การเกิดมาเป็นมนุษย์ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญถือว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐ มีโอกาสได้สร้าง มรรคผลสร้างนิพพานให้กับตัวเอง

คนเราเกิดมาถือว่าเป็นผู้ที่โชคดี เมื่อเราเป็นผู้ที่โชคดีแล้ว พระพุทธเจ้าท่านให้เรา นำตัวเองมาประพฤติมาปฏิบัติธรรมะ มาสร้างความดีมาสร้างบารมี ที่เราเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏะสงสารน่ะ ส่วนใหญ่ถือว่าเราไม่ค่อยได้ปฏิบัติธรรมะ ปฏิบัติตามใจตัวเองมากกว่า
ธรรมะได้แก่ทางสายกลาง คือศีลที่พระพุทธเจ้าได้บัญญัติไว้
พระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้ที่สิ้นจากกิเลส ไม่ทำตามกิเลส ท่านถึงได้เป็นพระพุทธเจ้า
เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านก็วางหลักวางเกณฑ์ได้แก่ “ศีล”
ศีลได้แก่ ข้อวัตรปฏิบัติที่ไม่มีความโลภความโกรธความหลง ไม่มีอัตตาตัวตน ศีลนี้คือธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ปราศจากตัวตน
การรักษาศีลก็คือการปฏิบัติธรรมะ ศีลนี้เป็นพื้นฐานของธรรมะ ถ้าบุคคลใดไม่มีศีล บุคคลนั้นก็ไม่มีธรรมะ
ศีลเป็นข้อวัตรปฏิบัติ ที่จะให้เราเข้าถึงความดับทุกข์ที่แท้จริง
ศีลนี้คืออุปกรณ์คือเครื่องมือ ที่จะทำให้ธรรมะเกิด เพราะว่าใจของคนเรานี้มันไม่มีตัว ไม่มีตน ต้องอาศัยกายเป็นเครื่องฝึกเครื่องหัด
การรักษาศีลคือการรักษาเจตนาของเรา ถ้าเราไม่มีเจตนาเราก็ไม่ผิด ถ้าเรามีเจตนาแล้วถึงแม้ว่าเราจะไม่ทำเองสั่งให้คนอื่นทำมันก็ผิดเหมือนกัน แม้แต่สงสัยอยู่แล้วก็ขืนทำลงไปก็ผิด
ส่วนใหญ่น่ะเราไม่ค่อยรู้จักทุกข์ ไม่รู้จักข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ พระพุทธเจ้า ท่านถึงทรงมีเมตตาบัญญัติศีลให้เรา บัญญัติพระวินัยให้เรา
ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่ประเสริฐ และถือว่าเป็นสิ่งที่มาตรฐาน เราไม่ต้องไปคิดอะไรเลยก็ได้นะเพียงแต่ประพฤติปฏิบัติตาม ท่านเรียกว่าตั้งอยู่ในศรัทธา ศรัทธาในพระพุทธเจ้า เชื่อใจมั่นใจในพระพุทธเจ้า เพราะธรรมะมันเป็นสิ่งที่สำเร็จรูปอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่มาตรฐานอยู่แล้ว ถ้าใครปฏิบัติตาม ผู้นั้นก็ต้องเข้าถึงความดับทุกข์ที่แท้จริงได้

การรักษาศีลการปฏิบัติธรรมนี้ มันฝืนจิตฝืนใจของตัวเรา มีแต่สิ่งที่เราไม่ชอบ มีแต่สิ่งที่เราไม่ต้องการทั้งนั้น เป็นสิ่งที่จะต้องทวนกระแส
คนเราเนี่ยคิดว่าทำตามใจตัวเอง มันจะมีความสุข การทำตามใจตัวเองคือกำลังสร้าง ความทุกข์ให้กับตัวเองกำลังสร้างปัญหาให้กับตัวเอง ที่จะดับทุกข์ได้ ที่จะแก้ปัญหาได้คือ เราปฏิบัติตามศีล
การรักษาศีล จึงเป็นรากฐานเป็นบาทฐานที่ประเสริฐ ให้มนุษย์ทุกคนได้สร้างความดี ได้สร้างบารมี สมกับการเกิดมาเป็นมนุษย์
การรักษาศีลแล้วในพระบาลีตรัสว่าเราจะเป็นคนมีโภคทรัพย์ด้วยการรักษาศีล เรามันคนปัญญาน้อยคิดไม่ออก รักษาศีลทำไมมันถึงจะรวยทำไมมันถึงมีโภคทรัพย์...?
