้วย - Inspiration & Imagination แรงบันดาลใจ ความกระหายใคร่รุ้ และการคิดสร้างสรรค์ คิดวิพากษ์

ครั้งที่ 2: ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์

โดย นพดล  ว่องเวียงจันทร์  รอง ผอ.พส2  รุ่น2

 

               -Vision เป็นแผนภาพระยะยาว ต้อง Sharpening ตลอดเวลา  ผู้เกี่ยวข้องต้องร่วมกันกำหนด Vision และต้องมีการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา

                - Mission เป็นภารกิจที่ต้องทำเพื่อสนองเป้าหมายของ Vision  เช่น Vision ของ

ประธานาธิบดี JOHN F. KENEDY คือส่งมนุษย์ไปสำรวจดวงจันทร์เป็นประเทศแรกMissionก็คือต้องสร้างยานอวกาศไปสำรวจดวงจันทร์

                -นอกจากกำหนด Vision และ Mission  แล้ว จะต้องมี Core Value หรือแก่นนิยมขององค์กร เช่น Core Value ของกองทัพสหรัฐ คือ ความกล้าหาญ ศักดิ์ศรี ความถูกต้อง

                 -วิธีคิดทบทวนเพื่อกำหนด Vision คือ

             1) ศึกษา External Environment : คือ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง เทคโนโลยี่ วัฒนธรรม ฯลฯ

   มองจุดแข็งกับจุดอ่อน อะไรจุดอ่อนก็ Vision เรื่องนั้นนัอยเพราะทำไม่ได้

             2) ศึกษา Internal Environment : คือ องค์กร คุณภาพคน วัฒนธรรม ฯลฯ

             3) อะไรที่เราทำได้ดีที่สุด อะไรที่เราทำยังไม่ดี

 

การบริหารกลยุทธ์องค์กร

           เราจำเป็นต้องมีเปลี่ยนแปลงองค์กร เพราะปัจจัยภายนอกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา Mission เปลี่ยนแปลงได้ งาน เงิน คน สำคัญที่สุด ต้องเปลี่ยนแปลงความคิดและเปิดใจยอมรับความเปลี่ยนแปลง  วัฒนธรรมองค์กรเป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วย Change  รวมทั้งต้องจัด Priority  สิ่งที่จะส่งผลต่อ Vision และMission

          การสร้างการมีส่วนร่วม Bottom up , การทำให้องค์กรเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ( เช่น อบรมพนักงาน , มีเวทีแสดงความคิดเห็น, Best practices) , มี Innovation   รวมทั้งจะต้องมี Competitive Advantage สามารถนำไป Matching กับโอกาส  มีการวิเคราะห์จุดเด่น จุดด้อยขององค์กร มีการ Benchmarking ลักษณะการทำงาน การลงทุน กับองค์กรที่มีลักษณะใกล้เคียงจะช่วยทำให้องค์กรมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงได้……นี่คือแนวความคิดที่ได้เรียนรู้จากการอบรมในคาบนี้

 

………………………………………

         

       

             

ครั้งที่ 3 : วิเคราะห์ประเด็นท้าทายของการเคหะฯ

โดย: นพดล  ว่องเวียงจันทร์ รอง ผอ.พส2 รุ่นที่2

 

               จากการฟังบรรยายในครั้งนี้ ทำให้ได้ประเด็นท้าทาย การเคหะฯ และข้อนำองค์ความรู้จากกาบรรยายมาเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ดังนี้ คือ

-  Competitive Environment  การเคหะฯ ต้องสามารถวางยุทธศาสตร์ที่แม่นยำในการ   

     แข่งขันให้ได้  มิฉะนั้นองค์กรจะอยู่ไม่ได้ โดยจะต้องให้ความสำคัญกับสิ่งต่อไปนี้

ช่องว่างทางการตลาด : สินค้าของการเคหะฯ คือการสร้างที่อยู่อาศัยให้ผู้มีรายได้น้อยจนถึงปานกลาง  ปัจจุบันมีคู่แข่งเข้ามาจับลูกค้าในกลุ่มรายได้ปานกลางมากขึ้น เช่น บริษัทพฤกษา  เรียลเอสเตท  บริษัทลุมพินีทาวน์เวอร์  ดังนั้นยังเหลือสินค้าในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยยังเป็นกลุ่มลูกค้าของการเคหะฯ อยู่  และเป็นกลุ่ม Mass ด้วย

พฤติกรรมผู้บริโภค : ลูกค้ากลุ่มนี้ยังภักดีต่อสินค้า Brand การเคหะฯอยู่หรือไม่ ? ขอตอบว่าลูกค้ากลุ่มนี้มีทางเลือกไม่มาก เนื่องจาก โครงการของภาคเอกชนต้องเก็บเงินดาวน์บ้านก่อนจำนวนหนึ่ง และค่อยให้ลูกค้าทำสัญญาจ่ายกับธนาคาร ซึ่งถ้า Post Finance ไม่ผ่านลูกค้าก็ซื้อไม่ได้  ซึ่งการเคหะฯมีข้อได้เปรียบในเรื่องนี้ เพราะเก็บเงินดาวน์น้อยมาก และสามารถให้ลูกค้าเช่าซื้อกับการเคหะฯได้ถ้า Post Finance กับธนาคารไม่ผ่าน ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกมากกว่าโครงการเอกชน

                    แต่ปัญหาที่ต้องระวังก็คือ การเคหะฯต้องสร้างระบบการจัดเก็บเงินค่าผ่อนชำระ  บ้านให้มีความยืดหยุ่นพอสมควร ถ้ายังคงยึดระบบผ่อนส่งให้ครบทุกดือนแบบธนาคาร การเคหะฯจะมีปัญหาหนี้เสียแบบนี้ตลอดไป เพราะลูกค้ากลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่มีสภาพการเงินไม่คล่อง จึงโดนธนาคารปฎิเสธ  ปัญหาหนี้เสียต้องมีแน่นอนแต่มีเท่าไรที่การเคหะฯยอมรับได้

เนื่องจากการเคหะฯ หากินกับลูกค้ากลุ่มเสี่ยงจึงต้องมีการบริหารความเสี่ยงเผื่อไว้ด้วย เช่น สร้างระบบผ่อนส่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นค่าเช่ารายดือนได้กรณีที่ลูกค้าขัดสนเงินในช่วงนั้น

และเปลี่ยนเลนมาผ่อนตามปกติเมื่อลูกค้ามีสภาพคล่อง  ทางเลือกแบบนี้เป็นนวัตกรรมทางด้านการผ่อนส่งที่ธนาคารคนจน (Grameen Bank) ที่บังคลาเทศใช้อยู่ ทางเลือกแบบนี้จะทำให้การเคหะฯมีหนี้เสียน้อยลงมีเงินเข้าระบบมากขึ้น และทำให้คนจนโดนยึดบ้านน้อยลง

การวิเคราะห์การผลิต :

       การเคหะฯ ได้เปรียบเอกชนในเรื่องราคาขาย เพราะมีเงิน Subsidy อุดหนุน รวมทั้งไม่ต้องเข้ากฎหมายจัดสรรที่ดิน และมีกฎหมายอาคารสำหรับผู้มีรายได้น้อยเป็นตัวช่วย

       แต่ในเรื่อง Product การเคหะต้องพัฒนาให้ดูทันสมัยและสนองประโยชน์ได้มากขึ้น ของราคาถูกก็ทำให้เท่ห์ได้ เช่น รถนิสสันมาร์ช เป็นตัวอย่าง ถึงเป็นรถราคาถูก แต่รูปทรงและประสิทธิภาพก็โดนใจทุกคน

            ระบบการผลิตก็เช่นกัน  การเคหะฯต้องออกแบบและวาง Line การผลิตในระบบอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำ เพราะการก่อสร้างในระบบ Mass Product ต้องเป็นระบบอุตสาหกรรมชิ้นส่วนสำเร็จรูปเท่านั้นจึงจะก่อสร้างได้เร็วและประหยัดค่าก่อสร้าง  แต่ในปัจจุบันการเคหะฯยังออกแบบในระบบ Conventional ที่ต้นน้ำ และให้ผู้รับจ้างเสนอเป็นแบบอุตสาหกรรมมา ทำให้การเกิดทำงานที่ซับซ้อนและเสียเวลา

วิเคราะห์การตลาด : การเคหะต้องสร้าง Add Value ในตัวสินค้าซึ่งการได้รับ Subsidy ทำให้สินค้าของการเคหะสามารถขายในราคาที่ต่ำกว่าที่เป็นจริงได้ซึ่งเป็น Add Value ตัวหนึ่ง / โครงการของ การเคหะฯเป็นโครงการสำหรับผู้มีรายได้น้อยแต่ มีความน่าเชื่อถือและได้มาตรฐาน เพราะเป็นโครงการของรัฐจึงต้องปฎิบัติตามกฎหมายควบคุมอาคารและกฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด/มีการพัฒนาชุมชนหลังการอยู่อาศัย/ ความสะดวกในการเข้าถึงโครงการ และการผ่อนชำระที่สามารถยืดหยุ่นได้ ซ่งน่าจะนำมาเป็นจุดขายเพิ่มความสนใจให้ลูกค้ามากขึ้น

วิเคราะห์การเงินและต้นทุนโครงการ : การเคหะฯต้องพยายามลดต้นทุนโครงการเพื่อสามารถแข่งขันในตลาดได้ เช่น ลดขั้นตอนการดำเนินงานระหว่างการก่อสร้าง  การทยอยแบ่งเฟสส่งงานเป็นส่วนๆแทนการก่อสร้างจนแล้วเสร็จทั้งโครงการ เพื่อให้กระแสเงินเข้าระบบได้เร็วขึ้นเพื่อลดภาระดอกเบี้ยและบรรจุลูกค้าเข้าอยู่ได้เร็วขึ้นช่วยแก้ปัญหาลูกค้าจองอาคารแล้วทิ้งเนื่องจากต้องรอบรรจุพร้อมกันทั้งโครงการ

            นอกจากที่กล่าวมาแล้ว การเคหะฯจะต้องมีการบริหารจัดการตัวแปรต่างๆที่จะส่งผลกระทบต่อ การเคหะฯ ด้วยคือ   Political / Social / Economic / Technology / Ecology / Law

 

………………………………

 

ครั้งที่4: การบริหารจัดการทุนมนุษย์เชิงกลยุทธ์

โดย นพดล ว่องเวียงจันทร์  รอง ผอ. พส2  รุ่นที่2

 

         -การบริหารจัดการทุนมนุษย์เชิงกลยุทธ์   (Strategic Human Capital Management: SHCM)

คือการเค้นเอาขีดความสามารถของบุคคลในองค์กรไปทำแผนยุทธศาสตร์ให้บรรลุและสอดคล้องตามแผนยุทธศาสตร์องค์กรให้ประสบผลสำเร็จตามวิสัยทัศน์ที่ตั้งไว้

        -Vision / Mission / Strategic ต้องได้รับการปฏิบัติโดยทุนมนุษย์ในองค์กร

       -ปัจจัยสำคัญในการบริหารจัดการทุนมนุษย์ ประกอบด้วย

1)  ประชากร (People)

2) กระบวนการ (Process)

3) เทคโนโลยี่ ( Technology)

     สิ่งสำคัญที่สุดในปัจจัย 3 ตัวนี้คือ คน หรือ ทุนมนุษย์   และ ทุนมนุษย์ในองค์กรเป็นเหมือนทรัพย์สิน สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้

        -กระบวนการบริหารจัดการทุนมนุษย์ ( SHCM Planning)

1) วิเคราะห์กลยุทธ์ ปัจจัยภายนอกและภายใน

2) กำหนดทิศทางกลยุทธ์ขององค์กร

3) วิเคราะห์แรงงานในองค์กร และเปรียบเทียบส่วนที่ต้องเพิ่ม-ลด คนรวมทั้ง Skill ส่วนไหนต้องเสริมให้พนักงานในองค์กร

4) กำหนดแผนปฏิบัติการในการรับคนเข้ามา และแผนพัฒนาทักษะความสามารถเพื่อให้ทำงานได้ ตามแผนยุทธศาสตร์ที่วางไว้

         -องค์กรในอนาคตต้องการคนมีทักษะในการทำงานหลากหลาย (Generalist) มากกว่าคนมีความรู้เฉพาะทาง ( Specialist)

          -การสร้างทุนมนุษย์ สร้างด้วย

1) Competency –C1 : โดยการฝึกอบรม การศึกษา การสัมมนา การประชุม การดูงาน ฯลฯ

2) Commitment –C2: สร้างด้วยการดูแลจิตใจ

    -Contributtion : จัดให้มีเวที สัมมนา ประชุมกลุ่ม สร้างเครือข่าย  เปิดโอกาสแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน

   - Intellectual Capital (I.C.) = C1xC2

    -เครื่องมือสร้างทุนมนุษย์ : Learning Oganization, Best Practices, Multi-Level Market,Balanced Scorecard,  etc

    -Learntng Organization(L O) : หมายถึงองค์กรแห่งการเรียนรู้ เป็นที่ที่ทุกคนสามารถสามารถขยายขอบเขตความสามารถของตนเป็นที่ส่งเสริมให้เกิดและขยายแนวคิดใหม่ๆออกไป สามารถแสดงออกทางความคิดอย่างมีอิสระและเป็นที่ที่เรียนรู้ด้วยกัน  LO ทำให้องค์กรยั่งยืน การตั้ง LO ในองค์กรเหมือนปลูกต้นไม้ ให้มีผลไม้คือความรู้ ( Knowledge) โดยมี KM ( Knowing Management) เป็นการบริหารจัดการต้นไม้

   - ข้อบ่งชี้ของการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ :

              -ผู้บริหารสูงสุดขององค์กรประกาศนโยบาย LO

              -ทรัพยากรในองค์กร เช่น เครื่องมือ อุปกรณ์ ห้องสมุด  ห้องทดลอง ห้องปฏิบัติการ ฯลฯ 

                พร้อมใช้งาน

              -พนักงานมีจิตใจใฝ่รู้

              -เวทีนำเสนอเปิดกว้างและยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง

    - การพัฒนาทุนมนุษย์ ต้องมี

              - Knowledge : ถ้าเรารู้ทฤษฎีพื้นฐานเวลาลงสู่ภาคปฏิบัติจะง่าย

              - Skill: ต้องมีทักษะเชิงความคิด รู้จักใช้เทคโนโลยี่ พูด เขียน ฟัง สังเกต เป็น

              -Efficiency: มีสมรรถนะ มีความสามารถ

 

………………………………

 

ครั้งที่ 5 : การบริหารธุรกิจในยุค Asean Economic Community (AEC)

โดยนพดล  ว่องเวียงจันทร์  รอง ผอ. พส2 รุ่นที่2

 

             กลุ่มประเทศอาเซียน(Assosiation of South East Asian Nations)หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2510 ประกอบด้วย 5 ประเทศคือ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ต้านภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ ต่อมา ปี2527 ประเทศบรูไน เข้าร่วม

             ปัจจุบันกลุ่มประเทศอาเซียนมีสมาชิกอยู่  10 ประเทศ โดยมี กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม เข้ามาเป็นสมาชิก และได้มีการกำหนดกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญของอาเซียน คือ เขตการค้าเสรีอาเซียน( AFTA)  กรอบความตกลงด้านการค้าบริการ (AFAS) และเขตการลงทุนอาเซียน (AIA)

              ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(ASEAN  Economic  Community :AEC)

              จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ.2558  โดยประเทศสมาชิก 10 ประเทศของกลุ่มอาเซียน

เป้าหมายหลักของ AEC คือ เปิดเสรีทางการค้า การลงทุน การบริการและแรงงาน ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงาน เงินทุน งานบริการ สินค้าได้เสรี เปิดโอกาสให้นักลงทุน ในชาติอาเซียนเข้าไปถือหุ้นในสาขาบริการได้ถึง 70% ในปี 2558 ( เทคโนโลยี่สารสนเทศ สุขภาพ ท่องเที่ยว การบิน

ลอจิสติกส์ ) และลดภาษีนำเข้าสินค้าเป็น 0% (ยกเว้นสินค้าในกลุ่ม High Sensitive List ส่วนสินค้าในกลุ่ม Sensitive List ต้องเก็บภาษีน้อยกว่า 5%)

           นอกจากนี้ AEC ยังให้นักวิชาชีพในอาเซียนสามารถจดทะเบียนหรือขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพในประเทศอาเซียนได้ แต่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบภายในประเทศนั้นๆ โดยมี 7 สาขาอาชีพ คือ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล สถาปนิก วิศวกร นักสำรวจ นักบัญชี

         แผนงานสำคัญภายใต้ AEC Blueprint

1)            เป็นตลาดและฐานการผลิตร่วม :คือตลาดอาเซียนรวมเป็นหนึ่งเดียว ประมาณ 570 ล้านคน

เลือกใช้วัตถุดิบ แรงงาน เทคโนโลยี่และสถานผลิตจากที่ต่างๆในอาเซียนได้

2)            เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน: ความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่นไม่มีกำแพงภาษีสินค้าที่ส่งมาขาย  การคุ้มครองผู้บริโภค   ทรัพย์สินทางปัญญา  พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

3)            การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค

4)            การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก: เช่น จัดทำเขตการค้าเสรี ( Free Trade Area:FTA) กับประเทศนอกภูมิภาค ASEAN-China , ASEAN-Korea,  ASEAN-Japan,ASEAN-India

ASEAN-Australia/NewZealand, ASEAN-EU, ASEAN- US(TIFA)

 

  ผลประโยชน์จาก AEC :

-เป็นตลาดขนาดใหญ่ ประชากรกว่า 570 ล้านคน

-Economy of Scale

-ดึงดูดการลงทุนจากประเทศนอกอาเซียน

-ได้ประโยชน์จากทรัพยากรในภูมิภาคอาเซียน

-วัตถุดิบ ต้นทุน ถูกลง ขีดความสามารถแข่งขันสูง

-เพิ่มกำลังต่อรองกับประเทศต่างๆ

-แนวร่วมในการเจรจาต่อรองเวทีการค้าโลก WTO

-เป็นที่สนใจประเทศอื่นที่จะมาทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA)        

             สินค้าที่ไทยจะได้เปรียบใน AEC คือ สินค้าเกษตรและอุปโภค บริโภค สินค้าหัตกรรม สินค้าอุตสาหกรรม สินค้าที่ไทยจะเสียเปรียบคือ น้ำมันปาล์ท(มาเลเซีย) เมล็ดกาแฟ(เวียดนาม)  มะพร้าว(ฟิลิปปินส์) และชา(อินโดนีเซีย)

               บริการที่ไทยจะได้เปรียบ คือ การท่องเที่ยว บริการด้านสุขภาพ เช่น โรงพยาบาล  สปา

นวดแผนไทย บริการที่ไทยจะเสียเปรียบ เช่น โลจิสติกส์ โทรคมนาคม สาขาที่ต้องใช้เงินลงทุนและเทคโนโลยี่สูง ธุรกิจสถาปนิกขนาดกลางและขนาดเล็ก

             โอกาสและความท้าทายต่อการเคหะฯ

       -แหล่งเงินทุนเพิ่มขึ้น เงินทุนเคลื่อนย้ายเสรี การทำโครงการร่วมทุนขนาดใหญ่มีโอกาสสูง เช่น โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง

      -มีการเคลื่อนย้ายแรงงานมากขึ้น ความต้องการที่อยู่อาศัยมากขึ้น ทำให้จังหวัดที่ติดชายแดนของไทยจะเกิดการพัฒนา พื้นที่ตามบริเวณนี้ของ การเคหะฯจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นและจะมีความต้องการที่อยู่อาศัยมากขึ้น

     -การเคหะสามารถใช้ประสบการณ์ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยไปร่วมทุนหรือเป็นที่ปรึกษากับโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยกับรัฐบาลในกลุ่มประเทศ AEC ได้ เช่น กัมพูชา ลาว เวียดนาม ไม่มีการเคหะแห่งชาติ

     -การเคหะฯต้องมองให้กว้างขึ้น จะสู้กับคนที่จะมาแข่งอย่างไร ในเรื่อง Know How/ทุน/แรงงาน/เทคโนโลยี่  คู่แข่งจะมีมาก การเคหะฯต้องหาระบบก่อสร้างต้นทุนต่ำ

     -การเคหะฯในบริบทของอาเซียนควรทำบริษัทลูกให้เร็วขึ้นเพื่อความคล่องตัวในการลงทุนและการทำงาน

     -การเคหะฯ ต้องปรับ Mind set ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดขององค์กร ต้องมองอย่างเป็นระบบ ไม่รู้จริงลำบาก หรือรู้จริงแต่ปรับไม่ได้ก็ลำบาก

     -ต้องตั้งคำถามจาก What เป็น Why และทำอย่างไร พยายามบริหารสิ่งที่เหมือนกันภายใต้ความแตกต่าง

ครั้งที่ 6 : การบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจ โดย นพดล ว่องเวียงจันทร์ รอง ผอ. พส2 รุ่น2

       - ความเสี่ยง ( Risk) คือ สิ่งที่อาจขัดขวางหรือเป็นอุปสรรคทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าประสงค์ที่ตั้งไว้

        - บริหารความเสี่ยง ( Risk  Management )เพื่อ 

1) ให้เกิดความเชื่อมั่นระดับหนึ่งว่า การดำเนินการในองค์กรจะบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ 2) ตัดสินใจในสถานการณ์ที่มีทางเลือกมากกว่าหนี่งทางเลือก และในแต่ละทางเลือกไม่ทราบผลลัพท์ที่แน่นอน ไม่มีข้อมูลในแต่ละทางเลือกให้พิจารณา

     - ความเข้าใจผิด 3 ประการเกี่ยวกับความเสี่ยง
1)   ความเสี่ยงเป็นสิ่งเลวร้าย  : จริงๆแล้วความเสี่ยงไม่เลวร้ายเพราะมีแง่บวกด้วย คือเพิ่มโอกาสบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้  ทำให้องค์กรเกิดการพัฒนา

2) ต้องกำจัดความเสี่ยงให้หมดสิ้น : ความเสี่ยงไม่สามารถทำให้เป็นศูนย์ได้ เพียงแต่ควบคุมได้ 3) ไม่เสี่ยงเลยจะทำให้ปลอดภัย : แต่จะทำให้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เป็นปัญหานวัตกรรมองค์กร

  • ประเภทของความเสี่ยง S O F C 1) Strategic Risk : ความเสี่ยงจากการกำหนดนโยบายและแผนกลยุทธ์ แผนดำเนินการ และการนำไปปฏิบัติไม่เหมาะสมหรือไม่สอดคล้องกับปัจจัยภายในและสภาพแวดล้อม 2) Organization Risk: ความเสี่ยงอันเกิดจากการดำเนินงานภายในองค์กร ซึ่งเป็นผลมาจากบุคลากร กระบวนการทำงาน โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการทุจริตภายในองค์กร 3) Financial Risk : ความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดผลกระทบทางด้านการเงินขององค์กร 4) Corporate Risk: ความเสี่ยงอันเกิดจากการไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับ โดยครอบคลุมถึงกฎระเบียบหน่วยงานภายในและภายนอกที่กำกับดูแลองค์กร

  • หลักการประเมินความเสี่ยง : จะดู 2 ปัจจัย คือ 1) ความเป็นไปได้ของโอกาสที่จะเกิดเรื่องนั้น มาก น้อย แค่ไหน ( Likelihood ) 2) ความรุนแรงของผลกระทบ มาก น้อย แค่ไหน (Impact) เช่น โอกาสเกิดน้อย เกิดแล้วผลกระทบไม่รุนแรง ก็ไม่ต้องควบคุมความเสี่ยงให้เปลืองทรัพยากร ถ้าโอกาสเกิดสูง เกิดแล้วผลกระทบรุนแรง สร้างความเสียหายต่อการดำเนินงานและภาพลักษณ์องค์กร ก็จะต้องมีการบริหารและควบคุมความเสี่ยง

  • การจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง ( Risk Prioritisation ) = โอกาสที่จะเกิด x ผลกระทบx โอกาสและความสามารถในการปรับปรุงความเสี่ยงx กรอบเวลาในการปรับปรุงความเสี่ยง

  • หลักการจัดการความเสี่ยง ( Address Risk Responses ) 1) ลดโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยง ( Pre-Event Control) : ถ้าลดได้ก็บริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิผล แต่บางเรื่องลดโอกาสเกิดไม่ได้ เช่น ภัยธรรมชาติ แต่ลดความเสียหายได้ 2) ลดผลกระทบความเสี่ยง ( Post-Event Control ): เช่นใส่หมวกกันน็อคลดความบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ 3) แสวงหาประโยชน์จากความเสี่ยง ( Emerging Opportunity )

  • 5Ts ของ การบริหารความเสี่ยง ( Risk Management ) 1) ยอมรับความเสี่ยง (Toerate): ถ้าต้นทุนการจัดการความเสี่ยงไม่คุ้มกับผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น 2) การลด/ควบคุมความเสี่ยง ( Treat): การควบคุมทั้งโอกาสและผลกระทบของความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่รับได้ 3) กระจาย/โอนความเสี่ยง (Transfer): ผ่องถ่ายให้บุคคลที่สามร่วมรับความเสี่ยง เช่น การประกันภัย 4) การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ( Terminate): ความเสี่ยงบางอย่างควบคุมได้ ด้วยการยกเลิกเป้าหมาย โครงการ งานหรือกิจกรรมที่มีความเสี่ยง 5) การฉวยใช้ประโยชน์ ( Take): ความเสี่ยงบางอย่างนำมาซึ่งโอกาสในการบริหารจัดการ เช่น ความเสี่ยงในการโดนปรับถ้าก่อสร้างไม่เสร็จทันเวลา ทำให้ต้องจ้างมืออาชีพมาบริหารจัดการงานก่อสร้าง

  • กระบวนการบริหารความเสี่ยง เทคนิคในการลดโอกาสที่จะเกิดขึ้น : เช่นมีการตรวจสอบ มีการจัดทำคู่มือการทำงาน มีการอบรม มีการควบคุม มีการสอนงาน มีการจัดทำแผนล่วงหน้า มีการวิจัยและพัฒนา มีการทดสอบ เทคนิคในการลดผลกระทบ : เช่น ทำประกันภัยกระจายความเสี่ยง มีการสื่อสารสาธารณะ มีแผนพลิกฟื้นภัยพิบัติ มีการกำหนดเงื่อนไขสัญญา มีแผนสำรอง มีแผนป้องกันการทุจริต

    ลดแหล่งที่จะเกิดความเสี่ยง
    
    • การควบคุมความเสี่ยงตามหลักการควบคุมภายใน: ก่อน รูปแบบการควบคุม Directive : ควบคุมก่อน เช่น กำหนดให้ทำตามหลัก กฎเกณฑ์ และกระบวนการที่กำหนดไว้ การฝึกอบรมก่อนการทำงาน ควบคุมความปลอดภัยในที่อันตราย Preventive: กันไว้ เช่น การควบคุมเพื่อลดผลกระทบไม่พึงประสงค์ให้น้อยที่สุด เช่น การเซ็นต์เช็คสั่งจ่าย การแบ่งหน้าที่เพื่อป้องกันการทุจริต
    • การควบคุมความเสี่ยงตามหลักการควบคุมภายใน: หลัง รูปแบบการควบคุม Detective : การควบคุมที่มุ่งค้นหาผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ ว่า เกิดขึ้นได้อย่างไรเพื่อเป็นบทเรียนสำหรับอนาคต เช่น การทบทวนหลังการนำนโยบายบางอย่างไปปฏิบัติ การตรวจนับสินค้าคงคลัง Corrective : การควบคุมที่มุ่งแก้ไขผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์หรือบรรเทาผลกระทบให้ทุเลาลง เช่น การเขียนเงื่อนไขสัญญาให้มีการชดใช้ / การทำประกันภัย
  • ประโยชน์ของการบริหารจัดการความเสี่ยง : นอกจากทำให้องค์กรบรรลุวัตถุประสงค์ตามแผนยุทธศาสตร์ที่ตั้งไว้แล้ว ยังเกิด 1) ทำให้เกิดการสื่อสารในองค์กร 2) ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการสูญเสีย 3) ส่งเสริมการปรับปรุง พัฒนา 4) ช่วยเรื่องการควบคุมภายใน 5) ลดผลกระทบ การตื่นตระหนก 6) สร้างความมั่นใจผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย 7) พบโอกาสใหม่ๆ 8) สนับสนุนแผนยุทธศาสตร์และแผนธุรกิจ

  • ความเสี่ยงภายในองค์กร (Internal Risk) ไม่ค่อยมีปัญหา เราควบคุมได้ แต่ ความเสี่ยงภายนอก (External Risk) กับ ความเสี่ยงของแผนยุทธศาสตร์ ( Strategic Plan) สำคัญต่อองค์กรเพราะควบคุมไม่ได้ ได้แต่ควบคุม (Prevent)

  • การกำหนดวัตถุประสงค์ความเสี่ยง ต้อง S M A R T คือ 1) Specific : เฉพาะเจาะจง ทุกคนเข้าใจชัดเจน 2) Measurable: สามารถวัดผลการบรรลุวัตถุประสงค์ได้ 3) Achievable: สามารถบรรลุผลได้ ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด 4) Relevant: มีความเกี่ยวข้อง สอดคล้องกับกลยุทธ์และเป้าหมาย 5) Timeliness: มีการกำหนดเวลา

การบริหารงบประมาณเชิงกลยุทธ์ - งบประมาณ คือ แผนการปฎิบัติงาน + แผนการใช้จ่ายเงิน แผนการปฏิบัติงาน คือ แผนที่แสดงถึงความตั้งใจในการปฏิบัติในห้วงระยะเวลาหนึ่ง แผนการใช้จ่ายเงิน คือ แผนที่แสดงทรัพยากรที่ใช้ในการปฏิบัติงานและค่าใช้จ่ายที่สัมพันธ์กับทรัพยากร - งบประมาณแผ่นดินประเทศไทยสถิติ ไม่เกิน 18 เปอร์เซ็นต์ของ GDP - ทรัพยากรทางการเงินมีจำกัด แต่ความต้องการไม่จำกัด จึงต้องจัดทำการบริหารงบประมาณ เชิงกลยุทธ์ - การจัดทำงบประมาณไม่มีสูตรสำเร็จ ถ้ามีข้อมูลเพียงพอจะช่วยตัดสินใจได้ดีขึ้น มีแค่การใช้การเจรจาต่อรองทำให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการให้ดีที่สุด - งบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน = การวางแผนเชิงกลยุทธ์ (เป้าหมาย) + แผนงาน+ แผนเงิน+ การควบคุมและการประเมินผล - การมีข้อมูลจริง มีจริยธรรม ปราศจากอคติ เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการงบประมาณ - ถ้าองค์กรสื่อสารกันไม่ชัดเจน แต่คิดว่าเข้าใจเพราะมีประสบการณ์ร่วมกัน อาจประสบผลเสียหายได้ - โลกเปลี่ยนตลอดเวลา แต่องค์กรยังทำงานแบบเดิมๆ งบประมาณไม่สามารถตอบสนองได้ทั้งหมดเพราะมีจำกัด ดังนั้นต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน ให้ถามว่า ทำทำไม? เปลี่ยนได้ไหม? บางอย่างไม่เกิดประโยชน์ต้องเลิกทำ - ข้อพึงระลึกในการกำหนดตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน 1) กำหนดวิธีการเก็บข้อมูล แหล่งข้อมูล ผู้รับผิดชอบ ระยะเวลาในการเก็บ ต้องครอบคลุม ถูกต้อง ทันสมัย 2) วัดผลการดำเนินงานแล้วต้องนำไปสู่การปรับปรุงกระบวนงาน ถ้าไม่คิดนำไปใช้อย่าวัด เสียเวลา 3) ผู้บริหารต้องเปิดใจกว้าง ยอมรับการประเมิน 4) การวัดผลการดำเนินงาน เพื่อการพัฒนาไม่ใช่จับผิด ไม่บรรลุก็หาสาเหตุและปรับปรุง 5) ผู้บริหารระดับสูงควรมีส่วนร่วมกำหนดเป้าหมายองค์กรและติดตามประเมินผลประจำ 6) ในการกำหนดตัวชี้วัด ควรระดมความคิดเพื่อกำหนดประเด็นที่ต้องการวัด และตัววัดเสียก่อน 7) อย่าเขียนตัววัดเพื่อชี้นำประเด็น 8) เขียนอธิบายสิ่งที่ต้องการวัดให้ชัดเจนเพื่อใช้ในการตรวจสอบหากเกิดข้อสงสัย รวมทั้งสามารถพัฒนาตัวชี้วัดให้ดีขึ้นในอนาคต

ครั้งที่ 7 : วิเคราะห์กรณีศึกษาด้านการบริหารธุรกิจ (บทเรียนเพื่อการพัฒนาการเคหะแห่งชาติ)

โดย นพดล  ว่องเวียงจันทร์  รอง ผอ.พส2 รุ่นที่2

 

          -การทำงานต้องคำนึงถึง

1) Efficiency : ประสิทธิภาพ สมรรถภาพ เลือกทำในสิ่งที่ถูก ( Do the right things ) ซึ่งมีมากกว่า 1 วิธี มากกว่า 1 กระบวนการ ในการไปถึงจุดหมาย ดังนั้นต้องเลือกทำให้ถูกวิธีด้วยเพราะถ้าเลือกทำผิดวิธี จะทำให้ประสิทธิภาพในงานนั้นลดลงด้วย

2) Effectiveness : ประสิทธิผล การสัมฤทธิ์ผล เป็นการเลือกทำถูกวิธี(Do the things right )

 

-                   Peter Drucker ให้หลักการ 5 ประการในการทำให้เกิด Effectiveness

1)            Time Management  : ต้องรู้จักบริหารเวลา

2)            Priority : รู้จักจัดลำดับความสำคัญของงาน อะไรทำก่อน อะไรทำหลัง

3)            Contribution: รู้จักแบ่งสัดส่วนการทำงานต่างๆคุ้มค่ากับเงินและเวลาที่เสียไป

4)            Strength: ให้ดูจุดแข็งในการทำงาน จุดอ่อนที่ไม่เกี่ยวกับงานไม่ต้องไปดู

5)            Problem solving: ตัดสินใจเป็นระบบ

 

-                   การเป็นผู้บริหารที่สร้างสรรค์ : ในธุรกิจที่เกี่ยวกับการสร้างสรรค์ ซึ่งอเมริกา

ครอบครองธุรกิจนี้ประมาณ 10% ของโลก

1)            การโฆษณาประชาสัมพันธ์: ประเทศภูฏาน , K-POP ของเกาหลี ให้บริษัทอเมริกาทำBranding ให้

2)            งานสถาปัตยกรรม

3)            งานศิลปกรรม

4)            สินค้าศิลปะพื้นบ้าน

5)            งานออกแบบ

6)            งานธุรกิจแฟชั่น

7)            งานภาพยนตร์

8)            งานดนตรี

9)            งานการแสดงละคร

10)     ธุรกิจการพิมพ์

11)     งานวิจัยและพัฒนา: เรา Copy&Development ก็ได้ไม่ต้อง Research&Development

12)     งานธุรกิจ Software

13)     ของเล่นและเครื่องกีฬา

14)     ทีวีและวิทยุ

15)     ธุรกิจวีดีโอเกมส์

          การเคหะฯ จะนำแนวคิดในธุรกิจเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในธุรกิจของการเคหะได้อย่างไร เช่น

วารสารบ้านและเมือง จากทำแจก มาทำขายได้ไหม (ธุรกิจสิ่งพิมพ์)/งานหัตถกรรมของคนในเคหะชุมชน มาขายในงานต่างๆ ฯลฯ

 

-Creative Thinking:  โลกทุกวันนี้ผ่านยุค Modern ไปแล้ว  ที่เน้นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ยุคนี้เป็น Post Modern หรือยุคสหวิทยาการ คนต้องรอบรู้ข้ามศาสตร์ เช่น หมอมาเป็นนักธุรกิจ นักร้อง

( Multi Disciplinary)  การเคหะฯ เกี่ยวกับอาเซียนได้ไหม ,หมู่บ้านการเคหะฯเป็นหมู่บ้านWirelessVillage & EcoVillage, การเคหะฯ ทำโครงการที่อยู่อาศัยรองรับผู้สูงอายุในสังคมไทย (Aging  Society) ฯลฯ

-Competitive advantage : ขีดความสามารถของการเคหะฯ ยังมีอยู่หรือไม่ หา network พันธมิตรกับการเคหะฯ เช่น ที่การรถไฟ  ที่กรมธนารักษ์  ที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพื่อลดต้นทุนค่าที่ดินสร้างความได้เปรียบการแข่งขันเอกชน การเคหะฯไม่ต้องใช้กฎหมายจัดสรรทำบ้านเดี่ยวน้อยกว่า 50 ตรว. ได้

-การเคหะฯ ต้อง Reset เพื่อ Reborn และ Reborn เพื่อ Rebrand

-ความรู้แต่ละสาขาต้องนำมา Integrate

-เดี๋ยวนี้ สินค้าไม่ใช่เรื่อง Function แต่เป็นเรื่อง Emotional รวมทั้งต้องใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไป ด้วย นักการตลาด นักพัฒนา กำลังคิดความเป็นตัวตนของผู้ใช้(Self) เข้าไปด้วย

 

………………………………………

 

 

 

 

             

ครั้งที่ 8 : การบริหารการเปลี่ยนแปลง ( Change Managemet )

โดย นพดล   ว่องเวียงจันทร์   รอง  ผอ. พส2 รุ่นที่2

 

         ทำไมต้องมีการบริหารการเปลี่ยนแปลง  เหตุผลก็เพราะ โลกเราทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งทาง ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เทคโนโลยี่ ประชากร  สิ่งแวดล้อม พฤติกรรมผู้บริโภค ฯลฯ

         “ Change  before you are Forced to change”  Jack Welch  (ประธานและ CEO ของบริษัท

General Electric ) กล่าวไว้

         เราต้องประเมินการเปลี่ยนแปลง และคาดเดา ให้ได้มากและแม่นยำกว่าคนอื่น จึงจะบริหารการเปลี่ยนแปลงได้ดี รวมทั้งต้องมีการบริหารจัดการเรื่องความเสี่ยงด้วย

         การเคหะฯ จึงต้องมีการบริหารการเปลี่ยนแปลง  ก็เพราะมีแรงขับจากภายนอก ( External Force) ซึ่งได้แก่ การเปลี่ยนแปลงจาก เศรษฐกิจ  สังคม การเมือง นโยบาย  ประชากร สิ่งแวดล้อม ลูกค้า ฯลฯ กับแรงผลักดันจากภายใน ( Internal Force ) ซึ่งได้แก่ การเปลี่ยนแปลงจาก นโยบาย

เทคโนโลยี่ ในองค์กร โครงสร้างการบริหาร  การเงิน  หัวหน้างาน พนักงาน ฯลฯ

         สิ่งที่สำคัญที่สุดในการบริหารการเปลี่ยนแปลง

1)            ต้องปรับทัศนคติ ยอมรับความเปลี่ยนแปลง เนื่องจาก องค์กรมีความซับซ้อนการบริหารคนไม่เหมือนบริหารเครื่องจักร เพราะคนมีความคิด มีจิตใจ บางคนต่อต้านความเปลี่ยนแปลง

2)            ต้องเข้าใจว่าองค์กรในปัจจุบันขับเคลื่อนโดย Process มากกว่าโครงสร้าง เพราะว่างานทุกอย่างทำโดย Process  / การทำงานทุกอย่าง Process ต้องชัดเจน / Process จะเป็นตัวผลักดันองค์กร ประกันคุณภาพ ความถูกต้อง

3)            ต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง First order of change กับ Second oder of change คือการเปลี่ยนแปลงใหญ่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงย่อยๆตามมา

4)            ต้องคิดเชิงบูรณาการ คิดครบกระบวนการ ดูภาพใหญ่ขององค์กรเป็นหลัก ทั้งด้านนโยบาย

การทำงาน กลยุทธ์  งานใดสำคัญต่อองค์กรก็จะต้องทำด้วยความตั้งใจ

       5)  ต้องยอมรับการทำงานกับเหตุการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น น้ำท่วม ภัยธรรมชาติ เพียงแต่ เรา   

             มีแผนบริหารและรับมืออย่างไร

6)            ต้องยอมรับในมืออาชีพของหัวหน้า ทุกคนไม่ได้เก่งเสมอ แต่ต้องยอมรับและให้ความ 

ร่วมมือ จะได้บริหารการเปลี่ยนแปลงได้ดี

 

 

Sussess factor of Change Management

1)            อย่าหยุดพัฒนาปรับปรุงเพราะพอใจกับความสำเร็จในอดีต ต้องสร้าง sense of urgency

2)            ต้องได้รับการสนับสนุนจาก Stakeholder  เช่น จากกระทรวง รัฐมนตรี ผู้ว่า กคช ลูกค้า

ผู้รับเหมา พนักงาน ฯลฯ

3)            ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย

4)            เวลาทำงานต้อง Quick win อะไรได้ผลประโยชน์ง่ายๆต้องเก็บเกี่ยวไว้ก่อน

5)            ต้องมีแผนบริหารการเปลี่ยนแปลงที่ดี มีการวางแผน  การตรวจวัด  การสื่อสารที่ดี

6)            ต้องคิดเสมอว่า การบริหารการเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนหนี่งของการพัฒนาองค์กร

Ge’s Change Model : Change Acceleration Process

1)            สร้างความต้องการร่วม ( Creating A Shared Need)

2)            สร้างความฝันที่สัมผัสได้ ( Shaping A Vision )

3)            ให้ทุกคนมีส่วนร่วม ( Mobilizing Commitment)

4)             สร้างความเปลี่ยนแปลงให้ยั่งยืน ( Making Change Last)

5)            ติดตามความก้าวหน้า (Monitoring Progress)

…………………………………..

Finance for Non Finance & Financial Perspective

        การวิเคราะห์ทางด้านการเงิน (Financial Analysis) ความมุ่งหวังเพื่อวิเคราะห์ผลการดำเนินงานของบริษัท โดยดูจาก

1)             Profitability ratio  ความสามารถในการทำกำไร

2)             Asset management   บริหารทรัพย์สินอย่างไร

3)             Dept ratio  ดูทรัพย์สินต่อหนี้

4)             Liquidity ratio  ดูสภาพคล่องของบริษัท ,คน

5)             Trend Analysis  แนวโน้มการเปลี่ยนแปลง

การลงทุน (Investment) มี 2 แบบ

-                   ลงทุนโดยตรง : ได้ผลตอบแทนโดยตรงจากการดำเนินงานเอง เช่น เปิดกิจการทำธุรกิจต่างๆ

-                   ลงทุนทางอ้อม: ได้ผลตอบแทนจากการไปร่วมลงทุน เช่น ซื้อพันธบัตรรัฐบาล  ซื้อหุ้น

ผลตอบแทนการลงทุน : ดูได้ 2 แบบคือ

-                   คิดในรูปของตัวเงิน ข้อเสียคือเปรียบเทียบไม่ได้ระหว่างการลงทุนในแต่ละธุรกิจ เช่น กำไร 10 ล้านแต่ไม่ได้บอกว่าลงทุนเท่าไร คืนทุนกี่ปี

-                   คิดในรูปแบบร้อยละ จะเปรียบเทียบผลตอบแทนระหว่างธุรกิจได้ชัดเจนกว่า โดยปรับฐานการลงทุนเป็นร้อยละ ลงทุนในระยะเวลา1 ปี ได้กำไรเท่าไร ในแต่ละธุรกิจ

 

การทำ Project Financing

-                   การหาแหล่งเงินและการจัดสรรเงิน จากภายในและภายนอกองค์กร

-                   พิจารณาการลงทุน  โครงการนี้คุ้มค่าหรือไม่ ( Project Feasibility)

     - Marketing  :  Demand&Supply/ ราคาขายเท่าไร

            - Production :  ลักษณะสินค้า / ต้นทุนการผลิต

            -Operation    : ผลิตอย่างไร / ขายอย่างไร

-     ผลตอบแทนการลงทุน  (Return on Investment ) :ผลตอบแทนรูปแบบไหน ทางสังคม

       หรือ ทางการเงิน  /ถ้าผลตอบแทนน้อยกว่าดอกเบี้ยที่กู้มา ก็ไม่ควรลงทุน

-                   ต้นทุนเงินทุน( Cost of capital or cost of  fund)

เครื่องมือตัดสินในการทำ Project Financing

-                   ดูจุดคุ้มทุน ( Break – Even ) :เช่น ขายเกินกว่านี้แล้วเป็นกำไร เช่นเอกชนขายเกินครึ่งแล้วกำไร

-                   ระยะเวลาคืนทุน : ใช้เวลาเท่าไรคืนทุน

-                   NPV ( Net Present Value ) : รายได้ในอนาคตมาคิดมูลค่าปัจจุบันถ้าเกินกว่ามูลค่าการลงทุนในปัจจุบันคือกำไร ดังนั้นถ้า NPV เป็นบวกคือกำไร NPV เป็นศูนย์แสดงว่าเท่าทุน

NPV เป็นลบแสดงว่า ขาดทุน

-                   IRR ( Internal Rate of ReTurn ): เป็นอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่จุดเท่าทุน หาก

นำมาเปรียบเทียบกับต้นทุนเงินทุนแล้ว ถ้า IRR มากกว่าคือกำไร / IRR น้อยกว่าคือขาดทุน/ IRR เท่ากันคือเท่าทุน เช่น กู้มาลงทุนดอกเบี้ย 7% และ IRR เท่ากับ 7% ก็ไม่ควรลงทุนเพราะเท่าทุน ต้องดูว่ามีผลตอบแทนด้านอื่นอีกไหม

 

……………………………………..

 

 

 

 

       

วิจารณ์หนังสือ “ 8K’s+5K ” s : ทุนมนุษย์คนไทยรองรับประชาคมอาเซียน”

ในปัจจุบันนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าอาเซียนได้เข้ามามีบทบาทกับประเทศไทยทั้งในเรื่องของการค้า การบริการ การผลิต และอื่นๆ เมื่ออาเซียนได้มีแนวคิดในการจัดตั้งประชาคมอาเซียน (ASEAN Community : AC) ในปี 2558 ทำให้สมาชิกทั้ง10 ประเทศต้องมีการเตรียมความพร้อมในหลายๆด้าน จึงกล่าวได้ว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์และสถานการณ์ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก 
ประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกอาเซียนจึงจะต้องมีการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนดังกล่าวด้วย โดยการเตรียมพร้อมควรจะเริ่มต้นจาก “ มนุษย์ ” นั้นคือ ประชาชนในประเทศนั้นเอง ซึ่งอนาคตของประเทศนั้นจะเป็นอย่างไรก็ย่อมขึ้นอยู่กับคนในประเทศว่ามีศักยภาพมากน้อยเพียงใด  การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง  ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้เสนอมุมมองการพัฒนาคุณภาพของคนให้สามารถนำมาปรับใช้ในการเตรียมความพร้อมให้แก่คนไทยเพื่อให้สามารถก้าวไปสู่การเป็นพลเมืองอาเซียน (ASEAN Citizen) โดยการนำแนวคิด/ทฤษฎีทุน 8 ประการ (8K’s) และ ทฤษฏีทุนใหม่ 5 ประการ(5K’s New) มาเป็นแนวทางสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน 
ทุนมนุษย์ทั้ง 13 ทุน จะเป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของคนไทยในการรองรับการเป็นสมาชิกประชาคมอาเซียน โดยแนวความคิดดังกล่าวนี้ สามารถนำไปปรับใช้ในการพัฒนาบุคลากรในองค์กร ให้เป็นคนที่มีคุณภาพ เป็นคนเก่ง คนดี และมีคุณธรรมไปพร้อมๆกัน อีกทั้งยังสามารถนำมาใช้เป็นกรอบในการวางแผนพัฒนาบุคลากรในองค์กรได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังจะช่วยเสริมสร้างให้หน่วยงานและองค์กรมีภูมิต้านทานพร้อมรับกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ดังนั้นหากหน่วยงานหรือองค์กรใดได้นำแนวคิด “ 8K’s+5K’s” ไปปฏิบัติอย่างจริงจังก็เชื่อได้ว่าจะนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืนต่อไปในอนาคต อันจะเป็นประโยชน์แก่หน่วยงานหรือองค์กร รวมถึงเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติด้วย

วิจารณ์หนังสือ “ ธรรมดีที่พ่อทำ ” โดยพรรณี วิชิต รุ่น 2

การออกแบบปก รูปภาพประทับใจ หากจ้องภาพนั้นนานๆ น้ำตาแห่งความปลื้มปิติ และความคิดถึงในองค์สมเด็จย่าของผู้อ่าน อาจรินไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว ดูภาพแล้วคิดอะไรต่อไปได้อีกเยอะ สำนึกอะไร ได้อีกมาก คิดถึงแม่ คิดถึงย่า คิดถึงยาย คิดถึงบุพการี ผู้สูงอายุที่เราเคารพนับถือ

รูปเล่ม  เหมาะมือ ไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป โดยเฉพาะการให้สีสันที่หวานเหลือเกิน ซึ่งทำให้เข้าใจได้ว่าสีชมพูยังเป็นสีที่แสดงความเคารพและจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช          มีสีม่วงแซมบางส่วน เหมือนสีประจำสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง คือ “ชมพู-ม่วง ดวงใจ”

เนื้อหาภายในเล่ม ต้องติดตามอ่านแทบทุกตัวอักษร เพราะแต่ละข้อความหรือเหตุการณ์ที่ผู้เขียนนำมาเผยแพร่ต่อผู้อ่านนั้นล้วนแล้วแต่มีคุณค่าต่อการดำรงชีวิตของประชาชนคนเดินดินธรรมดาอย่างเราๆ เป็นอย่างมาก ยิ่งอ่านยิ่งรู้จักเบื้องลึก เบื้องหลัง ของพระองค์ท่านว่าท่านเป็นผู้เสียสละเพื่อพสกนิกรอย่างไร “ คนไทยโชคดีที่สุด ที่มีพระเจ้าอยู่หัว ” จะเป็นคำขวัญประจำประเทศไทย ก็อาจจะได้เพราะทุกคน จะมีความรู้สึกเช่นเดียวกัน เสียดายที่หลายคนอาจไม่มีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ต้องขอบคุณ อารจารย์จิระ หงส์ลดารมณ์ ที่ทำให้ดิฉันมีโอกาสทองของชีวิตได้รับทราบพระราชกรณียกิจ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างที่บางเรื่องไม่มีโอกาสได้รับทราบมาก่อน ยุทธศาสตร์ของพระองค์ คือ การเข้าใจ เข้าถึงราษฎรของท่านและพัฒนาคน พัฒนาประเทศให้มีความเจริญทัดเทียมนานาอารยประเทศ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงานของผู้บริหารหน่วยงานได้ผู้นำจะต้องเรียนรู้ รับรู้ เข้าใจ เข้าถึง การทำงานของลูกน้อง หรือผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคน เพื่อนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

ทุกบทความ ทุกคำพูด ที่หยิบยกมารวบรวมไว้ในหนังสือเล่มนี้ ช่างลึกซึ้งกินใจ เกินกว่าที่จะอธิบายให้เข้าใจถึง “ แกน ” ของความรู้สึกของผู้อ่าน รูปภาพประกอบเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่ตราตรึงอยู่ใน ความทรงจำของพสกนิกรทุกคน พระจริยวัตรและพระราชกรณียกิจ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นที่สุดของคุณงามความดีที่พสกนิกรควรยึดถือและปฏิบัติตาม ผู้เขียนพยายามเรียงร้อยภาษาให้อ่านแล้วสบายใจ เมื่อถึงจุดที่แทรกพระราชดำรัสต่างๆก็จะเน้นความสำคัญของถ้อยคำดังกล่าว แต่ละพระราชดำรัส ช่างกินใจและเฉียบคม จนต้องอ่านซ้ำอีกครั้งเพื่อทำความเข้าใจกับความหมายของพระราชดำรัสนั้น

เนื้อหาและภาพประกอบ อาจดูไม่สมดุลเพราะภาพเยอะมาก แต่เป็นการพักสายตาทำให้เป็นการอ่านหนังสือที่สบายๆ การจัดหน้าหลวมๆ ทำให้ผู้อ่านไม่เครียด ประกอบกับสีภาพเย็นตา ยิ่งทำให้สนุกแบบได้อรรถรสและคุณธรรมสอนใจไปในคราวเดียวกัน

ข้อเสนอแนะ ท่านผู้เขียน เขียนเนื้อหาในเล่มนี้ต่อเนื่องกันไปในลักษณะที่ไม่ได้แบ่งหมวด หรือประเภทของพระราชกรณียกิจ ทำให้เหมือนอ่านแล้วสลับเรื่องสลับไปสลับมา หากท่านเรียบเรียง เป็นภาคหรือกำกับหัวเรื่องให้ชัดเจนขึ้น น่าจะสมบูรณ์แบบกว่านี้ เช่น แบ่งเป็นเรื่องการครองตน ครองคน ครองใจ ใส่ใจพสกนิกร เอื้ออาทรในสภาพความเป็นอยู่ เคียงคู่ประชาชน เป็นต้น

อย่างไรก็ตามต้องขอขอบคุณอาจารย์ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ที่ทำให้เยาวชนรุ่นหลังได้รู้ถึงพระกรณียกิจอันล้ำเลิศของพระเจ้าอยู่หัวของเขา เพราะลูกหลานเหล่านี้ไม่ได้เห็นภาพแห่งความเป็นจริงเหมือนรุ่นพวกเรา


วิจารณ์หนังสือ “ ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ ”

ในปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็ว โลกมีลักษณะไร้พรมแดน  ระบบเศรษฐกิจมีเสรีภาพมากขึ้นทำให้เกิดการแข่งขันสูง ประเทศใดที่มีทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพย่อมได้เปรียบ อันเนื่องมาจากมนุษย์นั้นเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของประเทศ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นมาก็ด้วยความคิดและฝีมือของมนุษย์ มนุษย์จึงเป็นกลไกที่สำคัญในการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้า ในทางกลับกันหากทรัพยากรมนุษย์ไม่มีศักยภาพเพียงพอประเทศนั้นจะอ่อนแอและขาดความเข้มแข็งในที่สุด  ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าทรัพยากรมนุษย์เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญโดยจะเป็นรากฐานในการสร้างความแข็งแรงให้กับประเทศ  
หนังสือทรัพยากรพันธุ์แท้ นี้เป็นหนังสือที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีศักยภาพ และยังให้แง่คิดทางด้านการบริหารของการจัดการทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงลักษณะความเป็นผู้นำควบคู่ไปกับหลักคุณธรรม โดยทุกคนในองค์กรจะต้องมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ อันจะนำไปสู่การเกิดความสามัคคีขึ้นในองค์กร นอกจากนี้หนังสือเล่มนี้ยังเน้นเรื่องการวัดผล ในการมอบหมายงานให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ให้สามารถทำงานสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ภายในระยะเวลาที่กำหนด อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าและความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ ได้เป็นอย่างดี    
แนวคิดการบริหารการจัดการทรัพยากรมนุษย์ดังกล่าวนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากกับหน่วยงานหรือองค์กร เนื่องจากทรัพยากรมนุษย์ในองค์การนั้นล้วนมีความสำคัญต่อประสิทธิภาพและความสำเร็จขององค์กร หรืออาจกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า บุคลากรกลายเป็นเป็นตัวกำหนดทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวขององค์การนั้นเอง การนำแนวทางการบริหารการจัดการดังกล่าวไปปฏิบัติก็จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่หน่วยงานและองค์นั้นๆ อันจะนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติต่อไป

อรพิณ สุขทรงศิลป์ การเคหะแห่งชาติ (รุ่น2) สรุปหนังสือ : ธรรมดีที่พ่อทำ

     คนไทยโชคดีที่มี Idol ที่ยอดเยี่ยม คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อมี Idol แล้วเราต้อง 

I do ด้วยเพราะทุกคนต้องมีหน้าที่

หน้าที่ของคนไทยคือทำตามสิ่งที่พระเจ้าอยู่หัว ทรง “ทำให้ดู” ทรง “อยู่ด้วยการให้” ด้วยหัวใจสีขาวของพวกเราทุกคน และการทำหน้าที่ของเราอย่างสุดกำลังความสามารถนี่แหละน่าจะเป็นสิ่งที่เราสามารถตอบแทนพระคุณพระเจ้าอยู่หัวได้ด้วยตัวเราเอง

เคล็ดลับในการทำงานที่พระองค์ทรงแนะนำคือ อิทธิบาท 4 ได้แก่

   -ฉันทะ  หมายถึง การรู้ใจ ไม่ทำตามใจ
  - วิริยะ หมายถึง ความมุ่งมั่นเพียรพยายามในการงาน
  - จิตตะ หมายถึง ความจดจ่อใส่ใจในงาน 
  - วิมังสา หมายถึง คิดใคร่ครวญอย่างรอบคอบ / ตรวจสอบ

หลัก ๒๓ ข้อ ในการทรงงานของพระเจ้าอยู่หัว

     ข้อที่ ๑ จะทำอะไรต้องศึกษาข้อมูลให้เป็นระบบ 
    ข้อที่ ๒ ระเบิดจากภายใน 
    ข้อที่ ๓ แก้ปัญหาจากจุดเล็ก 
    ข้อที่ ๔ ทำตามลำดับขั้น 
    ข้อที่ ๕ ภูมิสังคม ภูมิศาสตร์ สังคมศาสตร์ 
    ข้อที่ ๖ ทำงานแบบองค์รวม โดยคิดความเชื่อมโยง 
    ข้อที่ ๗ ไม่ติดตำรา 
    ข้อที่ ๘ ประหยัด เรียบง่ายได้ประโยชน์สูงสุด 
    ข้อที่ ๙ ทำให้ง่าย 
    ข้อที่ ๑๐ การมีส่วนร่วม 
    ข้อที่ ๑๑ ต้องยึดประโยชน์ส่วนรวม 
    ข้อที่ ๑๒ บริการจุดเดียว 
    ข้อที่ ๑๓ ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ 
   ข้อที่ ๑๔ ใช้อธรรมปราบอธรรม 
   ข้อที่ ๑๕ ปลูกป่าในใจคน
   ข้อที่ ๑๖ ขาดทุนคือกำไร 
   ข้อที่ ๑๗ การพึ่งตนเอง 
   ข้อที่ ๑๘ พออยู่พอกิน 
   ข้อที่ ๑๙ เศรษฐกิจพอเพียง 
   ข้อที่ ๒๐ ความซื่อสัตย์สุจริต จริงใจต่อกัน 
   ข้อที่ ๒๑ ทำงานอย่างมีความสุข 
   ข้อที่ ๒๒ ความเพียร 
   ข้อที่ ๒๓ รู้ รัก สามัคคี
  • ทำด้วยใจ หมายถึง ทำทุกอย่างด้วยใจบริสุทธิ์ ไมใช่ทำตามอำเภอใจ
  • เรียนรู้ผ่านหัวใจไม่ใช่สมอง
  • รู้จริงยิ่งกว่ารู้จำ -ผู้ใดมีสติตลอดเวลา ผู้นั้นจะได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้าตลอดเวลา
  • หมั่นรักษาความเป็นกลางของหัวใจ
  • ความเลวร้ายของคนเราก็ คือ การชอบที่จะพูดถึงแต่ความผิดพลาดของคนอื่น ความโง่เขลาของคนเราก็ คือ การไม่ชอบที่จะฟังถึงความผิดพลาดของตนเอง
  • อย่าถามถึงชาติกำเนิด จงถามถึงความประพฤติ

-เป้าหมายสำคัญของการเกิดมาเป็นมนุษย์คือการพัฒนาและฝึกฝนตนให้ผ่านบททดสอบครั้งสำคัญในเส้นทางเดินแห่งสังสารวัฏ บุคคลใดที่สอบผ่านก็ไม่ต้องกลับมาซ้ำอีก แต่หากใครสอบไม่ผ่านก็จะเจอบททดสอบเดิมซ้ำอยู่ร่ำไป

