อนาคตของสังคมไทย ไม่ได้อยู่ที่เด็กอมมือ ดังคำขวัญวันเด็กที่นายกฯไทยเค้นออกมาให้คนไทยฟังแต่ละปี แต่อยู่ที่อาจารย์มหาวิทยาลัย เพราะพวกนี้แหละที่พูดอะไรออกมาแล้ว (ส่วนใหญ่) พวกนักการเมืองฟัง (ส่วนฟังแล้วจะจับเอาไปกระเดียดอย่างไรก็อีกเรื่อง)
ขนาดอจ.เด็กๆ ดร. อมมือ (ต้องผูกไทด้วยนะ ห้ามเอาผ้าคะม้าพาดบ่าเด็ดขาด) พูดอะไรหน่อย เขียนอะไรนิด อังกฤษปนไทย ยังขลังมาก ยังกลายเป็นเรื่องใหญ่ ....ไม่ต้องถามว่าอจ. แก่ๆ เก๋าๆ (ใส่สูต ผูกไท ไว้หนวด) พูดเขียนจะกลายเป็น “วาระแห่งชาติ” ปานใด
ยิ่งถ้าเป็นทั้ง อจ.ม. ศ. ดร. และ เป็นนักวิจัย (ยิ่งแถมเป็นหมอ ด้วย) ..แบบนี้จุดธูปบูชากันไปเลย (กลายเป็นวาระแห่งโลก) ...ยิ่งถ้าเป็น หรือ เคยเป็น อดีต ผู้บริหารระดับสูงก็ยิ่งเป็นวาระแห่งจักรวาลไปเลย
บุคคลแก่ผู้ทรงคุณวุฒิพวกสุดท้ายที่กล่าวมานี้แหละ คือ อนาคตของชาติไทยที่แท้จริง ...หาใช่เหลนของท่านที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของคำหวานในวันที่ ๑๔ มกรา ของแต่ละปีแต่อย่างใด
ลองมาดูว่า ท่านคณะ ศ.ดร. แก่หง่อม (มหาเถรคณาจารย์แห่งประเทศไทย) ที่ต้องผ่านการกรองหยาบละเอียดมาหลายขั้นตอน กว่าจะผ่านด่านอรหันต์มาเป็นคกก.สุดยอดมันสมองแห่งชาติได้นั้น บัดนี้ท่านได้สร้างวีรกรรมอะไรไว้ให้ชาติไทยเราบ้าง
ก่อนอื่นเอาเรื่องใกล้ตัวของท่าน ที่ท่านรู้ดีที่สุด คือ การวิจัย (ถ้าเรื่องที่รู้ดีที่สุด ยังทำได้ห่วยที่สุดเสียแล้ว เรื่องอื่นคงไม่ต้องพูดถึง)
การวิจัยไทยทุกวันนี้ ผมขออนุญาตเขียนด้วยความเคารพสูงสุด (วัฒนธรรมไทยเราก่อนด่าผู้ใหญ่ต้องกราบด้วยความเคารพสูงสุดก่อน ไม่งั้นหาว่าก้าวร้าว และเป็นคนเลวที่คบไม่ได้) โดยผมขอวิจารณ์แบบทื่อซื่อว่า “ห่วยแตกที่สุด” และ..“ยิ่งทุ่มงบวิจัยมากเท่าไรชาติไทยจะยิ่งยากจนมากเท่านั้น” (กรณีหลังนี้ผมได้เขียนอธิบายไว้แล้วว่า ประเทศไทยเราที่แสนยากจนนี้ได้ทุ่มงบวิจัยมากกว่าญี่ปุ่นหลายเท่า ..หากเทียบเป็นสัดส่วนอย่างยุติธรรม...ลองหาอ่านในบันทึกที่เกี่ยวข้องนะครับ)
ที่ว่าห่วยแตกที่สุดนั้น เพราะบรรดา “มันสมองอาวุโส” ท่านทุบหัวโต๊ะลงมาว่า งานวิจัยไทยต้องมีตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดคือ “การตีพิมพ์ในวารสารวิชาการต่างชาติ ที่มี impact factor สูงๆ ” (ที่ 99.9% หมายถึง วารสารฝรั่ง)
และนั่นแหละ ที่คือจุดตายของชาติไทย เรา ...อีกทั้งยังเป็น kpi ว่า ชาติไทยเรานั้น ขนาดสุดยอดสมองของชาติ (ไอคิวประมาณ 130) ยังโง่ปานนี้ แล้วอนาคตของชาติจะเหลืออะไร