รวยสิ มีโภคทรัพย์สิ...
ผู้รักษาศีลย่อมเป็นผู้เสียสละ ย่อมเป็นผู้ละความเห็นแก่ตัว เสียสละอะไร...? ประการแรก เสียสละตัวตน เสียสละความขี้เกียจขี้คร้าน
คนเราที่มันจน ที่มันไม่มีบารมีเพราะเป็นคนขี้เกียจขี้คร้าน ติดสุขติดสบาย
ความสุขนี้มันเป็นก็สิ่งเสพติดอย่างหนึ่ง...
ความสุขนี้เป็นสิ่งที่ดี สุขกายก็เป็นสิ่งที่ดี สุขใจก็เป็นสิ่งที่ดี พระพุทธเจ้าท่านเมตตา บอกเราว่ามันเป็นสิ่งเสพติด ให้ทุกท่านทุกคนฉลาด ให้ทุกคนมีสติมีปัญญา เหยื่อเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องบริโภค แต่ไม่ควรที่จะติดเบ็ด
คนเรามันติดนะ มันไม่ก้าวไปข้างหน้า ถึงว่าติด
ความสุขนี้พระพุทธเจ้าถือว่าเป็นคุณ ถ้าเราติดมันก็กลายเป็นโทษ มันเป็นโลกธรรม ที่คอยครอบงำจิตใจของเราอยู่ตลอดเวลา
เราคิดว่าความสุขของเราน่ะ คือความสุขแค่นี้ก็เพียงพอ แต่ที่จริงแล้วความสุขของเรา ทุก ๆ คนนั้นมันอยู่ที่หมดกิเลสสิ้นอาสวะ นี่มันเป็นความสุขความดับทุกข์นิดหน่อย เพราะคนเรามันมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ทุกข์ดับไป ความสุขที่เราได้รับจากปัจจัยทั้ง ๔ เป็นความสุขนิดหน่อยเอง
เราทำอะไรเราก็ไม่ก้าวหน้า ให้เรียนหนังสือมันก็ไม่ก้าวหน้าเพราะว่ามันติดสุข ติดขี้เกียจ ทำการทำงานอะไรมันก็ไม่ก้าวหน้า เพราะว่ามันติดสุขติดขี้เกียจ

มาบวชมาประพฤติปฏิบัติธรรมมันก็ไม่ก้าวหน้า เพราะว่ามันติดสุขติดขี้เกียจขี้คร้าน มันเป็นสังโยชน์ข้อใหญ่ มันเป็นอวิชชาคือความหลงตัวใหญ่ ๆ แทนที่ชีวิตของเรามันจะก้าวหน้า ประเสริฐสมกับที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์มันก็ทำไม่ได้
พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราเชื่อใจตัวเองนะ เพราะตัวเองนี้มันเชื่อใจตัวเองไม่ได้ เพราะเราเป็นคนหลงอยู่ หลงอย่างมาก ๆ เลย การประพฤติปฏิบัติถึงเป็นการเดินตาทางสายกลางเอาศีลเป็นที่ตั้งเอาธรรมะเป็นที่ตั้ง ขยันเราก็ต้องทำ ไม่ขยันเราก็ยิ่งทำ มันจะทุกข์กาย ก็ช่างมัน มันจะทุกข์ใจก็ช่างมัน เพราะใจของเรานี้มันยังไม่ได้เรื่องมันยังไม่เป็นธรรมเป็นวินัย
การสร้างความดีสร้างบารมี มันต้องขัดใจตัวเองตลอดนะ เห็นคุณเห็นประโยชน์มาก ๆ ในการประพฤติปฏิบัติของตน
คนเรามันต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองนะ ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองมันก็เหมือนเก่านั่นแหละ ทุกข์ขณะนี้มันยังไม่เกิด มันอีกหลายปีข้างหน้าโน้นมันจะเกิด ความดับทุกข์ขณะนี้มันมองยังไม่เห็นชัดเจนอีกหลายปีข้างหน้ามันจะมองเห็นชัดเจน
การเดินทางตามพระพุทธเจ้านี้ถึงจัดว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐ ถือว่าเป็นการทำงานที่ถูกจุดถูกประเด็น ไม่เสียเวลานะ ถึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ชนะมารหรือว่าเป็นผู้พิชิตมาร
ที่เราไปทำบุญอะไรต่าง ๆ น่ะ ถ้าเราทำดีพระจะสวดชยันโตให้เรา ให้เราเป็น “ผู้ชนะ...”
