นักวิชาการไทย กับผู้บริหารไทยเท่าที่ผมได้พบมาในชีวิต (ส่วนใหญ่..ไม่ทุกคน) มีความเหมือนกันอยู่อย่างคือ ความหยิ่งและความโง่ ..ยิ่งถ้าเป็นทั้งนักวิชาการและผู้บริหารก็ “ยกกำลังสอง”
นักบริหารบริษัทเอกชนแทบทุกคนที่ผมเคยพบ และที่มียอดขายเกิน 100 ล้านต่อปี (และมีกำไรดี) จะไม่ยอมขอฟังความเห็นจากนักวิชาการไทยด้วยกัน ..มีแต่โอ่ความเห็นว่าเก่งอย่างโน้นอย่างนี้ เพราะว่า ...เราใช้ “เครื่องจักรอันทันสมัยจากต่างประเทศ” (เชียวนะ) โดยมีเทคนิเชียนจากต่างประเทศราคาค่าจ้างต่อวันแสนแพงมาเทรนให้เราเป็นอย่างดีแล้ว ...มิใยข้อมูลที่ออกมาจากปากท่านเอง (ที่เราหลอกถาม) จะประจานตนเองว่า ค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ ต่อหน่วยการผลิตของท่านนั้นสูงมากนะ สามารถปรับปรุงได้อีกมากทีเดียว
ผมไม่โทษผู้บริหารหนุ่มๆพวกนี้หรอก เพราะส่วนใหญ่ก็จบมาจากมหาลัยไทย ที่สอนให้นิยมฝรั่ง บูชาฝรั่ง ญี่ปุ่น มาตลอด มันสอนกันมาแต่อ้อนแต่ออกแบบให้นิยมต่างชาติมากกว่าคนไทยด้วยกันเอง ...เครื่องมือเครื่องใช้ในห้องทดลองระดับป. ตรี โท เอก ซื้อมาจากนอกทั้งหมด อวดอ้างสรรพคุณกันจัง เช่น เครื่องมือโง่ๆ แค่หา ถพ. (ความถ่วงจำเพาะ) ราคาทำเองได้ 5 พันบาทสบายๆ มันไปซื้อกันมา 5 แสน ไปจนถึงเครื่อง 100 ล้าน เช่น พวก s-em t-em (em = electron microscope) ก็ยิ่งขลังไปใหญ่
การบริหารจัดการองค์กร ก็ต้องใช้ระบบ TQM, 6-Sigma, Balanced ScoreCard และ BSFS ที่ฝรั่งสอนไว้ ..ระบบอะไรก็ไม่รู้ แต่ผมขยายว่าคงย่อมาจาก Thailand’s Quotient (of intelligence) Minimization ...ส่วนอันหลังสุดเป็นระบบที่ผมเสนอไว้เองแหละ ย่อมาจาก Bull Shit Full Steam
...คนถางทาง (๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕)
A friend of mine has a resin and fabrication business in Kampaengsaen. He built up his business using his own technologies. His experiences using researchers from universities can be summed up as "I wish I had not. They cost money and had no practical advice to offer, ...."
He does not trust neither public survants nor Thai technocrats now.
SAD.
ถูกใจอีกแล้วค่ะท่านอาจารย์.. ทุกวันนี้เรามัวแต่ชื่นชมว่าต่างชาติดีอย่างงั้น อย่างงี้.. จนลืมไปว่าจริงๆแล้วคนไทยก็เก่งไม้แพ้ชาติใดในโลกเชียวนะคะ.. เพียงแต่โง่ ไม่ยอมใช้สมองคิดสร้างผลงานของตัวเอง มัวแต่ copy & past .. และกลัวแต่จะไม่ทันสมัยต้องมีเทคโนโลยี โน่น นี่ นั่น เลยเสียค่าโง่ซื้อเค้าใช้ทั้งๆที่เราทำเองก็ได้ อาจจะดีกว่าด้วยซ้ำไป แต่ความเชื่อของคนไทยนะ ถ้าเป็นบริษัทของคนไทยพัฒนา ต้องขอชะลอไว้ก่อน รอ การพิจารณา (เมื่อไหร่ก็ไม่รุ) -- ของทุกอย่างมันอาศัยแค่เข้าใจหลักการเท่านั้น -- ส่วนวิธีการก็ไปพัฒนาเอาเอง หนูยังมีความเชื่อนะค่ะ ว่าคนไทยยังไงก็เก่งกว่า แต่ทั้งนี้มันก็อยู่ที่โอกาสและมุมมองของผู้บริหารค่ะ ว่าเค้าจะดัน หรือ จะเหยียบไว้ ยิ่งถ้าไม่ใช่พวกเดียวกัน สีเดียวกัน - รับรองเกิดยาก นอกจากจะแทรกตัวออกมาเกิดเองจากกระบอกไม้ไผ่ นั่นแหล่ะ พอจะได้ลืมหูลืมตากะเค้ามั่ง (ประเด็นนี้เจอมากะตัวเอง เลย ค่อนข้างจะอินค่ะ) - เพราะคณะบริหารที่เป็นคนไทยก็เก่งเหมือนกันเกือบทุกคนค่ะ.. (กิน) เก่ง 5555 - คนโพสต์เครียดไร..มากมั๊ยเนี่ย -
คนไทยถูกปลูกฝังมาอย่างนั้น..
ยกย่องของแพง.. คุณภาพยังไง ว่ากันทีหลัง
พอเพียงและเพียงพอ.. ไม่รู้จัก
ท่าน sr คงเคยได้ยิน หอคอยงาช้าง นั่นแหละครับ ...ส่วนผมนั้นคุณแม่ตั้งฉายาให้ว่า ดร. รากหญ้า เพราะชอบไปทำแต่เรื่องรากหญ้า ห้าห้า
อจ.มหาลัยไทย ลองไปดูเถอะครับ ร้อยละ 90 ใส่นาฬิกาเหล็ก ทอง วาว เรือนละไม่ต่ำกว่า 5 พัน ส่วนอจ.ฝรั่ง ใส่นาฬิกาพลาสติกกัน ร้อยละ 90 มันตรงกันข้ามเลย แค่นี้มันก็ส่อสันดานได้แล้วครับ