๒๗ พฤษภาคม
๒๕๕๕
เรียน เพื่อนครู
ผู้บริหารและผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน
วันจันทร์ที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ตื่นเช้าขึ้นมาดูเกลียวคลื่นในอ่าวพัทยา เพราะห้องพักอยู่หน้าสุดของโรงแรมจอมเทียนปาล์มบีชแอนด์รีสอร์ท ด้านที่ติดถนนเลียบหาดจอมเทียน ยามเช้าของวันจันทร์ไม่พลุกพล่านเหมือนวันหยุด ผมมารายงานตัวเข้าพักตั้งแต่เมื่อวานตอนบ่าย วันนี้และพรุ่งนี้มีการประชุมสานสัมพันธ์ ผอ.เขต กับ ผอ.สกสค.จังหวัด ในภาคกลางและภาคใต้และธนาคารออมสิน เพราะต้องทำงานร่วมกันในการบริการสมาชิก ช.พ.ค./ช.พ.ส. อาบน้ำแต่งตัวลงไปทานข้าวที่ห้องอาหาร พบพรรคพวกเพื่อนฝูงและลูกน้องเก่าหลายคนทั้งจากชุมพรและเพชรบุรี เลยได้รับบริการอาหารถึงโต๊ะไม่ต้องไปยืนเข้าคิว การประชุมเริ่มเวลา ๐๙.๐๐ น. โดยเลขาธิการ สกสค. นายเกษม กลั่นยิ่ง เป็นประธานและบรรยายพิเศษ ฟังว่าท่านจะหมดวาระงานในเดือนหน้า และจะเปลี่ยนไปสมัครประธานกรรมการคุรุสภา นอกนั้นยังขายความคิดตั้งพรรคการเมืองชื่อครูไทยเพื่อส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ หากครูช่วยกันคนละ ๕ คะแนน จะได้ ส.ส.ในสภา ๑๐ กว่าคน อาจได้โควตารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมาครอบครองก็ได้ นอกนั้นก็เป็นเรื่องการช่วยเหลือครูในการจัดสวัสดิการ โดยเฉพาะเงินกู้ของสมาชิก ช.พ.ค./ช.พ.ส. ที่ต้องหัก ณ ที่จ่าย ก่อนเที่ยงมีการอภิปรายของผู้แทนเจ้าหน้าที่เขต ผอ.เขต ผอ.สกสค.จังหวัดและผู้แทนธนาคารออมสิน ถึงการทำงานร่วมกัน รวมทั้งปัญหาอุปสรรคที่จะต้องแก้ไขปรับปรุง ภาคบ่ายเป็นการบรรยายงานของผู้อำนวยการสำนัก ช.พ.ค./ช.พ.ส. ตอนเย็นมีรายการจัดหนัก คืองานเลี้ยงและการแสดงโชว์ชุดต่าง ๆ เสียดายผมมีงานต้องเขียนสำนวนคดีที่ต้องรีบส่งผู้เกี่ยวข้องจึงไม่ได้ดูชม
วันอังคารที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕ อาหารเช้าที่ห้องอาหารชั้น M ห้องเดียวกับเมื่อวาน อิ่มแล้วกลับขึ้นไปเก็บสัมภาระให้พร้อมสำหรับการเดินทางกลับปทุมธานีก่อนเที่ยง ลงไปประชุมที่ห้องประชุมชั้น ๒ วันนี้เขาจัดแบบอภิปรายกลุ่ม ผมอยู่กลุ่มที่ ๑ มี ผอ.เขต กับ ผอ.สกสค. ผลัดเปลี่ยนว่ากันไปจนพักเล็ก ออกมาขนกระเป๋าขึ้นรถ เดินทางกลับ มี ผอ.ศลใจ วิบูลกิจ สพป.สงขลา เขต ๑ และครอบครัวอาศัยรถมาลงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ถึงสำนักงาน ทันการประชุม อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา ที่เพิ่งเริ่มประชุมไปเพียง ๑๐ นาที การประชุมวันนี้มีเรื่องการย้ายครูทั้งปกติและคืนถิ่นเข้าอนุมัติ การอนุมัติผลการประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ สายงานบริหารการศึกษาแะบริหารสถานศึกษา ๔ ราย คือ นายประพฤทธิ์ บุญอำไพ รอง ผอ.สพป.ปทุมธานี เขต ๑ นางชุณห์พิมาณ ทรัพย์มีชัย ผอ.รร.วัดโพธิ์เลื่อน นางงามเนตร เบ็ญมาศ ผอ.รร.วัดเมตารางค์ นางไพผกา ผิวดำ ผอ.รร.วัดท้ายเกาะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ๙ ราย คือ น.ส.โสภิดา ทองคำ รร.อนุบาลปทุมธานี นางปิยะ ละมูลมอญและน.ส.ถวิล โพธิ์ไทร รร.วัดบัวสุวรรณประดิษฐ์ น.ส.อุทัยวรรณ สงวนนาม รร.ชุมชนวัดเสด็จ นางรุ่งทิวา คงปรีชา รร.วัดบางพูน นางจิราพร พลาชัย รร.วัดหงส์ปทุมาวาส นางดวงพร ว่องสุนทร ร.ประถมศึกษาธรรมศาสตร์ นายพงศ์สรณ์ วัฒโนชานนท์ รร.วัดศิริจันทาราม นางสุริยา แก้วลาย รร.วัดบ้านพร้าวใน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพฯ นางรัศมี จารุเหติ รร.