  • ความซื่อสัตย์และความกตัญญู ความรักที่ภักดี ยิ่งกว่าชีวิตตัวเอง เป็นสิ่งที่สังคมไทยกำลังต้องการมากที่สุดในปัจจุบัน • มนุษย์นั้นอยู่เหนือกรรม เพราะมีสิทธิ์เลือกกระทำ แต่หากไม่เลือก ผู้นั้นย่อมมีชีวิตตามยถากรรม • การพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ต้องหาความสมดุลของสมรรถนะ 4 ด้าน ได้แก่
       1. ร่างกาย 
       2. ความรู้สึก 
       3. สติปัญญา
       4. จิตวิญญาณ มโนสำนึก
    

    -ชีวิตนั้นเกินกว่าจะเป็นทุกข์ และมัวคิดถึงแต่เรื่องของตนเอง

  • คุณสมบัติของ “กัลยาณมิตร” ผู้เป็นมิตรแท้และผู้นำทางปัญญามี ๗ ประการ ได้แก่ น่ารัก /น่าเคารพ/น่ายกย่อง/มีวาทศิลป์/มีความอดทนต่อถ้อยคำ/ทำเรื่องยากให้ง่าย/ไม่แนะนำในเรื่องอันไม่ควร” -เป็นคนสำคัญนั้นดี แต่เป็นคนดีสำคัญกว่า -ไม่มีสิ่งใดเที่ยงธรรมไปกว่าผลของกรรม จึงไม่จำเป็นต้องเข้าไปทำหน้าที่แทรกแซง เพราะไม่ว่าจะเก่งเพียงใด ก็ไม่มีใครเก่งเกินกรรมที่ตนทำไว้ • คนดีทำให้คนอื่นดีได้ • มนุษย์ จึงแปลว่า ผู้มีใจสูง • “ความดี” ศักดิ์ศรีของมนุษย์ที่แท้จริงอยู่ที่ศีลห้า • เกิดเป็นมนุษย์ควรแข่งกันสูง ไม่ใช่แข่งกันต่ำ • “ผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมอยู่เป็นทุกข์ ผู้สงบระงับ ละความชนะและความแพ้ได้แล้ว ย่อมอยู่เป็นสุข” “ธรรมดี” ที่พ่อทำและควรนำมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตได้แก่/ ความกตัญญู / ความอ่อนน้อมถ่อมตน / ความพอเพียง (พอเพียง คือ การอยู่ได้ด้วยตนเอง พอประมาณ คือ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภมาก พอดี คือ พอแล้วดี มิใช่ดีแล้วจึงพอ) / ความซื่อสัตย์ / ระเบียบวินัย/ ความอดทน ทำความดี หลักปฏิบัติ จะต้องมีศรัทธาเชื่อมั่นในความดี ตั้งกฎเกณฑ์ ตั้งระเบียบให้แก่ตัวเอง รักษาความดี สิ่งที่พระเจ้าอยู่หัวทรงปรารถนาคือ
    • อยากจะเห็นคนไทยมีจิตสำนึกที่ดี มีความรับผิดชอบ รู้จักหน้าที่ของแต่ละคนที่ต้องทำ
    • มีความรักความเมตตาเป็นองค์ประกอบสำคัญ และให้มีความสมัครสมานสามัคคี น้ำหนึ่งใจเดียวกันเป็นเอกภาพ ธรรมะของพระเจ้าอยู่หัวมี ๒ ประการ คือ ธรรมชาติ และ ธรรมดา

สรุป หนังสือเล่มนี้สอนหลักการดำเนินชีวิต และหลักการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในสังคมโดยเดินตามคำสอนของพระพุทธเจ้า และมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็น Idol

อรพิณ สุขทรงศิลป์ (รุ่น 2) สรุปหนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้

       หนังสือเล่มนี้ได้พยายามชี้ให้เห็นความมุ่งมั่นของบุคคล 2 ท่านผู้มีความรู้ ความสามารถในศาสตร์เกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งได้แก่คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา และ ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์ โดยนำประสบการณ์ของท่านทั้งสอง มาเผยแผ่ให้ชนรุ่นหลังได้นำไปใช้ประโยชน์ได้สูงสุด สมกับที่ท่านทั้งสองได้ทุ่มเท มุ่งมั่นมาตลอดชีวิตที่ผ่านมา
เบื้องหลังแนวความคิดในเรื่องนี้ คือ “คนเป็นสมบัติที่มีค่าที่สุดขององค์กร” ความสำเร็จ  ต่าง ๆขององค์กร มาจากการมีบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ ขณะเดียวกันบุคลากรต้องเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม และจริยธรรม รักและผูกพันต่อองค์กร ทุ่มเทให้องค์กรด้วยใจ เมื่อองค์กรและบุคลากรประสานเป็นเนื้อเดียวกันได้ มีจุดหมายร่วมกัน ความสำเร็จขององค์กรก็เป็นที่หวังได้ไม่ยาก
ประสบการณ์ของคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา เกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากร             ในบ.ปูนซีเมนต์ เช่น 
  • พนักงานระดับหัวหน้าจะต้องเปิดประตูตลอดเวลา เพื่อให้ลูกน้องเข้าพบได้ง่าย รู้สึกอบอุ่นเป็นกันเองเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน
  • การพัฒนาบุคลากรเป็นการลงทุน (Investment) ไม่ใช่ต้นทุน (cost)
  • คนที่จะพาองค์กรประสบความสำเร็จได้ต้องทั้งเก่ง ทั้งดี เรียกว่า “เก่ง4- ดี4 ” -เก่ง 4 ได้แก่ เก่งงาน เก่งคน เก่งคิด เก่งเรียน -ดี 4 ได้แก่ ประพฤติดี มีน้ำใจ ใฝ่ความรู้ คู่คุณธรรม
    -   นอกจากการให้ความรู้เพื่อพัฒนาบุคลากรแล้ว ยังพัฒนาไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในธุรกิจด้วย
    -   ปลูกฝังให้คนทำงานเป็นทีม และสนับสนุนให้บุคลากรใฝ่รู้ตลอดเวลา
    
    • ให้กำลังใจคนที่ทำดี แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย เพื่อเป็นตัวอย่างและกระตุ้นให้ทำดีต่อไป -ทำอะไรต้องทำจริง ต่อเนื่อง มองผลระยะยาว

      ประสบการณ์ของดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เกี่ยวกับงานในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เช่น

  • ทุ่มเทกับการสร้างสถาบันทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งใหม่ที่ยังไม่เป็นที่แพร่หลายใน เมืองไทยในขณะนั้น ท่านต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคมากมาย ต้องใช้ทั้งความสามารถ ความมุ่งมั่น เพื่อฝ่าฟัน อุปสรรคต่าง ๆ กว่าจะประสบความสำเร็จได้
  • ให้ความสำคัญกับเป้าหมายและคุณภาพการทำงานมากกว่าจะคิดถึงเรื่องทุน จะเน้นคิด งานก่อนแล้วหาเงินทีหลัง ไม่ใช่มีเงินแล้วทำ
  • ทฤษฎี 3 วงกลม ของ ดร.จีระ วงกลมที่ 1 Context –บริบทของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ วงกลมที่ 2 Competency – สมรรถนะของบุคลากรในองค์กร
    วงกลมที่ 3 Motivation – แรงจูงใจ
  • การลงทุนในคุณค่าของคนนั้นจะวัดจากการศึกษาอบรมอย่างเดียวไม่ได้ต้องดูด้วยว่าบุคคลเหล่านั้นมีความสามารถในการสร้างผลผลิตได้แต่ไหน
  • เน้นให้ทุกคนรักการอ่าน และต้องวิเคราะห์ให้เป็น เรียนรู้ตลอดชีวิต และต้องเรียนรู้แบบข้ามศาสตร์ด้วย
  • ทฤษฎีสำคัญของ ดร.จีระ เกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้แก่
    -ทฤษฎี 4L’s-Learning Method, Learning Environment, Learning Opportunity และ Learning Communities
                   -ทฤษฎี 8K’s และ 5K’s     
    ดร.จีระ ท่านเห็นความสำคัญและมุ่งมั่นเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มาก ผลงานต่างๆ ของท่านมีมากมาย จนกลายเป็น Brand ของท่าน หรืออาจจะเรียกได้ว่า “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์คือจีระ”  หรือ “จีระคือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์” 
    สรุปหนังสือเล่มนี้สอนให้เรารู้ว่าทรัพยากรมนุษย์เป็นปัจจัยที่มีค่ายิ่งต่อการบรรลุเป้าหมายขององค์กร   แต่การพัฒนาต้องเน้นทั้งด้านความรู้และคุณธรรม เพื่อให้ทั้งองค์กรและบุคลากรก้าวหน้าไปพร้อมๆกันอย่างมีความสุข
    

อรพิณ สุขทรงศิลป์ (รุ่น 2) สรุปหนังสือ 8 K’s + 5 K’s ทุนมนุษย์ของคนไทยรองรับประชาคมอาเซียน

หนังสือเล่มนี้ผู้เขียนได้พยายามแสดงให้ผู้อ่านเห็นความสำคัญของทุนมนุษย์ที่มีต่อการบรรลุเป้าหมาย และความยั่งยืนขององค์กร โดยผ่านทฤษฎี8 K’s + 5 K’s ดังนี้
     ทฤษฎีทุน 8 ประการ (8 K’s) เป็นพื้นฐานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ประกอบด้วย
        K1 : Human Capital  (ทุนมนุษย์)  ได้มาจากการศึกษา โภชนาการ และการอบรมเลี้ยงดูครอบครัว เป็นต้น
        K2 : Intellectual Capital (ทุนทางปัญญา) ได้แก่ความสามารถในการมองยุทธศาสตร์การมองอนาคต การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหา)
        K3 : Ethical Capital (ทุนทางจริยธรรม) คือการยึดมั่นอยู่ในความถูกต้องและศีลธรรมอันดีงาม
         K4 : Happiness Capital (ทุนทางความสุข) คือพฤติกรรมที่ตัวบุคคลพึงมี เพื่อให้ชีวิตมีคุณค่า และสอดคล้องกับงานที่ทำ 
        K5 : Social Capital (ทุนทางสังคม) คือ มีเครือข่ายกว้างขวาง โดยการหาข้อมูลข่าวสาร และการเจรจาต่อรอง 
        K6 : Sustainable Capital ( ทุนทางความยั่งยืน) ได้แก่ความพอประมาณ มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกัน
        K7 : Digital Capital (ทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศ)  คือความสามารถในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ให้เกิดการพัฒนาด้านต่างๆ
        K8 : Talented Capital (ทุนอัจฉริยะ)  คือการมีความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่ดี โดยพัฒนาได้ตามทฤษฎี 5 E คือ Example, Experience, Education, Environment, Evaluation
เพื่อให้พัฒนาคนไทยสามารถแข่งขันได้ทุกเวที โดยเฉพาะเวทีเสรีอาเซี่ยน ผู้เขียนได้เสนอทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นการต่อยอดจากทฤษฎี8 K’s เรียกว่าทฤษฎีทุนใหม่5 K’s
     ทฤษฏี 5 K’s (ใหม่)   ประกอบด้วย
  1. Creativity Capital : ทุนแห่งความคิดสร้างสรรค์ ทำได้โดย การเรียนรู้ มีสมาธิ คิดสร้างสรรอย่างป็นระบบ และอยากทำสิ่งใหม่ๆ เสมอ)

    2.  Knowledge Capital   :  ทุนทางความรู้
                  เป็นทฤษฎีมูลค่าเพิ่มจากฐานความรู้ 
    
  2. Innovation Capital : ทุนทางนวัตกรรม

          คือ มีความคิดใหม่ ๆ ผสมผสานความรู้ให้นำไปปฏิบัติได้จริง และประสบผลสำเร็จ
    
  3. Cultural Capital : ทุนทางวัฒนธรรม

    คือมีความรู้ ความเข้าใจ ตระหนักในความสำคัญของวัฒนธรรม
    
    1. Emotional Capital : ทุนทางอารมณ์ คือมีความกล้าหาญ ความเอื้ออาทร การมองโลกในแง่ดี การควบคุมตนเอง และการติดต่อสัมพันธ์ นอกจากนี้ผู้เขียนยังเน้นให้คนไทยปรับตัว ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับประชาคมอาเซียน ฝึกภาษา สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยด้วย พัฒนาทุนมนุษย์เพื่อสร้างความพร้อมที่จะก้าวไปกับประชาคมอาเซียนได้อย่างสง่างาม

    สรุปได้ว่าทุนมนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ายิ่ง มีความสำคัญอย่างมากต่อการนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมาย พัฒนาองค์กรให้ก้าวไกลอันนำไปสู่ความยั่งยืนขององค์กรในที่สุด


อรพิณ สุขทรงศิลป์ (รุ่น 2) บทความทางวิชาการ 5 หน้าเกี่ยวกับการสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาการเคหะแห่งชาติ

                                          &&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&
                                                            มหัศจรรย์ทุนมนุษย์
         ในการประกอบกิจการใดๆ ไม่ว่าจะมีวัตถุประสงค์เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ หรือเพื่อสังคมก็ตาม  จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการลงทุนก่อนทั้งสิ้น ซึ่งทุนที่ลงไปนั้นมีทั้งที่เป็นตัวเงิน และไม่ใช่ตัวเงิน โดยแบ่งทุนออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่  กำลังคน(Man Power)  กำลังเงิน(Money)  วัสดุอุปกรณ์( Material) และเครื่องจักร เครื่องมือต่าง ๆ (Machine)
     ในสมัยก่อนถึงแม้ค่าแรงในประเทศไทยจะต่ำกว่าอีกหลาย ๆประเทศ แต่เจ้าของกิจการก็พยายามจะใช้เครื่องจักร แทน คนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยมองว่าการดูแลคนต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าการบำรุงรักษาเครื่องจักร ในขณะที่ผลงานของคนก็ไม่แน่นอนเหมือนเครื่องจักร  นอกจากนี้คนอาจก่อปัญหามากมาย เช่นการนัดหยุดงานเพื่อขอเพิ่มค่าแรง หรือ สวัสดิการต่าง ๆ เป็นต้น โดยเจ้าของกิจการคงลืมไปว่ามิใช่คนดอกหรือ ที่ควบคุมการทำงานของเครื่องจักร และมิใช่คนดอกหรือที่คอยซ่อมแซมเครื่องจักรเมื่อเครื่องจักรเกิดชำรุด หรือ ขัดข้องไม่สามารถใช้งานได้ 
    ต่อมาในระยะหลังหลายกิจการหันมาให้ความสำคัญกับกำลังคนมากขึ้น ซึ่งเห็นได้จากจำนวนเงินที่จ่ายลงทุนไปเพื่อพัฒนาคนว่ามีจำนวนมากขึ้น เมื่อเทียบกับการลงทุนประเภทอื่น เพราะเริ่มตระหนักแล้วว่าคนเป็นปัจจัยที่สำคัญมากปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย  การลงทุนในบุคลากรนอกจากจะได้รับประโยชน์จากคนโดยตรงแล้ว ยังมีผลพลอยได้คือเป็นการเสริมให้ปัจจัยการผลิตอื่นมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
ในเมื่อบุคลากรมีความสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายขององค์กรมาก

ถึงเพียงนี้ ดังนั้นการพัฒนาบุคลากรจึงเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ผู้นำองค์กรใช้ในการผลักดันองค์กรให้บรรลุเป้าหมายตามที่วางไว้

       ปัจจัยที่จะทำให้บุคลากรทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายได้แก่
       1.ต้องใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง วิเคราะห์เป็น สามารถนำความรู้ที่ได้มาปรับใช้กับองค์กรได้
     ปัจจุบันมีแหล่งความรู้มากมายที่บุคลากรจะเข้าถึงได้ไม่ยาก แต่บุคลากรส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควร ทั้งๆที่ความรู้เป็นปัจจัยพื้นฐานในการนำมาซึ่งความเจริญทางปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมต่าง ๆมากมาย ดังนั้นเพื่อเป็นการกระตุ้นให้บุคลากรของเคหะแห่งชาติเห็นความสำคัญและสนุกกับการไขว่คว้าหาความรู้ใหม่อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา จึงควรสร้างแรงจูงใจ เช่น 
      - กำหนดว่าพนักงานคนใดก็ตามถ้าไปศึกษาหรือเข้ารับการอบรมเพิ่มเติมในเรื่องใดก็ตามให้นำหลักฐานมาแจ้งกับหัวหน้างาน เพื่อจะได้แต้มประกอบการพิจารณาความดี ความชอบเพื่อเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปี
  - ถ้าสามารถนำความรู้ที่ได้รับจากการศึกษา /อบรมเพิ่มเติม มาปรับใช้กับงานได้จะได้รับแต้มพิเศษอีกชั้นหนึ่ง
  - จัดให้มีพื้นที่สำหรับพนักงานได้แสดงความคิดเห็น หรือนำความรู้ที่ได้มาจากที่ใดก็ตามโดยไม่จำเป็นต้องเป็นความรู้ทางวิชาการเท่านั้นมาแบ่งปันเพื่อนร่วมงาน  เช่น จัดบอร์ดประจำแต่ละหน่วยงาน หรือมีมุมกาแฟ เป็นต้น

2.สามารถทำงานเป็นทีมได้

  การทำงานในองค์กรใหญ่ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นการทำงานเป็นทีม โดยอาจจะมีทั้งทีมใหญ่ หรือ ทีมเล็กก็ได้ ซึ่งการทำงานเป็นทีมนั้น นอกจากจะต้องมีความรู้ในงานที่ทำแล้ว ยังต้องมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ (Emotional Quetient : EQ) ด้วย เนื่องจากจะต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆจากเพื่อนร่วมทีมซึ่งแต่ละคนมาจากพื้นฐานทางการศึกษา พื้นฐานทางครอบครัว หรือ มีทัศนคติแตกต่างกัน แต่ถ้าทุกคนในทีมมี EQ เพียงพอ ก็จะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น มีความรู้สึกของความเป็นเจ้าของ(sense of belonging) ร่วมกัน และมีความสุขที่ได้ทำงานร่วมกัน
     การสร้างความเป็นทีม ทำได้โดยการศึกษาอบรมให้เห็นความสำคัญ และคุณประโยชน์และความจำเป็นของการทำงานเป็นทีม มีน้ำใจคิดถึงผู้อื่น เอื้ออาทรต่อกัน รวมทั้งเทคนิคของการทำงานเป็นทีม เป็นต้น
  1. มีความสุขในการทำงาน
       ในวันหนึ่งๆ พนักงานการเคหะแห่งชาติซึ่งเป็นมนุษย์เงินเดือน ใช้ชีวิตอยู่ในที่ทำงานมากกว่าอยู่บ้าน และในบางครั้งหากมีงานด่วนอาจต้องมีการนำงานไปทำต่อที่บ้านอีก ถ้าไม่มีความสุขในการทำงานแล้ว พนักงานคนนั้นจะต้องทุกข์และเครียดมาก แต่ถ้าเขา/เธอปรับใจให้มีความสุขในการทำงานแล้วปัญหาต่าง ๆ ก็จะลดน้อยหรือหมดไปทันที 
    
    การทำให้มีความสุขในการทำงาน ทำได้โดย
     1. Happy Body (มีสุขภาพดี)  – รู้จักดูแลตัวเองให้มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ รู้จักใช้ชีวิตให้มีความสุข (สมองที่สดใสย่อมอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง)  
     2. Happy Money (ใช้เงินเป็น)-สามารถจัดการรายรับ-รายจ่ายของตัวเองได้ รู้จักเก็บ รู้จักใช้ มีชีวิตที่เหมาะสมกับตัวเอง
     3. Happy Family (มีครอบครัวที่ดี) โดยการให้ความสำคัญกับครอบครัว ทำให้ครอบครัวมีความอบอุ่นมั่นคง เกิดเป็นกำลังใจที่ดีในการทำงานเหมือนเป็นภูมิคุ้มกันที่ช่วยให้เผชิญกับอนาคตหรืออุปสรรคในชีวิตได้
    
    1. Happy Relax (การผ่อนคลาย) ต้องรู้จักผ่อนคลายสิ่งต่าง ๆในการดำเนินชีวิต เพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกกดดันมากเกินไป หากทำงานเครียดก็ต้องมีวิธีผ่อนคลายในการทำงาน หรือแม้แต่ชีวิตส่วนตัวก็ด้วย ต้องรู้จักผ่อนคลายให้เหมาะสม
       5. Happy Work (พอใจในงาน) เห็นคุณค่าของงานที่ทำ และภูมิใจที่ได้รับผิดชอบงานชิ้นนี้ 
      

      เมื่อปรับกาย ปรับใจ และปรับความคิดได้เช่นนี้แล้ว ความสุขในการทำงานย่อมเกิดขึ้นแน่นอน และถ้ามีความสุขในการทำงานผลงานที่ออกมาก็จะมีทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล

4.มีความรัก ความผูกพันกับองค์กร

         ความรักความผูกพันองค์กรเป็นปัจจัยสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรและองค์กรให้แน่นแฟ้นมากขึ้น การมีความรัก ความผูกพันในองค์กรทำให้บุคลากรรู้สึกหวงแหน คอยปกป้ององค์กรจากภัยทั้งปวง รวมทั้งพร้อมจะทุ่มเทพละกำลังในการสร้างสิ่งดีๆ ให้องค์กรอย่างเต็มที่
         การสร้างความรักความผูกพันกับองค์กร ทำได้โดย
                 -ทำให้รู้สึกว่าเขามีความสำคัญต่อองค์กร    และ
                - ทำให้รู้สึกว่าองค์กรไม่ทอดทิ้งเขาในยามวิกฤต
  1. เป็นคนดีมีคุณธรรมและจริยธรรม
                เป็นที่แน่นอนว่าความเก่งเพียงลำพังไม่อาจทำให้องค์กรบรรลุเป้าหมายได้ ในทางตรงกันข้ามคนที่เก่งอาจจะใช้ความเก่งในทางที่ผิด ซึ่งอาจจะเกิดผลเสียต่อองค์กรได้มากกว่าคนไม่เก่ง แต่อย่างไรก็ตามองค์กรก็ต้องการคนเก่งมากกว่าคนที่ไม่เก่ง แต่ต้องเป็นคนเก่งที่มีคุณธรรมและจริยธรรมควบคู่ไปด้วย 
        การเคหะแห่งชาติได้เห็นความสำคัญเรื่องนี้เป็นอย่างมาก จึงได้กำหนดวัฒนธรรมองค์กรมาให้ทุกคนในองค์กรทราบและถือปฏิบัติร่วมกัน และจัดให้มีการอบรมเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมเป็นระยะ ๆ พร้อมทั้งกำหนดบทลงโทษสำหรับคนที่ประพฤติไม่ดีเพื่อไม่ให้บุคคลอื่นเอาเยี่ยงอย่าง
    
       จะเห็นได้ว่าองค์กรที่ให้ความสำคัญและทุ่มเทกับทุนมนุษย์จะได้รับผลตอบแทนกลับมาอย่างคุ้มค่า ทุนมนุษย์ช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายได้อย่างน่าอัศจรรย์ ถึงเวลาแล้วที่การเคหะจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์กร
    
                                                &&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&
    

หนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้

หนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้เป็นเรื่องราวของสองแชมป์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่เป็นนักคิดและนักปฏิบัติว่าด้วยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยได้เล่าผ่านตัวหนังสือที่อ่านสนุก เข้าใจง่าย และน่าติดตาม  ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในหลายแง่มุม  ได้ข้อคิดของการเป็นผู้นำที่ดีต้องทำอย่างไรจึงจะได้ใจลูกน้อง  เราต้องให้ใจเขาก่อน  ทำอย่างไรทุกคนจะมีใจเป็นหนึ่งเดียวเช่นที่เครือซิเมนต์ไทย ทุกคนเรียกตัวเองว่าเป็น “คนปูน” ฟังดูยิ่งใหญ่ และน่าภาคภูมิใจจริง ๆ และจากคำกล่าวที่ว่าคนที่สามารถนำพาองค์กรให้ประสบผลสำเร็จจะต้องประกอบด้วย
             1. 4 เก่ง และ 4 ดี และต้องมีการประเมิน คือ
                 4 เก่ง  -  เก่งงาน  เก่งคน  เก่งคิด เก่งเขียน  ประเมินด้วย Capability เสริมสร้างด้วยการฝึกอบรม การเรียน 
                 4 ดี    -  ประพฤฒิดี  มีน้ำใจ  ใฝ่รู้  คู่คุณธรรม  ประเมินด้วย Acceptability ส่วนนี้ต้องเป็นการปลูกฝัง และสร้างเอง
             2.  มีความเชื่อในเรื่องคุณค่าของคน เพราะคนเป็นทรัพย์สินที่มีค่ามากกว่าทรัพย์สินอื่นใดในองค์กร ต้องพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนนี้ช่วยเสริมในเรื่องของ 4 ดี
 3. การดูแลทุกข์สุขของคนใกล้ชิด เป็น Holistic concern โดยมีความเชื่อว่าคนไม่ได้ต้องการผลตอบแทนที่เป็นเงินอย่างเดียว แต่ต้องการผลตอบแทนทางใจด้วย

การบริหารพัฒนากรทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เพื่อที่จะได้คนเก่งคนดีที่มีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา ซื่อสัตย์ อุทิศตน ส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในการเพิ่มผลผลิตได้ (Productivity Improvement) รู้จักรับฟังผู้อื่น (Listening Skill) ประการสำคัญคือต้องมีความจงรักภักดีต่อองค์กร และเมื่อเป็นผู้บริหารควรมีคุณสมบัติต้องเป็นที่ยอมรับ (Performance Acceptability) มีความสามารถในการทำงาน (Capability และมีศักยภาพในการเติบโตในวิชาชีพ (Potential Career Path โดยอาจารย์จีระได้มี 10 แนวคิดและทฤษฎีเพื่อ “พัฒนาทรัพยากรมนุษย์” คือ

         1. ทฤษฎี HR Architecture เป็นการมองภาพรวมของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
         2. ทฤษฎี 3 วงกลม ประกอบด้วย 1. Context เน้นที่สภาพแวดล้อมขององค์กรในการทำงาน   2. Competencies เป็นทฤษฏีว่าด้วยการเพิ่มศักยภาพของคน และ 3. Motivation เป็นการสร้างแรงจูงใจโดยใช้หลัก PM-Performance
         3. ทฤษฏี 8K’s  ว่าด้วยองค์ประกอบของทรัพยากรมนุษย์ 
         4. ทฤษฏี 5K’s ทุนสำหรับทรัพยากรมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์
         5. ทฤษฏี 4L’s เพื่อสังคมแห่งการเรียนรู้
         6. ทฤษฏี 2F’s  เพื่อการมองวิเคราะห์ปัญหาและการเรียนรู้
         7. ทฤษฏี 2I’s  เพื่อการเรียนรู้และการสร้างพลัง
         8. ทฤษฏี C&E  เพื่อการเรียนรู้และการทำงานยุคใหม่
         9. ทฤษฏี HRDS เพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์และการทำงานอย่างมีความสุข
       10.  ทฤษฏี 3L’s เพื่อการทำงานยุคใหม่
      ซึ่งอีกไม่นานที่จะเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “AEC” ทุกภาคส่วนจึงต้องมีความพร้อมในเรื่องของคนเป็นลำดับแรก โดยคนเหล่านั้นต้องใฝ่รู้ และเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่อยู่อย่างมีคุณค่าตลอดไป

ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ทุกท่านที่ได้กรุณาสอน อบรม ทั้งให้ความรู้ ทั้งสอนให้คิด และเป็นแรงบันดาลใจ ให้พวกเราชาว NHA ที่จะต่อสู้และพันฝ่า เพื่อให้ NHA เป็นที่พึ่งของประชาชนโดยแท้จริง

ประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้าอบรมหลักสูตร การพัฒนาผู้บริหารระดับสูงวันที่ 9 กรกฎาคม 2555 การบริหารธุรกิจในยุค ASEAN Economic Community (AEC) โดย รศ.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ทำให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับ AEC ชัดเจนมากกว่าที่ได้รับรู้มาจากท่านอื่น ๆ หรือที่อื่นๆ ได้รู้ประเภทบริการที่ไทยขึ้นชื่อ ได้รู้ว่าอาชีพอะไรในประเทศที่ได้รับผลกระทบ ได้รู้ข้อเท็จจริงว่าอันที่จริงแล้ว ไทยได้เข้าสู่ AEC มานานแล้วจากการทำข้อตกลงต่าง ๆ ได้รู้ว่าจริง ๆ แล้ว เป็น the Fifth Discipline (ของ Peter Senge) ไม่ใช่ Five Disciplines ประการสำคัญ ได้เรียนรู้หลักการบริหารที่ดีว่าต้องมองอย่างเป็นระบบ ได้เรียนรู้ถึงองค์ประกอบของ “ระบบ” และการอยู่รอดของระบบ ต้องมองครั้งเดียวเห็นทั้งโลกคือ มองแบบองค์รวม ต้องค้นให้พบตัวเอง ต้องปรับ mindset ไม่ถาม What ? แต่ถาม Why? How? ทุกอย่างในโลกนี้เป็น process ประการสำคัญ ต้องเห็นความเหมือนในความต่าง ซึ่งทำให้ได้ข้อคิดอีกว่า ต้องเห็นความต่างในความเหมือนอีกด้วย ส่วนในช่วงบ่าย เป็นการอภิปรายโดยคุณอรุณี พูลแก้ว ผศฬดรใพงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล และ ดร.โสภณ พรโชคชัย ดำเนินการอภิปรายโดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ทำให้หันกลับมามองการเคหะ ฯ ในเรื่องของโอกาสและความท้าทายที่รออยู่เมื่อมีการเปิดเสรีอาเซียนแล้ว โดยพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นบริบทขององค์กรเองหรือแนวโน้มของโลก และต้องมองในเชิงแข่งขันเปรียบเทียบด้วย ประการสำคัญต้องมองในเชิง Supply Chain

