งานอุปสมบทเป็นงานบุญที่ชาวพุทธถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เป็นกุศลระดับ “อภิมหาอมตะนิรันดร” ยิ่งถ้าใครเคยฟังเรื่องราวของ “เจ๊กฮวด” แล้ว ก็จะรู้คุณค่าของคำว่า “ชายผ้าเหลือง” มากขึ้น ผ้าเหลืองของพระลูกชายสามารถช่วยให้ “เตี่ย” พ้นจากขุมนรกได้อย่างไรนั้น ต้องฟังจากปากของหลวงพ่อจรัล แต่ถ้าหาฟังไม่ได้ ก็สามารถหาอ่านได้จากธรรมนิยายเรื่อง “ไฟไหนเล่า ร้อนเท่าไฟนรก” ของ สุทัสสา อ่อนค้อม ซึ่งได้นำเรื่องจริงที่หลวงพ่อเล่า มาเรียงร้อยไว้ในรูปแบบของนวนิยาย
กุศลจากการบวชที่ว่า “แรง” นั้น การจัดงานบวชของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม เมื่อวันที่ 26พฤษภาคม – 5 มิถุนายน 2555 ต้องนับว่า “แรง” มากกว่านับเท่าทวีคูณ ด้วยประการหนึ่ง เป็นการบวชที่ถวายเป็น “พุทธบูชา” เนื่องในวาระดิถี 26 ศตวรรษแห่งการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประการต่อมา เป็นการบวชที่ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และประการสุดท้าย เป็นการบวชที่พระนวกะทุกรูปจะได้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
ความคิดเรื่องการจัดงานอุปสมบทหมู่ เริ่มตั้งเค้ามาตั้งแต่กลางปีที่แล้ว ในขณะที่ได้มีโอกาสสนทนากับ “พระป่า” ในเช้าวันหนึ่งของการเข้าค่ายปฏิบัติธรรม พระหนุ่มนั่งอยู่บนแคร่ใต้ร่มไม้ แวดล้อมด้วยอุบาสก อุบาสิกา 5-6 คนที่พับเพียบพนมมืออยู่ด้านล่าง แสงแดดเริ่มรุกไล่ร่มไม้ขอคืนพื้นที่ให้กับความเจิดจ้า แต่หลายคนยังไม่ยอมลุกหนี อาศัยเพียงการขยับตัวไปตามองศาของร่มเงา ด้วยไม่ง่ายนักที่จะได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับท่านในบรรยากาศที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวและสัปปายะเช่นนี้ กระไอร้อนจากแสงแดด จึงไม่ใช่อุปสรรค และท้ายที่สุดโครงร่างของงานก็ถูกกำหนดขึ้นอย่างพอที่จะให้เห็นเป็นภาพเดียวกัน ภาพที่ทุกคนเห็นร่วมกัน คือ จะไม่มีการบังคับให้นักศึกษาหรือใครๆ เข้าร่วมโครงการด้วยความไม่สมัครใจ และหลังจากเสร็จสิ้นพิธีอุปสมบทแล้ว พระนวกะทั้งหมดจะต้องเข้ารับการฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน... เพราะนี่คือฐานของชีวิตที่พระใหม่จะสามารถนำไปใช้ได้หลังจากการลาสิกขา
ความปลื้มปิติที่เริ่มจากวันนั้น สมบูรณ์แล้ว ณ วันนี้
ด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกคนทุกภาคส่วน ด้วยความเมตตาของพระป่า และด้วยบุญกุศลของผู้เข้าร่วมอุปสมบททุกคน เพราะถ้าขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งไป งานคงเกิดขึ้นไม่ได้
เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป มีผู้แจ้งความประสงค์ขอรับเป็นเจ้าภาพผ้าไตรและอัฐบริขาร (รูปละ 5,000 บาท) เป็นจำนวนมากจนต้องปิดรับ ในขณะที่จำนวนผู้สมัครเข้าร่วมอุปสมบท กลับเดินหน้าแบบอืดๆ ... เสียงอนุโมทนาสาธุจากทีมงานจะแหลมและดังเป็นพิเศษทุกครั้งที่ได้เห็นยอดผู้สมัครกระเตื้องขึ้น
ใกล้วันงานเข้ามา เหลือแค่สองสัปดาห์ ยอดผู้สมัครยังมีไม่ถึงสามสิบคน แถมผลุบๆ โผล่ๆ เข้าๆ ออกๆ อีก อาจารย์มหาต้น จึงชวนอธิษฐานจิต ปักธูปลงดิน 16 ดอก ชวนอยู่หลายรอบ ก็ไม่มีใครทำ จึงต้องทำเสียเอง (ฮา) ต่อมาได้ทราบว่า “กะปอม” หนุ่มน้อยศิษย์ก้นกุฏิของพระป่าก็ช่วยปักธูปด้วยเหมือนกัน นอกจากนี้ก็ใช้วิธีการประชาสัมพันธ์เชิงรุกอีกหลายรูปแบบ แต่เวลาก็งวดเข้ามาทุกที ความร้อนใจของฉันเริ่มกลายเป็นความถอดใจ ใช้อุเบกขาพิจารณา บอกกับตนเอง “แค่ไหนก็แค่นั้น”
ราวกับพระป่าจะล่วงรู้ในมายาอุเบกขา!!
เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่ฉันกำลังขับรถกลับจากตักบาตร ท่านได้โทรศัพท์ทางไกลมาจากสหรัฐอเมริกาเพื่อถามไถ่ (ในขณะนั้นพระป่าได้รับอาราธนาไปสอนวิปัสสนาในต่างแดน) ทำให้ฉันมีใจฮึดสู้อีกครั้ง โหมงานประชาสัมพันธ์อีกและลองใช้วิธีของมหาต้นดูบ้าง จึงปักธูปลงดินพร้อมอธิษฐานจิตว่า
“เราได้สร้างสะพานบุญขึ้นแล้ว ขอให้ผู้มีบุญ จงมาเดินข้ามเถิด”
จะเป็นด้วยแรงอธิษฐานของฉันที่ผนวกกับมหาต้นและกะปอมด้วยหรือไม่ ก็มิอาจทราบได้ แต่ปรากฏว่ายอดผู้สมัครพุ่งขึ้นทุกวันอย่างเห็นได้ชัด จนถึง 57 คน และเมื่อถึงวันพิธีปลงผมนาคและทำขวัญนาค พระป่าหนุ่มก็ได้เมตตามาร่วมงานตั้งแต่บ่ายจนค่อนดึก เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับทีมงาน
ท่านทราบแล้วด้วยญาณพิเศษเฉพาะตน ณ ขณะนั้นว่า บุคคลเหล่านี้คือลูกหลานของพระนเรศวรมหาราชที่วนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ การบวชครั้งนี้จะเป็นอีกก้าวหนึ่งของการข้ามพ้นกิเลสหยาบที่สั่งสมมาหลายชาติภพ
สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ
........................................................