เมื่อผมเริ่มเข้ามาหัดส่องพระ ผมได้รับคำชี้แนะจากลูกพี่ของผมว่า การดูพระผงสุพรรณนั้น ให้ดูที่ผิวเหมือนเปลือกไม้
ผมก็จำขึ้นใจ แต่ไม่เข้าใจว่า "ผิวเหมือนเปลือกไม้" นั้น คืออะไร
แต่ผมก็ทำตาม

ผิวพระแบบเปลือกไม้
ฉะนั้น พระผงสุพรรณที่ผมมีเกือบ 20 องค์ ในช่วงแรกๆ จึงเป็นสีเปลือกไม้เกือบทั้งหมด มีสีดินแดงๆ ปนมาบ้างนิดหน่อย
แม้ผมจะพยายามอ่านตำรา ตำนาน ก็ไม่เคยเข้าใจอะไรมากกว่าเดิม นอกจากรู้ว่า ผงสุพรรณสร้างมาจากดินกรอง ในลักษณะดินดิบผสมว่าน 108
แล้วเปลือกไม้เกิดได้อย่างไร ผมไม่เข้าใจ
และ เมื่อผมอ่านตำนาน และหนังสือพระที่ขายในตลาด ทำให้เกิดความรู้สึกแบบขัดแย้งมากๆ
เพราะ ผมเรียนมาด้านดิน หิน แร่ ที่ไม่เคยเห็นตำราไหนบอกว่า ดินไม่เผา จะสามารถคงรูปอยู่ได้ในสภาพธรรมชาติได้เป็นร้อยๆปี ขนาดดินเผายังกร่อนไปตามเวลาเลยครับ โดยเฉพาะ ดินเผาเนื้อธรรมดา ไม่แกร่ง
และยิ่งกว่านั้น ผมเคยสงสัยว่าส่วนผสม "ว่าน 108" ในตำนานการสร้างพระผงสุพรรณ คือ อะไร
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าอยู่ตรงไหนของเนื้อพระ
ผมสงสัยมานาน จนถึงเมื่อวานนี้ ผมได้รับพระผงสุพรรณเป็นของขวัญจากเพื่อนในวง Facebook ที่คุยกันจนถูกคอ

เป็นพระผงสุพรรณเนื้อแกร่ง ที่ไม่ผ่านการเผาอย่างแน่นอน เพราะน้ำว่านยังอยู่เต็มทั้งองค์