สุชาดา ศิโรรังษี

ประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้าอบรมหลักสูตร การพัฒนาผู้บริหารระดับสูงวันที่ 11 กรกฎาคม 2555 การบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจ โดย ดร.สุรพงษ์ มาลี คุณสมชาย ไตรรัตนภิรมย์ ดำเนินการอภิปรายโดย คุณอนุรัตน์ ก้องธรณินทร์ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นมาของการประมินรัฐวิสาหกิจว่ามาจากความเห็นของธนาคารโลกที่เห็นว่า กระทรวงการคลังควรปรับบทบาทในการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจจากเดิมควบคุมอำนาจ เป็นกำกับดูแลผลงานของรัฐวิสาหกิจ โดยพิจารณาด้านประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและคุณภาพการบริหารจัดการองค์กร เช่น การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ที่ดี ความสามารถในการส่งมอบผลงานให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เทคโนโลยีสารสนเทศ การควบคุมภายใน การบริหารความเสี่ยง และธรรมาภิบาล โดยการควบคุมภายในเป็นเครื่องมือของการบริหารความเสี่ยง ต้องหา Strategic Objective ขององค์กรให้พบ แล้วจึงหาความเสี่ยงที่จะทำไม่ให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย แล้วจัดการควบคุมไม่ให้เกิดความเสี่ยงดังกล่าวในลักษณะ Cascade หรือ Drive down โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เคยมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความเสี่ยงตามที่อาจารย์ได้พูดถึง 3 ข้อ 1. High Risk, High Return 2. No Risk Free World เพราะไม่มีทางทำให้ Risk หมดไปได้ 3. Play Safe ไม่เสี่ยงเลยดีกว่า ปลอดภัยที่สุดซึ่งมีข้อเสียคือ จะไม่เกิดนวัตกรรม ตรงมาก ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะเลือกปฏิบัติตามข้อ 3 เนื่องจากปลอดภัยที่สุด แต่ต่อจากนี้ไป จะยอมเสียเวลาพิจารณาให้ดีก่อน จะได้ไม่เสียโอกาสที่จะทำให้เกิดนวัตกรรมในการทำงาน นับว่ามีประโยชน์อย่างมากที่ทำให้ได้คิดและคิดได้ ส่วนในช่วงบ่าย เป็นการอภิปรายหัวข้อ การบริหารงบประมาณเชิงกลยุทธ์ โดย ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร น.อ.ศิรัส ลิ้มเจริญ ดำเนินการอภิปรายโดย คุณอนุรัตน์ ก้องธรณินทร์ ได้ข้ดคิดที่มีประโยชน์หลายอย่าง เช่น แนวทางการจัดการเกี่ยวกับการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและรอบคอบ ไม่ประมาท ซึ่งอาจารย์ได้ยกกรณีศึกษาของนักมวยชื่อดัง “บัวขาว” ซึ่งตัดสินใจเลิกชกมวยแต่หันไปทำอย่างอื่นที่มีรายได้มากกว่า ง่ายกว่า ให้ศึกษาแบบอย่างที่ดี ต้องมี Plan, Do, Check, Act และต้องมีการกระจายความเสี่ยง นอกจากนั้น การบริหารงบประมาณต้องประหยัด พอดี และต้องมีข้อมูลจริงและมีเพียงพอ ปไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป รวมทั้งต้องมีจริยธรรมและให้เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมือง ซึ่งทั้งหมดนี้ สามารถนำไปปรับใช้ในการทำงานและในชีวิตจริงได้ สุชาดา ศิโรรังษี

ประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้าอบรมหลักสูตร การพัฒนาผู้บริหารระดับสูงวันที่ 18 มิถุนายน 2555 ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ (1) โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ทำให้ได้เรียนรู้ถึงประเภทและองค์ประกอบของผู้นำ ได้เห็นตัวอย่างของผู้นำหลายๆ แบบในโลกซึ่งประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับกันในวงกว้าง รวมทั้งได้ทราบองค์ประกอบของผู้นำที่ดีว่าควรมีลักษณะอย่างไร ส่วนในช่วงบ่าย หัวข้อวิชา การบริหารการเปลี่ยนแปลง (1) โดย ผศ.ปัณรส มาลากุล ณ อยุธยา คุณกิตติ เพ็ชรสันทัด ดำเนินการอภิปรายโดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ทำให้ได้ข้อคิดว่า ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้ทันโลก เตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า ต้องมีการเรียนรู้ข้ามศาสตร์ การรู้เฉพาะด้านหรือรู้ด้านเดียวจะไม่ช่วยให้ประสบความสำเร็จอีกต่อไป ไม่เช่นนั้นเราจะอยู่ไม่ได้ นอกจากนี้ ต้องเลือกผู้นำให้เหมาะสมเพื่อความอยู่รอดขององค์กร ปัญหาที่การเคหะฯ กำลังประสบอยู่ปัจจุบันคือจะขาดช่วงเรื่องบุคลากรในหลายๆ ระดับ ทั้งๆ ที่รู้ปัญหามาหลายปีแล้ว แต่ไม่มีการใส่ใจจริงจังจากทั้งหน่วยที่เกี่ยวข้องโดยตรงและหน่วยที่ได้รับผลกระทบ สั้น ๆ สอบตกเรื่องการบริหารการเปลี่ยนแปลง สำหรับการนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานนั้น คงไม่ง่าย เพราะมีตัวแปรมากมาย แต่จากการอบรมวันนี้ ทำให้ได้คิดว่า ถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเสียที ต้องให้ความใส่ใจกับการนำองค์กรและเรียนรู้ภาวะผู้นำ รวมทั้งจะต้องพยายามบริหารการเปลี่ยนแปลง อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สุชาดา ศิโรรังษี

ประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้าอบรมหลักสูตร การพัฒนาผู้บริหารระดับสูงวันที่ 25 มิถุนายน 2555 ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ (2) โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ทำให้ได้เรียนรู้ว่า “ผู้นำเชิงวิสัยทัศน์” ควรเป็น Generalist ไม่ใช่ Specialist และควรใส่ใจกับความเป็นมาและความเป็นไป ทุกข์สุขของผู้ที่อยู่ในบังคับบัญชา รวมทั้งควรปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ประการสำคัญ ทำให้ได้ข้อเตือนใจว่า ความสำเร็จขององค์กรไม่ใช่แค่กำไร แต่ต้องเป็นความสุข ความภาคภูมิใจของบุคลากรด้วย นอกจากนี้ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิสัยทัศน์ว่า การกำหนดวิสัยทัศน์ที่ดีจะต้องเริ่มจาก Where are we? Where do we want to go? How to go there? How to go there successfully? พร้อมวางแผนรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต แต่ต้องเป็นแบบ realistic และเป็นสากล ประการสำคัญ ควรเป็นวิสัยทัศน์ร่วม (Shared Vision) จากนั้นจึงเป็นการกำหนดพันธกิจเพื่อตอบสนองเป้าหมายของวิสัยทัศน์โดยการศึกษาปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในภายนอก รวมทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และต้องมี Core Value เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ความเป็นเลิศโดย Core Value นั้นจะต้องประกอบด้วยความแม่นยำ สร้างสรรค์ สร้างมูลค่าเพิ่มและมีความสุขในการทำงาน ส่วนในช่วงบ่าย หัวข้อวิชา การบริหารกลยุทธ์องค์กร โดย ดร.เฉลิมพล เกิดมณี และวิทยากรอีก 2 ท่าน ดำเนินการอภิปรายโดย อาจารย์ กิตติ ชยางคกุล ทำให้ได้ข้อคิดว่า การทำงานในยุคหน้าต่อไปนี้ จะต้องดำเนินงานอย่างมีกลยุทธ์ จะต้อง Positioning ตัวเองให้เป็น ถามตัวเองว่ากำลังจะทำอะไร เพื่อจะได้กำหนดกลยุทธ์ให้สอดคล้องหรือเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น จะต้องหาคุณค่าในตัวเองให้เจอและมุ่งพัฒนาเพื่อนำองค์กรสู่เป้าหมาย นอกจากนี้ เมื่อโลกภายนอกเปลี่ยน ให้ตั้งคำถามว่า จำเป็นหรือไม่ที่เราจะต้องเปลี่ยน ถ้าไม่เปลี่ยนจะเกิดอะไรขึ้น เราจะอยู่ได้หรือไม่และถ้าจะต้องเปลี่ยน จะเปลี่ยนอย่างไร ประการสำคัญ การทำงานในยุคหน้านอกจากจะต้องมีกลยุทธ์แล้ว จะต้องมี creative thinking ด้วยเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งการเคหะแห่งชาติจะต้องสร้าง brand ของตนเองให้ได้เพื่อให้ลูกค้าเลือกใช้สินค้าของตน และการเคหะฯ ควรจะพัฒนาอย่างไรให้สินค้าของตนแม้จะมีราคาถูกแต่ก็มีคุณภาพดีด้วย ทั้งนี้ ควรคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งปัญหาและแนวโน้มสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น ปัญหาอุทกภัย, การเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุ, AEC เพื่อวางแผนรองรับในเชิงกลยุทธ์

สุชาดา ศิโรรังษี

ประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้าอบรมหลักสูตร การพัฒนาผู้บริหารระดับสูงวันที่ 27 มิถุนายน 2555 (ทั้งเช้าและบ่าย) หัวข้อ วิเคราะห์ประเด็นท้าทายของการเคหะแห่งชาติ (ด้านการตลาด / การเงิน / วัฒนธรรมองค์การ/ การผลิต) โดย ศาสตราภิชาน ไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ ผศ.ดร.พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล ดำเนินการอภิปรายโดย คุณสุภวัส วรมาลี ทำให้ได้รู้ทัศนคติและมุมมองของวิทยากรและภายนอกว่า มีทัศนคติต่อการเคหะแห่งชาติอย่างไร นับว่าเป็นวันที่มีคุณค่าอย่างมากเพราะเปรียบเสมือนท่านเป็นกระจกสะท้อนภาพการเคหะฯ ออกมาให้ชาวเคหะ ฯ ได้เห็น ทั้งนี้ จะต้องหาตัวตนขององค์กรให้พบ ค้นหาตนเองว่ามีมีความเชี่ยวชาญ ความถนัด มี Know how หรือเก่งในเรื่องอะไร สิ่งใด และพยายามค้นหาหรือพัฒนาสินค้าที่เมื่อนำเสนอให้ลูกค้าเห็นแล้ว จะเกิดความอยาก (อยากรู้ อยากได้) รวมทั้งวิเคราะห์ความอยากของคน ณ ขณะนั้น พร้อมทั้งหาปัจจัยสนับสนุน เช่น ช่วงเศรษฐกิจดี ประชาชนมีรายได้สูง นิยมบ้านพักตากอากาศในเมืองท่องเที่ยว นอกจากนี้ ต้องค้นหาช่องว่างทางการตลาดเพื่อใช้ให้เป็นประโยชน์ และวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค ดูกลุ่มลูกค้า ความสามารถทางการเงินเทียบกับราคาสินค้า ทั้งหมดนี้ ช่างไม่ง่ายเลย แต่ทำให้ได้แนวคิดไปปรับใช้ในการสำรวจและจัดทำข้อมูลทางวิชาการ การวิจัย

สุชาดา ศิโรรังษี

ประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้าอบรมหลักสูตร การพัฒนาผู้บริหารระดับสูงวันที่ 2 กรกฎาคม 2555 (ทั้งเช้าและบ่าย) หัวข้อ การบริหารทุนมนุษย์เชิงกลยุทธ์ โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ อาจารย์ธัญญา ผลอนันต์ ดร.ศิริลักษณ์ เมฆสังข์ ดำเนินการอภิปรายโดย คุณสุทธิเดช สุทธิสมณ์ ทำให้เข้าใจเรื่องทุนมนุษย์มากฃึ้นว่า มนุษย์เป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีค่าเสื่อม และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นด้วยการส่งเสริมสนับสนุน ให้การเรียนรู้ ศึกษา อบรม สัมมนา ดูงาน โดยสรุป “มนุษย์เป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดขององค์กร” และการพัฒนามนุษย์ไม่ใช่ “ต้นทุน” แต่เป็น “การลงทุน” กลยุทธ์ จะมีจุดเริ่มต้นที่ดีและบรรลุเป้าหมายสุดท้ายได้สำเร็จ จะต้องดึงขีดความสามารถออกมาให้ได้ นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติอื่นของทุนมนุษย์อีก เช่น มีความรู้ ความสามารถ มีทักษะ มีประสบการณ์ที่สั่งสมในตัวเอง มีคุณธรรมจริยธรรม มีจิตใจผูกพันรักองค์กร ถ่ายทอดพลังจิตใจและสติปัญญาเพื่อความสำเร็จขององค์กร ช่วงสุดท้ายคือการทำ Workshop โดยใช้ Mind Map ซึ่งจะทำให้เกิดความเชื่อมโยงทางความคิด ได้ลองนำไปใช้กับการทำงานแล้วหลายเรื่อง เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การจัดทำบทวิดีทัศน์ มีประโยชน์มาก สุชาดา ศิโรรังษี

(สำหรับการบ้าน วันที่ 16 กรกฎาคม 2555 ส่งมาก่อนหน้านี้นานแล้วค่ะ)

ประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้าอบรมหลักสูตร การพัฒนาผู้บริหารระดับสูงวันที่ 17 กรกฎาคม 2555 หัวข้อ การบริหารการเปลี่ยนแปลง (2) โดย อาจารย์ประกาย ชลหาญ
กาอบรมในวันนี้ทำให้ได้แง่คิดและแนวทางปฏิบัติมากมาย อาจารย์ได้นำแนวคิดและวิธีปฏิบัติของ Jack Welch (CEO GE) มาเล่าให้ฟัง ประโยคแรกเลย “ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไร ต้องใช้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” ต่อมา ธุรกิจเป็นเรื่องของ “คน” เพราะฉนั้น การให้เวลาเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ส่วนระบบวัดผลนั้นต้องเริ่มที่การตั้เป้าหมายและ Coaching ลูกน้องเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมาย ประการสำตัญ ต้องเปลี่ยนเองก่อนที่สถานการณ์จะบังคับให้เปลี่ยน (ก่อนที่จะสายเกินไป) ทั้งนี้ ต้องสามารถประเมินการเปลี่ยนแปลงได้ คือคิดได้มากกว่า แม่นกว่าคนอื่น สำหรับปัจจัยภายในนั้น ผู้นำต้องจัดการบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management) ให้ได้ สำคัญที่สุด ต้องเข้าใจว่า -ต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติให้ได้ว่า องค์กรมีความซับซ้อนเพราะว่าบริหารคนซึ่งมีความซับซ้อนในความคิด ไม่ใช่เครื่องจักร -องค์กรขับเคลื่อนโดย Process มากกว่าโครงสร้าง -การเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงย่อย ๆ -ต้องยอมรับว่า ในชีวิตการทำงานจะมีหลาย ๆ เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องยอมรับและแก้ไข ประการสำคัญ ถ้าจะเปลี่ยนอะไร ต้องปรับ Mindset ทุกการเปลี่ยนแปลงต้องมี “ผู้นำ” ผู้นำที่ดีต้อง Shape Vision ให้ได้ สำคัญที่สุด ในช่วง transition เมื่อเปลี่ยนแล้ว จะทำให้ยั่งยืนต้องเปลี่ยนโครงสร้าง ระบบจึงจะยั่งยืน การเรียนรู้ในวันนี้ ก็มีประโยชน์อีกเหมือนทุกวัน ได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการจัดการความเปลี่ยนแปลงภายในฝ่าย ทำให้รู้สึกมีความมั่นใจมากขึ้นกว่าก่อนอบรม ส่วนในช่วงบ่าย หัวข้อ Finance for Non-Finance & Financial Perspective โดย ดร.กุศยา ลีฬหาวงศ์ ได้เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับการเงินซึ่งเป็น “ยาดำ” สำหรับตัวเอง แต่อาจารย์ช่วยทำให้เข้าใจง่ายขึ้น ทำให้ได้รู้จักเรื่องตลาดการเงินทั้งในระบบและนอกระบบ มีประโยชน์มากเพราะเป็นใกล้ตัว ได้รู้เทคนิคการซื้อกองทุน รวมทั้งได้เรียนรู้ประเภทต่าง ๆ ของตลาดทุน ทั้งตลาดแรกและตลาดรอง ที่สำคัญ เป็นการเรียนการสอนที่ไม่น่าเบื่อ ขอบคุณมากค่ะ สุชาดา ศิโรรังษี

           จากการเข้ารับการอบรมหลักสูตรการพัฒนาผู้บริการระดับสูง (Executive Development Program 2012) การเคหะแห่งชาติ รุ่นที่ 2 ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2555 และจากการอ่านหนังสือ “ทรัยพากรมนุษย์พันธ์แท้” เรียบเรียงโดย ปวันท์วีย์ เป็นการรวมแนวคิดและประสบการณ์ในเรื่องการบริหารและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นำเสนอในรูปแบบของการสนทนาของคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา และ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ รวมทั้งบทสนทนาของผู้ใกล้ชิด ซึ่งเป็นบทสนทนาของนักคิดและนักปฏิบัติแห่งยุค โดยผู้เรียบเรียงได้จัดเนื้อหาหลัก ๆ ดังนี้

          • เรื่องของสองแชมป์

          • คัมภีร์ค้นพันธ์แท้

          • จักรวาลแห่งการเรียนรู้

          • สูตรเพิ่มผลผลิต

          ทั้งนี้ได้รวบรวมแนวคิดและทฤษฎีเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ของ ดร.จีระฯ ไว้ 10 ประการ ดังนี้

           1. HR Architecture ใช้เป็นแนวทางในการมองภาพรวมของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ได้ในทั้งระดับประเทศ สังคม ชุมชน และในระดับองค์กร

           2. ทฤษฎี 3 วงกลม

               • CONTEXT บริบทของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ พูดถึงสภาพแวดล้อมขององค์กรที่เอื้ออำนวยต่อการทำงาน

              • COMPETENCIES คือ สมรรถนะ หรือทักษะความสามารถของบุคลากรในองค์กร

              • MOTIVATION คือ การสร้างแรงจูงใจ

          3. ทฤษฎีทุน 8 ประการ (8K’s) ที่เป็นพื้นฐานของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยพื้นฐานแล้วทรัพยากรมนุษย์ควรจะมีทุนดังต่อไปนี้ ทุนมนุษย์ ทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรม ทุนแห่งความสุข ทุนทางสังคม ทุนแห่งความยั่งยืน ทุนทาง IT และทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ

          4. ทฤษฎีทุนใหม่ 5 ประการ (5K’s new) ในยุคโลกาภิวัฒน์จะต้องตระหนักถึงทุนที่สำคัญเพิ่มขึ้นอีก 5 ประการ ประกอบด้วย ทุนทางความรู้ ทุนทางความคิดสร้างสรรค์ ทุนทางนวัตกรรม ทุนทางวัฒนธรรม และทุนทางอารมณ์

          5. ทฤษฎี 4L’s เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ประกอบด้วย วิธีการเรียนรู้ บรรยากาศการเรียนรู้ โอกาสการเรียนรู้ และชุมชนแห่งการเรียนรู้

          6. ทฤษฎี 2R’s เพื่อการมอง วิเคราะห์ปัญหา และการเรียนรู้ ประกอบด้วย

              • Reality มองความจริง

              • Relevance มองตรงประเด็น

          7. ทฤษฎี 2I’s เพื่อการเรียนรู้และสร้างพลังในการทำงาน ประกอบด้วย

              • Inspiration จุดประกาย

              • Imagination สร้างจิตนาการ

          8. ทฤษฎี C&E เพื่อการเรียนรู้และการทำงานยุคใหม่ ประกอบด้วย

              • Connecting การติดต่อ/เชื่อมต่อกัน

              • Engaging การมีส่วนร่วม

          9. ทฤษฎี HRDS เพื่อการบริการทรัพยากรมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ และการทำงานอย่างมีความสุข

          10. ทฤษฎี 3L’s เพื่อการทำงานยุคใหม่ คือ

               • Learning from pain

               • Learning from experience

                • Learning from listening

                                                     -------------------

          จากการเข้ารับการอบรมหลักสูตรการพัฒนาผู้บริการระดับสูง (Executive Development Program 2012) การเคหะแห่งชาติ รุ่นที่ 2 ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2555 และจากการอ่านหนังสือเรื่อง 8K’s+5K’s : ทุนมนุษย์ของคนไทยรองรับประชาคมอาเซียน ซึ่ง ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เป็นผู้เรียบเรียง ได้เน้นความรู้ ความคิด และประสบการณ์ในการวางแนวทางพัฒนา “ทุนมนุษย์” เพื่อรองรับการที่ประเทศไทยจะเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี พ.ศ. 2528 การได้อ่านหนังสือเล่มนี้ทำให้ผู้อ่านตระหนักถึงคำว่า “ทุนมนุษย์” ในความหมายที่แท้จริง ในกรอบที่กว้างและลึกซึ้ง ครอบคลุมในทุกมิติสามารถนำไปใช้ในการจัดการส่วนตน และบริหารองค์กร หน่วยงานได้ทันทีในทุกสภาวะทุกธุรกิจ ศ.ดร.จีระฯ ได้เรียบเรียงโดยใช้ภาษาที่อ่านเข้าใจง่าย ประกอบกับการจัดลำดับเรียบเรียงหมวดหมู่เป็นลำดับเป็นระบบ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการกระตุ้นให้ผู้อ่านมองถึงปัญหาของทุกคนว่าจะทำอย่างไรมีส่วนอย่างไรในการพัฒนา “ทุนมนุษย์” ให้กับสังคมไทย เป็นปัญหาของชาติ ไม่ใช่ปัญหาส่วนตนหรือระดับหน่วยงาน หากแต่เป็นปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขันของชาติ ซึ่งทุกคนมีส่วนร่วมปลูกสร้างและสั่งสมเพื่อระยะยาวและต่อเนื่องต่อไป สาระของหนังสือต้องการสื่อให้ทราบว่า ทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพ เป็นปัจจัยที่สำคัญของการพัฒนาประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน มีศักยภาพ เพื่อความพร้อมที่จะเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน โดยใช้:-

           ทฤษฎี 8’K หรือทุน 8 ประการ เป็นพื้นฐานของทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ ประกอบด้วย

           • K1 = Human Capital ทุนมนุษย์ คนเมื่อได้รับทรัพยากรต่างๆ เข้าไปแล้วย่อมดูดซับ ประมวลผล และนำมาปฏิบัติได้ไม่เท่ากัน

           • K2 = Intellectual Capital ทุนทางปัญญา ปัญญาต้องมาจาก การรับรู้ มองในเชิงวิเคราะห์ การต่อยอดนำมาปฏิบัติ

           • K3 = Ethical Capital ทุนทางจริยธรรม สำคัญที่สุด ถ้าทุนมนุษย์ขาดคุณธรรม จริยธรรมก็จะสร้างปัญหาให้สังคม คนขี้โกงที่อันตรายที่สุด

           • K4 = Happiness Capital ทุนทางความสุข มาจากเป็นผู้ให้ ทำในสิ่งที่ตนเองและรอบข้างมีความสุข

           • K5 = Social Capital ทุนทางสังคม เมื่อทั้ง 4 ทุนดี มีประสิทธิผล ทุนทางสังคมดีตามไปด้วย

            • K6 = Sustainable Capital ทุนทางความยั่งยืน ไม่ใช่มาจากความร่ำรวย ความสุขมีก็เป็นช่วงระยะสั้นๆ ไม่มีความยั่งยืน ต้องมาจากทุนทั้ง 5 ดังกล่าว

            • K7 = Digital Capital ทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ IT ถ้าการสื่อสารขาดตอน ความต่อเนื่องก็จะไม่มีความยั่งยืน

            • K8 = Talented Capital ทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ (ทุนอัจฉริยะ) ซึ่งจะต้องเรียนรู้ตลอดเวลา

            หากจัดลำดับความสำคัญ หาแนวทาง และลงมือทำ เพื่อพัฒนาคุณภาพของทุนมนุษย์ขั้นพื้นฐานของเราให้สมบูรณ์ ก็สามารถปรับใช้ได้ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว องค์กร ชุมชน แม้แต่ในระดับประเทศ

            นอกจากแนวคิดทฤษฎี 8K’s หรือทุน 8 ประการแล้ว ยังมีทุนอีก 5 ประการที่มีความสำคัญ ซึ่งจะช่วยให้ทุนมนุษย์ของประเทศไทยมีคุณภาพเพียงพอที่จะอยู่รอด เป็นทฤษฎีต่อยอดสร้างคุณภาพทุนมนุษย์ เพื่อศักยภาพในการแข่งขันยุคอาเซียนเสรี โดยเรียกแนวคิดทุนใหม่ 5 ประการนี้ว่า “ทฤษฎี 5 K’s ใหม่” ประกอบด้วย

            • Creativity Capital ทุนแห่งความคิดสร้างสรรค์ เกิดจากจินตนาการที่ต้องนำมาปฏิบัติ

            • Knowledge Capital ทุนทางความรู้ ต้องสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ โดยทำจนเป็นนิสัย เรียนรู้ทุกวัน และต้องสังเคราะห์จากความรู้ที่ได้รับ

            • Innovation Capital ทุนทางนวัตกรรม เกิดจาก K1 และ K2 ที่ถูกนำมาทำให้เกิดความเป็นจริงในทางปฏิบัติ

            • Cultural Capital ทุนทางวัฒนธรรม ต้องรักษาไว้ และส่งเสริมให้ปฏิบัติตลอดเวลา

            • Emotional Capital ทุนทางอารมณ์ เปรียบเหมือนกับความซื่อสัตย์ จะขาดไม่ได้

            เพราะการเปิดเสรีอาเซียน หรือการเป็นสังคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เกี่ยวข้องและส่งผลกระทบต่อคนไทยทุกคน ทั้งในแง่บวกและลบ ทั้งเป็นโอกาส และเป็นความเสี่ยง คุณภาพของทุนมนุษย์ คือ เรื่องวัดความสามารถทางการแข่งขัน ทฤษฎี 8K’s และ 5K’s (ใหม่) จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างคุณภาพของทุนมนุษย์เพื่อรองรับการเปิดเสรีอาเซียนในครั้งนี้

            ทุนมนุษย์ของคนไทยรองรับประชาคมอาเซียนนี้ จะไม่เกิดประโยชน์หากผู้อ่านไม่นำแนวคิด และความรู้ที่ได้รับ ไปปฏิบัติ ไปปรับพฤติกรรม และช่วยกันสร้างจิตวิญญาณของการเป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพของสังคมไทย

                                              ----------------------

          จากการเข้ารับการอบรมหลักสูตรการพัฒนาผู้บริการระดับสูง (Executive Development Program 2012) การเคหะแห่งชาติ รุ่นที่ 2 ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2555 และจากการอ่านหนังสือหนังสือ “ธรรมดีที่พ่อทำ” เป็นหนังสือที่คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย ได้เรียบเรียง โดยได้อัญเชิญพระราชกรณียกิจ พระราชจริยวัตร พระราชดำรัส และพระบรมราโชวาทที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทย มาไว้ด้วยกันเป็นหมวดหมู่ตามหัวข้อที่นำเสนอ ผสมผสานกับข้อวิเคราะห์เทียบเคียงของผู้เรียบเรียง เป็นหนังสือดีมีคุณค่าเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา

           “ธรรมดี” ที่พ่อทำ ธรรมดีที่น่าประทับใจ และควรนำมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตอันทรงคุณค่า ได้แก่

          1. ความกตัญญู

          2. ความอ่อนน้อมถ่อมตน

          3. ความพอเพียง

          4. ความซื่อสัตย์

          5. ระเบียบวินัย

          6. ความอดทน

          จากหนังสือเล่มนี้ ผู้อ่านจะได้ข้อคิดนำมาปฏิบัติตนดำเนินตามรอยพระยุคลบาท มาต่อยอดความสำเร็จโดยใช้กับชีวิตจริง ผลแห่งการปฏิบัติจะบังเกิดเป็นประโยชน์แก่ตนเอง ขยายเป็นหน่วยใหญ่ขึ้น เป็นหน่วยครอบครัว หน่วยชุมชน หน่วยองค์กร และหน่วยระดับชาติระดับประเทศ และระดับโลกมนุษย์ต่อไป

                                                 --------------------

บทความ การเปิดช่องทางการชำระเงิน โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

            ยุคปัจจุบันเป็นยุคของการแข่งขัน หน่วยงานธุรกิจต่างๆ ล้วนปรับตัวอย่างรวดเร็ว ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งหน่วยงานภาคราชการก็ต้องมีการปรับตัวเช่นกัน หนึ่งในการปรับตัวเพื่อช่วยให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขันก็คือ การปรับตัวเรื่องของการบริการนั่นเอง

              กลยุทธ์ในการบริการลูกค้าที่สมบูรณ์เเบบนั้นสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าเเละลดต้นทุนที่ต้องเสี่ยงในระยะยาวได้ แต่ลูกค้าที่ไม่พึงพอใจก็อาจจากเรา ไปได้ ทั้งนี้เพราะการบริการลูกค้าให้พึงพอใจนั้น อาจไม่ใช่กลุ่มลูกค้าหรือบุคคลที่มีส่วนในการตัดสินใจซื้อก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม การบริการลูกค้าให้มีความพึงพอใจสูงสุดนั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งของการลดอัตราการเสี่ยงที่ลูกค้าจะตีตนออกห่างจากเราไปได้

               เราจะการบริการอย่างไรที่ให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจ ในศตวรรษที่ 21 นี่คือคำถามที่หลายท่านสงสัย เนื่องจากในยุคนี้เกิดแนวคิดใหม่ๆ ทฤษฏีใหม่ๆ ขึ้น ซึ่งแนวความคิดที่เปลี่ยนไปมีดังนี้