วัดบ่อทอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย นางณัฏฐกานต์ กุหลาบเพชร์ รร.วัดลาดหลุมแก้ว เรื่องพิจารณาอื่น ๆ ก็สามารถผ่านไปได้ด้วยดีเว้นแต่เรื่องการลงโทษทางวินัย เพราะฐานความผิดที่เสนอให้พิจารณาเป็นฐานความผิดชัดแจ้ง คือ ละทิ้งหน้าที่ราชการเกินกว่า ๑๕ วันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เพราะกรรมการหลายท่านบอกว่าเท่าที่อ่านในสำนวนยังไม่สิ้นกระแสความว่าเขาอ้างเหตุอย่างไร และข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ตอนเรียนที่ศาลปกครองเคยค้นพบคดีพิพาทในเรื่องนี้เป็นกรณีขอรับบำเหน็จตกทอดของข้าราชการที่ถูกลงโทษไล่ออกจากราชการด้วยเหตุขาดราชการติดต่อกันเกิน ๑๕ วันก่อนที่ศาลยุติธรรมจะมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ ศาลปกครองสงขลาวินิจฉัยว่า โดยที่ความผิดฐานละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเกินกว่า ๑๕ วัน ตามมาตรา ๙๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนฯ มีหลักในการพิจารณาองค์ประกอบของความผิด ๒ ประการ คือ (๑) เป็นการละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่า ๑๕ วัน (๒) เป็นการละทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือเป็นการละทิ้งหน้าที่ราชการโดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ โดยคำว่า "การละทิ้งหน้าที่ราชการ" หมายถึง การไม่อยู่ปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ซึ่งได้แก่ การไม่มายังสถานที่ราชการเพื่อปฏิบัติราชการตามหน้าที่ หรือเพื่อให้ผู้บังคับบัญชามอบหมายงานให้ปฏิบัติ รวมทั้งการมายังสถานที่ราชการแล้วไม่อยู่ปฏิบัติงานโดยละทิ้งไปไม่อยู่ในสถานที่ที่ควรอยู่ ส่วนคำว่า "โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร" หมายถึง เหตุที่ละทิ้งหน้าที่ราชการนั้น ไม่มีเหตุอันสมควรที่จะสามารถรับฟังได้ และคำว่า "พฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ" นั้น ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ในการละทิ้งหน้าที่ราชการว่ามีเจตนาหรือจงใจฝ่าฝืนระเบียบของทางราชการเกี่ยวกับการหยุดราชการหรือการลาหรือไม่ ดังนั้น หากการละทิ้งหน้าที่ราชการครบองค์ประกอบความผิดดังกล่าวข้างต้น การละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่า ๑๕ วัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือโดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของราชการจึงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง เมื่อพิจารณาถึงพยานหลักฐานต่าง ๆ ในสำนวนการสอบสวนการหายตัวไปของสิบตำรวจตรี ณ. แล้วไม่ปรากฏว่า มีพยานบุคคลใดยืนยันหรือรู้เห็นเกี่ยวกับการหายตัวไปของสิบตำรวจตรี ณ. แต่อย่างใด จึงเห็นได้ว่าการหายตัวไปอาจจะมิได้เกิดจากการจงใจละทิ้งหน้าที่ราชการ หรืออาจหายตัวไปโดยเกิดเหตุร้ายขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการก็ได้ หรือในช่วงเวลาที่หายตัวไปอาจเสียชีวิตแล้วก่อนที่จะครบกำหนดระยะเวลาละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเกินกว่า ๑๕ วัน กรณีจึงเห็นได้ว่า การหายตัวไปของสิบตำรวจตรี ณ. อาจไม่ใช่เกิดจากความจงใจที่จะละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเกินกว่า ๑๕ วัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร อันจะเข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา ๙๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนฯ แต่อาจมีสาเหตุมาจากเหตุอื่นที่มีเหตุผลอันสมควรทำให้ไม่สามารถกลับมาปฏิบัติราชการได้ ซึ่งหากฟังข้อเท็จจริงได้ว่า สิบตำรวจตรี ณ เสียชีวิตตั้งแต่วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๔๑ อันเป็นวันเริ่มละทิ้งหน้าที่ราชการและเสียชีวิตอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ก็จะไม่ถือเป็นการละทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร สิบตำรวจตรี ณ. ก็ไม่มีความผิดทางวินัยที่จะถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ อีกทั้งการละทิ้งหน้าที่ราชการของสิบตำรวจตรี ณ. ยังไม่มีข้อเท็จจริงพอฟังได้ว่า มีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ เนื่องจากในวันที่เริ่มละทิ้งหน้าที่ราชการ สิบตำรวจตรี ณ. ก็ได้มีการขออนุญาตเพื่อไปเยี่ยมบุตรต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวรปกครอง การไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการเกี่ยวกับการลาในช่วงที่ขาดราชการ จึงอาจเกิดจากได้รับภยันตรายจนทำให้ไม่สามารถขออนุญาตตามระเบียบของทางราชการก็ได้ ดังนั้น เมื่อยังไม่มีพยานหลักฐานสามารถฟังได้แน่ชัดถึงสาเหตุการหายตัวไปของสิบตำรวจตรี ณ. ที่จะทำให้ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา ๙๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือนฯ จึงไม่ใช่กรณีที่สิบตำรวจตรี ณ. ได้ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเกินกว่า ๑๕ วัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการที่จะเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีโดยผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๙ มีคำสั่งลงโทษไล่สิบตำรวจตรี ณ. ออกจากราชการ จึงเป็นการพิจารณาความผิดที่ไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ การออกคำสั่งลงโทษทางวินัยโดยไม่ครบองค์ประกอบความผิดและไม่มีข้อเท็จจริงอันเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามที่ถูกกล่าวหาอันเป็นสาระสำคัญที่ต้องนำมาใช้ในการพิจารณาความผิดและกำหนดโทษของกระบวนการออกคำสั่งลงโทษทางวินัย จึงเป็นการออกคำสั่งลงโทษทางวินัยที่มิชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อสิบตำรวจตรี ณ. มิได้กระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง จนถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ การที่สิบตำรวจตรี ณ. เสียชีวิตโดยผลของกฎหมายเนื่องจากศาลได้มีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ ผู้ฟ้องคดีในฐานะทายาทดดยชอบด้วยกฎหมาย จึงย่อมมีสิทธิรับเงินบำเหน็จตกทอดของสิบตำรวจตรี ณ. ตามาตรา ๔๘ แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ศาลพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้ลงโทษไล่ สิบตำรวจตรี ณ. ออกจากราชการ

วันพุธที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เช้านี้เดินทางไปโรงเรียนชุมชนวัดเสด็จ เพื่อรับมอบอาคารห้องสมุด "วีรชาญนุกูล ๕๑ " ของบริษัทซิโน-ไทยที่สร้างให้มูลค่า ๖ แสนบาท เคยไปโรงเรียนนี้สมัย ผอ.สุรศักดิ์ สว่างแสง ยังไม่เกษียณอายุราชการ ตั้งแต่ตั้ง ผอ.อภิสิทธิ์ กรีทรัพย์ ไปดำรงตำแหน่งยังไม่ได้ไปเยือน วันนี้ไปก่อนเวลาตามกำหนดการเกือบชั่วโมง จึงมีเวลาคุยกับกรรมการสถานศึกษา นายก อบต. และผู้บริหารโรงเรียน เขาจัดเก้าอี้สำหรับผู้มาร่วมพิธีไว้มาก ครั้งแรกสงสัยว่าจะมีแขกมาร่วมเต็มพื้นที่หรือไม่ แต่พอเขาให้นักเรียนเข้านั่งก็ดูเต็มไปทั้งบริเวณ ผู้แทนบริษัทซิโน-ไทย เป็นผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต รู้จักมักคุ้นกับ ผอ.