ฉันทมติแห่งวอชิงตันไม่ได้ก่อเกิดจาก Market Fundamentalist แต่ท้ายที่สุดกลับยึดปรัชญา Market Fundamentalist
แม้ว่าจอห์น วิลเลียมสัน จะไม่ได้นำเสนอฉันทมติแห่งวอชิงตันบนพื้นฐานของลัทธิปรัชญาเศรษฐกิจเสรีนิยมชนิดสุดขั้วและยึดโยงอยู่กับ Market Fundamentalism อันได้แก่ลัทธิความคิดที่เชื่อว่า กลไกราคาสามารถรักษาและเยียวยาแก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เพียงแต่ปล่อยให้กลไกราคาทำงานอย่างเสรี ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจก็จะได้รับการเยียวยาแก้ไข แต่เมนูนโยบายเศรษฐกิจที่ชื่อ “ฉันทมติแห่งวอชิงตัน” ไม่ได้อยู่คงที่ หากแต่มีการขับเคลื่อนไปสู่แนวทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมชนิดสุดขั้วมากขึ้น เรื่อย ๆ ทั้งนี้โดยการผลักดันของชนชั้นปกครองในนครวอชิงตัน ดี.ซี. หรือ The Washington Establishment การแปรเปลี่ยนของฉันทมติแห่งวอชิงตันนับเป็นปัจจัยเหตุสำคัญแห่งการเปลี่ยนแปลงระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
กระบวนการโลกานุวัตรของฉันทมติแห่งวอชิงตันทำให้เมนูนโยบายชุดนี้เขยิบฐานะขึ้นเป็นนโยบายเศรษฐกิจแห่งมนุษยพิภพ (Global Economic Policy) แม้ว่าจอห์น วิลเลียมสันไม่ได้มีเจตนารมณ์ในการนำเสนอฉันทมติแห่งวอชิงตันในฐานะเมนูอุดมการณ์ แต่การเปิดตัวของฉันทมติแห่งวอชิงตันในช่วงปลายยุคสงครามเย็น ซึ่งเริ่มต้นด้วยการพังทลายของกำแพงเบอร์ลินในปีเดียวกันกับที่ฉันทมติแห่งวอชิงตันปรากฏโฉม ตามมาด้วยการล่มสลายของอาณาจักรสหภาพโซเวียต และการประกาศชัยชนะของระบบทุนนิยมที่มีต่อระบบสังคมนิยม ทำให้ฉันทมติแห่งวอชิงตันในฐานะเมนูนโยบายเศรษฐกิจของระบบทุนนิยมกลายเป็นเป้าแห่งการวิวาทะอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้เนื่องมาจาก สงครามทางอุดมการณ์ไม่ได้ยุติลงพร้อม ๆ กับสงครามเย็น ศาสตราจารย์ศรีนิวสัน (T.N. Srinivasan) เสนอความเห็นว่า หากเมนูนโยบายเศรษฐกิจชุดนี้ไม่ได้ขนานนามว่า “ฉันทมติแห่งวอชิงตัน” แต่ใช้ชื่อว่า “บทสังเคราะห์วิลเลียมสัน” (Williamson Synthesis) การวิพากษ์และการโจมตีจะมีน้อยกว่าที่เกิดขึ้นจริง
แต่ถึงจะมีการเปลี่ยนแปลงการขนานนามอย่างไร การวิพากษ์และโจมตีก็ไม่น่าจะบรรเทาเบาบางลง เพราะเหตุว่าฉันทมติแห่งวอชิงตันนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจแห่งความสำเร็จของระบบทุนนิยม ยิ่งไปกว่านั้น เมนูนโยบายดังกล่าวนี้ยังส่งเสริมและเกื้อหนุนต่อการเติบโตของกระบวนการโลกานุวัตรอีกด้วย เมื่อจอห์น วิลเลียมสัน ได้นำเสนอฉันทมติแห่งวอชิงตันในปี ๒๕๓๒ นั้น การเติบโตของกระบวนการโลกานุวัตรกำลังแสดงพลวัตร โดยที่พลวัตรดังกล่าวนี้ปรากฏอย่างเด่นชัดยิ่งขึ้นตามลำดับตลอดทศวรรษภายหลังการเปิดตัวของฉันทมติแห่งวอชิงตัน แต่เป็นเพราะว่ากระบวนการโลกานุวัตรจัดสรรผลประโยชน์ในมนุษยพิภพไม่เท่าเทียมกัน ประเทศมหาอำนาจได้ประโยชน์ชนิดเป็นกอบเป็นกำ แต่ประเทศที่กำลังพัฒนาและปนะเทศด้อยพัฒนาที่ยากจนกลับเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ทั้งทางตรง (ด้านการค้า) และทางอ้อม (ทรัพยากรในประเทศ) อย่างเป็นกอบเป็นกำเช่นกัน การกระจายรายได้ในมนุษยพิภพ (World Income Distribution) มีความเหลื่อมล้ำกันเป็นอย่างมาก ด้วยปัจจัยเหตุนี้ กระบวนการต่อต้านกระแสโลกานุวัตร (Anti-Globalization Movement) จึงก่อเกิดและผนึกกำลังกันอย่างเข้มแข็งและแผ่ขยายไปตามลำดับ ซึ่งบรรดาผู้คนและองค์กรที่ต่อต้านโลกานุวัตรอาจจำแนกออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มหนึ่งปฏิเสธไม่ต้องการโลกานุวัตรอย่างสิ้นเชิงและอีกกลุ่มหนึ่งต้องการให้กระบวนการโลกานุวัตรจัดสรรผลประโยชน์ในสังคมเศรษฐกิจโลกด้วยความเป็นธรรมและเท่าเทียมกันมากขึ้น เป้าแห่งการโจมตีไม่ได้มีเฉพาะแต่องค์กรโลกบาล (ธนาคารโลก องค์การการค้าโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ) และประเทศมหาอำนาจ (สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป) เท่านั้น หากแต่ฉันทมติแห่งวอชิงตันก็ตกเป็นเป้าแห่งการวิพากษ์ด้วย เนื่องจากว่าฉันทมติแห่งวอชิงตันให้ความชอบธรรมและเกื้อหนุนสอดประสานผลประโยชน์แก่การขยายตัวของกระบวนการโลกานุวัตรได้อย่างลงตัวเป็นอย่างมาก