อนาคตของเราทุก ๆ คนที่อยู่ในที่นี่หรือว่าอยู่ในที่อื่นถ้าเราปฏิบัติตามธรรมวินัย ของพระพุทธเจ้าชีวิตของผู้นั้นย่อมเจริญแน่นอนต้องเป็นมงคลแน่นอน
พระพุทธเจ้าท่านเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนด้วยความเมตตาความกรุณา ด้วยปัญญา เพื่อหวังว่าทุก ๆ คนน่ะจะได้ออกจากทุกข์ออกจากวัฏฏะสงสาร
คนเรามันทุกข์นะ ทุกข์ทางร่างกาย มันทุกข์ในการประกอบอาชีพ มันทุกข์ในสิ่ง ที่พลัดพรากจากของรักของชอบใจ มันมีทุกข์อย่างนี้แหละตลอดไป
การเกิดมามันเป็นทุกข์ ทุกคราวร่ำไป ถ้าเราไม่เกิดมาปัญหาต่าง ๆ มันก็ไม่มี เราก็ไม่ต้องมาเป็นทุกข์อย่างนี้ การที่จะไม่เกิดมาไม่เป็นทุกข์อย่างนี้ ก็ต้องมาเดินตามพระพุทธเจ้าเอาศีลเป็นที่ตั้ง เอาธรรมเป็นที่ตั้ง ถึงจะตายก็ยอมเพราะเราได้ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า

ตายเพราะความดี ตายเพราะเราได้เสียสละ ให้มันตายไปเท๊อะ...
เค้าเรียกว่าเป็นผู้ที่สง่างาม งามในเบื้องต้นก็คือมีศีลที่สวยสดงดงาม ไม่มีขาดตกบกพร่องด่างพร้อย งามในท่ามกลางก็คือสมาธิ ได้แก่ความไม่โลภไม่โกรธไม่หลง มีความตั้งมั่นมีสัมมาสมาธิ เดินไปข้างหน้าไม่แวะซ้ายขวา ไม่หยุด งามในที่สุดน่ะได้แก่จิตใจที่ใคร่ครวญด้วยดีให้ถูกต้อง ว่าทุกสิ่งทุกอย่างน่ะจำเป็นจะต้องตัดจะต้องละจะต้องวาง เพราะทำตามใจตัวเองไม่ได้ ทำตามความต้องการไม่ได้นะ ถ้าทำแล้วมันก็ต้องมีความเกิด เมื่อมีความเกิดสิ่งต่าง ๆ ก็ตามมา
มีปัญญาใคร่ครวญอย่างละเอียดนะ ชื่อว่าความปรุงแต่งไม่สามารถที่จะมาปรุงแต่งจิตใจของตัวเองได้
ปกติแล้วรูปมันก็เป็นของบริสุทธิ์น่ะ เพราะใจของเรามันมีปัญหา มันถึงมีปัญหา เวทนา มันก็เป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ เมื่อใจของเรามันมีปัญหาเวทนามันถึงมีปัญหา สังขารความปรุงแต่งน่ะ เมื่อคนไม่ตายมันก็คิดโน่นคิดนี่ เมื่อใจของเรามันมีปัญหา สังขารมันก็มีปัญหา
ใจคือตัวผู้รู้นี้มันก็เป็นของบริสุทธิ์ เมื่อใจของเราไม่มีปัญหาแล้วทุกอย่างมันก็ไม่มีปัญหา พระพุทธเจ้าท่านให้เราคืนทุกสิ่งทุกอย่างให้กับธรรมชาติ เพราะความปรุงแต่งนี้มันเป็นทุกข์อย่างยิ่ง เป็นทุกข์หลายเป็นทุกข์มาก ๆ