สุรศักดิ์ สว่างแสง ตั้งแต่ ผอ.สุรศักดิ์ ดำรงตำแหน่ง ผอ.รร.ดังกล่าว พอท่านย้ายมาโรงเรียนวัดเสด็จจึงประสานขออาคารห้องสมุดหลังนี้ เสร็จพิธีสงฆ์ได้รับมอบกันอย่างเป็นทางการ เจ้าภาพเลี้ยงข้าวกลางวันผู้มาร่วมงาน บ่ายเข้าสำนักงานเขตเพราะนัดหมายคณะจากสภาการศึกษามาพบเพื่อดูรายละเอียดการศึกษาดูงาน ด้วยคณะกรรมการสภาการศึกษาสายบุคคลภายนอก ที่ไม่เคยสัมผัสกับการศึกษาต้องการศึกษาบริบทของเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียน เขาเลือกเอา สพป.ปทุมธานี เขต ๑ และโรงเรียนอนุบาลปทุมธานี เป็นตุ๊กตาในการศึกษาครั้งนี้ แม้จะติดขัดเรื่องสถานที่คับแคบแต่ใจเราก็กว้างขวางพอที่จะไม่ปฏิเสธการร้องขอในครั้งนี้

วันพฤหัสบดีที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เช้าขับรถไปจอดที่ลานจอดรถวัดมกุฏกษัตริยาราม เดินข้ามคลองผดุงกรุงเกษมไปอาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ ด้วยเวลายังเช้านักจึงแวะทานข้าวที่โรงอาหารชั้นล่าง ไม่ได้ใช้บริการมานานแต่บรรยากาศก็เหมือนเดิม พบคนรู้จักทั้งเกษียณแล้วและยังอยู่ในราชการหลายท่าน อิ่มแล้วขึ้นไปหาผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ คุณกิจสุวัฒน์ หงส์เจริญ แต่หน้าห้องบอกว่ากำลังเดินทาง เลยไปนั่งคุยกับท่านผู้ตรวจฯผานิต มีสุนทร อดีตผอ.สำนักการคลังและสินทรัพย์ สพฐ. จนได้เวลาประชุมการประชุม อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเพื่อศึกษาปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จัดที่ห้องประชุมโกวิท วรพิพัฒน์ ชั้น ๓ วันนี้เป็นนัดแรก มีท่านนิราศ สร่างนิศ เป็นประธานอนุกรรมการ นอกนั้นจะมีเลขาธิการ ก.ค.ศ. และผู้ทรงคุณวุฒิทั้งโดยตำแหน่งและรายบุคคลอีกเกือบ ๒๐ คน ประเด็นพิจารณาเริ่มด้วยปัญหาการปรารภของฝ่ายการเมือง คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ต้องการให้การย้ายทุกระดับเกิดความเป็นธรรม แต่อำนาจการย้ายอยู่ที่ อ.ก.ค.ศ. เขต ซึ่งดำเนินการไม่เหมือนกันจนเกิดการร้องเรียน ท่านจึงอยากให้เกณฑ์ ก.ค.ศ. ออกไปเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ให้ใช้ดุลพินิจมากนัก อนุกรรมการส่วนใหญ่ได้อภิปรายเชิงสนับสนุนและหาวิธีทำเกณฑ์ให้รัดกุมตามคำปรารภนั้น ผมกลับรู้สึกว่าเรามาผิดงานอีกแล้ว เพราะในมุมมองของกฎหมายปกครองซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายมหาชน จะมุ่งประโยชน์สุขของมหาชนและปัจเจกชนก็ตาม แต่องคาพยพทั้งหลายที่เข้ามาใช้กฎหมาย จะมีข้อจำกัดแค่อำนาจหน้าที่ตามที่กฏหมายกำหนดเท่านั้น ในเรื่องการย้ายพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา ภายใต้หลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ.กำหนดตามมาตรา ๕๙ ประเด็นที่จะต้องพิจารณาก็คือ คำว่าหลักเกณฑ์และวิธีการมีขอบเขตแค่ไหน การลงไปทำรายละเอียดจนออกแบบเครื่องมือประเมินยังถือว่าอยู่ในขอบอำนาจของมาตรา ๕๙ หรือล่วงไปเข้าในอำนาจของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาแล้ว แต่คนส่วนใหญ่รวมถึงคณะอนุกรรมการมองว่า ก.ค.ศ. มีอำนาจเหนือ อ.ก.ค.ศ. เขต สามารถทำอะไรแค่ไหนก็ได้ คงไม่มีใครมาฟ้องนายหรอก หากคิดเช่นนี้ก็จบข่าวในพระราชสำนัก ไม่มีอะไรจะเสนอต่อ พูดกันจนเที่ยงจึงนัดหมายไปประชุมคราวหน้าในวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๓.๓๐ น. บ่ายกลับเขตมีการประชุมรองผอ.เขต/ผอ.กลุ่ม เพื่อซักซ้อมงาน ๓ เรื่อง คือการเตรียมการสำหรับการศึกษาดูงานของคณะกรรมการสภาการศึกษา การต้อนรับและแสดงความยินดีกับนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ในโอกาสที่เข้าดำรงตำแหน่ง และการไปศึกษาดูงานที่จังหวัดเชียงใหม่ของข้าราชการในสำนักงานเขต ใช้เวลาประชุมกันไม่นานก็ลงตัวไปดำเนินการต่อได้ทุกเรื่อง

