แก่นแท้ของชีวิต ซึ่งท้ายที่สุดก็ไม่มีอะไร นอกจากความดีงามที่ฝังลึกอยู่ในดวงจิต กับ ดิน น้ำ ลม ไฟ

เย็นวันจันทร์หลังจากเคลียร์งานที่คั่งค้างจากการจัดงานอุปสมบทหมู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ฉันก็รีบบึ่งรถไปวัดป่าทันทีเพื่อปฏิบัติธรรม ถือวาระนี้เป็นโอกาสดีที่จะได้พักร้อนและชื่นชมบุญบารมีของพระนวกะทั้ง 57 รูป  ใช้เวลาฝ่าการจราจรอันติดขัดบนถนนรังสิต-นครนายกไปด้วยความมุ่งมั่น รวมเวลาเดินทางร่วมสี่ชั่วโมง โดยเฉพาะในช่วงสิบแปดกิโลเมตรสุดท้ายก่อนถึงวัด นับเป็นช่วงที่เขย่าขวัญที่สุดสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยเพราะหนทางที่มืดและเปลี่ยว  

หากเปรียบไปก็อาจไม่ต่างกับเส้นทางของชีวิต  บนหนทางที่มืด รกเรื้อและเต็มไปด้วยอวิชชานั้น ถ้าไม่มี “สัมมาทิฏฐิ” เป็น “จีพีเอส” นำทางแล้ว ก็อาจ “หลง” ไปทางอื่น หรือ “วกไปวนมา” อยู่อย่างนั้นชั่วกัปชั่วกัลป์ได้  ... มาคราวนี้ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ฉันมุ่งมั่นจะไปเรียนรู้และเข้าถึง “ธรรม” เข้าถึงความไม่มีตัวเรา ของเรา

คำสอนของพระป่าช่างจับใจนัก   การรู้จักและเข้าถึงธรรมและธรรมชาติโดยการกำหนดจิต   พองหนอ ยุบหนอ นั้น คล้ายกับการ “ปอกหัวหอม” เปลือกหนาบ้าง บางบ้าง แต่ละชั้น คือ คราบไคลของกิเลสที่ได้รับการขูดลอกให้เบาบางลง  การหยุดปรุงแต่ง อาจหมายถึงการตัดภพตัดชาติ  ฉันตั้งใจมาที่นี่ก็เพื่อมาเรียนรู้วิธีที่จะลอกและปอกเปลือกทิ้งไป ทำอย่างไรให้คงเหลือไว้เพียงแก่น...

แก่นแท้ของชีวิต ซึ่งท้ายที่สุดก็ไม่มีอะไร นอกจากความดีงามที่ฝังลึกอยู่ในดวงจิต กับ ดิน น้ำ ลม ไฟ

... มาคราวนี้จึงตั้งใจไปปอกหัวหอม แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แค่ 3 วัน แต่ก็จะเป็น 3 วันเต็มที่จะอยู่กับความพากเพียร เพียรกับการกำหนดจิตไว้ให้อยู่กับกาย ไม่หนีหายไปเที่ยวเล่นซุกซนดังเคย

ถึงกระนั้นก็ไม่ง่ายเลยกับการสร้างสายสัมพันธ์อันดีระหว่างกายกับจิต  ด้วยฝ่ายหลังชอบที่จะแวบหาย แวบหาย ..ตามรู้ ตามดูการกระเพื่อมอยู่ไหวๆ ท้องพอง ท้องยุบได้ไม่กี่หนอ ก็คอยแต่จะเถลไถล เฉไฉไปที่นั่น ที่นี่ คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่ร่ำไป ครั้นจับได้ไล่ทันด้วย “คิดหนอ” เมื่อไร มันก็จะรีบกลับมาอยู่กับการพองการยุบทันที ..  ไม่ง่ายเลยนะ ใจของตัวเองแท้ๆ กลับไม่เคยที่จะ “สั่ง” ได้

แล้วในขณะที่กำลังขับเคี่ยวกับการสั่งใจให้ตามรู้ ตามดูกายอยู่นั้น  มารแต่ละตัวก็จะเรียงหน้ากันเข้ามาทักทาย 

เริ่มจากตัวแรก อากาศร้อนอบอ้าวชวนง่วงนอนและเหนียวตัวเป็นที่สุด อดไม่ได้ที่จะนิวรณ์ถึงการปฏิบัติธรรมครั้งก่อนๆ ที่มีแต่ความเย็นร่ำฉ่ำสบาย   จึงต้องตอกย้ำกับตนเองบ่อยครั้งว่า “อย่าอยู่อย่างยาก”  อีกทั้งวิถีที่ต้องละทิ้งการปรุงแต่งด้วยเครื่องสำอางและของหอมนั้นอีกเล่า ก็ช่างยากที่จะหักใจ เพราะมันทำให้เราเกิดความไม่มั่นใจในตนเอง   แต่เมื่อหักใจไม่ทำตามความเคยชินเสียแล้ว กลับได้รับความเบาสบายเป็นรางวัล 