              เมื่อก่อนหน่วยงานส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับ Marketing (การตลาด) แต่ยุคปัจจุบันให้ความสำคัญกับเรื่องของ Service(บริการ) โดยเน้นลูกค้าที่ใช้บริการตลอดชีพ ไม่ใช่เพียงแค่ใช้บริการครั้งแรกและครั้งเดียว เน้นกระบวนการสร้างมูลค่าเพิ่มร่วมกับลูกค้า(ให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในงานบริการหรือสินค้าของเรา) การบริการจึงเป็นจุดขายของธุรกิจในยุคปัจจุบันและยุคอนาคต  เนื่องจากในยุคของการแข่งขัน ลูกค้ามีความสำคัญมาก สำคัญจนกระทั่งมีคำกล่าวว่า “Customer is the King”  หรือ บุคคลสำคัญๆ ของโลก เช่น มหาตมะ คานธี ถึงกับกล่าวว่า “ไม่ควรคิดว่าลูกค้าจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยธุรกิจเรา

เราต่างหากที่ต้องพึ่งพาอาศัยลูกค้า” สำหรับสิ่งที่งานบริการควรต้องปรับตัวในศตวรรษนี้ก็คือ

1. การบริการจะต้องมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นยุคของการแข่งขันอย่างเสรี

      บริษัท ต่างๆ ทั่วโลกสามารถเข้ามาค้าขายได้ในประเทศไทยหรือประเทศต่างๆในโลก   2. การบริการจะต้องเน้นที่ความคุ้มค่า เน้นเรื่องของคุณภาพ เมื่อเปรียบเทียบกับราคา

     ยุคปัจจุบัน และยุคในอนาคต ตลาดเป็นของผู้ซื้อ ผู้ซื้อสามารถเลือกซื้อสินค้า

     และ บริการต่างๆได้มากมาย พูดง่ายๆว่าอำนาจต่อรองส่วนใหญ่เป็นของผู้ซื้อนั้นเอง
 3. การบริการจะต้องเน้นที่ตัวคุณภาพและความสามารถของผู้ให้บริการ ผู้ให้บริการ

      จะต้องปรับตัวในการให้บริการ จะต้องเอาใจใส่ลูกค้ามากกว่าเดิม ต้องมีข้อมูลต่างๆ

      ของลูกค้า เพื่อที่จะบริการได้ตรงใจกับความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งความรู้

      สึกของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการส่วนใหญ่มักจะมีความรู้สึกแบ่งเป็น ระดับด้วยกัน

      สี่ระดับ คือ ไม่พอใจ  เฉยๆ  พอใจ  และประทับใจ( สำหรับลูกค้ามีทั้งลูกค้าภายนอก

       คือ ผู้รับบริการ และลูกค้าภายใน คือ เพื่อนร่วมงาน เจ้านายผู้ใต้บังคับบัญชา)

                     อีกทั้ง   การบริการที่ดีควรคำนึงถึงเรื่องของ ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และ      ความประหยัดด้วย    ดังนั้นคุณสมบัติที่ดีของผู้ให้บริการในเบื้องต้น ผู้ให้บริการควรเป็นคนที่มีน้ำใจ มีปิยวาจา มีคำพูดที่ไพเราะ มีบุคลิกยิ้มแย้มแจ่มใส แต่งกายสะอาด เหมาะสม มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีศิลปะในการสื่อความหมาย ประสานสามัคคี มีมนุษย์สัมพันธ์ มีความกระตือรือร้น มุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน ให้บรรลุผล มีการกระทำที่มุ่งเน้นเป้าหมาย ในภาพรวมขององค์กร (เข้าใจกระบวนการปฏิบัติงานที่ชัดเจน)   ซึ่งสิ่งเหล่าผู้รับบริการสามารถสัมผัสได้จากผู้ให้บริการ โดยดูหรือสังเกตได้จาก การมองหน้า การดูรอยยิ้ม การทักทาย การให้คำแนะนำ การตอบคำถาม ฯลฯ   เมื่อผู้บริการ บริการได้ดี ลูกค้าก็จะเกิด ความพึงพอใจในงานบริการของเรา เมื่อลูกค้าเกิดความพึงพอใจแล้วก็จะเกิดความประทับใจ ติดใจ และสุดท้ายก็จะกลับมาใช้บริการอีกครั้งหนึ่ง แถมยังมีการบอกต่อคนรู้จักให้มาใช้บริการอีกต่างหาก  ในทางกลับกัน เคยมีผู้ทำงานวิจัยมาชิ้นหนึ่ง ได้ข้อมูลว่าหากเราบริการลูกค้าไม่ดี ลูกค้าไม่พอใจในบริการ 1 คน จะบอกต่อคนที่รู้จักอีก 70 % แต่ถ้าบริการดี ลูกค้าพอใจจะบอกต่อ 1 คน ต่อ10 คน และจะกลับมาใช้ใหม่ 35%

การเคหะแห่งชาติกับข้อเสนอ นวัตกรรม ที่เป็นทางเลือกให้ลูกค้าใหม่ในการชำระเงิน

                    ในปัจจุบันลูกค้าของการเคหะแห่งชาติแยกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ลูกค้าเช่า /เช่าซื้อโครงการเคหะชุมชน กับ ลูกค้าโครงการบ้านเอื้ออาทร คาดว่ามีจำนวนแสนๆราย

ทุกๆวันลูกค้าจะต้องนำเงินไปชำระเป็นค่าเช่า / ค่าเช่าซื้อ ค่าผ่อนเงินกู้ธนาคารอาคาร

สงเคราะห์และธนาคารออมสิน โดยมีช่องทางการชำระเงินต่างๆเหล่านี้ผ่าน

1.เคาน์เตอร์รับเงินของสำนักงานเคหะชุมชน (มีไม่กี่แห่ง) และที่สำนักงานใหญ่

2.ที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์และธนาคารออมสิน (มีไม่ครบทุกจังหวัด)

3.เคาน์เตอร์เซอร์วิสเซเวนท์อิเลฟเวนท์

4.รถบริการรับเงินเคลื่อนที่ของบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด 20 คัน(ตามโครงการSynergy)

5.ลูกค้ายินยอมให้ตัดเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของตนทุกๆเดือน

                จะเห็นได้ว่าช่องทางการรับชำระเงินต่างๆที่การเคหะแห่งชาติจัดบริการให้ลูกค้า ดูเหมือนจะมีเพียงพอ แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่  ลูกค้าที่บ้านเอื้ออาทรอรัญประเทศจะจ่ายค่าบ้านแต่ละครั้งต้องเดินทางจากชุมชนไม่ต่ำกว่า 40 กม. เพื่อไปธนาคารในเมืองและในจังหวัดทางอิสานและเหนือ ที่ ธนคารอาคารสงเคราะห์และธนาคารออมสิน  มีสาขา

น้อยและอยู่ห่างไกลจากชุมชน โครงการบ้านเอื้ออาทรบางโครงการไม่มีสำนักงานของการเคหะแห่งชาติตั้งอยู่ในชุมชน แล้วลูกค้าอยู่กันอย่างไร  ดังนั้น นโยบายสร้างจิตสำนึกของคนการเคหะแห่งชาติในการให้บริการ โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ที่ได้โหมประชาสัมพันธ์ทั่วไปที่ทำการเวลานี้ จะได้บรรลุผลเพียงใด  ข้อเสนอนี้จึงเป็นการเสนอนวัตกรรมที่หน่วยงานอื่นได้ลงมือทำก่อนการเคหะแห่งชาติเสียอีก นั่นคือการเพิ่มช่องทางการชำระเงินให้ลูกค้าของการเคหะแห่งชาติโดย

1.การติดตั้งตู้ ATM  ตามชุมชนของการเคหะแห่งชาติ โดยการเจรจาต่อรองกับธนาคารอาคารสงเคราะห์และธนาคารออมสินซึ่งเป็นเจ้าหนี้เงินกู้รายใหญ่ของลูกค้าการเคหะฯ เพราะนอกจากจะใช้ถอนเงินตามปกติแล้ว ต้องสามารถรับฝากเงินค่าบ้านของลูกค้าด้วย และต้องติดตั้งในชุมชนของการเคหะฯในจุดที่ปลอดภัย เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า ไม่ต้องออกไปนอกชุมชน และสามารถชำระเงินโดยการฝากเข้าเครื่อง ATM ตลอดเวลาไม่เว้นวันหยุดราชการ จะทำให้โอกาสการเป็นหนี้ค้างชำระค่าบ้านน้อยลง

2.การจัดหา รถโมบาย สามารถให้บริการ  ทำสัญญาซื้อขาย บ้าน / รับชำระเงินต่างๆ

    ทุก ชนิด  /  ใช้ติดตามลูกหนี้ค้างชำระ / ใช้ประชาสัมพันธ์ข่าวสารการเคหะฯ

   ได้ถึงตัว ลูกค้า ถึงแม้จะมีรถของบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัดให้บริการอยู่แล้ว แต่มีไม่ เพียงพอกับชุมชนของการเคหะฯและจำนวนลูกค้ามีมาก อีกทั้งลูกค้าของการเคหะยังต้องเสียค่าบริการครั้งละ 10 -15 บาทต่อบิล  หากการเคหะฯ มีรถโมบายเป็นของตนเองแล้ว ลูกค้าของการเคหะฯจะไม่ต้องเสียค่าบริการในการชำระเงินดังกล่าว รถโมบายสามารถใช้ประโยชน์มากมายหลายภาระกิจและเสริมรายได้ให้องค์กรด้วยการรัชำระค่าใช้จ่ายตัวอื่นๆ เช่นบัตรเครดิต ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เนท เป็นต้น

          การรณรงค์ให้คนการเคหะแห่งชาติให้มีจิตสำนึกในการบริการลูกค้า โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง นั้น จะไม่บังเกิดผล หากไม่มีการขับเคลื่อนอย่างแท้จริง

                                                    ด้วยความปรารถนาดี

                                                   สุรพงษ์ เทียบรัตน์

                                         [email protected]

ธรรมดีที่พ่อทำ ของ ดนัย จันทร์เจ้าฉาย

โดย นพดล  ว่องเวียงจันทร์  รอง ผอ.พส2

 

            จากหนังสือธรรมดีที่พ่อทำ  เนื้อหาที่เราได้จากหนังสือเล่มนี้ช่วยปลุกจิตสำนึกเราอีกครั้งให้เราระลึกไว้เสมอว่า พระเจ้าอยู่หัวนั้นท่านทรงรักคนไทยมากที่สุด  ด้วยในหลายๆพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงงานอยู่นั้นไม่ได้ทำเพื่อใครเลย แต่เป็นการทำเพื่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศทั้งนั้นพระองค์ในฐานะประมุขสูงสุดของประเทศ แต่ท่านกลับไม่มีเวลาพักผ่อนพระวรกาย ยังต้องทรงงานหนักตลอดมาเป็นเวลาหลายปี  หลายสิ่ง หลายอย่างที่ในหลวงทรงทำเป็นแบบอย่างในทุกๆเรื่อง  เราในฐานะประชาชนคนไทยควรจะน้อมรับและปฏิบัติตามเพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูต่อในหลวงของเราและแผ่นดินของเรา  เมื่อมี Idol แล้ว เราต้อง I do

            ดังพระบรมราโชวาทที่ท่านกล่าวไว้ว่า “ ถ้ามัวไปคิดดั่งนักวิทยาศาสตร์ ทำอะไรไม่สำเร็จหรอก  คิดอะไรก็ทำไปเลย ผิดถูกค่อยแก้ไป แล้วเดี๋ยวมันก็ค่อยๆได้ออกมาเอง ถ้ามัวแต่คิดแล้วไม่กล้าทำ มันจะไม่มีอะไรสำเร็จขึ้นมาสักอย่าง”

            ดังนั้นหน้าที่ของคนไทยคือทำสิ่งที่พระเจ้าอยู่หัวทรงทำให้ดู ทรงอยู่ด้วยการให้ ด้วยหัวใจสีขาวของพวกเราทุกคน

           ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ ช่วยย้ำเตือนคนไทยทุกคนไม่ให้หลงระเริงกับลัทธิทุนนิยม สอนให้เรารู้จักความพอดีและไม่อยู่บนความประมาทดังที่ประเทศไทยเคยประสบวิกฤตมาแล้วในยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ในปี 2540

           ท่านทรงเป็นนักคิด  นักพัฒนา สนใจปัญหาสิ่งแวดล้อมและปัญหาสังคม โครงการปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดิน  การส่งเสริมการวิจัยพันธุ์ข้าวซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของไทย การสร้างเขื่อนเพื่อการชลประทานช่วยเหลือเกษตรกรให้มีน้ำใช้ในหน้าแล้ง เอาผักตบชวาที่เป็นปัญหาของเราในประเทศมากำจัดน้ำเสียเอาปัญหามาช่วยแก้ปัญหา  ให้ชาวเขาปลูกพืชเศรษฐกิจแทนการปลูกฝิ่น ฯลฯ

            พวกเราทุกคนจะเห็นว่าพระราชกรณียกิจส่วนใหญ่ของพระองค์ก็คือการทรงงานต่างๆเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนแทบทุกวัน

           เวลาตั้งรัฐมนตรีใหม่จะต้องเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ จะตรัสว่า “ให้รีบมาจะได้รีบไปทำงาน ไม่ต้องห่วงว่าติดวันเสาร์อาทิตย์ ประเทศไทยพระเจ้าแผ่นดินไม่มีวันหยุดราชการ”

          และนับเป็นความภาคภูมิใจอย่างสูงสุดเมื่อในหลวงได้รับการถวายการสดุดี รางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์จากองค์การสหประชาชาติซึ่งเป็นรางวัลชิ้นแรกของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ โดยมีนายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติกล่าวสุนทรพจน์เพื่อถวายสดุดีและประกาศราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

             เราจึงไม่เคยเห็นในหลวงรับสั่งว่า พระองค์ทรงทุกข์เพราะทรงทำเพื่อประชาชน หรือเรียกร้องสิ่งที่เป็นประโยชน์ส่วนพระองค์แม้แต่ครั้งเดียว สิ่งที่พระองค์เน้นย้ำ  หรือรับสั่งกับคนไทยตลอดมา ก็คือเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนไทยทั้งหมด และประโยชน์ของประเทศชาติทั้งนั้น

            สิ่งที่ในหลวงอยากเห็นก็คือความรักสามัคคีของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ดังพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม  พุทธศักราช 2521 แก่สมาชิกสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง  ความตอนหนึ่งว่า

          “ ถ้าเราเอาแต่ชนะ มันก็ต้องมีแพ้  แต่เราปรองดองกัน มีแต่ชนะไม่มีแพ้ ”

            ถึงแม้จะเป็นพระราชดำรัสที่ผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ผมอยากให้คนไทยในเวลานี้ได้ทราบไว้ว่าแม้แต่ในหลวงท่านยังทรงอยากเห็นคนไทยมีความปรองดอง รักและสามัคคีกันเพื่อความสงบสุขและความมั่นคงชาติไทย

 

………………………………………….

 

           

          

         

ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้

โดย นพดล  ว่องเวียงจันทร์ รอง ผอ.พส2

 

            จากหนังสือ  “ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้”   ทำให้ผมได้มุมมองใหม่ๆตลอดจนแนวความคิดและทำให้เกิดแรงกระตุ้นและแรงบันดาลใจขึ้นหลายอย่างจากการอ่านบทสัมภาษณ์ของท่านอาจารย์จิระ หงส์ลดารมภ์ และคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา รวมทั้งท่านอื่นๆที่ได้ให้แง่คิดและมุมมองใหม่ๆเกี่ยวกับเรื่อง Human Resource หรือ HR ซึ่งพอจะสรุปประเด็นสำคัญๆได้ดังนี้

            Human Capital เป็นทรัพย์สินไม่ใช่ต้นทุน และการพัฒนาทรัพยากรบุคลากรก็เป็นการลงทุน

 ( Investment)ในเรื่องการเพิ่ม Value Add ให้กับบุคลากรในองค์กร   เพราะเมื่อคนในองค์กรมีคุณภาพ มีความสามารถในการทำงาน (Capability) ก็จะทำให้เกิดการเพิ่มผลผลิต ( Productivity Improvement) แก่องค์กรจะเป็นจุดสร้าง            Competitive advantages ให้องค์กร ๆหากองค์กรใดหรือระบบบริหารใดสามารถให้มนุษย์ได้เป็นทั้ง asset และ resource ได้  ก็จะได้รับชัยชนะ

              ตัวอย่างบริษัทปูนซิเมนต์ไทยจำกัด ให้แง่คิดว่า ค่าตัวพนักงานเพิ่มขึ้นทุกปีเพราะต้องปรับเงินเดือนทุกปี แต่ความสามารถของพนักงานเพิ่มขึ้นหรือไม่ ไม่สามารถทราบได้ แต่ถ้ายอมจ่ายงบประมาณเพิ่มอีกหน่อยคือการฝึกอบรมพนักงาน เป็นการ Input ความรู้ให้พนักงาน ก็จะเป็นการการันตีราคาที่จ่ายให้พนักงานว่าไม่สูญเปล่าพนักงานจะต้องมีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้น เพราะถ้าบริษัทไม่ให้ความสำคัญเรื่องนี้ เน้นแต่เรื่องผลผลิตและกำไรแต่ไม่สนใจในการอบรมพนักงาน ต่อไปผลผลิตมีประสิทธิภาพต่ำ จะไปโทษพนักงานก็ไม่ได้เพราะผู้บริหารไม่ได้ให้ความสำคัญเอง  นอกจากนี้ทางบริษัทยังมองไปถึงการพัฒนา Stakeholder ผู้เกี่ยวข้องในธุรกิจด้วย

              ทรัพยากรมนุษย์จึงไม่เพียงแต่เป็นทรัพย์สินของประเทศ ขององค์กรแต่ยังเป็น  strategic resource

เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ  ในทรัพยากรที่หลากหลาย  เช่น M-money,  M-machine,

 M-management,  M- material,  M-man  คนจะมีความสำคัญที่สุดเพราะคนคือ The most value asset จนมีคำกล่าวว่า Make people before make product  ทฤษฎี 3 วงกลมของอาจารย์จิระ คือ Context, Competencies และ Motivation จะเป็นเครื่องมือในการช่วยบริหารทรัพยากรมนุษย์ นอกจากนี้เรายังต้องสร้างให้เกิดวัฒนธรรมองค์กร( Corporate Culture) เพื่อให้เกิด mind set ในตัวพนักงานและทำให้องค์กรเกิดความยั่งยืน

             HR นั้นไม่ใช่ Training แต่เป็นการ Learning การลงทุนใน HR ให้ผลตอบแทนในระยะยาวและต้องใช้เวลา นอกจากนี้การลงทุนใน Human Capital อย่างเดียวย่อมไม่พอ ต้องลงทุนทาง  Intellectual Capital ควบคู่ไปกับ Ethical Capital และ Good Government     เพราะคนนั้นต่างจากเครื่องจักร เครื่องจักรต่างๆคุนค่าของมันจะค่อยๆเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ ชำรุด สึกหรอ เมื่อเวลาผ่านไป แต่คุนค่าของคนกลับเพิ่ทขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปด้วยการสั่งสมการเรียนรู้และจากประสบการณ์ที่มากขึ้น

             และในอนาคตอันไกล้นี้ ประทศไทยเราต้องเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (AEC)ในปี 2015 ซึ่งจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ทั้งในเรื่องการค้า การลงทุน การบริการ และ แรงงาน  ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงาน เงินทุน งานบริการ สินค้าได้เสรี เปิดโอกาสให้นักลงทุน ในชาติอาเซียนเข้าไปถือหุ้นในสาขาบริการได้ถึง 70%  และลดภาษีนำเข้าสินค้าเป็น 0%  ฯลฯ  การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นตัวจักรสำคัญในการสร้างความรู้ สร้างมูลค่าเพิ่มในระดับจุลภาคที่จะส่งผลต่อการได้เปรียบเชิงการแข่งขัน Competitive Advantage ของประเทศที่ระดับมหภาคได้  การเข้าสู่ AEC ของไทยจึงเป็นทั้งโอกาสและภัยคุกคามถ้าเราไม่เตรียมคนให้พร้อมพร้อม ทฤษฎี 8K’s และ 5K’s และ 4L’s ของอาจารย์จิระ รวมทั้งแนวความคิด Global Citizen และ constructionism  ของคุณพารณ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างทุนมนุษย์ของคนไทยให้มีศักยภาพในการแข่งขันกับโลกภายนอกนี้ได้

………………………………………..

 

   8K’s และ 5K’s ทุนมนุษย์ของคนไทยรองรับประชาคมอาเซียน

   โดย นพดล  ว่องเวียงจันทร์  รอง ผอ.พส2

 

                  การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของคนไทยในปี 2015  ในมุมมองของอาจารย์จิระจะเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงที่ท้าทายคนไทยทุกคนเพราะว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ  ที่จะส่งผลต่อ  เศรษฐกิจ  สังคมของไทยอย่างมากมาย  เพราะเป็นการรวมประเทศ 10 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เป็นเขตเศรษฐกิจเดียวกัน  โดยมีข้อตกลงร่วมกันใน 3 เรื่องใหญ่ซึ่งประกอบด้วย

                 - เศรษฐกิจและการค้าการลงทุน

                 - สังคมและวัฒนธรรม

                 - ความมั่นคงทางการเมือง

                 ทางด้านเศรษฐกิจและการค้าการลงทุน จะเปิดเสรีทางการค้าไม่มีกำแพงภาษี ทางด้านแรงงานจะเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี  ทางด้านการลงทุนจะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นให้นักลงทุนสัญชาติอาเซียนได้ถึง 70%  งานทางด้านบริการ 7 อาชีพ  ได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก ช่างสำรวจ และนักบัญชี สามารถประกอบอาชีพในประเทศกลุ่มประชาคมอาเซียนได้ เป็นต้น โอกาสที่เห็นได้ชัดก็คือ

การขยายตลาดจากผู้บริโภคของไทย 68 ล้านคนไปเป็น 590 ล้านคน ส่วนความเสี่ยงก็คือ ถ้าไทยไม่เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันเราอาจกลายเป็นผู้เสียเปรียบ

                 ประเทศไทยจึงต้องเตรียมความพร้อมในทุกๆด้านเพื่อเข้าสู่การแข่งขันและเพิ่มความได้เปรียบในการเข้าร่วมประชาคมอาเซียน และการพัฒนาทุนมนุษย์ของคนไทยเพื่อรองรับประชาคมอาเซียนถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก 

                ทฤษฎีพื้นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพทุนมนุษย์  8K’s  ของอาจารย์จิระ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพด้วยทุน 8 ประการคือ

               K1 ทุนมนุษย์ ( Human Capital) : คนจะมีทุนนี้ได้ด้วย การศึกษา โภชนาการ การฝึกอบรม

การเลี้ยงดูของครอบครัว ฯลฯ

              K2 ทุนทางปัญญา (Intellectual Capital) : คนจะมีทุนนี้ได้ต้องเรียนแบบเน้นการคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา ถ้าเรียนแบบท่องจำย่อมไม่เกิดทุนทางปัญญา

             K3 ทุนทางคุณธรรมและจริยธรรม ( Ethical Capital) : คนจะมีทุนนี้ได้ด้วยยึดมั่นใน ศีล สมาธิ ปัญญา  และอีกแนวทางหนึ่งของ Peter Drucker  คือ ความถูกต้อง จินตนาการ และนวัตกรรม

              K4 ทุนแห่งความสุข ( Happiness Capital): คนจะมีทุนนี้ได้ต้องปฎิบัติตามกฏในการสร้างทุนแห่งความสุข ( Happiness Capial) ของอาจารย์จิระ และ Dr. Timothy Sharp เช่น ชอบงานที่ทำ อย่าแบกงานหนักเกินไป รู้ความหมายของงาน ทำงานในจุดแข็งตัวเอง ทำงานเป็นทีม อย่าทำงานเครียดและวิตกกังวล  เป็นต้น

            K5 ทุนทางสังคม (Social Capital): คนจะมีทุนนี้ได้ต้องมีเครือข่ายคือ คบหาสมาคมกับคนหลายๆกลุ่ม เปิดโลกทัศน์ มีบุคลิกที่เข้ากับคนง่าย ศึกษาบุคคลที่เราอยากรู้จัก มีการติดตาม ทำงานเป็นทีม

มีทัศนคติเป็นบวก  เข้าใจความหลากหลายในความคิดและวิถีชีวิตต่างๆ

           K6 ทุนแห่งความยั่งยืน( Sustainable  Capital): เป็นแนวคิดใหม่มากคล้ายๆทุนแห่งความสุขคือการที่เราจะมีศักยภาพในการมองอนาคตว่าจะอยู่รอดหรือไม่ สิ่งที่จะทำระยะสั้นคืออะไรและต้องไม่สร้างปัญหาหรือขัดแย้งในระยะยาว  โดยยึดแนวทาง 6 ปัจจัยในการสร้างทุนแห่งความยั่งยืน (Chira’s 6 factor)

 เช่น   การพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติต้องไม่ถูกทำลาย 

  การพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องมีทั้งคุณธรรมและจริยธรรม   ต้องคิดเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

           K7 ทุนทางเทคโนโลยี่สารสนเทศหรือ IT( Digital Capital): ระบบเหล่านี้จะทำให้โครงสร้างทางความคิด  รูปแบบการดำรงชีวิต และการทำงานของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นจะต้องมีทุนทางด้านเทคโนโลยี่สารสนเทศนำความรู้ความสามารถทางด้านเทคโนโลยี่สารสนเทศมาใช้ให้เกิดการพัฒนาทางด้านต่างๆ

         K8 ทุนอัจฉริยะ(Talented Capital): อาจารย์จิระได้แนวความคิดมาจากรัฐบาลของสิงคโปร์ ซึ่งเชื่อว่า คนที่ประสบความสำเร็จต้องมี 3 อย่างพร้อมกันคือ ทักษะ ความรู้ ทัศนคติเป็นบวก รวมทั้งการพัฒนาทุนอัจฉริยะด้วย ทฤษฎี 5E’s ของอาจารย์จิระ

            ทฤษฎีต่อยอดสร้างคุณภาพทุนมนุษย์เพื่อศักยภาพการแข่งขันยุคอาเซียนเสรี  5K’s ของอาจารย์

จิระคือ

          -ทุนทางความคิดสร้างสรรค์( Creativity Capital):  สามารถสร้างได้ด้วยการฝึกคิดนอกกรอบ (Think Outside the box) ซึ่งการสร้างความคิดสร้างสรรค์สรุปเป้นข้อๆได้ดังนี้

          -ข้อแรกคือวิธีการเรียนรู้คือ ฝึกให้คิดเป็น วิเคราะห็เป็นและเรียนรู้ข้ามศาสตร์

          -ข้อสองคือต้องมีเวลาคิด มีสมาธิ

          -ข้อที่สามคือต้องคิดเป็นระบบ

          -ข้อที่สี่คือต้องอยากทำสิ่งใหม่ๆเสมอ

         -ทุนทางความรู้ (Knowledge Capital): การมีทุนทางความรู้จะนำไปสู่การสร้างคุณค่าร่วม(Value Creation)    มูลค่าเพิ่ม( Value Added)    และ มูลค่าเพิ่มจากความหลากหลาย(Value Diversity) และทุนทางความรู้ที่ดีต้องอยู่บนหลักทฤษฎี 2R’s คือ Reality ความรู้ที่มาจากความจริง และ Relevance  ตรงความต้องการของผู้รับบริการ

          -ทุนทางนวัตกรรม(Innovation Capital):  โดยนวัตกรรมต้องมีองค์ประกอบ 3 เรื่องคือ

   1) มีความคิดใหม่ ความคิดสร้างสรรค์และนำมาผสมผสานความรู้

   2) นำความคิดไปปฏิบัติจริง

   3) ทำให้สำเร็จ

                  การพัฒนาทุนทางนวัตกรรม อาจารย์จิระจะใช้ทฤษฎี 3 C คือ

1)            Customer คือวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า

2)            Change Management คือ บริหารการเปลี่ยนแปลง

3)            Command and Control คือ ลดการควบคุม  สั่งการ  พยายามให้ทุกคนมีส่วนร่วมและทำงานเป็นทีม

-ทุนทางวัฒนธรรม (Cultural  Capital):  จุดแข็งของไทยคือรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่เราสั่งสมมานาน  สามารถสร้างให้มีคุณค่าได้ในยุคเสรีอาเซียนอย่างแน่นอน

-ทุนทางอารมณ์ ( Emotional Capital):  อาจารย์จิระเสนอแนวทางที่ใช้สร้างทุนทางอารมณ์ของ

The  KlannLeadershipของCenterfor Creative Leadership ดังนี้

   ความกล้าหาญ ความเอื้ออาทร การมองโลกในแง่ดี การควบคุมตนเอง การติดต่อสัมพันธ์

             นอกจากนี้อาจารย์สมชาย ภคภาสวิวัฒน์ ยังให้ความเห็นไว้ว่าผู้บริหารระดับสูงต้องเปลี่ยนตนเองให้เป็นนักคิดเชิงกลยุทธ์ และคนไทยทุกคนจำเป็นต้องปรับ Mind Set เพื่อให้สามารถคิดนอกกรอบและมองโลกอย่างสร้างสรรค์ และต้องฝึกเรื่อง Competency ตามทฤษฎีของ Gary Hamel ว่า.. หากคุณต้องการความสำเร็จ คุณต้องสร้างความต่างที่เลียนแบบได้ยาก ในขณะเดียวกันความต่างต้องแปลงเปลี่ยนสินค้าและบริการไปสู่ความหลากหลาย

 

………………………………..

