เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2555 เภสัชกรเชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ หัวหน้ากลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก กรมควบคุมโรค  เผยว่า องค์การอนามัยโลก  ประมาณว่าทั่วโลกมีผู้ที่มีความดันโลหิตสูงเกือบ 1 พันล้านคน  ซึ่ง 2 ใน 3 ของจำนวนนี้อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา  โดยพบว่าคนในวัยผู้ใหญ่ในเขตเอเชียตะวันออกเฉียบใต้รวมถึงประเทศไทยเรา  มี 1 คนใน 3 คน ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง  โรคนี้ในสาเหตุที่สำคัญของการตายก่อนวัยอันควร  และคาดว่าในปี พ.ศ.2568 ประชากรกว่า 1.56 พันล้านคน  จะเป็นความดันโลหิตสูง  แต่ละปีประชากรในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีผู้เสียชีวิตจากโรความดันโลหิตสูงประมาณ 1.5 ล้านคน

          สถานการณ์ประเทศไทย  จากข้อมูลของ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์  สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข  พบว่าสถานการณ์ป่วยและเข้ารับการรักษาในสถานบริการสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุขด้วยโรคความดันโลหิตสูง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกภาค  10 ปีที่ผ่านมา (2543 ถึง 2553 ) พบว่า อัตราผู้ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง มีอัตราการเพิ่มสูงกว่า 5 เท่า และพบสิ่งที่วิตกอย่างยิ่งคือ  ในจำนวนผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูง  ร้อยละ 60 ในชาย และ 40 ในหญิง ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยมาก่อน (ไม่รู้ตัวว่าเป็นความดันโลหิตสูง)  ร้อยละ 8-9 ได้รับการวินิจฉัยแต่ไม่ได้รับการรักษา ส่งผลให้อาการทวีความรุนแรงขึ้น และในกลุ่มของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษา พบว่าจำนวนประมาณน้อยกว่า 1 ใน 4 ไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ตามเกณฑ์ 

          ภาวะที่แรงดันที่แรงดันของเลือดที่อยู่ในหลอดเลือดมีค่าสูงเกินปกติหรือมีค่ามากกว่า 120/80 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งถือว่ามีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง เป็นสภาวะที่ต้องการควบคุม แต่ถ้าวัดความดันโลหิต ได้ค่าตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอท ขึ้นไปถือมีภาวะความดันโลหิตสูงนำไปสู่ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งและอุดตันหรือหลอดเลือดแตก  โรคความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง (อัมพฤกษ์ อัมพาต) ไตวาย โรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจขาดเลือด หัวใจล้มเหลว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสาเหตุแห่งการเสียชีวิตที่สำคัญของคนไทย เป็นภัยเงียบที่คุกคามชีวิตเนื่องจากส่วนใหญ่ไม่มีอาการเตือน  ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ ได้แก่ กรรมพันธุ์ เช่น มีพ่อ แม่ พี่น้อง เป็นโรคความดันโลหิตสูง และอายุตั้งแต่ 35 ปี ขึ้นไป  ส่วนปัจจัยเสี่ยงควบคุมได้ ได้แก่ รับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัด หวานจัด มันจัด ไขมันในเลือดสูง ภาวะเบาหวาน ขาดการออกกำลังกาย อ้วนหรือมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น เครียดเรื้อรัง สูบบุรี่ และดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

        อาการเตือนของโรคความดันโลหิตสูง ส่วนมากจะไม่แสดงอาการเตือนแต่มักจะตรวจพบโดยบังเอิญขณะไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาจากปัญหาอื่น มีบางรายที่อาจมีอาการเตือน เช่น ปวดมึนท้ายทอย วิงเวียน ปวดศีรษะตุบๆ หากเป็นมานานหรือความดันโลหิตสูงมากๆ อาจมีอาการเลือดกำเดาไหล ตามัว ใจสั่น มือเท้าชา เมื่อเกิดอาการผิดปกติ จึงควรรีบไปพบแพทย์เพื่อจะได้รับการรักษาได้ถูกต้องและทันท่วงที  ภาวะแทรกซ้อนจากความดันโลหิตมีผลกระทบต่อหลายอวัยวะของร่างกาย คือ ต่อหัวใจ อาจเกิดหัวใจโต และหลอดเลือดหัวใจหนาตัวและแข็งขึ้นทำให้เกิดหัวใจขาดเลือด หรือหัวใจล้มเหลว  ต่อสมอง อาจเกิดเส้นเลือดในสมองอุดตันหรือแตกได้ เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตหรือเสียชีวิตทันที  ต่อไต อาจเกิดภาวะไตวายเรื้อรัง ซึ่งนำไปสู่การคั่งของสารพิษในร่างกาย อาจถึงตายได้  ต่อตา อาจเกิดเลือดออกที่ตา ตามัวจนถึงตาบอดได้ ต่อหลอดเลือด อาจทำให้หลอดเลือดตีบแคบ หรือโป่งพอง มีผลให้เลือดไปเลี้ยงแขนขา และอวัยวะภายใยน้อยลงจนเดินไม่ได้ไกล เพราะปวดขาจากการขาดเลือด

        เภสัชกรเชิดเกียรติ กล่าวแนะนำว่า การป้องกันโรคความดันโลหิตสูง ให้แก้ไขเรื่องพฤติกรรมการกินอาหารโดยเฉพาะควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็ม เพราะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง ชิมอาหารก่อนรับประทาน ฝึกการรับประทานอาหารที่มีรสชาติพอเหมาะไม่เค็ม  หากซื้ออาหารกระป๋อง ผักดอง และอาหารสำเร็จรูป ควรอ่านฉลากอาหารทุกครั้งและเลือกชนิดที่มีเกลือโซเดียมต่ำหรือน้อย ลดการใช้น้ำปลา เกลือเครื่องปรุงรส (โดยปกติควรบริโภคเกลือไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวัน ) หันมาใช้เครื่องเทศแทนและสมุนไพรแทน เช่น หัวหอม กระเทียม ขิง พริกไทย มะนาว งดบริโภคอาหารมักดอง ขนมกรุบกรอบ ไม่วางเครื่องปรุงรสต่างๆ เช่น น้ำปลา ซอส ซีอิ้วขาว ไว้บนโต๊ะอาหาร เลือกซื้อผักผลไม้ และเนื้อสัตว์ที่สดใหม่มาปรุงอาหารรับประทานเอง เพิ่มปริมาณการกินผักและผลไม้ไม่หวานให้มากขึ้น ออกกำลังกายประมาณวันละ 30 นาทีขึ้นไป 5 วันต่อสัปดาห์ หรือทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างกระชับกระเฉง  ทำจิตใจให้สบาย ควบคุมความดันโลหิตให้ต่ำกว่า 120/80 มิลลลิเมตรปรอท  ลดหรือเลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  งดสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงสถานที่มีควันบุหรี่  สังเกตอาการเตือนต่าง ๆ  ในผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพโดยการวัดความดันโลหิตอย่างน้อยปีละครั้งเพื่อจะได้ทราบค่าความดันโลหิตของตัวเอง หากประชาชนทุกคนมีความรู้ หมั่นวัดความดันโลหิต และสามารถควบคุมป้องกันความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ตลอดเวลาก็จะสามารถป้องกันโรคร้ายแรงต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ โรคไต อัมพาต ที่จะคุกคามชีวิตได้

ข้อความหลัก " ใช้ชีวิตดี ความดันโลหิตดี ชีวีปลอดภัย”

กรมควบคุมโรค  ห่วงใย  อยากเห็นคนไทยมีสุขภาพดี

ที่มา http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd/news/2555/05_17_HT.html