นึกขันอยู่เหมือนกันกับการได้พบญาติโยมของพระใหม่ที่มาถวายภัตตาหารโดยบังเอิญ หญิงวัยกลางคนเดินเข้ามาทัก ถามว่า “อาจารย์ใช่ไหม”  เพราะไม่แน่ใจกับหญิงตรงหน้าที่อยู่ในชุดนุ่งขาวห่มขาว ผมเผ้าและหน้าตาดูไม่เหมือนกับคนที่เคยเห็นเมื่อวันงาน  เมื่อได้รับการยืนยัน เธอก็พยักหน้าหงึกหงักพลางพึมพำ “อาจารย์ วันนี้ดูสวยแบบแปลกๆ นะคะ” ฉันยิ้มรับและพยายามที่จะเข้าใจอย่างยิ่งว่า นั่นเป็นคำชม ประเภทหนึ่ง

มารตัวที่สอง คือ คลื่นลมที่ปั่นป่วนปรวนแปรอยู่ในช่องท้อง อันเกิดจากการนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ แม้จะเดินจงกรม ก็เป็นเพียงการเดินช้าๆ กำหนดจิตอย่างจดจ่อ จับจ้องกับการก้าวย่าง จาก “ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ” แล้วค่อยๆ ละเอียดขึ้นเป็นลำดับ   การคืบเคลื่อนอย่างเนิบช้าจึงคล้ายกับร่างกายไม่ได้ไหวติง  พระป่าบอกว่า เรื่องแบบนี้เป็นธรรมดา อาจต้องใช้เวลาบ้างในการปรับสมดุลของร่างกาย แต่เชื่อเถอะว่า ไม่มีสิ่งใดที่คงทน ทุกอย่างล้วน “เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป”

ส่วนมารตัวที่หนักหนาและน่าเอือมระอาเป็นที่สุด คือ ความเมื่อยขบจากการพับขาในท่านั่งสมาธิ เวลาที่เคลื่อนคล้อยไปในแต่ละนาที ดูเชื่องช้าราวถูกกลั่นแกล้ง  ความเจ็บปวดทวีขึ้น จึงรีบกำหนด “ปวดหนอ.. ปวดหนอ” หลายหนอแล้ว มันก็ไม่หาย

เสียงของพระป่าดังอยู่แว่วๆ จับใจความไม่ได้ ท่านคงกำลังชี้แนะการปฏิบัติให้แก่พระใหม่เป็นรายบุคคลอยู่กระมัง  จินตนาการชัดเจนเห็นภาพท่านพระครูฯ เดินถือไม้เรียว ตรวจแถวพระที่กำลังเดินจงกรมบ้าง นั่งเจริญสติบ้าง ... แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่า จิตอยู่นอกกายอีกแล้ว จึงรีบ “คิดหนอ ...คิดหนอ”

กลับมาอยู่ที่ความเจ็บปวดอีกครั้ง โดยคราวนี้ลองย้ายจิตไปจับไว้ที่ลมหายใจเข้าออกบ้าง เผื่อๆ ว่าจะดีขึ้น เวลายังเดินหน้าไป ต้นขา หัวเข่าและปลายเท้าชาจนแทบไม่รู้สึกแต่ก็ยังเจ็บอยู่ ถี่บ้าง ห่างบ้าง แต่ลำตัวช่วงบนนี่สิ มันหายไปแล้วและดูจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับอากาศธาตุ คือแทบจะไม่รู้ถึงการมีอยู่ของลำตัว คอ ไหล่ หลัง แขนและมือ  รู้สึกก็เพียงการเคลื่อนไหวของหน้าท้องเท่านั้น

ในที่สุดก็เดินทางมาถึงเป้าหมาย ครบกำหนด 45 นาที ตามที่ตั้งใจไว้ พระป่าสอนว่าก่อนจะออกจากสมาธิ ต้องพยายามจำสภาวธรรมให้ได้ จำอารมณ์ในขณะนั้นให้ได้ โดยเฉพาะในช่วงรอยต่อระหว่างการเดินกับการนั่ง และรอยต่อระหว่างบัลลังก์ 

แต่คนขี้ลืมอย่างฉันนี่สิ จะจำได้ไหม!!!