 

 

 

 

เสาวลักษณ์ สกุลแพทย์
นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาการเคหะแห่งชาติ

ECO Design หากกล่าวถึงนวัตกรรมทางด้านสถาปัตยกรรมในปัจจุบัน ECO Design, Green Architecture หรือ Sustainable Design กำลังเป็นที่สนใจอย่างกว้างขวาง โดย ECO Design, Green Architecture หรือ Sustainable Design นั้น มีนิยามไปในทางเดียวกัน คือ สถาปัตยกรรมการออกแบบที่มุ่นเน้นใส่ใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ โดยหลักการแล้ว ECO Design นั้นมีความหมายกว้างและมีหลายหัวข้อให้กล่าวถึง แต่ในเรื่องของวัสดุนั้น จะเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ ที่ควรใส่ใจ วัสดุและทรัพยากรธรรมชาติทั้งหลายในโลก ถูกใช้อย่างสิ้นเปลืองและหมดไปในกิจการที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น สถาปนิก วิศวกร และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคารและที่อยู่อาศัยทั้งหมด จึงเป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อมและผู้อยู่อาศัย

        การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างสำคัญอย่างใส่ใจสิ่งแวดล้อมและเกิดประโยชน์แก่ผู้อยู่อาศัย ได้แก่

การเลือกใช้หลังคา ปัจจุบันมีวัสดุมุงหลังคาหลายประเภท มีทั้งที่เป็น ECO Design และ ไม่เป็น ECO Design โดยจะแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ดังนี้
- กระเบื้องหลังคาดินเผา ถือว่าเป็นวัสดุที่เป็น ECO Design ในด้านวัสดุเนื่องจากผลิตจากดินเป็นส่วนผสมหลัก แต่ไม่เป็น ECO Design ในด้านของกระบวนการผลิต เนื่องจากต้องนำเข้าเตาเผาความร้อนสูง ซึ่งสิ้นเปลืองพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ เช่นน้ำมัน ถ่านหิน อย่างมหาศาลในการเร่งความร้อนเตาเผา ในขณะเดียวกัน วัสดุตัวใหม่กว่าคือ กระเบื้องมุงหลังคาคอนกรีตนั้นถือว่าเป็นวัสดุที่เป็น ECO Design กว่ามาก เนื่องจาก ไม่ต้องการความร้อนในการขึ้นรูป

ภาพกระเบื้องมุงหลังคาคอนกรีต

การเลือกใช้ฉนวนกันความร้อน - Fiber glass เป็นวัสดุกันความความร้อนที่นิยมใช้ในบ้านเราที่สุด แต่เป็นวัสดุที่ไม่นิยมใช้เป็นอย่างยิ่งในหลายๆประเทศเนื่องจาก Fiber glass ทำจากเศษแก้ว ที่นำมาปั่นจนเป็น อณูละเอียดมาก แล้วขึ้นรูปเป็นแผ่นเพื่อนำมาเป็นฉนวนกันความร้อน โทษของ Fiber glass ที่ทำให้หลายๆประเทศ ไม่นิยมใช้คือ Fiber glass เป็นสารก่อมะเร็ง และเราหายใจสูดดมเข้าไปในปอดโดยไม่รู้ตัว เนื่องจาก Fiber glass เป็นอณูที่ละเอียดมากจนเราแทบมองไม่เห็น จึงเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อผู้ติดตั้งและผู้อยู่อาศัย

                    ภาพ Fiber glass
  • PU Foam เป็นวัสดุกันความร้อนที่มีประสิทธิภาพมากชนิดหนึ่งและเป็นวัสดุกันความร้อนที่ใช้กันมากในอุตสาหกรรมห้องเย็น แต่เรายังไม่สามารถสรุปได้ว่า PU Foam เหมาะกับการนำมาทำวัสดุกันความร้อนสำหรับตึกรามบ้านเรือนหรือไม่ เนื่องจาก PU Foam เป็นวัสดุที่มีส่วนผสมของสารเคมีอยู่มาก จึงเหมาะสำหรับการถูกใช้ในปริมาณน้อย และมีการปิดผนึกมิดชิด เช่นห้องเย็น และเมื่อใดที่ทุกบ้านใช้ PU Foam เป็นฉนวนกันความร้อนนั่นแปลว่าต้องมีการใช้น้ำมันและสารเคมีเป็นพิษ มากมายในการผลิตโฟมตัวนี้ PU Foam จึงไม่ถือว่าเป็นวัสดุที่เป็น ECO Design

ภาพ PU Foam

  • กระดาษ recycle ปัจจุบันนี้ มีการนำกระดาษที่ไม่ใช้แล้วมา recycle เป็นฉนวนกันความร้อน ซึ่งมีประสิทธิภาพดีและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม เนื่องจาก การใช้วัสดุกันความร้อนที่ทำจากกระดาษ recycle เป็นการช่วยลดขยะกระดาษที่มีอยู่จำนวนมาก โดยการ recycle กระดาษนั้น จะทำให้เยื่อกระดาษสั้นลง ความขาวลดลง กล่าวคือ เมื่อ recycle ไป เรื่อยๆ กระดาษจะเปื่อยจนไม่สามารถนำไปผลิตเป็นกระดาษได้อีก ฉนวนกันความร้อน จึงเป็นเหมือน กระบวนการสุดท้ายของวงจรชีวิตกระดาษ อีกทั้งกระบวนการผลิตไม่ต้องการน้ำมันหรือพลังงานมหาศาล ที่จะปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ เพิ่มมลพิษต่อโลก ฉนวนเยื่อกระดาษ จึงนับว่าเป็นวัสดุกันความร้อนที่เป็น ECO Design อย่างแท้จริง

ภาพกระดาษ recycle การเลือกใช้ผนัง อดีตเราเคยใช้อิฐมอญ หรืออิฐแดงในการก่อผนัง ต่อมาเราพัฒนาเป็นใช้อิฐมวลเบา ที่มีข้อดีกว่าอิฐแดงหลายประการ อาทิ อิฐมวลเบา ช่วยกันความร้อนได้ดีกว่าอิฐมอญ 4 - 8 เท่า เป็นผลให้ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้ถึง 30 % มีน้ำหนักเบาและรับแรงกดได้ดี กันเสียงและอายุงานยาวนานกว่าอิฐมอญ อีกทั้งการก่อสร้างง่าย เนื่องจากวัสดุมีขนาดแต่ละก้อนได้มาตรฐานเดียวกันและ มีน้ำหนักเบาทำให้ก่อสร้างได้รวดเร็วและเรียบร้อยกว่า ดังนั้น เมื่อเทียบอิฐมวลเบากับอิฐแดงแล้ว ดูจะเป็น ECO Design กว่าในทุกๆ ด้าน

ภาพอิฐมวลเบา
การเลือกใช้พื้น แต่เดิมเราเคยใช้พื้นคอนกรีตหล่อกับที่ซึ่งเป็นมาตรฐานในการก่อสร้างอาคารทั่วไป จากนั้น จึงพัฒนามาเป็น พื้นคอนกรีตสำเร็จรูป หรือที่เราเรียกติดปากกันว่าพื้นสำเร็จ พื้นสำเร็จนั้น ถือว่าเป็น ECO Design กว่าเดิมมาก เนื่องจากพื้นในระบบเดิมทั้งก่อสร้างช้า ทั้งเปลืองเหล็ก อีกทั้งต้องใช้ทรัพยากรไม้มหาศาลในการทำไม้แบบ ไม้ค้ำ รองใต้พื้นเพื่อรอปูนเซตตัว อีกทั้งน้ำหนักก็มากกว่าพื้นสำเร็จ ทำให้เปลืองโครงสร้างเสา คาน ฐานรากอีกด้วย พื้นสำเร็จจึงเป็นนวัตกรรมที่เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม พื้นสำเร็จไม่ได้เหมาะกับการใช้งานทุกรูปแบบ เช่นอาคารสูง หรือ อาคารพาดช่วงยาว พื้น post tension ถือว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ออกแบบมาเพื่ออาคารสูงหรืออาคารพาดช่วงยาวโดยเฉพาะ และ ถือว่าเป็น ECO Design กว่าพื้นสำเร็จเสียอีก นั่นเพราะว่า พื้น post tension สามารถพาดช่วงยาวได้มากกว่า พื้นสำเร็จหลายเท่า และพื้น post tension ไม่จำเป็นต้องมีคาน ดังนั้น จึงเป็นการประหยัดวัสดุ ในเรื่องของคาน เสา และน้ำหนักลงไปได้มาก แต่อย่างไรก็ตาม พื้น post tension เหมาะกับอาคารสูง เพราะ มีราคาค่อนข้างสูง จุดคุ้มทุนจะเกิดเมื่อใช้ในปริมาณที่มาก ดังนั้น พื้น post tension จึงแทนที่ พื้นสำเร็จได้ในกรณีอาคารสูง หรืออาคารขนาดใหญ่เท่านั้น ในกรณีบ้านหรืออาคารขนาดเล็ก พื้นสำเร็จจึงยังเป็นที่นิยมมาก

ภาพแผ่นพื้นคอนกรีตสำเร็จรูป

จากบทความข้างต้น การเคหะแห่งชาติสามารถนำมาใช้ในเรื่องที่อยู่อาศัยให้กับผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง การใช้ ECO Design ในการก่อสร้างที่อยู่อาศัย ถือว่าเป็นนวัตกรรมในการพัฒนาการเคหะแห่งชาติ และช่วยให้เกิดประโยชน์แก่องค์กร ผู้อยู่อาศัย รัฐบาลและสิ่งแวดล้อม จริงๆแล้วยังมีวัสดุอีกมากมายที่ผลิตออกมาใหม่มาเพื่อประโยชน์ในด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมและช่วยประหยัดเงินให้กับประเทศในองค์รวม เช่น ลดวัสดุการผลิต ลดต้นทุนการผลิต ประหยัดน้ำมัน และทำให้คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมดีขึ้น เมื่อคนสุขภาพดี จะช่วยรัฐบาลประหยัดในเรื่องของค่าช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐอีกด้วย แต่เหตุที่วัสดุเหล่านี้ไม่เป็นที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายในเมืองไทย อาจเป็นเพราะ สถาปนิกผู้ออกแบบ ไม่มีความรู้และไม่ติดตามเทคโนโลยี เคยใช้วัสดุอะไร ก็จะใช้อยู่อย่างนั้น อีกทั้ง ผู้ว่าจ้างไม่มีความใส่ใจในด้านสิ่งแวดล้อม คิดถึงแต่ปัจจุบันไม่มองการณ์ไกล และปัจจัยในด้านราคาที่สูงกว่า ดังนั้นสิ่งที่จะผลักดันให้วัสดุเหล่านี้เป็นที่นิยมแพร่หลาย จึงต้องมีหลายๆฝ่ายร่วมด้วยช่วยกัน เช่น การให้ความรู้กับสถาปนิก ความเหมาะสมการเลือกใช้วัสดุให้เหมาะสมกับอาคารแต่ละประเภท และ มีข้อดีข้อเสียอย่างไร ให้ความรู้แก่แรงงานในด้านการติดตั้ง และการช่วยเหลือจากรัฐบาลในแง่ภาษี เราทุกคนควรคิดถึงประโยชน์ทั้งในทางตรงและทางอ้อมของ ECO Design ให้มาก เพราะปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ............................................................... 31 กรกฎาคม 2555

การให้บาง Stakeholder มีส่วนในการเลือกโครงการของ กคช. ในภูมิภาค

                                                                              โดย  สรัญญ์  โสภณ

1.ที่อยู่อาศัย

ที่อยู่อาศัยเป็นอันดับที่ 3 ในปัจจัย 4  ถัดจาก อาหาร เครื่องนุ่มห่ม โดยมี   ยารักษาโรค เป็นปัจจัยที่ 4  ปัจจัย 4 นี้โดยความหมายทั่ว ๆ ไป หมายถึงสิ่งที่ตอบสนองต่อความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ เป็นสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องมีต้องใช้ในการดำรงชีวิต แต่ในจำนวนปัจจัยทั้ง 4 ที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยที่มีราคาแพงมากในอันที่จะได้มา ดังนั้นเมื่อมนุษย์ที่มีฐานะยากจนจะใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย จึงจำเป็นต้องคัดแล้วคัดอีกให้รอบคอบเพื่อให้ได้ที่อยู่อาศัยที่คุ้มค่ากับเงินที่ต้องจ่ายไป

การพัฒนาที่อยู่อาศัยมีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องหลายประการ ในภาคเอกชน ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อาจเป็นเพียงแค่สินค้าชนิดหนึ่งเป็นธุรกิจที่มุ่งหวังกำไร ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าตราบใดที่ยังมีกำไรตามที่คาดหวังไว้ แต่ในส่วนของ กคช.มีความแตกต่างไปจากภาคเอกชนอีกพอสมควร เนื่องจากวัตถุประสงค์ของ กคช.ไม่ได้ถือว่าที่อยู่อาศัยเป็นสินค้า ไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องทำกำไรให้แก่องค์กร แต่ กคช. ต้องการให้ผู้มีรายได้น้อยได้มีคุณภาพชีวิตในการอยู่อาศัยที่ดีขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ความสุขในทุกมิติ แต่ในขณะเดียวกัน กคช.ก็ต้องคำนึงถึงความสามารถในการจ่ายเงินซื้อบ้านของผู้มีรายได้น้อยด้วยว่ามีความสามารถรับภาระค่าใช้จ่ายได้มากน้อยเพียงใด

2.ที่ดิน
   ที่ดินเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการพัฒนาที่อยู่อาศัยตัวหนึ่ง เพราะในความเป็นจริงหรือแม้แต่ตามหลักเศรษฐศาสตร์ก็ตาม ที่ดินเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด ไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ ( ไม่นับกรณีการถมทะเล ซึ่งไม่มีนัยสำคัญต่อพื้นที่รวมเท่าใด ) แต่ที่ดินก็เป็นทั้งวัตถุดิบในการพัฒนาที่อยู่อาศัยและเป็นหนึ่งในปัจจัยการผลิตอื่น ๆ            นั่นหมายถึงว่า ที่ดินจะถูกใช้ประโยชน์หลายวัตถุประสงค์โดยมีความต้องการจากผู้เกี่ยวข้องมากมายอันเป็นที่มาของราคาที่ดินที่จะสูงหรือต่ำตามความต้องการในแต่ ละประเภทธุรกิจ
3.กระบวนการในการจัดหาที่ดิน
   นอกเหนือจากการใช้ที่ดินเพื่อการพาณิชย์แล้ว กระบวนการในการจัดหาที่ดินเพื่อพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัย  ภาคเอกชนสามารถที่จะดำเนินการจัดหาได้คล่องตัวกว่า กคช. มาก เนื่องจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เป็นผู้ทำให้เจ้าหนี้เงินกู้เชื่อว่าจะชำระหนี้เงินกู้ให้ได้ตามกำหนดเวลา ส่วนกระบวนการที่จะได้มาซึ่งที่ดินนั้นเป็นสิทธิ์ที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์นั้นจะดำเนินการเอง แต่การจัดหาที่ดินของ กคช.ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ( ไม่แตกต่างจากราชการมากนัก ) จำเป็นต้องสร้างกฎเกณฑ์ในการทำงานเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดิน ซึ่งในส่วนนี้ทำให้ความยากง่ายหรือความรวดเร็วล่าช้าแตกต่างจากภาคเอกชนมาก โดยนัย เกณฑ์ถูกกำหนดขึ้นมาเสมือนให้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานแต่ในความเป็นจริงแล้ว กฎเกณฑ์คล้าย ๆ กับเป็นสิ่งที่กำหนดมาเป็นกรอบเพื่อป้องกันการทุจริตในการดำเนินงานเนื่องจากผลประโยชน์ในการซื้อที่ดินนั้นมีมูลค่ามหาศาลในช่วงเวลาสั้น ๆ 
กคช. มีข้อบังคับว่าด้วย การจัดซื้อที่ดิน พ.ศ.2540 และระเบียบว่าด้วย วิธีปฏิบัติงานการจัดซื้อที่ดิน พ.ศ.2546 กำหนดวิธีการจัดซื้อที่ดินต่าง ๆ เช่น 
     3.1 ข้อบังคับ 
    จะระบุว่า  การจัดซื้อที่ดินจะทำได้กี่วิธี  เช่น โดยวิธี ประกาศซื้อ หรือโดยวิธีตกลงซื้อ หรือวิธีอื่น ๆ  เมื่อใดจะใช้วิธีใด อำนาจอนุญาตการจัดซื้อเป็นของใคร (วงเงินจัดซื้อเท่าใดเป็นของ ผว. วงเงินจัดซื้อเท่าใดเป็นของคณะกรรมการ กคช.)

ซึ่งบางครั้งก็เป็นอุปสรรคกับการจัดซื้อ ทำให้กระบวนการจัดซื้อต้องใช้ระยะเวลามาก เช่น วงเงินจัดซื้อ 50 ล้านบาท อยู่ในอำนาจของ ผว.ซึ่งระยะเวลาในการจัดซื้อจะใช้น้อยกว่าวงเงินจัดซื้อของคณะกรรมการ กคช. แต่ในบางครั้งวงเงินจัดซื้อที่อยู่ในอำนาจของ ผว.ก็อาจทำให้ได้จำนวนที่ดินไม่มากพอที่จะทำโครงการได้ตามจำนวนที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาที่อยู่อาศัยของ กคช. แต่ถึงแม้เป็นอย่างนั้นก็ยังทำให้เกิดความล่าช้ามากอยู่ดีเมื่อเปรียบเทียบกับการจัดซื้อของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ 3.2 ระเบียบ

    จะกำหนดว่าเมื่อใช้วิธีใด จะต้องปฏิบัติอย่างไร เช่น ประกาศซื้อ จะต้องระบุรายละเอียดและเงื่อนไข ระยะเวลาที่ผู้สนใจจะเสนอขายที่ดินมาให้ กคช.พิจารณา หลักเกณฑ์การคัดเลือกแปลงที่ดินที่เหมาะสม ( และมีความเป็นไปได้ในเรื่องของราคาที่อยู่อาศัยที่กลุ่มเป้าหมายจะรับได้ )  การให้คะแนนตามปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลให้ทราบว่าที่ดินที่เหมาะสมคือที่ดินที่จะมีคะแนนสูงกว่าแปลงอื่น ๆ ข้อมูลอื่นที่ใช้ประกอบการพิจารณานอกเหนือจากการให้คะแนน เช่น การจ้างเอกชนประเมินราคาที่ดินแปลงที่สนใจเพื่อที่จะใช้เปรียบเทียบในการต่อรองราคาที่ดิน การต้องขอเอกสารต่าง ๆ เช่น ราคาประเมินราชการ การตรวจสอบภาระผูกพันของที่ดินจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เช่นผังเมืองจังหวัด หน่วยทหาร กรมป่าไม้ สำนักงานที่ดิน สถาบันการเงิน ซึ่งต้องการการตอกลับอย่างเป็นทางการเป็นลายลักษณ์อักษร  ซึ่งจะใช้เวลามาก และอาจเป็นเหตุผลให้การเสนอขายที่ดินมีการตั้งราคาสูงเผื่อไว้เนื่องจากต้องใช้เวลาในการพิจารณานานมาก
4.ผู้ทำหน้าที่คัดเลือกที่ดิน
   ข้อบังคับ ว่าด้วยการจัดซื้อที่ดิน ข้อ 14 กำหนดให้มีคณะกรรมการจัดซื้อที่ดิน เพื่อปฏิบัติตามข้อบังคับและระเบียบ โดยให้ ผว.แต่งตั้งจากพนักงาน ตั้งแต่ระดับ 8 ขึ้นไป จำนวนตั้งแต่ 3 - 7  คน โดยจะแต่งตั้งบุคคลที่มิใช่พนักงานร่วมเป็นกรรมการด้วยก็ได้
5.การดำเนินงานจัดซื้อที่ดินที่ผ่านมา    

ในช่วงของการจัดซื้อที่ดินเพื่อจัดทำโครงการตามแผนพัฒนาที่อยู่อาศัย ระยะ 5 ปี ของ กคช. ( ไม่นับรวมการรับซื้อโครงการบ้านเอื้ออาทร ) ทั้งใน กทม.และภูมิภาค ( ซึ่งในภูมิภาคจะมีจำนวนที่ดินที่จะต้องจัดซื้อหลายจังหวัด )

  5.1 กคช.ไม่เคยแต่งตั้งบุคคลที่ไม่ใช่พนักงานร่วมเป็นกรรมการด้วยเลย
  5.2 โดยส่วนใหญ่มักจะมีพนักงานระดับ รผว.เป็นประธานคณะกรรมการ 
  5.3 เมื่อคณะกรรมการจัดซื้อที่ดินปฏิบัติหน้าที่แล้วเสร็จให้รายงานผลการดำเนินการเสนอ ผว. เพื่ออนุญาตการจัดซื้อ ( ในกรณีวงเงินจัดซื้อเป็นอำนาจของ ผว.) หรือนำเสนอคณะกรรมการ กคช. ( ในกรณีวงเงินจัดซื้อเกินอำนาจของ ผว.)
6. ประเด็นพิจารณากรณีการจัดซื้อที่ดินในภูมิภาค
    การใช้พนักงาน กคช. แต่เพียงอย่างเดียวเป็นคณะกรรมการจัดซื้อที่ดินจะเสมือนกับการทำงานอย่างโดดเดี่ยวไม่มี Connection และไม่ได้คำนึงถึง Stakeholder ทั้ง ๆ ที่ควรจะมีเนื่องจาก กคช.เป็นหน่วยงานที่ตั้งอยู่ที่ กทม.ไม่มีความรู้เกี่ยวกับท้องถิ่นนั้น ๆ ไม่รู้จริงว่าคนในเมืองภูมิภาคที่จะไปสร้างบ้าน/สร้างชุมชนให้เขาอยู่นั้นมี  Character อย่างไร ควรจะสร้างบ้านแบบใด ลักษณะการคมนาคม/ขนส่ง จากชุมชนไปยังแหล่งงาน สถานศึกษา ส่วนราชการ โรงพยาบาล ฯลฯ ของเขาเป็นอย่างไร      ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การจัดที่อยู่อาศัยตรงตามความต้องการของประชาชน   กคช. ประสบผลสำเร็จตามภารกิจตามที่รัฐบาลมอบหมาย และประชาชนได้สิ่งที่คุ้มค่ากับเงินลงทุน  มีความสุขกับบ้านกับชุมชนที่อยู่อาศัย
     6.1 แนวคิดในเรื่องบุคคลที่จะเป็นคณะกรรมการจัดซื้อที่ดิน 
           ดังนั้นในแง่ของ Connection และ Stakeholder  กคช.จึงควรที่จะปรับปรุงพัฒนาแนวคิดการจัดหาที่ดินใหม่โดยควรจะขอให้ภาครัฐและภาคเอกชนในท้องถิ่น ( ปลัดเทศบาล/ปลัด อบต. เป็นต้น ) ประธานหอการค้าจังหวัด เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการจัดซื้อที่ดิน เพื่อที่จะได้ข้อมูลได้ความรู้จากการปฏิบัติหน้าที่ในเมืองนั้นมามากกว่าพนักงานของ กคช. มาใช้ประกอบการพิจารณาจัดซื้อที่ดิน  กรรมการจัดซื้อที่ดินซึ่งตั้งจากหน่วยงานท้องถิ่นสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่น่าจะเป็นประโยชน์กับคณะกรรมการในส่วนของ กคช.ได้มาก  นอกจากนั้น การให้ส่วนราชการและภาคเอกชนในท้องถิ่นได้ทราบล่วงหน้าถึงการที่จะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับชุมชนในอนาคตยังจะเป็นการช่วย กคช.ทำงานได้ครอบคลุมลดภาระต่าง ๆ ลงได้  เช่น     ช่วยประชาสัมพันธ์ความต้องการซื้อที่ดินให้กว้างขวางขึ้น ช่วยรายงานความคืบหน้าหรือปัญหาอุปสรรคของโครงการให้ประชาชนที่จะเป็นลูกบ้านของ กคช.ในอนาคต  ได้ทราบ  ช่วยเหลือแนะนำการขออนุญาตปลูกสร้างอาคาร การตั้งงบประมาณในการจัดเก็บขยะ การประสานด้านการคมนาคม/ขนส่ง ฯลฯ ให้แก่ประชาชน   

โดยในเบื้องต้น กคช.อาจจะทำโครงการทดลองโดยยังกำหนดให้คณะกรรมการจัดซื้อที่ดินส่วนใหญ่เป็นพนักงานของ กคช. ก่อน หากเห็นว่าได้ผลดีจึงค่อยถือแนวปฏิบัติต่อไป

     6.2 แนวคิดในเรื่องของประธานคณะกรรมการ ฯ เป็นพนักงานตำแหน่ง รผว.      พิจารณาในเบื้องต้นโดยยังไม่นำแนวคิดข้อ 6.1 มาพิจารณา  การให้ รผว.เป็นประธานกรรมการจัดซื้อที่ดิน เป็นการกำหนดระดับตัวบุคคลที่สูงเกินไป ตำแหน่งดังกล่าวเป็นตำแหน่งที่ให้คุณให้โทษ เป็นตำแหน่งที่คณะกรรมการที่เหลือในคณะ ( ซึ่งเป็นพนักงาน กคช.ที่ตำแหน่งต่ำกว่า) ให้ความเกรงใจ  ประธานกรรมการฯ จึงมีอิทธิพลที่จะชี้นำการพิจารณาให้เลือกที่ดินแปลงหนึ่งแปลงใดได้
ในทางปฏิบัติของการที่ต้องการให้ทีมร่วมพิจารณาให้ความเห็นและข้อเสนอแนะหลากหลายอย่างอิสระ ระดับตำแหน่งของพนักงานในคณะกรรมการจึงไม่ควรจะห่างกันมากเกินไป จึงน่าจะกำหนดให้ประธานกรรมการ เป็นพนักงานระดับ 9 กรรมการที่เหลือเป็นพนักงานระดับ 8 และไม่อยู่ในสายบังคับบัญชาของประธานกรรมการ และควรปรับแก้การเสนอผลการดำเนินงานให้ ผว.เป็นผู้ตัดสินเพียงคนเดียวมาเป็นการนำผลการพิจารณาเข้าในที่ประชุมผู้บริหารระดับสูงเพื่อร่วมกันกลั่นกรองความเหมาะสมของที่ดินที่คณะกรรมการจัดซื้อที่ดินได้พิจารณามาแล้วอีกครั้งหนึ่ง สำหรับแนวคิดเรื่องการกำหนดระดับตำแหน่งของพนักงานที่เป็นคณะกรรมการจัดซื้อที่ดินก็ยังคงสามารถนำไปใช้กับแนวคิดในเรื่องให้ส่วนราชการท้องถิ่นหรือภาคเอกชนท้องถิ่นเข้าเป็นกรรมการจัดซื้อที่ดินของ กคช.ได้เช่นกัน    

แนวคิดครั้งนี้ไม่ต้องแก้ไข ข้อบังคับ ว่าด้วย การจัดซื้อที่ดิน สามารถดำเนินการได้ทันที


นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาการเคหะแห่งชาติ

โดยนายดารนัย อินสว่าง รุ่นที่ 2

    การเคหะแห่งชาติ เป็นรัฐวิสาหกิจ ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2516             ตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 316 ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย ต่อมาปี 2545 รัฐบาลได้มีกรเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหม่ การเคหะแห่งชาติจึงได้ย้ายมาสังกัด กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
  1. จัดให้มีเคหะเพื่อประชาชน ในรูปแบบของการให้เช่าและเช่าซื้อ
     2. ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารเพื่อที่เป็นที่อยู่อาศัย
     3. จัดหาเงินกู้เพื่อนำมาสร้างที่อยู่อาศัยให้ประชาชนได้เช่าและเช่าซื้อ
     ต่อมาปี 2537 ได้มีการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งพระราชบัญญัติ              การเคหะแห่งชาติ พ.ศ. 2537 ดังนี้
         1. จัดให้เคหะเพื่อให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัย
     2. ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประชาชนผู้ประสงค์จะมีเคหะของตนเอง
         3. ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารหรือจัดหาที่ดิน
         4. ปรับปรุงหรือย้ายแหล่งเสื่อมโทรม เพื่อให้มีสภาพการอยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม           เศรษฐกิจและสังคมดีขึ้น
         5. ประกอบธุรกิจอื่นๆที่สนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้น
     ภารกิจของการเคหะแห่งชาติ พัฒนาที่อยู่อาศัยพัฒนาคุณภาพชีวิตของ               ผู้อยู่อาศัยในชุมชน เพื่อให้เกิดครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง สังคมเป็นสุข
    

    ยุทธศาสตร์การเคหะแห่งชาติ พ.ศ. 2554-2558 ยุทธศาสตร์ ที่1 การควบคุมความเสียหายและพลิกฟื้นองค์กร (Damage Control Mitigation) ยุทธศาสตร์ ที่2 การปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจและองค์กรเพื่อการพัฒนาทรัพย์สินให้เหมาะกับแต่ละบทบาท และเกิดประโยชน์สูงสุด(Restructuring) ยุทธศาสตร์ ที่3 การปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน ยุทธศาสตร์ ที่4 การพัฒนาศักยภาพองค์กรเพื่อรองรับแตะละบทบาทในระยะยาว

ยุทธศาสตร์ ที่5 การลงทุนและบริหารทรัพย์สินเพื่อให้สอดคล้องแต่ละบทบาทของ องค์กร(Investment Asset management) ยุทธศาสตร์ ที่6 การเป็นผู้นำในการอยู่อาศัยและพัฒนาเมืองที่มีความเป็นเลิศด้านสิ่งแวดล้อม การบริหารชุมชนและการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน (Leader on Sustainable urban and housing development)

    ในปัจจุบันรัฐบาลได้มอบหมายให้การเคหะแห่งชาติดำเนินการก่อสร้างที่อยู่อาศัยในรูปแบบของโครงการบ้านเอื้ออาทรจำนวนประมาณ 315 โครงการ จำนวนหน่วยก่อสร้าง               สองแสนกว่าหน่วยทั่วทั้งประเทศ และมีสำนักงานเคหะชุมชนที่ต้องดูแลโครงการทั้งเคหะชุมชนและโครงการบ้านเอื้ออาทรทั้งในเขตกรุงเทพและปริมณฑล และภูมิภาค จำนวน 79 สำนักงานเคหะชุมชน
    ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการบริหารการจัดการเพื่อให้ชุมชน                    ได้มีการบริหารจัดการกันเองและเป็นการแบ่งเบาภารกิจของเจ้าหน้าที่การเคหะแห่งชาติ                  ซึ่งมีจำนวนน้อย จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในชุมชนทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม  ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยในชุมชนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนร่วมกันและมีความรับผิดชอบร่วมกัน จึงพัฒนาชุมชนในแต่ละด้าน  ดังนี้