สัมมาสมาธินี้เป็นตัวสำคัญนะ เพราะสัมมาสมาธินี้เป็นตัวที่หยุดตัวเอง เป็นความสุข หล่อเลี้ยงจิตใจของตัวเอง
การทำความดีนี้สร้างบารมีต้องอาศัยสัมมาสมาธิคือความตั้งใจมั่นชอบ
คนเรานี้มันเข้าใจนะ มันมีความเห็นถูกต้องนะแต่สมาธิมันตั้งไว้ได้ไม่นาน มันขยัน เป็นบางครั้งบางคราวน่ะ ขยันเหมือนสายฟ้าแลบ ฟ้ามันแลบมันก็หายไปน่ะ
สัมมาสมาธิก็คือความกระจ่างแจ้ง สว่างตลอดอย่างนี้ตั้งมั่นตลอดอย่างนี้
เขาฟักไข่ให้ไก่มันออกลูกน่ะ มันต้องฟักด้วยอุณหภูมิที่พอดีแล้วก็หลายอาทิตย์ ไข่มันถึงจะออกลูก การทำความเพียรของเราการปฏิบัติของเราก็อย่างนั้น ต้องอาศัยสัมมาสมาธิ คือตั้งมั่น อาศัยตัวที่ปราศจากนิวรณ์นี้แหละคือตัวไม่โลภโกรธหลงนี้แหละ ตั้งมั่นอย่างนี้แหละ ที่มันง่วงเหงาหาวนอนหวอด ๆ ขี้เกียจน่ะแสดงว่าเรามันเริ่มไหวแล้วนะ

คนเก่งคนหัวดีนี่ยังสู้คนที่มีความเพียรขยันสม่ำเสมอไม่ได้...
กระต่ายถึงแม้มันจะวิ่งเร็วแต่มันก็แพ้เต่าจนได้เพราะว่ามันตั้งอยู่ในความประมาท คนหัวดีน่ะถ้าตั้งอยู่ในความประมาทนี่ หัวดีมันจะมีประโยชน์อะไรเพราะว่าเราตั้งอยู่ในความประมาท ยิ่งรู้มากก็ยิ่งยากนานเพราะว่ามันประมาท
พระพุทธเจ้าท่านไม่มีความประมาทท่านถึงได้เป็นพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่านไม่มี ความประมาทท่านถึงได้เป็นพระอรหันต์
ถ้าศีลเราด่างพร้อยอย่างนี้แสดงว่าเราติดสุขติดสบายแล้ว เราตั้งอยู่ในความประมาทแล้ว สมาธิเราอ่อนกำลังแล้ว ปัญญาเราชักมืดมัวแล้วนะ ทุกท่านทุกคนอย่าทำร้ายตัวเอง ด้วยความประมาท
ความเพียรเป็นสิ่งที่จะต้องพากเพียร เพราะเราได้เกิดมาเป็นมนุษย์เป็นผู้ประเสริฐแล้ว ต้องเอาร่างกายต้องเอาปัจจัย ๔ มาสร้างความดีมาสร้างบารมีนะ
คนเรามันอาลัยอาวรณ์นะ มันอาลัยอาวรณ์ในสิ่งที่เราติดอยู่เรายึดอยู่ มันไม่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง
พระพุทธเจ้าท่านให้เราคิดดี ๆ นะ ว่าชีวิตของเรานี่ทำอย่างไรมันถึงจะมีคุณค่ามีประโยชน์
ถ้าเราไม่ยกระดับจิตขึ้นสู่การประพฤติปฏิบัติมันจะมีประโยชน์ได้อย่างไร เราอยู่เฉย ๆ นี้มันจะเจริญได้อย่างไร มันจะรวยได้อย่างไร มันจะมีคุณธรรมได้อย่างไร
มันไม่ได้...!
