วันก่อนไปหาซื้อฝาปิดชักโครกยี่ห้อหนึ่ง..รุ่นดีมากๆ เมื่อสิบก่อน แต่หาไม่ได้ง่ายๆใใก็ไปเข้าร้านดังของเครืออะไรสักกะอย่าง อย่าให้พูดเลยครับ..ไปถึงก็ไปถาม บอกรุ่นเรียบร้อย..พนักงานก็อืม ไปหาก่อนครับ..ใช้เวลาหาซักพักก็กลับมา..บอกว่าหมด ต้องสั่งใหม่...แล้วก็บอกว่ามันไม่มีแล้วนะพี่ รุ่นนี้มันเลิกผลิต..เดี๋ยวผมเทียบรุ่นให้...ว่าแล้วก็เปิดแค้ตตาล๊อก หารุ่นที่ไกล้เคียงให้
...
ว่าแล้วชายหนุ่มท่านนี้ก็พาเราไปดู ..นี่เลยครับ..นี่เทียบเท่ารุ่นนี้ครับพี่...ฝาเหมือนกัน..ภรรยาผมบอกเลย..ไม่ใช่ มันใหญ่กว่านี้กว่านะ...ชายหนุ่มก็ยืนยันรุ่นนี้แหละครับพี่..ยืนแล้วยืนอีก..จนภรรยาสุดที่รักหัวเสีย
....
เราไม่ซื้อครับ..พอดีมีพนักงานอีกคนเดินผ่านมา..เลยลองถามคำถามเดียวกัน..
....
"เอ้อพี่..พอดีเลย..ผมอยู่นี่มานาน..ผมขายรุ่นนี้มาก่อน... มาเลยครับมาที่ี่นี่"
แล้วเธอก็เอาแค๊ตตาล๊อกเก่ามาให้ดู...ก็กองเดียวกันนั่นแหละ..หาจนเทียบรุ่นได้..แล้วเราก็เจอฝาชักโครกรุ่นที่ต้องการ...
....
เห็นอะไรไหมครับ..เกิดอะไรขึ้น..นี่แหละครับ..ปัญหาองค์กรนี้..
1. พนักงานบางคนไม่มีความรู้ในตัวสินค้า
2. มีบางคนที่รู้ มีประสบการณ์ (Tacit Knowledge)
3. ไม่มีกระบวนการจัดการอะไรบางอย่าง..ที่ทำให้คนไม่รู้สามารถมารู้ได้อย่าง "ทันเวลา"..
....
ปัญหาข้างต้นสำคัญครับ...เพราะที่สุดเราหาฝากชักโครกเจอ..แต่ก็หมดใจจะซื้อร้านนี้..เราขอถ่ายรูป..แล้วไปหาร้านอื่น...เสียหายไหมครับ..
...
แนะนำผู้ประกอบการ หันมาสนใจ KM เถอะครับ..ทำให้เป็นประจำเลยครับ..ถ้าเป็นเรื่องนี้..ควรมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างง่ายๆ..ถ้าผสมวิธีการตั้งคำถามดีๆ..แบบ AI ไปด้วยก็อาจมีการนั่งกินกาแฟ..แล้วถามกันดีๆว่า..."ช่วยกันบอกสิว่า เคยได้รับความช่วยเหลือเรื่องความรู้ในตัวสินค้าจากใครบ้าง"
เชื่อว่าในองค์กรพนักงานเขาถามกันเองอยู่แล้ว..แต่เป็นไปได้ว่า..ไม่ได้ถามอย่างทั่วถึง คนมันเยอะ..บางคนเลยได้ถาม บางคนไม่ได้ถาม เกิดช่องโหว่ของความรู้ขึ้นมา..ถ้าทำอย่างนี้..คนอื่นก็จะ โอ้..พี่คนนี้รู้เรื่องนี้แฮะ..วันหลังถ้าติดเรื่องนี้จะไปถามบ้าง...
