ตั้งแต่อายุมากขึ้น นั่งลงคุยตรงไหนมีแต่คุยเรื่องสุขภาพ ต่างจากตอนอายุยังน้อยที่คุยแต่เรื่องเื้สื้อผ้า การแต่งกาย ที่เขาพูดกันว่า.....ประเด็นการสนทนานั้นเป็นไปตามบริบทของวงสนทนา คงจะเป็นความจริง
*****
ขนาดไปซื้อของที่ตลาด คนขายของยังพูดแต่เรื่องสุขภาพ เป็นโน่นเป็นนี่ แต่ไม่รู้ว่า เมื่อเป็นโรคนั้นแล้ว รักษาให้ทุเลากันบ้างหรือเปล่า
*****
คนไทยโดยมาก ทำตัวแบบ วัวหายแล้วล้อมคอก หมายถึง ปล่อยให้เป็นโรคนั้นมากๆๆก่อน แล้วจึงรักษากัน โชคดีก็รักษาทัน โชคร้ายก็ถึงแก่ชีวิตไปเลย
*****
บางคนก็วิตกจริตกันมากมาย กลัวจะเป็น ทั้งๆที่มีการรักษาที่ดีก็อาจจะหายได้ การแพทย์แผนใหม่เจริญก้าวหน้าทันสมัย สุดแล้วแต่ท่านจะเลือกการรักษาแบบใด
*****
คนจนก็ไปรักษาตามมีตามเกิด แล้วแต่ทางหมอในโรงพยาบาลจะรักษาให้ เลือกไม่ได้ เพราะมีข้อจำกัดเกิดขึ้น เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล
*****
ครูอ้อย ไปหาหมอมาเมื่อวาน คนไข้ไม่มีการนั่งคุยกันเลย เพราะเป็นโรงพยาบาลชั้นนำ จะไปหาหมอต้องมีการนัดกันล่วงหน้า มาตามเวลา และได้พบหมอทันที ต่างจากโรงพยาบาลของรัฐ
*****
ที่โรงพยาบาลของรัฐครูอ้อยก็ไป คนไข้จะเป็นระดับกลางและระดับหาเช้ากินค่ำ นั่งฟังเขาคุยกัน เกิดการวิตกมากมาย เพราะเขาไม่ได้ดูแลระวังรักษาสุขภาพของตัวเองเท่าที่ควร
*****
ส่วนที่โรงเรียน ก็มีหน่วยงานมาที่โรงเรียน มาให้ความรู้และข้อปฏิบัติแก่นักเรียน ในการเลือกซื้ออาหาร การสังเกตอาหาร ก็เป็นเรื่องที่ดี ที่ตรงตามเป้าหมาย เพื่อให้นักเรียนเกิดความตระหนักและปฏิบัติตนได้ถูกต้องทั้งในปัจจุบันกับครอบครัว และในอนาคตในการดำรงชีพ
*****

*****
ที่ต่างประเทศ ที่ครูอ้อยไปดูงาน เขาก็ทำกันแบบนี้ ให้ความรู้กับนักเรียน ชี้แจงให้เห็นโทษและประโยชน์กันอย่างจริงจัง
*****


ขอบคุณค่ะ คุณ
ภูสุภา.
ดีใจที่มาให้กำลังใจท่านแรกเลยค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ น้องชลัญ
ชลัญธร
เด็กนักเรียนเขาถามตามความคิดของเขานะคะ
ขอบคุณ คุณ
อ.นุ มากๆๆค่ะ
จริงอย่างน้องนักเรียนถามครับ..หน่วยงานที่รับผิดชอบไปไหน..
กราบขอบพระคุณ พระคุณเจ้า
พระมหาแล อาสโย
ขำสุข มากๆๆเจ้าค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ อาจารย์น้องสาว
ดร. จันทวรรณ ปิยะวัฒน์
เด็กๆมีความคิดของตัวเองค่ะ.. คิดโดยไม่มีการปรุงแต่ง
คำถามหลายคำถาม.. จึงทำให้ เราๆสะดุด บ่อยครั้ง
ใช่ค่ะ
คุณรพี
ครูอ้อย หลายครั้งที่คิดไม่ถึงว่านักเรียนถามได้ค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