กรรมมันมีจริง ๆ นะ เวรมันมีจริงนะ แต่คนน่ะมองไม่ออก มันจะมารู้ตัวเองก็ตอนที่ว่าตัวเองมันเป็นคนทุกข์คนจนคนยากลำบาก
พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าการรักษาศีลนั่นน่ะจะเป็นคนมีโภคทรัพย์มันก็แน่นอน
เพราะการรักษาศีลนั้นเราทำความดีเราเสียสละ อย่างนี้นะ เราช่วยเหลือตัวเองช่วยเหลือคนอื่น เราไม่เอาเปรียบใคร เราไม่ทำตามใจตัวเอง ไม่ทำตามกิเลส ทุกคนก็เคารพเรานับถือเรารักเรา ทำมาหากินอะไรก็สะดวกก็ง่ายเพราะเครดิตเรามันดี เพราะเราเป็นคนมีศีล เป็นคนที่ไว้ใจได้ เป็นบุคคลที่เค้าเคารพกราบไหว้นะ คนมีศีลน่ะ...

ได้อริยทรัพย์คือบุญคือกุศล เราลองคิดดูซิคนมีศีลกับคนไม่มีศีลไปขายของประชาชน เค้าจะซื้อของใครมาก เค้าก็ย่อมซื้อของคนที่มีศีลมากกว่า เพราะว่าผู้ที่มีศีลตั้งอยู่ในความเมตตาไม่เอาเปรียบเอารัดเค้า ไม่ทำอาชีพบนหลังคนยากคนจน ไม่เอาความสุขบนความทุกข์ ของคนอื่น เป็นบุคคลที่คอยช่วยเหลือคนอื่น ถึงจะเอากำไรน้อยอย่างนี้เค้าก็ได้ขายเยอะ มันก็ได้เงินมากกว่าที่ขายแพง ๆ น่ะ นั่งหลับอยู่ไม่ค่อยจะมีใครไปซื้อ ยิ่งนานวันคนขายแพง ก็ยิ่งเน่ายิ่งเหม็น คนมีศีลขายถูกก็ยิ่งหอมกระจายไปไกล เค้ารวยอย่างถูกต้องรวยอย่างมีบุญ มีกุศลที่ไม่มีบาปมีกรรม ได้ทั้งเงินได้ทั้งคุณธรรม
ทุกวันนี้ที่มนุษย์เราอยู่ด้วยกันมันไม่ค่อยไว้ใจกัน เพราะว่าไม่ลงใจ เพราะหาคนที่มีศีลนี้มันหาลำบาก “หาเพชรนิลจินดาก็ถือว่ามันยังหาง่ายกว่าหาคนที่มีศีลนะ”
คนที่ไม่มีศีลน่ะมันไม่นึกถึงบาปบุญคุณโทษ ทั้งเบียดเบียนสัตว์เบียดเบียนมนุษย์ ค้าขาย ก็ทำอาชีพบนความยากลำบากของคนอื่น ค้าขายมนุษย์ ค้าขายสัตว์เป็น ค้าขายเหล้าบุหรี่ ศาตราอาวุธ ทุกวันนี้หนักมากนะ ค้าขายยาเสพติด อาชีพมีแต่บาป ๆ ทั้งนั้น “คนไม่มีศีลนี่ มันอันตรายเน๊อะ มันอันตรายทั้งตนเองทั้งผู้อื่น”

ชีวิตที่ไม่มีศีลเป็นชีวิตที่ไม่ปลอดภัยนะ เป็นการสร้างกรรมสร้างเวร พระพุทธเจ้าท่านถึงเมตตาทุก ๆ คนให้ประกอบอาชีพที่ชอบ คือไม่เป็นบาปเป็นกรรมเป็นเวร เพราะชีวิตนี้ก็เกิดมาส่วนใหญ่ก็ไม่เกินร้อยปีก็ต้องตาย สมควรจะเอาชีวิตมาสร้างความดีสร้างบารมี ไม่ใช่เอามา ทำบาปทำกรรมนะ สร้างเวรสร้างกรรม
ท่านให้เราคิดว่าเราเกิดมาเราก็ไม่ได้เอาอะไรมาด้วย เมื่อเราลาละสังขารเราก็ไม่ได้ เอาอะไรไปนะ
หลาย ๆ คนก็คิดไม่ออกนะว่าถ้าเราไม่ผิดศีลเราจะรวยได้อย่างไร...?