ด้านสังคม ควรมีการพัฒนาในเรื่องนี้

    1. การจัดตั้งองค์กรชุมชน เพื่อให้เป็นองค์กรชุมชนที่เข้มแข็งสามารถพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน จะต้องดำเนินกิจกรรมและมีแผนงานที่เกี่ยวข้องตามกระบวนการ ดังนี้
        1.1 ปฐมนิเทศให้ความรู้การอยู่อาศัยในชุมชน และการสร้างจิตสำนึกในการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง
        1.2 จัดอบรมให้ความรู้เรื่ององค์กรชุมชน ในรูปแบบที่สอดคล้องกับนโยบายของการเคหะแห่งชาติ เพื่อให้องค์กรชุมชนสามารถดำเนินการบริหารชุมชนของตนเอง โดยการสนับสนุนด้านงบประมาณจากการเคหะแห่งชาติ ทั้งนี้องค์กรชุมชนจะต้องจัดหาผู้ที่มี              จิตอาสา มีความเสียสละ ซื่อสัตย์สุจริต เข้ามาเป็นคณะกรรมการชุมชน
        1.3 จัดอบรมให้ความรู้การบริหารองค์กรชุมชน ศึกษาดูงานชุมชนต้นแบบ ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารชุมชนภายในโครงการบ้านเอื้ออาทรและโครงการเคหะชุมชนของการเคหะแห่งชาติ ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งองค์กรในนั้นจะต้องรู้จักการประสานงานกับหน่วยงาน            ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐและเอกชน เพื่อที่จะได้นำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์มาสู่ชุมชน


    2. การพัฒนาศักยภาพองค์กรชุมชน โดยการดำเนินการและสนับสนุนองค์กรชุมชน โดยการดำเนินการและสนับสนุนองค์กรชุมชนด้านการเรียนรู้และพัฒนาให้เกิดประสิทธิภาพเป็นองค์กรที่มีความเข้มแข็ง และมีรูปแบบของการบริหารจัดการที่ชัดเจน ซึ่งจะต้องมีกระบวนการ   ตามขั้นตอน ดังนี้
        2.1 จัดอบรมเพื่อสนับสนุนพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการองค์กรชุมชน และตัวแทนอาคารผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นแกนนำพัฒนาชุมชน 
        2.2 จัดกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ สร้างภาวะผู้นำพบผู้นำและศึกษาดูงานชุมชนต้นแบบ การดำเนินกิจกรรมเพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้มีการรวมตัวกันและเป็นการแสวงหา               ผู้นำชุมชนที่จะสามารถพัฒนาชุมชนให้เป็นชุมชนต้นแบบโครงการเรียนรู้และศึกษาดูงานจากชุมชนที่ได้รับการยอมรับจากบุคคลทั่วไปเพื่อนำมาเป็นต้นแบบ
        2.3 จัดอบรมให้ความรู้ด้านงานบริหารชุมชนแบบบูรณาการแก่องค์กรชุมชนและผู้อยู่อาศัยในชุมชน ทั้งนี้เตรียมความพร้อมสำหรับองค์กรชุมชนที่จะได้บริหารชุมชนของตนเองในอนาคต เนื่องจากการเคหะแห่งชาติมีงบประมาณที่จะต้องจ้างบริหารชุมชนใน 5 ปี                  ซึ่งแต่เดิมได้จ้างเหมาบริษัทเอกชนเข้ามาดำเนินการบริหารชุมชน แต่ถ้าสนับสนุนให้องค์กรชุมชน   มีความเข้มแข็งและสามารถบริหารชุมชนได้ด้วยตนเอง จะทำให้ชุมชนมีรายได้และสร้างงานให้กับคนภายในชุมชนได้มีงานทำ เช่น พนักงานรักษาความปลอดภัย พนักงานทำความสะอาด พนักงานธุรการ พนักงานการเงิน ช่างเทคนิค เป็นต้น
        2.4 ให้ความรู้เรื่องนิติบุคคลอาคารชุด หรือนิติบุคคลชุมชนการเคหะ เนื่องจากอาคารชุดเมื่อครบ 5 ปีแล้ว จำเป็นต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอาคารชุด ดังนั้น องค์กรชุมชนจะต้องมีความเข้าใจด้านการบริหารในรูปแบบของนิติบุคคลอาคารชุดหรือนิติบุคคลชุมชนการเคหะ
        2.5 จัดกิจกรรมพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มเด็ก สตรี และเยาวชนผู้สูงอายุ ทั้งนี้เพื่อเป็นการสนับสนุนกลุ่มต่างๆ ให้มีความเข้าใจในบทบาทและความสำคัญของกลุ่มเพื่อให้แต่ละกลุ่มได้มีความเข้มแข็ง เพื่อจะได้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาชุมชนและสร้างชุมชนให้ความเข้มแข็งเป็นชุมชนน่าอยู่ น่าอาศัย ร่วมกับองค์กรชุมชน

    3. จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาชุมชน เพื่อให้องค์กรชุมชนได้มีการเรียนรู้และ               การจัดทำแผนแม่บท การพัฒนาชุมชนจะได้เป็นรูปแบบของการทำงาน โดยมีแผนงานด้านการพัฒนาชุมชนที่เป็นรูปธรรม และมีความชัดเจนของการบริหารงานในแต่ละปี โดยมีกิจกรรมและกระบวนการ  ดังนี้
3.1 การสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมสำรวจข้อมูลชุมชนและวิเคราะห์ข้อมูล โดยการขัดทำแผนงานบริหารงานโดยเริ่มจากสำรวจข้อมูลชุมชนโดยการใช้แบบสอบถามด้านประชากร ความต้องการด้านอาชีพ ความต้องการด้านกิจกรรมพัฒนาชุมชน และนำแบบสอบถามมาทำการวิเคราะห์ความเป็นไปได้เพื่อที่จะได้นำมาประกอบในการจัดทำแผนงานด้านการพัฒนาชุมชน
        3.2 จัดทำร่างแผนชุมชนร่วมกับสมาชิกผู้อยู่อาศัย และหน่วยงาน                    ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความชัดเจนโดยผู้อยู่อาศัยและองค์กรชุมชนเป็นผู้จัดร่างแผนงานด้าน              การพัฒนาชุมชนเพื่อนำไปสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน
        3.3 ประชาพิจารณ์แผนบูรณาการแผนชุมชน เมื่อร่างแผนเสร็จเรียบร้อย      ให้มีการประชุมองค์กรชุมชน ร่วมกับผู้อยู่อาศัยในชุมชน นำแผนงานที่ร่างไว้มาทำประชาพิจารณ์ถึงความเป็นไปได้และความเหมาะสม ก่อนนำมาประกาศใช้อย่างเป็นทางการ

    4. การสร้างเครือข่ายชุมชนระดับพื้นที่/องค์กรภายใน/องค์กรภายนอก ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความร่วมมือและมีการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อนำมาเป็นแบบอย่างในการพัฒนาชุมชนในโครงการบ้านเอื้ออาทร โดยมีกิจกรรมและกระบวนการ ประกอบด้วย
        4.1 จัดเวทีแลกเปลี่ยนการเรียนรู้
        4.2 ประชุมร่วมระหว่างชุมชน
        4.3 ประชุมจัดตั้งเครือข่ายชุมชน และจัดทำแผนงานด้านการพัฒนาชุมชน              ร่วมกัน
        4.4 สร้างเครือข่าย
        4.5 ศึกษาดูงานระบบบริหารชุมชนของชุมชนอื่น ๆ ที่มีความเหมาะสม

    5. ติดตามและประเมินผล การดำเนินโครงการและนำข้อมูลผิดพลาดมาดำเนินการแก้ไข เพื่อให้ได้ความชัดเจนและสมบูรณ์แบบในการพัฒนาชุมชน

ด้านเศรษฐกิจ

    เนื่องจากโครงการบ้านเอื้ออาทรเป็นโครงการที่จัดสร้างเพื่อผู้อยู่อาศัยที่มี                รายได้น้อย ดังนั้น ควรส่งเสริมให้ผู้อยู่อาศัยได้รู้จักการเรียนรู้ด้านการออมทรัพย์ วินัยทางการเงิน พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้อยู่อาศัยได้มีอาชีพเสริมและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ โดยส่งเสริมการฝึกอาชีพและจัดหาตลาดทางการค้าให้กับผู้อยู่อาศัยในชุมชน โดยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเรียนด้านอาชีพ เช่น กรมพัฒนาฝีมือแรงงานหรือสถาบันการศึกษาได้นำอาชีพใหม่ ๆ มาพัฒนาในชุมชน

ด้านสิ่งแวดล้อม

    จัดอบรมให้ผู้อยู่อาศัยได้มีความรับผิดชอบร่วมกันในการพัฒนาชุมชนด้านการส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและการสร้างชุมขนสีเขียว เพื่อให้ชุมชนเป็นชุมชนน่าอยู่ โครงการจัดกิจกรรม/โครงการภายในชุมชน ประกอบด้วย
    1. โครงการรณรงค์การปลูกต้นไม้และอนุรักษ์ต้นไม้ภายในชุมชน เพื่อให้เป็น            ชุมชนสีเขียว
    2. โครงการธนาคารขยะ เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้มีการคัดแยกขยะ และทิ้งขยะตามที่ที่          กำหนดไว้
    3. โครงการรณรงค์รักษาความสะอาดภายในชุมชนเพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้มีส่วนร่วมใน        การพัฒนาชุมชนร่วมกัน

บทสรุป

    การเคหะแห่งชาติ ปัจจุบันอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการพัฒนาสังคม   และความมั่นคงของมนุษย์ มีภารกิจหลักที่ได้รับมอบหมายนโยบายจากรัฐบาลในการก่อสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย และรายได้ปานกลางในรูปแบบของโครงการบ้านเอื้ออาทร มีทั้งระบบการก่อสร้างที่เป็นอาคารชุด บ้านเดี่ยว บ้านแฝด  บ้านเดี่ยว ซึ่งปัจจุบันได้มีการก่อสร้างและ                 ส่งมอบอาคารไปแล้วประมาณ 315 โครงการ ทั่วทั้งประเทศประมาณแต่ละโครงการมีตั้งแต่ขนาด 200 หน่วย จนถึงประมาณ 8,000 หน่วย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่และความต้องการด้านที่อยู่อาศัยของแต่ละพื้นที่แต่ละจังหวัด ซึ่งการส่งมอบบ้านให้กับผู้อยู่อาศัยแล้วการเคหะแห่งชาติจะดูแลสภาพชุมชนทั้งระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และการบริหารจัดการโครงการประมาณ 5 ปี และหลังจากนั้นก็จะดำเนินการมอบโอนให้กับองค์กรส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลต่อไป แต่ภายในระยะเวลา 5 ปี ที่การเคหะแห่งชาติดูแลนั้น จะดำเนินการพัฒนาสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนโดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในชุมชน เพื่อให้สามารถบริหารตนเองได้หลังจากครบ 5 ปีแล้ว โดยเฉพาะองค์กรชุมชนจะต้องมีการเรียนรู้ด้านการบริหารชุมชน การพัฒนาชุมชน ทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ  และสิ่งแวดล้อม พร้อมรอบรู้ด้านการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ในการที่จะดึงหน่วยงานต่างๆเข้ามาร่วมเป็นภาคีในการพัฒนาชุมชนร่วมกัน โดยเฉพาะการจัดทำแผนชุมชนเพื่อการพัฒนาชุมชนที่เป็นรูปธรรม องค์กรชุมชนจะต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างชัดเจน และสามารถถ่ายทอดกระบวนการพัฒนาชุมชนไปให้กับคนรุ่นหลังได้ ต้องมีกลไก ในการพัฒนาคนอย่างต่อเนื่อง เพื่อมีบุคคลหรือองค์กรในชุมชน ได้มีการบริหารชุมชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสงบสุขในชุมชน และเป็นชุมชนต้นแบบ                 เป็นชุมชนตัวอย่าง ที่บุคคลทั่วไปเห็นแล้วชื่นชม เห็นแล้วยกย่องสรรเสริญ ทั้งสังคม เศรษฐกิจ   และสิ่งแวดล้อม มีความมั่นคงตลอดไป

หนังสือ  ทุนมนุษย์ของคนไทยรองรับประชาคมอาเซียน

          ไม่มีสิ่งอื่นใดที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่อาจารย์จีระฯต้องการทำในสิ่งที่ยาก  นอกจาก การได้เห็นต้นแบบแห่งคุณงามความดีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพสู่สังคมไทยให้เป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาที่ยั่ยืนตามแนวทางของพ่อหลวง   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2015 การบริหารการเปลี่ยนแปลงในยุคประชาคมเศรษฐกิจอาเชียน ซึ่งประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลาง  จะต้องพัฒนาคนไทยอย่างไรรองรับประชาคมอาเชียน  อาจารย์จีระฯได้เอาทฤษฎีทุนมนุษย์ของอาจารย์เอง หรือที่เรียกว่า  8K’s และ 5K’s (ใหม่) นำมาเป็นภูมิคุ้มกันที่สำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยสรุปดังนี้

          K1 ทุนมนุษย์ (Human Captital) เป็นสิ่งสำคัญลำดับแรก เพราะมนุษย์ทุกคนเริ่มเท่ากัน ได้มีการลงทุนและ พัฒนาตั้งแต่เยาว์วัยด้วยการเลี้ยงดูของครอบครัว  ศึกษา โภชนาการ การอบรม ฯลฯ ทำให้ทุนมนุษย์มีไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับวิธีการเรียน

          K2 ทุนทางปัญญา (Intellectual Capital)  คือการมองไปข้างหน้าหรืออนาคต  อาจารย์จีระ พูดถึงวิธีการเรียนรู้ที่จะช่วยให้คนไทยคิดเป็นและการปลูกฝังวัฒนธรรมการเรียนรู้ เพื่อสร้างทุนทางปัญญา ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ สำหรับประเทศไทยกับสังคมเศรษฐกิจอาเชียนโดยนำทฤษฎี 4L's มาปรับใช้ จะเป็นการสร้างทุนทางปัญญาที่จะช่วยคนไทยให้อยู่รอดในโลกของการเปลี่ยนแปลง การแข่งขันและความไม่แน่นอน ซึ่งไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น การมีทุนทางปัญญาจะทำให้สามารถหาทางออกเสมอ  สำหรับ ทฤษฎี 4L's ประกอบด้วย

                        Learning Methodology คือ มีวิธีการเรียนรุ้ที่น่าสนใจ

                        Learning Environment  คือ สร้างบรรยากาศเรียนรู้

                        Learning Opportunities คือ สร้างโอกาสเรียนรู้

                        Learning Communities คือ สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้

          K3 ทุนทางคุณธรรมและจริยธรรม(Ethical Capital) อาจารย์จีระ พูดว่า การเป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพไม่ใช่แค่มีความรู้และมีปัญญาเท่านั้น แต่ต้องเป็นคนดี คิดดี ทำดี คิดเพื่อส่วนรวม มีจิตสาธารณะ มีความละอายและเกรงกลัวต่อบาปที่ควรจะอยู่ใน DNA ของคนไทยทุกคน และได้แนะนำแนวทางการสร้างคุณธรรมจริยธรรมที่เป็นประโยชน์นำไปใช้ได้ทั้งส่วนบุคคล องค์กร ชุมชน และสังคม อีก 2 แนวทางที่เห็นควรปฏิบัติ คือ

                        แนวทางแรก  คือแนวทางคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยให้เข้าใจและยึดมั่นใน  ศีล  สมาธิ และปัญญา

                        แนวทางที่สอง คือ การมีคุณสมบัติที่สำคัญ 3 เรื่อง คือ ความถูกต้อง(Integrity)   จินตนาการ (Imagination)  และนวัตกรรม(Innovation)

          K4 ทุนแห่งความสุข (Happiness Capital)  อาจารย์จีระ ให้คำนิยามว่า คือพฤติกรรมที่ตัวบุคคลพึงมี เพื่อทำให้ชีวิตมีคุณค่าและสอดคล้องกับงานที่ทำ    และอาจารย์ได้ค้นหาตัวท่านเองว่าความสุขของท่านก็คือการมีความรักในงานที่ทำ มีความสุขที่จะถ่ายทอดความรู้ให้กับลูกศิษย์และเพื่อร่วมชาติในสังคมไทย  ดังนั้นในโลกของการแข่งขันการจะอยู่รอดในสังคมอาเซียนเสรินั้นเรื่องเงินอย่างเดียวหรือวัตถุนิยมไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด แต่คุณภาพของทุนมนุษย์ที่มีความสุขในการทำงานสำคัญกว่า  ในการนี้อาจารย์จีระได้ให้แนวทางการสร้างทุนแห่งความสุขจากประสบการณ์ของท่าน โดยมีกฏ ดังนี้          

  1. สุขภาพทางร่างกายและจิตใจพร้อมไม่หักโหม (Healthy)
  2. ชอบงานที่ทำ (Passion)
  3. รู้เป้าหมายของงาน (Purpose)
  4. รู้ความหมายของงาน (Meaning)
  5. มีความสามารถที่จะทำให้งานสำเร็จ (Capability)
  6. เรียนรู้จากงานและลูกค้าตลอดเวลา (Learning)
  7. เตรียมตัวให้พร้อม (Prepare)
  8. ทำงานเป็นทีม อย่าทำงานคนเดียว (Teamwork)
  9. ทำหน้าที่เป็นโค๊ชให้แก่ทีมงานและลูกทีม (Coaching)
  10. ทำงานที่ท้าทาย ( Challenge)
  11. ทำงานที่มีคุณค่า (Enrichment)

           K5 ทุนทางสังคม (Social Capital-Networking)  หรือเครือข่าย อาจารย์จีระพูดว่า ในยุคอาเซียนเสรีคนไทยต้องพร้อมที่จะมีเครือข่ายที่กว้างขวางมากขึ้นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและศํกยภาพในการแข่งขัน  แต่สิ่งที่สำคัญคือการสร้างเครือข่ายของปัญญา ในเรื่องของความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมที่หลากหลาย และสามารถบริหารความแตกต่างทางวัฒนธรรมของประเทศอาเซียน ให้ได้เพราะเป็นปัจจัยสัญช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

            K6 ทุนแห่งความยั่งยืน (Sustainable Capital) อาจารย์จีระ ให้ความหมายไว้ว่า คือการที่ตัวเราจะมีศํกยภาพในการมองอนาคติว่าจะอยู่รอดหรือไม่  โดยทุนแห่งความยั่งยืนของอาจารย์จีระ มาจากหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงฯ ซึ่งพระองค์ท่านทรงเน้น  ความพอประมาณ  มีเหตุมีผล  มีภูมิคุ้มกัน 

            K7 ทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (Digital Capital)  ในยุคที่ข่าวสารไร้พรหมแดน อาจารย์จีระ ตระหนักว่า ทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพจะต้องมีความรู้ความสามารถที่จะนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ให้เกิดการพัฒนาด้านต่าง ๆ ได้  การเปิดเสรีอาเซียน ภาษาอังกฤษอย่างเดียวคงไม่พอ การเรียนรู้ภาษาของชาติอาเซียนด้วยกันก็สำคัญ เช่น ภาษามาเลย์ ภาษาเขมร เป็นต้น

            K8 ทุนอัจฉริยะ (Talented Capital)  หมายถึง การมีทักษะ ความรู้และทัศนคติ  อาจารย์จีระ พูดว่า ในยุคอาเซียนเสรี คนที่มีศํกยภาพจะต้องเป็นคนที่มีความเป็นอัจฉริยะภาพอยู่ในตัว หมายถึง มีการพัฒนาทักษะ ความรู้ของตนเองตลอดเวลา มีทัศนคติพร้อม ต่อการทำงานในเชิงรุก

            5K's (5)  เป็นทฤษฎีทุนใหม่ ที่อาจารย์จีระฯ  เห็นความสำคัญอีก 5 ประการในการต่อยอดสร้างคุณภาพทุนมนุษย์  ซึ่งจะช่วยให้ทุนมนุษย์ของประเทศไทยมีคุณภาพเพียงพอที่จะอยู่รอด สามารถแข่งขันในสังคมอาเซียนเสรีได้อย่างสง่างาม และยั่งยืน  ประกอบด้วย

  1. ทุนแห่งความคิดสร้างสรรค์  อาจารย์บอกว่า การสร้างความคิดสร้างสรรค์ต้องฝึกให้รู้จักคิดเป็น วิเคราะห์เป็น  ต้องมีเวลาคิด มีสมาธิ   คิดเป็นระบบ และอยากทำสิ่งใหม่ ๆ เสมอ
  2. ทุนทางความรู้    ทุนทางความรู้ที่ดี ต้องอยู่บนหลักของความรู้ที่มาจากความเป็นจริง และ ตรงประเด็นความต้องการของผูรับบริการ
  3. ทุนทางนวัตกรรม   โดยจะต้องมีองค์ประกอบ 3 เรื่อง คือ  หนึ่ง เป็นความคิดใหม่ ความคิดสร้างสรรค์และนำมาผสมผสานความรู้      สอง นำความคิดไปปฏิบัติจริง และสาม คือทำให้สำเร็จ
  4. ทุนทางวัฒนธรรม  การมีความรู้ ความเข้าใจในวัฒนธรรมของประเทศื่น ๆ และสามารถบริหารจัดการความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมได้อย่างดีด้วย
  5. ทุนทางอารมณ์  มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งรวมไปถึงภาวะผู้นำด้วย   โดยแนวทางของ The Klann Leadership คือมีความกล้าหาญ ความเอื้ออาทร มองโลกในแง่ดี  รู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเอง และสามารถสื่อสารสร้างสัมพันธ์ภาพที่ดีกับผู้อื่นได้ จะช่วยให้เราทำงานอยู่ในสังคมได้อย่างมีสุข และลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในทุกระดับ

บทสรุปจากหนังสือ  การเปิดเสรีอาเซียน หรือการก้าวสู่สังคมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน  ส่งผลกระทบต่อคนไทยทุกคน ทั้งในแง่บวก และ ลบ  ทั้งเป็นโอกาสและเป็นความเสี่ยง     ดังนั้นคุณภาพของทุนมนุษย์ คือ เรื่องวัดความสามารถทางการแข่งขัน  ทฤษฏี 8K’s และ 5K’s (ใหม่) ตามที่สรุปข้างต้นจึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างคุณภาพของทุนมนุษย์เพื่อรองรับการเปิดเสรีอาเซียนในครั้งนี้

                                                              บทย่อโดย ผ่องศรี  ปลอดประดิษฐ์

หนังสือ ธรรมดีที่พ่อทำ

          เป็นหนังสือที่ผู้เขียน คือ คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย ได้อัญเชิญพระราชกรณียกิจ พระราชจริยวัตร พระราชดำรัส และพระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่ชาวไทยได้พึงปฏิบัติตนตามรอยพระยุคลบาทซึ่งพระองค์เป็นต้นแบบแห่งคุณธรรมความดีงาม ที่ทรงทำเพื่อความสุขของปวงชนชาวไทย เพื่อนำมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตอันทรงคุณค่า ได้แก่

  1. ความกตัญญู    ความสุขสูงสุดของคนเป็นพ่อแม่นั้น คงไม่มีสิ่งใดเกินไปกว่าการมีลูกเป็นคนดีและ เป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไขใด ๆ
  2. ความอ่อนน้อมถ่อมตน
  3. ความพอเพียง  คือความไม่เดือดร้อน ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น   ซึ่งประกอบด้วย 3 พอ  ได้แก่ พอเพียง คือการอยู่ได้ด้วยตนเอง   พอประมาณ คือไม่สุดโต่ง ไม่โลภมาก  และพอดี คือพอแล้วดีมิใช่ดีแล้วจึงพอ
  4. ความซื่อสัตย์
  5. ระเบียบวินัย เคารพในกติกา และการู้จักยับยั้งจิตใจของตนเอง
  6. ความอดทน

          นอกจากนี้ การที่พระองค์ประสบความสำเร็จในการบริหารราชการแผ่นดิน ก็เพราะทรงครองราชย์โดยธรรม   ซึ่งธรรมที่ทรงนำมาเป็นหลักในการปกครองแผ่นดินก็คือ ทศพิธราชธรรม   ประกอบด้วย

  1. ทาน            ทรงเป็นผู้ให้
  2. ศีล              ทรงเป็นผ็มีจริยวัตรงดงาม
  3. ปริจจาคะ      ทรงเป็นนักเสียสละ
  4. อาชชวะ        ทรงเป็นผู้ซื่อสัตย์สุจริต
  5. มัททวะ         ทรงเป็นผู้สุภาพอ่อนโยน
  6. ตปะ             ทรงเป็นผู้มีความเพียรในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจ และเพียร กำจัดกิเลส
  7. อักโกธะ        ทรงเป็นผู้ไม่ลุแก่โทสะ ไม่มัวเมาในอำนาจ
  8. อวิหิงสา       ทรงเป็นผู้ไม่ใช้ความรุนแรง เบียดเบียนประชาชน
  9. ขันติ            ทรงเป็นผู้เปี่ยมด้วยขันติธรรม ด้วยความอดทน
  10. อวิโรธนะ       ทรงปฏิบัติพระองค์อยู่ในครรลองของนิติธรรม เนติธรรม ราชธรรมอย่างเคร่งครัด ทรงถือธรรมเป็นใหญ่

                                        บทย่อโดย ผ่องศรี  ปลอดประดิษฐ์

สวัสดีคะอาจารย์ ส่งการบ้านครั้งที่ 2

ในการอบรมวันที่ 30 กรกฎาคม 55 ได้ความรู้เกี่ยวกับบุคคลตัวอย่างที่เป็นผู้นำทั้งระดับโลกและระดับประเทศ รู้จักการพัฒนาผู้นำมากยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้มีแรงบันดาลใจ และทัศนคติใหม่ๆในการทำงานและก้าวต่อไปอย่างแน่วแน่

ส่งการบ้าน ธัญญาภา สุโลวรรณ เรื่องนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาการทำงานการเคหะแห่งชาติ

สรุปเนื้อหาย่อ ๆ ที่เข้าใจจากการเข้าร่วมโครงการฯ

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน 2555

เรื่อง  ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์  

          เป็นการแลกเปลี่ยนทัศนความรู้ และความเข้าใจให้ชัดเจนมากขึ้นว่า ผู้นำ นั้นต่างกับ ผู้บริหารซึ่งเป็นผู้ควบคุม จัดการระบบและควบคุมให้สำเร็จตามเป้าหมายให้สำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพในระยะสั้น   ส่วน ผู้นำ จะจัดการที่เน้นคนหรือองค์กร โดยจับหลักการความสำคัญว่าจะมีวิธีการ (what)  และ How ทำอย่างไรให้สำเร็จ และเกิดศรัทธาจากองค์กร  ภาวะผู้นำที่ดีต้องมองภาพใหญ่นั่นหมายถึง Vision  Mission  Strategies และ Core Value ในอนาคต พร้อมการเปลี่ยนแปลงเพื่อไปสู่ความเป็นเลิศอย่างยั่งยืน และองค์กรมีความสุข    ผู้นำส่วนหนึ่งมาจากพรสวรรค์แต่สามารถมาจาก การเรียนรู้ และฝึกฝน ตลอดเวลาและไม่มีผู้นำคนไหนที่มีความสุข จากลูกน้องที่ไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งการพัฒนาภาวะผู้นำ มีหลักทฤษฎี 5E’s  คือ  Example     Experience   Education  Environment   และ Evaluation

เรื่อง การบริหารการเปลี่ยนแปลง

บทบาทของผู้บริหาร ส่วนที่สำคัญที่สุด คือการบริหารการเปลี่ยนแปลง นอกเหนือจากการบริหารการปฏิบัติงานประจำ   ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ด้วยการวิเคราะห์สถานการณ์ภายนอก-ภายใน ผลกระทบ และโอกาสเพื่อลดผลกระทบที่ไม่ดี ทำให้องค์กรดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง และอยู่อย่างยั่งยืน

 

วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน 2555

ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ (2)

  • รู้และให้เข้าใจในความหมาย Vission – Mission
  • Vission ของ กคช.ที่กำหนดไว้ว่าใช้ในปี 2554-2558  ดูแล้วเป็นบทบาทมากกว่าที่จะเป็นทิศทางที่จะไป ไปแล้วจะทำให้เราอยู่รอด หรือทำให้เก่งกว่าคนอื่น และทำให้เราดูแลลูกค้าของเราได้ นอกจากนี้ ไม่เห็นภาพถึง 10 ปี ดังเช่นความหมายของ Vission
  •  ธุรกิจจะอยู่อย่างยั่งยืน   ผู้นำและคนในองค์กรจะต้องมีวิสัยทัศน์ที่ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา
  • การฝึกความคิดความเข้าใจจากผู้เข้าร่วมโครงการในรุ่นที่ 2 ซึ่งต่อไปจะเป็นผู้นำยุคใหม่  ให้ทบทวน-กำหนดวิสัยทัศน์ของ กคช. โดยวิเคราะห์จากปัจจัยภายนอก ภายใน  Stakehoders   เพื่อรองรับการเปลี่ยนในอีก 10 ปี

การบริหารกลยุทธ์องค์กร

เป็นการเสวนาแลกเปลี่ยนประสพการณืของวิทยากรจากหลาย ๆ แห่งเพื่อให้เห็นมุมมองต่าง ๆ ในการบริหารกลยุทธ์จากหน่วยงานอสังหาฯ โดย อ. อนุชา กุลวิสุทธิ์    อ.เฉลิมพล เกิดมณี  และอ.สมชาย สาโรวาท   ซึ่งมุ่งเน้นของการทำเงิน  แต่ กคช. เพื่อสังคม หรือประชาชนผู้ด้อยโอกาศได้มีที่อยู่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม   นั่นก็คือ การมองตัวเองว่าอยู่ใน Position ตรงไหน จึงจะคุ้มทุนหรือจุดผ่าน

 