ลายน้ำว่านที่ยังคงอยู่ในเนื้อพระ
อย่างมากก็อาจจะอบไอร้อน ให้น้ำว่านแทรกซึมไปตามส่วนต่างๆของเนื้อพระ และบางส่วนออกมาที่ผิวพระ อย่างชัดเจน
พระองค์นี้ มีน้ำว่านเกินพอ ขนาดเนื้อแกร่งแล้วก็ยังมีน้ำว่านเหลือในเนื้อเป็นก้อนๆ อีกหลายก้อน เฉพาะที่รอยตัดผ่านก็ 4-5 ก้อนแล้วครับ
และน่าจะเป็นส่วนดีๆของน้ำว่านด้วย เพราะทำให้เนื้อแกร่งแน่น เป็นมัน มีสีเงินยวง สีออกเป็นสีเงินปนเทาดำ เห็นปราดแรก ยังกะเป็นพระเนื้อเงิน จนกระทั่งมีคนทักผิดว่าเป็น "ผงสุพรรณยอดโถ" ไปโน่น
ผมนั่งส่องพระองค์นี้อยู่หลายชั่วโมง เพื่อพยายามทำความเข้าใจถึง
- ที่มาของคำว่า ว่าน 108
- บทบาทหน้าที่ของ ว่าน 108
- และผลของว่าน 108 ในดินดิบ
จึงเห็นประเด็นสำคัญทั้งสาม และถ่ายรูปมาไว้เพื่อการศึกษาครับ
ดังนั้น วันนี้ผมมีคำตอบแล้ว จากผิวของพระผงสุพรรณที่ได้มาใหม่
และรู้แล้วว่า สีเปลือกไม้ก็คือผลอย่างหนึ่งของการทำปฏิกริยาของน้ำว่านกับดิน และมีผลต่างๆ ตามมาอีกมากมาย ที่ทำให้ดินแกร่งได้โดยไม่ต้องใช้ความร้อนสูง
ที่แสดงให้เห็นว่า
- น้ำว่าน ก็คือ มวลสารเหนียวๆ สีน้ำตาลแดง ในเนื้อพระผงสุพรรณ
- ที่น่าจะได้จากการเคี่ยวน้ำคั้นจากพืชมงคลต่างๆ จนมีลักษณะข้นเหนียว
- แล้วนำมาผสมกับดินกรอง ที่น่าจะเป็นดินฝุ่นแห้งๆ เกสรดอกไม้ และมวลสารต่างๆ ตามหลักของพุทธคุณ (ทำให้เห็นมวลสารและละอองเกสรดอกไม้ในองค์พระ)
- นวดให้เข้ากัน แล้วแบ่งปั้นเป็นก้อนๆ ขนาดพอเหมาะ ขนาดน่าจะพอดีกับแม่พิมพ์ (ที่ทำให้เกิดมวลสารสีน้ำตาลแดงในเนื้อพระ)
- นำไปกดลงบนแม่พิมพ์ และแกะออกมาแบบเปียกๆ (จึงมีรอยนิ้วมือบนองค์พระ)
- ตัดขอบด้วยไม้ (ที่ไม่น่าจะเป็นตอก หรือไม้ไผ่ เพราะมีเสี้ยนใหญ่และตั้งฉากกับรอยตัด) ที่อาจทำเป็นรูปใบมีดแบบลายขวางกับความยาวของมีดไม้ดังกล่าว
- นำวางผึ่งลมให้เนื้อพระเซทตัว (ที่ทำให้พระบางองค์บิดงอ) และแห้งพอที่จะจับต้องได้ง่าย
- แล้วนำมาใส่เตาอบ หรือบ่มด้วยไอร้อนต่ำ พอให้น้ำว่านละลายไปแทรกตามเนื้อดิน
จนทำให้ดินแกร่งได้โดยไม่ต้องใช้ความร้อนจัด

ลักษณะการแทรกซึมของน้ำว่านไปในเนื้อดิน และออกมาที่ผิวดิน
ที่น่าจะมีส่วนประกอบที่หลากหลายในแต่ละรุ่น
ทำให้เกิดลักษณะที่แตกต่างกันมากมาย
นี่คือ ความรู้ที่ได้จากการอ่านเนื้อพระองค์นี้ครับ
ขอขอบพระคุณ คุณนิพนธ์ พัชระภัทร์ แห่งโรงพยาบาลจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ให้พระผงสุพรรณองค์นี้เป็นของขวัญ ทำให้ผมสามารถเขียนความรู้เรื่องนี้ได้ครับ
กรุณาพิจารณาพระผงสุพรรณองค์นี้ด้วยครับ
พิมพ์ไม่เคยเห็นครับ เนื้อไม่ชัดครับ แต่ไม่มีแววเท่าไหร่ครับ
ขอบคุณอาจารย์ที่ให้ความรู้ พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าแก่ องค์ข้างล่างนี้เป็นของผมเองครับ มีอะไรช่วยนะนำได้ครับ ผมจะให้ดูอีกมุมนึงนะครับ เป็นความรู้ต่อทุกๆคน
ระดับของเล่นครับ ไม่ให้ความรู้อะไรครับ
ฝากวิเคราะห์ วิจารณ์
ไม่มีแววครับ อยากทราบวิธีดู ง่ายๆ โทรมา 0897119684 ครับ