ถ้าเราปฏิบัติตามศีลนั้นจะต้องรวยแน่นอน แต่ทุกคนที่มันทำไม่ได้ก็เพราะว่าความอยากมันมากความต้องการมันมาก จิตใจมันหยาบ มันเลยเป็นคนไม่ละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาปสะดุ้งต่อบาป
บาปมันเป็นสิ่งที่ไม่มองไม่เห็นตัวเห็นตนนะ เค้าเลยไม่กลัวบาปกัน
ยังคิดไปอีกไอ้คนเค้าบาปทำกรรมทำไม่ดีเห็นแต่รวย ๆ ทั้งนั้น บาปกรรมพระพุทธเจ้า ตรัสว่าเหมือนกับสุนัขมันไล่เนื้อ เมื่อมันตามทันเมื่อไหร่สุนัขนั้นก็กัดเนื้อ
ถ้าเราทำความดีมาก ๆ กรรมมันก็ตามไม่ทัน
มีคน ๆ หนึ่งก็ทำไม่ดีทางภาคเหนือแล้วได้หนีการจับกุมหนีการทำร้ายไปอยู่ทางใต้ เมื่อไปอยู่ทางใต้แล้วก็กลับใจใหม่กลับตัวใหม่เป็นคนดี ดีมาก ดีพิเศษ ทุกคนก็ยอมรับว่า เป็นคนดี
อยู่มาวันวันหนึ่งตำรวจทางภาคเหนือเค้ารู้ว่าหลบหนีไปอยู่ทางใต้ เขาตามไปจับ คนที่อยู่ทางใต้ก็เข้าใจว่าทำไมถึงมาจับคนดี ๆ คนที่เค้าทำไม่ดีทำไมไม่จับ เพราะว่าเค้าไม่รู้เรื่องผู้นั้นที่เค้าทำไม่ดีที่ภาคเหนือ เค้ารู้แต่ผู้นั้นทำดีที่ทางใต้
กรรมกว่ามันจะให้ผลบางทีมันก็ช้า แต่ภาพรวม ๆ แล้วก็ทุกคนก็ต้องได้รับผลของกรรม ไม่ว่าวิธีใดก็วิธีหนึ่ง นอกจากผู้นั้นปฏิบัติดีปฏิบัติชอบกรรมนั้นตามไม่ทัน เค้าปฏิบัติธรรมเข้าถึงพระนิพพานก่อน
เราดูตัวอย่างอย่างพระโมคคัลลานะ เป็นผู้ที่เลิศทางอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เวลาจะนิพพานต้องถูกโจรห้าร้อยทุบตีจนแตกละเอียด เพราะกรรมเก่าของท่านตั้งแต่อดีต ท่านเคยทำร้าย พ่อแม่ ท่านก็รู้กรรมในอดีตของตัวเอง พยายามที่จะหนีกรรมหายตัวเหาะเหินเดินอากาศหนี สุดท้ายก็ยอมรับกรรม ให้เค้าทุบตีจนแหลกละเอียด ท่านจึงได้อาศัยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์นี้ สมานกายแล้วไปกราบลาพระพุทธเจ้าเพื่อนิพพาน
คนเราน่ะถ้าตั้งใจดี ๆ รักษาศีลดี ๆ มันไม่จนหรอก คุณค่าของเรานี่อยู่ที่เราเป็นคนมีศีล คนที่มันได้รับได้ความดีอย่างโน้นอย่างนี้มันมาจากผลของศีลนะ
ศีลนี้แหละช่วยเราตั้งแต่พื้น ๆ จนถึงพระนิพพาน
ประชาชนคนส่วนใหญ่กลัวศีล รักษาศีลห้าก็กลัว รักษาศีลแปดก็กลัว รักษาศีล ๒๒๗ ก็กลัว มันกลัวความดี กลัวตัวเองได้ดี มันก็เป็นสิ่งที่น่าแปลก
เราปฏิบัติธรรมน่ะถ้าเราไม่เอาศีลจะได้มั๊ย เอาเรื่องจิตเรื่องใจ เอาเรื่องวิปัสสนาเลย

พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ได้ เพราะคนคิดอย่างนี้มันเป็นคนเห็นแก่ตัว มันเป็นคนอยากจะรวยแต่ว่าไม่ทำงาน อยากจะได้บรรลุธรรมแต่ไม่รักษาศีล เพราะศีลมันเป็นฐานของสมาธิ ถ้าเรามีศีลสมาธิมันก็ขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ มันก็พ่วงไปหาตัวปัญญา มันได้ทั้งศีล สมาธิ ปัญญา