มันชี้ต่อไปด้วยว่า ระบบการกรองเอาหยักสมองลอนสุดท้ายของชาติ เพื่อไปกำหนดชะตาของชาติเราันั้น..มันผิด มีการโกง เล่นพวกพ้อง สี สถาบัน (และในวันนี้ ..แม้แต่สีเสื้อยืดราคา ๙๙ บาท ที่ใส่ไปชุมนุมริมถนน)
...ระบบน้ำย่อยในกระเพาะมันผิด สารอาหารที่ดูดซับออกไปมันก็ผิด ดังนั้นหัวมันก็ผิด ไม่แปลกอะไรที่ ลำตัว หาง มันก็เพี้ยนตามไปหมด
สภาพัฒน์ คกก.ที่ปรึกษาระดับชาติ สภา.บบคต. (bbkt) มันเป็นระบบย่อยแบบเดียวกันหมด
ยกตัวอย่าง เรื่อง การตีพิมพ์ผลงานวิจัย ผมเห็นมีผลงานที่มันอ่อนไหวต่อความมั่นคงของชาติในด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมการเกษตร (เทคโนโลยี ประชากรศาสตร์ และ ฯลฯ) จำนวนมาก เอาไปตีแผ่ให้ต่างชาติรู้หมดสิ้น อย่างละเอียด ทั้งที่ใช้เงินวิจัยจากภาษีราษฎรไทยจนๆเพื่อเอาไปทำ..
...ข้อมูลพวกนี้เมื่อก่อนพวกสายลับต่างชาติ (เช่น cia) มันต้องลงทุนมหาศาลก่วาจะมาล้วงเอาไปได้ แต่วันนี้ "หยักสมองลอนสุดท้ายของชาติไทยเรา" ทุบหัวโต๊ะเผด็จการลงมาแบบโง่ๆ ด้วยความภูมิใจ เป็นหนักหนาว่า.. เราต้องลงทุนวิจัย แล้วเอาความลับเหล่านี้ไปแถลงให้พวกมันรู้เพื่อเขาจะได้ชื่นชมงานวิจัยเรา และปรบมือให้เรา
ส่วนพวกมัน เมื่อก่อนล่กๆ หาข้อมูล วันนี้สบายกว่าเดิมมาก ประหยัด สะดวก สบาย เพียงนั่งเคาะแป้นในห้องแอร์ก็รู้หมด อย่างละเอียด ลึก ล้วงตับเราได้หมด เอาไปกำหนดยุทธศาสตร์ชาติของพวกมันได้ฟรีๆ (เป้าหมายก็เพื่อมาครอบงำเรา เพระมันมีกำลังที่จะทำได้มากกว่า)
...ส่วนผู้เสียภาษีไทยที่ออกเงินให้ทุนวิจัย บางทีก็อยากหาข้อมูล แต่หาข้อมูลไม่เจอ เพราไปซ่อนอยู่ด้วยคีย์เวิร์ดต่างๆ ... ถึงหาเจอก็อ่านไม่ออก เพราะมันเป็นภาษาต่างด้าวหมดสิ้น ...ถึงอ่านออกก็ไม่รู้เรื่องเพราะเป็นภาษาวิชาการระดับสูง ก็เอามาใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ นอกจากถูกหลอกให้เสียภาษีเพื่อเอาใช้ในการวิจัยตีพิมพ์เพื่อช่วยต่างชาติให้เข้ามาครอบงำไทยต่อไป และตลอดกาล
..เรื่องนี้ยาว หากสนใจโปรดติดตามอ่านตอนต่อไป ..(แต่เชื่อ แอบอ่องออ กินได้เลยว่า จะมีคนติดตามอ่าน น้อยมาก ถึงน้อยปานกลาง )
...คนถางทาง (๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕)
อ่านแล้วเพิ่มรอยหยักในสมองเลยค่ะท่านอาจารย์.. เห็นด้วยค่ะ งานวิจัยดีๆ ของคนเก่งๆของเมืองไทย ทำไมต้องตีพิมพ์ต่างประเทศทั้งหมด หรือ ไม่ก็ต้องเขียนภาษาต่างประเทศด้วยนะ เพราะเวลาเราก็เป็นคนนึงที่ต้องการข้อมูลสนับสนุนต่างๆในการทำงาน และทำงานวิจัย แต่กลับพบว่าวิจัยข้อมูลดีๆของคนไทย และที่ตีพิมพ์เป็นภาษาไทยทำไมหายากจัง..