วันพุธที่ 27  มิย.55   การวิเคราะห์ประเด็นท้าทายของ กคช. ในด้านวัฒนธรรม การตลาด  การผลิต และการเงิน

          ด้าน วัฒนธรรม กคช.  ที่หลายคนรับรู้ และดำเนินอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้แก่  กิจกรรมวันสถาปนา กคช.     วิธีการปฏิบัติงานที่เป็นขั้นเป็นตอนนำเสนอตามลำดับสายการบังคับบัญชา   การเคารพผู้อาวุโส

           ด้านการตลาด  อ. พงษ์ชัยฯ ให้ความหมายไว้ว่า  การทำอย่างไรหรือวิธีไหนก็ได้ให้เกิดความอยาก   เมื่อ 40 ปีก่อน กคช. ไม่มีคู่แข่งการทำบ้านราคาถูก เพราะส่วนหนึ่งรัฐอุดหนุน  แต่ขณะนี้ มีหลายบริษัทที่ทำอสังหาฯราคาที่ถูกกว่า กคช.  ดังน็น กคช. จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องหาช่องว่าของตลาดให้ได้ว่า ควรจะผลิด หรือมีผลิตภัณฑ์อะไรกันแน่   ที่จะสามารถเสนอให้ลูกค้าหรือไม่  หรือมีลูกเล่นอย่างไรให้เป็นที่นิยมในตลาด

            วิเคราะห์การผลิต  เป็นการสร้างจำนวนมาก เพื่อลดต้นทุนผลิต และรูปแบบบ้านไม่หลากหลาย ส่วนใหญ่ตั้งอยู่แถบชานเมือง  เป็นการสร้างแล้วขาย   หากขายแล้วสร้างจะเน้นระดับรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง

            วิเคราะห์การเงิน  กคช.จะมีรายรับจากการโอนที่อยู่อาศัย และบริหารสินทรัพย์เช่า แต่มีค่าใช้จ่ายอื่นที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้  รวมถึงต้นทุนสินทรัพย์ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เช่นกัน  จึงมีความเสี่ยงทางการเงินในสินค้าคงค้าง และภาระหนี้ระยะยาวที่ค่อนข้างสูง  ถึงแม้ว่างบการเงินในปี 2553 กคช. ไม่ติดลบก็ตาม   และในอนาคตงบการเงินเป็นอย่างไร หากติดลบ เป็นด้วยปัจจัยอะไร ที่ทุกคนจะต้องแก้ปัญหา

 

วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม 2555

            การบริหารทุนมนุษย์เชิงกลยุทธ์   เป็นการนำสองคำมาเชื่อมโยงกันระหว่าง ทุนมนุษย์  กับกลยุทธ์     โดยกลยุทธ์ หรืออีกมุมมองหนึ่ง ก็คือยุทธศาสตร์ได้เช่นเดียวกัน หมายถึง กระบวนการที่มีตั้งแต่จุดเริ่มต้น ถึงเป้าหมายสุดท้าย              ดังนั้น  การบริหารทุนมนุษย์เชิงกลยุทธ์  ก็คือ การดึงเอาขีความรู้ ความสามารถ ทักษะ และภูมิปัญญาของบุคคล ไปดำเนินการให้สอดคล้องกับภาระกิจต่าง ๆ ขององค์กรให้บรรลุเป้าหมาย ตรงตามวิสัยทัศน์ของแต่ละองค์กรที่ตั้งไว้

            สิ่งสำคัญที่ผู้บริหารจะต้องเข้าใจในการบริหารจัดการทุนมนุษย์ ซึ่งมีกระบวนการหลัก 6 ขั้นตอน ดังนี้

  1.  ต้องวิเคราะห์กลยุทธ์ขององค์กรโดยใช้เครื่องมือ SWOT  
  2. กำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ให้ถูกต้อง
  3. วิเคราะห์อัตรากำลังในองค์กร   ซึ่งเรื่องนี้มิใช่เป็นหน้าที่หลักของฝ่ายบริหารบุคคลเท่านั้น  ผู้บริหารทุกท่านจะต้องร่วมกันวิเคราะห์ ว่าความชำนาญด้านใดที่จำเป็น หากองค์กรมีกลยุทธ์มุ่งไปสู่ AEC เป็นต้น
  4. กำหนด แผนปฏิบัติการ ตั้งแต่การจ้างบุคคลากร จนถึงกระบวนการนำไปพัฒนาให้มีขีดความสามารถ เพื่อไปปฏิบัติงานตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้
  5. IMPLEMENT THE ACTION PLAN
  6. MORNITOR ,  EVALUATE ,  AND REVISE PLAN

การสร้างทุนมนุษย์  เพื่อการพัฒนาทักษะ ความชำนาญ  ความรู้ความสามารถ   ปัจจัยที่สำเร็จในการบริหารทุนมนุษย์ ก็คือ  LEADERSHIP   หมายถึงว่า ผู้นำในองค์กรจะต้องให้เกิดการพัฒนาบุคคลในองค์กรอย่างต่อเนื่อง   มีการวางแผนการบริหารทุนมนุษย์เชิงกลยุทธ์ที่ครบถ้วน เชิงบูรณาการ และสร้างเป็นวัฒนธรรมขององค์กร ให้เป็นเรื่องที่หวังผลลัพธ์

นอกจากนี้ มีการฝึกกิจกรรม การใช้สมองด้านขวา  เหมือนว่าเป็นการเค้นเอาความรู้ความสามารถตอบโจทย์ให้ได้ภายในเวลาที่กำหนด  กิจกรรมนี้ชอบมาก   รวมทั้งให้คิดอย่างเป็นระบบโดยใช้เครื่องมือ MIND MAP

 

วันที่ 9 กรกฏาคม 2555   การบริหารธุรกิจในยุคอาเชียน

              ประชาคมเศรษฐกิจอาเชียน ( AEC ) ที่ทุกคนในขณะนี้รู้ว่าจะเกิดขึ้นในปี 2558   หากมองย้อนหลังออกไปจะเห็นว่าโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว  และมนุษย์อยู่ในสังคมแห่งความรู้   ข่าวสาร  เทคโนโลยี  ทำให้คนจำนวนมากเข้าใจว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ  แต่การก่อกำเนิดของอาเชียนได้รวมตัวมากันตั้งแต่ปี 2510 และต่อยอดออกมาเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจ(AFTA) เขตการค้าเสรีในปี 2536    ความตกลงด้านการค้าบริการ และเขตการลงทุนอาเชียนในปี 2538 เป็นต้นมา  ดังนั้น ข่าวสารความรู้  เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้บริหาร หรือผู้นำ จะต้องรู้ให้รอด  รู้จริง  มีความตระหนัก และเห็นสิ่งจริงภายใต้การแตกต่าง  นั่นก็คือการคิดอย่างมีระบบ (Systematic Thinking)  ซึ่งความหมายของคำว่า “ระบบ”  จะต้องมีองค์ประกอบคือฟังก์ชั่น หลาย ๆ ฟังก์ชั่นที่เชื่อมสัมพันธ์กัน ถ้าเปรียบกับการบริหาร หมายถึงกระบวนการงานบริหารจัดการในแต่ละหน่วยงานจะมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน  ทำให้เกิดความมั่นคงของระบบ องค์กรอยู่อย่างยั่งยืน และมีความสุข

   นอกจากนี้ ผู้บริหารจะต้องเป็นผู้มองจุดเห็นโลกทั้งหมด โดยเห็นว่าโลกแบน  และต้องเป็นนักคิดกลยุทธ์หมายถึง รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง  ให้คิดเป็นระบบมองอนาคต ทุกอย่างในโลกนี้เป็นกระบวนการ ให้ปรับเปลี่ยนความคิดจากคำถามว่า อะไร เป็น ทำไม และ ทำอย่างไร  แล้วจะเห็นสิ่งที่เหมือนกัน  ดังนั้นในขณะที่โลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  การบริหารจัดการองค์กรที่ดีผู้บริหารจะต้องฝึกระบบคิด เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขัน และปรับกฏเกณฑ์

    ช่วงบ่าย จะเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองต่าง ๆ ของวิทยากร และอาจารย์  โดยให้ความหมาย AEC        ก็คือตลาดร่วม หรือตลาดเดียว ที่มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ และเงินทุนโดยเสรี ไม่มีเส้นกั้นระหว่างประเทศ  ซึ่งไม่ใช่เฉพาะ 10 ประเทศใน เอเชี่ยนเท่านั้น เนื่องจากแต่ละประเทศไปทำสัญญากับประเทศอื่น ๆ ดังนั้นอาจหมายถึงครึ่งหนึ่งของโลกทีเดียว   เมื่อทราบเช่นนี้แล้ว ผู้บริหาร กคช. ควรได้มีการระดมความคิดที่เป็นระบบ เตรียมพร้อมการเข้าสู่ยุคประชาคมอาเชียน   หาโอกาส และลดผลกระทบจากจุดอ่อนในอดีตที่ผ่านมา  สร้างภูมิคุ้มกันให้เข้มแข็ง ซึ่งอาจต้องปรับเปลี่ยนกฏเกณฑ์บ้างก็ตาม เพื่อให้องค์กรได้คงอยู่อย่างยั่งยืน

 

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม 2555 

เรื่องที่ 1  การบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจ

             ความรู้ในเชิงทฤษฎี ว่า การบริหารความเสี่ยงในหน่วยงานอาจทำมานานแล้วแต่ยังไม่ชัดเจน  เพราะบางเรื่องเป็นความเสี่ยง แต่บางเรื่องไม่ถือว่าเป็นความเสี่ยง  และในสถานะที่เป็นผู้บริหาร อาจจะต้องเผชิญกับการตัดสินใจเลือกทางเลือก ที่ไม่ทราบผลลัพธ์ที่แน่นอน  จึงจะต้องกำหนดให้มีความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เป็นตัวช่วย     การบริหารความเสี่ยงมีกระบวนการและเทคนิคประกอบด้วย  การระบุความเสี่ยง  ประเมินความเสี่ยง  จัดการกับความเสี่ยง  และติดตามผลการบริหารความเสี่ยง 

               ความเข้าใจในเรื่องความเสี่ยง เป็นเรื่องที่ไม่ดี ต้องกำจัดให้หมดไป ไม่ให้เหลือเลยเพิ้อทำตัวให้ปลอดภัยดีกว่านั้น ไม่ถูกต้องเพราะในโลกใบนี้การดำเนินชีวิตทุกๆย่างก้าว ทุก ๆ แห่ง มีความเสี่ยงตลอดเวลา    ดังนั้นการบริหารความเสี่ยง เพื่อจัดการปัองกันให้อยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้โดยยึดหลัก 5Ts   of Risk Management ดังนี้

  1. Tolerate  การยอมรับให้มีความเสี่ยงบ้าง
  2. Treat  การจัดการควบคุมความเสี่ยง  แต่มิใช่ให้หมดไป เป็นการควบคุมทั้งโอกาสและผลกระทบให้อยู่ในระดับที่รับได้
  3. Transfer  การกระจาย/โอนความเสี่ยงให้บุคคลที่สามร่วมรับความเสี่ยง
  4. Take  การฉวยโอกาสจากสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงบางอย่างอาจนำมาซึ่งโอกาสในการบริหารจัดการ        

             

วันพุธที่ 11 กรกฏาคม 2555

เรื่องที่ 2  การบริหารงบประมาณเชิงกลยุทธ์

                        งบประมาณ เป็นเครื่องมือหนึ่ง ในการบริหารจัดการองค์กร ซึ่งประกอบด้วย แผนการปฏิบัติงาน ผนวกกับ แผนการใช้จ่ายเงิน  นั่นก็คือ แผนการดำเนินงานทั้งหมดในระยะเวลาหนึ่งโดยแสดงออกในรูปตัวเงินในการบริหารกิจกรรม โครงการ และค่าใช้จ่าย ตลอดจนทรัพยากรที่จำเป็นในการสนับสนุนการดำเนินงานให้บรรลุผลผลิตและผลลัพธ์ โดยใช้จ่ายอย่างประหยัดและคุ้มค่า            การจัดทำงบประมาณไม่มีสูตรสำเร็จ ขึ้นอยู่กับการต่อรองข้อมูลจริงที่ดีเพียงพอว่าถ้าจัดสรรแล้วการดำเนินงานได้ประโยชน์อย่างไร 

                        อาจารย์สุวรรณ วลัยเสถียร   ซึ่งเป็นปรมาจารย์ของการใช้เงินให้ทำงาน ได้ชี้หนทางสู่ความั่งคั่ง  ด้วยคาถา 4 อย่างที่ควรท่องจำไว้ ดังนี้

  1. ขยันขันแข็ง หนักเอาเบาสู้
  2. ประหยัดอดออม คนที่สุรุ่ยสุร่ายไม่มีโอกาสร่ำรวย
  3. ใฝ่หาความรู้ มีความคิดริเริ่ม รู้จักหาทางออก  แก้ปัญหา
  4. ทำบุญกุศล  

 

วันจันทร์ที่  16 กรกฎาคม 2555 

         การวิเคราะห์กรณีศีกษาการบริหารธุรกิจ  เพื่อให้ผู้บริหาร ได้ตระหนักและสามารถนำไปประยุกต์กับการพัฒนา กคช.  โดยสรุปประเด็นที่สำคัญ ๆ ดังนี้

-       ในการบริหารองค์กรให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ ผู้บริหารนั้นเป็นผู้ที่มี สมรรถภาพ  (EFFECIENCY)  และมีสัมฤธิ์ผล (EFFECTIVENESS)    ซึ่งจะเป็นในลักษณะของการดำเนินงานที่ต้องทำอะไรให้ถูกวิธี   ซึ่งในทฤษฎีของ  Peter Drucker  ว่าการบริหารงานของผู้บริหาร ต้อง Doing the Righting  ในการเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องด้วยเหตุผลที่ให้เกิดสัมฤทธิ์ผลได้   5 ประการ คือ

  1. Time  การบริหารกาลเวลาให้เป็น ตัวอย่างเช่น จัดหาสมุดบันทึก 3 เล่ม ไว้ที่ โต๊ะ ,เลขา และ หัวเตียงนอน  โดยให้จดบันทึกของแต่ละวัน  จะพบว่า ทั้ง 3 เล่มมีเนื้อเรื่องไม่ตรงกัน
  2. Priority   วางแผนว่าจะต้องทำอะไร และให้เลือกว่าจะทำอะไรก่อน
  3. Contribution  หมายถึง การถามตนเองว่า องค์กรจ้างมาให้ทำอะไร แล้วคุ้มค่าหรือไม่  
  4. Strength  ให้มองแต่จุดแข็งของผู้ร่วมงาน หรือผู้ใต้บังคับบัญชา เช่นความสามารถการปฏิบัติงานมีเพียง 10%  ก็เพียงพอแล้ว
  5. Problem Soving  และ Decision Making   การแก้ปัญหาและการตัดสินใจที่เป็นระบบ         

-        แนวคิด Creative Thinking ของอาจารย์ มารค์ ก็คือ การมองภาพ กคช. ว่ามีวัตถุประสงค์อะไร   การทำไปวิเคราะห์ไป  การวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน  และ สิ่งสำคัญ การเล่นและการเรียนรู้       อาจารย์ได้สอนให้ผู้บริหารรู้จักการมองความเป็นตัวตน (Self)  เพื่อเกิดแรงบันดาลใจคิดสร้างสรรค์ต่อไป  หรือ คิดกลับด้านจากผลงานในอดีตเพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย   ซึ่งผู้บริหารส่วนใหญ่มุ่งเน้นการสัมฤทธิ์ผลไปสู่เป้าหมาย โดยไม่ได้คำนึงถึง วัตถุประสงค์  ขององค์กรว่าเพื่ออะไร  และการเข้าสู่ AEC  ถ้า กคช. ไม่ขยับ หรือคิดหาแนวทางการเปลี่ยนแปลง จะส่งลห้องค์กรเสียประโยชน์ได้  

 

วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม 2555    การบริหารการเปลี่ยนแปลง (2)

          

  • ทฤษฎีของ Jack Welch  การดำเนินธุรกิจเป็นเรื่องเกี่ยวกับคนทั้งสิ้น ทั้งในชีวิตจริงตั้งแต่ครอบครัว  เพื่อนบ้าน ครู   เพื่อนเรียน  ผู้บังคับบัญชา  ซึ่งในทุก ๆ วัน จะยุ่งวุ่นวายกับคนทั้งนั้น    ดังนั้น   ผู้นำที่ดี ต้องมีเวลาในกับคนในองค์กร
  • คนในองค์กรเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด    ในแต่ละหน่วยงานอาจจะมีคนมากหรือน้อย การบริหารคนไม่มีความแตกต่างกัน เพราะทุกคนทำงานเพื่อบรรลุผลงานของตนเองซึ่งผู้นำจะทราบจากการติดตามประเมินผล ที่เกิดจาก ความรู้ความสามารถ และทักษะ (Competency) โดยแต่ละคนมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับผู้นำที่คอยกระตุ้นสร้างแรงจูงใจได้อย่างไร เพราะองค์ประกอบมีมากมาย หลายอย่าง เช่น อารมณ์ ครอบครัว สภาพแวดล้อม หรือเจ้านายเป็นต้น
  • การบริหารการเปลี่ยนแปลง  ก่อนอื่น   ผู้นำต้องรู้จักและจัดการเปลี่ยน ก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน อันเนื่องมาจากปัจจัยขององค์ประกอบภายนอก และภายใน
  • โมเดล ขบวนการบริหารการเปลี่ยนแปลง
  1. Leader Change  มีผู้นำการเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นผู้บริหาร
  2. Creating A Shared Need สร้างความต้องการร่วมที่มุ่งสู่ความเปลี่ยนแปลง
  3. Shaping A Vision สร้างวิชั่น หรือวิสัยทัศน์ให้คนอื่นเห็น
  4.  Mobilizing Commitment ผลักดันให้เกิดการยอมรับ หรือมีแนวร่วม
  5. Making Change Last  การจัดการช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลง
  6. Monitoring Progress  ติดตามความคืบหน้า
  7. Changing System & Structure   เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงการและระบบ

Finance for Non-Finance & Financial Perspective

            การให้ความรู้เบื้องต้นกับผู้บริหารที่มิใช่นักการเงิน เพื่อให้เข้าใจและทราบถึงความสำคัญและความจำเป็น    และประโยชน์ของความรู้ทางการเงินให้นำไปประยุกต์ ใช้กับการบริหารในหน่วยงานที่รับผิดชอบ   โดยเนื้อหา อธิบายถึงความหมายของตลาดการเงินและตลาดทุน   รายการสำคัญในงบแสดงฐานะทางการเงิน  งบกำไรขาดทุน   และงบกระแสเงินสด  รวมทั้งการวิเคราะห์การลงทุนโครงการ  ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งการบริหารการเงินองค์กร และส่วนบุคคล

   

                

สรุปหนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้

คุณพารณ  เครือซิเมนต์ไทย  ให้ความสำคัญกับคนเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุด  จนทำให้เครือซิเมนต์ไทยมีวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็งเกิดขึ้นตามธรรมชาติตั้งแต่การคัดเลือกคนทำงาน  สืบทอดวัฒนธรรม  เพิ่มผลิตสร้างเครือข่าย  จนพนักงานมีความจงรักภักดีกับองค์กร  และคุณพารณ  มีความเป็นประชาธิปไตยในการบริหารให้ทุกคนมีส่วนร่วมตัดสินใจ  มองการพัฒนาอบรมคนเป็นการลงทุนไม่ใช่ต้นทุน  และคนเป็นผู้นำต้องอย่าดีแต่พูดต้องทำให้เกิดเป็นผลงานและจะมีศรัทธาตามมา  

สิ่งที่เครือซิเมนต์มีหลักสำคัญที่ควรยึดถือในการประเมินคน 2 องค์ประกอบ

ความสามารถในการทำงาน (ในหน้าที่)
                     การเป็นที่ยอมรับจากทุกระดับ
         ดร.จีระ  ในทรัพยากรทั้งหลายในการผลิต  ทรัพยากรบุคคลสำคัญที่สุดเป็นผู้นำเสนอทฤษฎี  3  วงกลม  สำหรับการรับมือการเปลี่ยนแปลง  Change  management
         วงที่ 1   Context    เป็นองค์กรให้คล่องตัว  แวดล้อมเอื้อต่อการทำงาน  เน้นแบบ

Process ใช้ IT

          วงที่ 2  Competencies  สมรรถนะทักษะความสามารถโดยเน้นทักษะงานที่นำความรู้ที่เป็นประโยชน์องค์กร  ภาวะผู้นำริเริ่มสร้างสรรค์  ความรู้รอบตัว  
          วงที่ 3  Motivation  สร้างแรงจูงใจที่เป็นตัวเงินไม่เป็นตัวเงิน

หนังสือ  ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้

           เป็นหนังสือที่ว่าด้วยประสพการณ์การทำงานที่เกี่ยวกับมนุษย์ของอาจารย์ทั้ง 2 ท่านก็คือ อาจารย์พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา และ อาจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์  ที่มีความมุ่งมั่นในเรื่อง คน หรือทรัพยากรมนุษย์

          เนื้อหาหลัก ๆ ของอาจารย์ทั้งสองท่าน  แบ่งเนื้อเรื่องออกเป็น 4 ช่วง พอสรุปได้ดังนี้

ช่วงแรก  เป็นช่วงที่กล่าวถึงเส้นทางชีวิตของอาจารย์ทั้งสองท่าน ที่มีความคล้ายคลึงกันและอยู่ในชนชั้นของสังคมเหมือน ๆ กัน โดยได้มาโคจรพบกันด้วยวัยต่างกันถึง 20 ปี เกิดมาในตระกูลที่มีชื่อเสียง อยู่ในครอบครัวอบอุ่น มีโอกาสกว่า  โดยอาจารย์พารณฯ เป็นช้างใหญ่ ในปูนซีเมนต์ซึ่งตรงกับนามสกุลของท่านจริง ๆ บริหารจัดการเรื่องของคนในองค์กรซึ่งเชื่อว่าคนทุกคนเป็นทรัพย์สินที่มีค่ามากกว่าทรัพย์สินอื่นใดในองค์กรไม่ว่าจะเป็นเงิน ไม่ว่าจะเครื่องจักร ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม คนเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามากที่สุด และเชื่อว่าคนไม่ได้ต้องการผลตอบแทนที่เป็นเงินทองอย่างเดียว แต่ยังต้องการผลตอบแทนทางใจด้วย

 นอกจากนี้ได้กล่าวถึงผลงานด้านที่เกี่ยวกับคนและแนวทางการทำงานของอาจารย์ทั้งสองท่าน  โดยคนทั้งคู่เป็นผู้ฝ่เรียนรู้ และยังคงกระหายกับการแสวงหาความรู้อย่างไม่รู้จักอิ่ม  ซึ่งปรัชญาชีวิตของอาจารย์พารณฯ ว่า  เราต้องเกิดมาเพื่อจะเรียนรู้  และเรียนรู้   ถือได้ว่าเป็นทรัพยากรมนุษย์ พันธุ์แท้  ที่มีความคิดริเริ่มแนวใหม่ๆอยู่เรื่อย และมีลักษณะของคนหลายแนวความคิด หากเป็นสินค้าจะมีนวัตกรรม หรือ innovation อยู่ตลอดเวลา เลยเป็นพันธุ์แท้ที่อยู่ได้อย่างสมบูรณ์

ช่วงที่สอง  เป็นการอธิบายแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งถือว่าเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดขององค์กร  โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้พร้อมกลยุทธ์เพื่อสร้างความเป็นเลิศให้กับองค์กรจากแรงจูงใจที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ โดยเฉพาะการมีความเชื่อมั่นในคุณค่าของมนุษย์ซึ่งนับวันจะเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป                วิธีคิดของอาจารย์พารณฯ กับการพัฒนาทัพยากรมนุษย์โดยกำหนดกรอบคิด 4 ประเด็น  ได้แก่ แนวความคิด  เป้าหมาย  วิธีการ และปัจจัยต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความสำเร็จในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  เพราะการทำธุรกิจโดยไม่พัฒนาเรื่องคน เป็นเรื่องที่ใช้ไม่ได้ เนื่องจากทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่ได้รับการพัฒนาก็เป็นดั่งทุน(Capital)  ที่นับวันมีแต่จะเสื่อมค่าลงอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะคุณภาพการศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะมีส่วนต่อคุณภาพทรัพยากรมนุษย์โดยตรง หรือถ้าการศึกษาเป็นจุดอ่อน องค์กรจะทดแทนด้วยสร้างวัฒนธรรมในการเรียนรู้ แต่การลงทุนในคุณค่าของคนนั้นจะวัดการการศึกษาและการฝึกอบรมอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องดูด้วยว่า คนเหล่านั้นมีความสามารถในการสร้างเพิ่มผลผลิตแค่ไหน  ดังนั้น ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามจะต้องมีความเชื่อในสิ่งนั้นเสียก่อน หรือมีความศรัทธาว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็นสิ่งที่ดี มีประโยชน์ ก็จะนำพาไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งอาจารย์ยึดมั่นในอุดมการณ์ 4 ประการ คือ  ตั้งมั่นในความเป็นธรรม   มุ่งมั่นในความเป็นเลิศ  เชื่อมั่นในคุณค่าของคน  และถือมั่นในความรับผิดขอบต่อสังคม

              สำหรับอาจารย์จีระฯ ได้นำประสพการณ์คิดค้นทฤษฎีเกี่ยวกับทุนมนุษย์ ว่าทรัพยากรมนุษย์จะมีคุณค่าจะต้องมี ทุน 8 ประการหรือ ทฤษฎี  8k's  ประกอบด้วย  ทุนมนุษย์ ทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรม ทุนแห่งความสุข  ทุนทางสังคม  ทุนแห่งความยั่งยืน  ทุนทางเทคโนโลยีฯ  และทุนทางความรู้ ทักษะและทัศนคติ   นอกจากนี้จากกระแสโลกาภิวํมตน์แรงขึ้น ทุน 8 ประการยังไม่เพียงพอ  จึงได้ค้นพบอีก 5 ทุน หรือ ทฤษฎี 5 k's ประกอบด้วย ทุนแห่งการสร้างสรรค์  ทุนทางความรู้  ทุนทางนวัตกรรม  ทุนทางอารมณ์  และทุนทางวัฒนธรรม

ช่วงที่สาม  เป็นเรื่องราวของการสร้างนวัตกรรมต้นแบบแห่งการเรียนรู้สร้างสรรค์ด้วยปัญญา ที่  สันกำแพงและที่โรงเรียนดรุณสิกขาลัย  โดยมุ่งมั่นให้เป็น Good learner  ที่มีความสามารถในการเรียนรู้และเรียนรู้ตลอดชีวิต  เพื่อให้คนไทยก้าวสู่ระดับโลก  Global citizen   ซึ่งจะต้องมีคุณสมบัติ 3 ประการได้แก่ความคล่องแคล่วในภาษาไทย-อังกฤษ    เทคโนโลยี่   และมีคุณธรรม

ช่วงที่สี่  เป็นเรื่องราวแนวคิดในการขยายผลการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อมุ่งมั่น ของอาจารย์จีระฯ ในการพัฒนาการศึกษาไทยเพื่อความเป็นเลิศ และสร้างศักยภาพในการแข่งขันระดับประเทศ  โดยนำบทเรียนในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเป็นกรณีศึกษา โดยมีแนวคิดการสร้างนวัตกรรมของการเรียนรู้ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน

   1.  ต้องมาจากความคิดใหม่และคิดเชิงสร้างสรรค์ หาความรู้ตลอดเวลา

   2.  เมื่อมีความคิดใหม่แล้ว ต้องลงมือทำ เพราะถ้าคิดแต่ไม่ทำ  นวัตกรรมไม่เกิด

    3. ต้องทำให้สำเร็จและต่อเนื่อง โดยวัดผลในมุมมองหลาย ๆ คน และผู้มีส่วนใด้ส่วนเสีย

   

                                                                                               

หนังสือ  ทุนมนุษย์ของคนไทยรองรับประชาคมอาเซียน

          ในปี 2015 การบริหารการเปลี่ยนแปลงในยุคประชาคมเศรษฐกิจอาเชียน ซึ่งประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลาง  จะต้องพัฒนาคนไทยอย่างไรรองรับประชาคมอาเชียน  อาจารย์จีระฯได้เอาทฤษฎีทุนมนุษย์ของอาจารย์เอง หรือที่เรียกว่า  8K’s และ 5K’s (ใหม่) นำมาเป็นภูมิคุ้มกันที่สำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยสรุปดังนี้

          K1 ทุนมนุษย์ (Human Captital) เป็นสิ่งสำคัญลำดับแรก เพราะมนุษย์ทุกคนเริ่มมาจากสิ่งที่เท่ากัน  ได้มีการลงทุนและ พัฒนาตั้งแต่เยาว์วัยด้วยการเลี้ยงดูของครอบครัว  ศึกษา โภชนาการ การอบรม ฯลฯ ของแต่ละครอบครัวที่แตกต่างกัน ทำให้ทุนมนุษย์มีไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับวิธีการเรียน

            K2 ทุนทางปัญญา (Intellectual Capital)  เป็นการมองไปข้างหน้าหรืออนาคต  อาจารย์จีระ พูดถึงวิธีการเรียนรู้ที่จะช่วยให้คนไทยคิดเป็นและการปลูกฝังวัฒนธรรมการเรียนรู้ เพื่อสร้างทุนทางปัญญา ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ สำหรับประเทศไทยกับสังคมเศรษฐกิจอาเชียนโดยนำทฤษฎี 4L's มาปรับใช้ จะเป็นการสร้างทุนทางปัญญาที่จะช่วยคนไทยให้อยู่รอดในโลกของการเปลี่ยนแปลง การแข่งขันและความไม่แน่นอน ซึ่งไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น การมีทุนทางปัญญาจะทำให้สามารถหาทางออกเสมอ  สำหรับ ทฤษฎี 4L's ประกอบด้วย

                   Learning Methodology คือ มีวิธีการเรียนรุ้ที่น่าสนใจ

           &nbs