นักปฏิบัติธรรมจะไปทิ้งศีลไม่ได้ เหมือนคนที่เข้าใจว่าการประพฤติปฏิบัติธรรม ถ้าเรา ไม่ทำวัตรสวดมนต์ได้มั๊ย...? นั่งสมาธิเลยอะไรอย่างนี้
ความคิดอย่างนี้มันเป็นความคิดของคนขี้เกียจขี้คร้านนะ คนจะหมดความโลภความโกรธความหลง มันต้องเป็นคนไม่ขี้เกียจขี้คร้าน มันต้องทำอะไรทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเสียสละ เพื่อละความเห็นแก่ตัว
สมาธิก็แปลว่าไม่โลภไม่โกรธไม่หลง เมื่อเราไม่อยากทำวัตรสวดมนต์ เราอยากนั่งสมาธิแสดงว่าเรามีนิวรณ์อยู่ ทำวัตรมันก็เกิดสมาธิได้ ใจของเราก็อยู่กับบทสวด อยู่กับอักขระพยัญชนะ มันก็เป็นสมาธิเหมือนกัน ถ้าเราตั้งใจมันก็อันเดียวกันนั่นแหละ การนั่งสมาธิ คือสัมมาสมาธิ การสวดมนต์ก็เป็นสัมมาสมาธิเหมือนกัน การกราบก็คือการทำสมาธินั่นแหละ
พระพุทธเจ้าครูบาอาจารย์ของเราให้เราเข้าใจนะ เดี๋ยวมันจะเป็นคนขี้เกียจขี้คร้านนะ มันจะเอาความขี้เกียจขี้คร้านเป็นการปล่อยวาง มันไม่ถูกนะ
ความเห็นแก่ตัวของเรานี้มันมาหลายรูปแบบนะ มาในความฉลาดมีเหตุมีผล ว่าทำอย่างโน้นได้รับผลอย่างนี้ ทำอย่างนี้ได้รับผลอย่างนั้นมันมีเหตุผลนะ
การประพฤติการปฏิบัติธรรมนี้มันต้องมีเหตุมีผลแล้วก็เหนือเหตุเหนือผลอีก เพราะคนเราถ้ามีเหตุผลเยอะมันต้องได้ทะเลาะกัน เพราะใครก็มีเหตุผลทั้งนั้น มันไม่ยอมกันหรอก ใครเรียนมากก็ยิ่งมีเหตุผลมาก หาวิธีมาพูดมาหักล้าง สิ่งที่มันผิดก็ยังเอาเป็นสิ่งที่ถูกให้ได้
อย่างกฎหมายอย่างนี้ เอาหลักเอาฐานเอาพยานมายืนยันกัน บางทีเรื่องมันไม่จริง ก็ต้องหาพยานปลอมมาแล้ว
การปฏิบัติธรรมนี่มันไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น มันไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมาโต้แย้ง มันโต้แย้งไม่ได้ เพราะร่างกายถึงคราวมันแก่มันก็ต้องแก่ไป เราจะไปบอกว่า “ไม่ได้...” ลูกเรายังไม่โต หลานเรายังไม่โต หลานเรามันยังเรียนไม่จบ ฐานะยังไม่มั่นคงอยู่ เราแก่ไม่ได้
ไม่ได้ มันก็ต้องเป็นไปตาม มันไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น

บางทีเราก็ตายกะทันหันนะ ไม่ได้ตั้งท่าเลย...
พระพุทธเจ้าท่านถึงให้เรามาแก้ที่จิตที่ใจของเรา ปรับที่จิตที่ใจของเรา พยายามให้จิตให้ใจของเราไม่ไปสู้รบตบตีกับธรรมะวินัยของพระพุทธเจ้า นี่เราล่ะแย่เลย มันเถียงพระพุทธเจ้า ฉอด ๆ ๆ ในใจ มันต่อรองทั้งวันทั้งคืน...