หลังๆ นี้ผมค้นหาใน IEEE Xplore เจอ papers ที่ title และ abstracts เป็นภาษาอังกฤษแต่เนื้อหาเป็นภาษาจีนอยู่หลายครั้งครับ (ส่วนใหญ่เป็น conferences)
ส่วนปัญหาประเทศไทยนั้น ผมว่าเราเป็นสองประเทศซ้อนกันอยู่ในประเทศเดียวครับ คิดเล่นๆ ว่าเมื่อไหร่แยกรัฐจากกันได้ก็อาจจะดีก็ได้ครับ รัฐกรุงเทพฯ (Bangkok State) กับรัฐสยาม (Siam State) ก็คงดีครับ
จริง Siam State ก็ต้องแยกเป็นหลายรัฐด้วยเหมือนกันเพราะมีความไม่เหมือนกันของพื้นที่อยู่เยอะครับ
ขอบคุณจริงๆที่คุณได้จุดประกายเรื่องนี้ขึ้นมา ขออนุญาตเอาเรื่องนี้ไปลิงก์ต่อนะคะ รอตอน 2 ต่อค่ะ
เพื่อนญี่ปุนเคยเล่าให้ผมฟังเืมื่อปี คศ. 1991 ว่าที่ญี่ปุ่นรัฐบาลเขามีนโยบายให้งานวิจัยตีพิมพ์เป็นภาษาญี่ปุ่นก่อน สองปี จึงจะออกพิมพ์เป็นภาษาต่างด้าวได้ ทั้งนี้เพื่อให้สังคมญี่ปุ่นได้ "เวลาล่วงหน้า" ในการแข่งขันกับโลก แต่แน่นอนครับว่าเขามี abstract เป็นอังกฤษด้วย ตอนผมอยู่ นซ. อ่าน index ที่เวียนมา ก็มีงานวิจัยญี่ปุ่นมาก แต่สุดท้ายจะมีวงเล็บว่า (in Japanese) ต่อท้าย ...
งานวิจัยไทย ลิขสิทธิ์ต่างชาติ หลายครั้งที่เราพลาดโอกาสเอาผลงานวิจัยมาใช้อย่างจริงจัง ต่างชาติชิงตัดหน้าก่อน แม้แต่สมุนไพรไทย
เมืองไทยมีปัญหา...ข้อติดขัดทั้ง 3 เรื่องนะคะ (ความคิดของผู้Comment)
1. นโยบายวิจัยไทย
2. ทิศทางวิจัยไทย
3. บริหารการวิจัยไทย
ขอบคุณบทความดีๆ นี้คะ
ถูกใจ.. หัวข้อของบันทึกนี้ที่สุดค่ะ "หยักสมองลอนสุดท้ายที่ปลายอุโมงค์ปัญญาไทย" ทำให้ได้คิดหลายเรื่อง..
กับเรื่องวิจัย.. คาดว่า.. จะเป็นเช่นนี้ต่อไป.. ต่อไป..