ถ้าเป็นไปได้ก็ติดบอร์ดบ้างว่า...ถ้าความรู้เรื่องสินค้าประเภทเลิกผลิตไปแล้ว ต้อง "พี่สมชาย" บวกบทสัมภาษณ์ เล่าประสบการณ์จริง สักกรณีหนึ่ง..นี่เลย..ถามได้นะครับ..เท่ากับเรากำลังดึงความรู้ที่ซ่อนเร้น (Tacit) ให้ปรากฏ (Explicit) ขึ้นมาเลย..
....
การจัดการความรู้นี่ทำได้หลายเทคนิคครับ..ง่ายๆก็เอาคนที่เก่งกว่ามาเล่าให้คนอื่นฟัง.
...
ถ้ายกระดับขึ้นมาหน่อย..ให้เป็น KM เคลื่อนที่..เพราะคนรู้ มันเดินได้และเดินไปเดินมาครับ..ต้องชี้เป้าหน่อย...ว่าคนนี้รู้เรื่องอะไร..สนับสนุนให้คนทำงานร่วมกับผู้รู้ในกรณีที่ยังใหม่ต่อสินค้า..สักครั้งสองครั้งก็ดีขึ้นแล้วครับ..
...
ภรรยาสุดที่รักของผมเป็นหมอศัลย์ครับ..เป็นทันตแพทย์ด้านศัลยศาสตร์ช่องปาก..เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น..มีวันหนึ่งเธอได้รับเชิญจากคลินิกชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพ.ให้ไปบรรยายแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องศัลยศาสตร์..ก็บรรยายในบรรยากาศง่ายๆ..
เธอโยนคำถามแรก.."ถ้าวันนี้มีผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น" จะทำไงกัน.."มีเบอร์โทรแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่อยู่ไกล้ที่สุดหรือยัง"
...
แค่นี้..ถึงกับ..ขากรรไกรค้างทั้งคลินิก..."ไม่มีค่ะ"
...
เรียนว่า...ถ้าไม่รู้ ไม่มี KM ในวันนั้น..ผมว่าคลินิกนั้น เสี่ยงต่อความฉิบหาย ของกิจการเลยครับ..
...
และอีกหลายๆอย่างครับ..สงสัยไม่รู้จะตั้งโจทย์ยังไง ติดต่อถามผมได้ครับ..
....
แต่ถึงเวลาทำ KM ได้แล้วครับ "ปู่"...

ทั้งรุ่นปู่-ลูก-หลาน-เหลน มา KM คุย AI คงทำให้เราพัฒนาและต่อยอดในสิ่งที่ดีได้...เห็นด้วยกับอาจารย์ครับ
ใช่เลยคุณทิมดาบ..ความรู้เดินไปเดินมาอยู่ในองค์กรนั่นเอง..
KM AI คุยได้ทุกรุ่น แต่ทั้งเด็กและผู้สูงวัยต้องใช้คำดีๆ
หลายสิบปีก่อน ประมาณปี 25522 ไปหยอดวัคซีน ให้นักเรียน
ไปถึงเด็กหนีหมดร้องบอกต่อๆกันว่า"หมอมาฉีดยาๆๆ" ครูก็เอาไม่อยู่
ผมจึงไปจับหัวโจกมาพูดมาบอก เขาไม่ได้มาฉีดยา หมอเอามาหยดยา ปลูกฝี ไม่มีการฉีด และไม่เจ็บ
จนหัวโจกคลายวิตก ทดลองเป็นคนแรก ...เขาหน้าเขาอาจจะเจ็บ แต่เขาบอกไม่เจ็บๆ
สุดท้ายเราก็บรรลุเป้าหมาย เพราะไม่ฉีดยา แต่หยอดวัคซีน
สวัสดีครับพี่วอญ่า
เป็นเทคนิคที่ยอดเยี่ยมเลยครับ..
น่ารวบรวมไว้เป็นเล่มได้เลยครับ
เยี่ยมครับอ่านแล้วน่าสนใจอย่างยิ่ง หัวใจที่แท้จริงของ km อยู่ที่การปฏิบัติ แล้วจะแวะเวียนมาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ครับ