อย่างนี้มันถูกต้องมั๊ย...? อย่างนี้ไม่ถูกต้อง
ที่เค้าทะเลาะกัน สามีภรรยาก็ทะเลาะกัน มันไม่ถูกต้องมันไม่สงบ ที่บ้านเมืองที่สังคม ที่เค้าทะเลาะกัน เค้ารบกัน มันไม่สงบ อันนั้นมันเป็นเรื่องภายนอกนะ ภายในเรานี่แหละ มันชอบเป็นนักรบ รบแม้แต่พระพุทธเจ้า เถียงพระพุทธเจ้าอยู่นั่นแหละ
เราอย่าไปปฏิเสธตัวเองนะว่าตัวเองไม่ได้เถียงพระพุทธเจ้า เพราะเราเถียงพระพุทธเจ้าตลอดนะ
การเถียงพระพุทธเจ้าก็คือเราไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมรับความจริงอย่างไร...?
อย่างเราที่เกิดมาก็ไม่อยากให้มีโรคมีภัย นี่แหละความคิดอย่างนี้แหละเป็นการเถียงพระพุทธเจ้า
เรามันเกิดมาเราทำกรรมทำเวรไว้มันก็ต้องเจ็บต้องป่วยต้องมีโรคต่าง ๆ นานา เราก็ต้องยอมรับความจริง เราเกิดมาเราเป็นผู้หญิงเราก็ต้องมีความพอใจในการเป็นผู้หญิง เราเกิดมา รูปสวยรูปหล่อขนาดนี้เราก็พอใจ ถ้าเราไม่พอใจก็ชื่อว่าเราเถียงพระพุทธเจ้า
เรารวยเรามีเงินมีทองเท่านี้เราก็ยอมรับเสีย
อย่างเราเป็นคนแก่เราก็ต้องยอมรับความแก่นะ เราเป็นคนพิการเราก็ต้องยอมรับ ความเป็นคนพิการของเรา เราอย่าไปต่อต้าน เพราะ นัตถิ สันติ ปรัง สุขัง ความสุขไหนก็สู้ ความสงบไม่ได้ไม่มี ที่เรามีทุกข์ก็เพราะเราไม่ยอมให้เค้าตัดสินคดีของเรา ธรรมชาติมันตัดสินคดีของเราถูกต้องแล้ว เราก็ไม่ยอมรับคำตัดสิน
มันหาเรื่องให้ตัวเองแท้ ๆ นะ...
พระพุทธเจ้าท่านถึงให้เราเจริญวิปัสสนาว่าเรามีความแก่เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้ เรามีความเจ็บเป็นธรรมดาจะล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้ เรามีความตายเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้ เรามีความพลัดพรากจากทุกสิ่งทุกอย่างตลอดเวลานี่มันจะต้อง ถือว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่ทุกคนที่จะยอมรับให้จิตใจของเราสงบ

พระพุทธเจ้าท่านให้เราเห็นคุณค่าในการเกิดมาเป็นมนุษย์นะ ได้ประพฤติปฏิบัติได้สร้างความดีได้ สร้างบารมี เราต้องเป็นผู้ชนะมาร มารที่มันอยู่ในจิตในใจของเรา มีทั้งพญามาร มีทั้งเสนามาร ลูกหลานมารมันอยู่ในใจของเรา
หวังว่าทุกท่านทุกคนจะได้นำเอาพระธรรมของพระพุทธเจ้าไปคิดไปพิจารณาน้อมมาประพฤติปฏิบัติ อย่าได้ฟังแล้วก็แล้วไป เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เป็นตาลยอดด้วนไม่ได้ เป็นผู้ที่ตายจากคุณงามความดี เป็นผู้ตายจากคุณธรรม
ถ้าใจของเรามันป่วยใจของเรามันมีโรคที่มันเป็นโรคเป็นภัยก็ให้ใจของเรามันฟื้น หายจากโรคจากภัยนะ เพราะคนเรามันอ้วนตั้งแต่กายนะแต่ใจมันผอมใจมันป่วย ต้องเอาศีลนี่แหละ เอาธรรมนี้แหละ เอาข้อวัตรปฏิบัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไปประพฤติปฏิบัติ เราจะได้เข้าถึงความประเสริฐที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์...

พระธรรมคำสอนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย
เช้าวันพุธที่ ๒๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