วันศุกร์ที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เช้านี้เดินทางไปศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ รถติดบนสะพานพระราม ๔ เล็กน้อย พอผ่านห้าแยกปากเกร็ดไปได้สะดวกโยธิน เจ้าหน้าที่ศาลจัดสนามด้านหลังอาคารไว้เป็นที่จอดรถของผู้มารับประกาศนียบัตรในวันนี้ ผมเริ่มเรียน"หลักสูตรกฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ตามมาตรฐานที่ ก.ศป.รับรอง ตั้งแต่วันที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๔ (ก่อนกลุ่มใหญ่ที่ช่ำชองด้านกฎหมายมาแล้วหนึ่งเดือน) ถึงวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๔ และได้สอบภาควิชาการเมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๔ และภาคปฏิบัติวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๕ เมื่อประกาศผลการสอบลงวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๔ ผมผ่านการสอบทั้ง ๒ ภาค มีพวกเราสอบไม่ผ่านอยู่บ้างเหมือนกัน แต่เขาให้โอกาสสอบแก้ตัวได้ วันนี้จึงกำหนดให้พวกเรามารับประกาศนียบัตรและเกียรติบัตร เกียรติบัตรมอบให้ทุกคนที่เรียนครบตามหลักสูตร โดยมีเวลาเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ รุ่นนี้เรียนครบทุกคน ส่วนประกาศนียบัตรมอบให้คนที่สอบผ่าน ปรากฎว่ามีเพื่อนที่สอบไม่ผ่านอีก ๔ ท่าน ต้องรอไปสอบพร้อมรุ่น ๓ อีกครั้ง กลับมาศาลปกครองก็เหมือนกลับมาบ้าน เพราะคุ้นเคยกันตั้งแต่ยาม นักการ แม่ครัว เจ้าหน้าที่ และคณาจารย์ ขึ้นไปรายงานตัวที่ชั้น ๑๑ เป็นห้องประชุมที่สงวนไว้เป็นการเฉพาะบุคคลที่ผ่านการไว้วางใจเท่านั้นที่จะขึ้นไปได้ มีหลวงพ่อเมตตาประชานาถ พระพุทธรูปประจำศาลประดิษฐานอยู่ชั้นนี้ มีน้ำชากาแฟรับรองเหมือนตอนเรียน ได้ทักทายเพื่อนฝูงกันถ้สนหน้า ท่านรองฯประพฤทธิ์ บุญอำไพ และเจ้าหน้าที่ในสำนักงาน ๒-๓ คน นำช่อดอกไม้มาแสดงความยินดี ได้ถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึก มีการฝึกซ้อมการรับประกาศนียบัตร ๒ รอบ คนทั่วไปมักเรียกผู้ที่จบหลักสูตรนี้ว่า "เนฯปกครอง" โดยไปเทียบเคียงกับเนติบัณฑิตของศาลยุติธรรม แต่ภาษาอย่างเป็นทางการเขาเรียกว่า บ.ปค. หรือบัณฑิตทางกฎหมายปกครอง ประธานในพิธีวันนี้คือประธานศาลปกครองสูงสุด ดร.หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ท่านเป็นอาจารย์ที่ประสาทวิชากฎหมายทั่วไป กฎหมายรัฐธรรมนูญ และเขตอำนาจศาลให้พวกเรา รวมแล้วก็หลายชั่วโมง มีความรักความผูกพันกันเยี่ยงลูกศิษย์กับอาจารย์ ผมเคยได้รับพระเครื่องจากท่านที่ห้องทำงานยังเก็บไว้บูชาจนทุกวันนี้ หลังพิธีรับประกาศนียบัตรพวกเราลงมาถ่ายภาพหมู่ที่สนามด้านหลังอาคารและลงไปงานเลี้ยงรับรองที่ห้องบี ๑ ชั้นใต้ดิน ที่เคยเป็นห้องเรียนมาจนจบหลักสูตร บ่ายมีกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ เพื่อกระชับให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
วันเสาร์ที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เช้าวันหยุดที่ไม่หยุดเดินทางไปหอประชุมกองทัพเรือ ถนนอรุณอัมรินทร์ กว่าจะหาที่จอดรถได้ต้องวนหลาย วันนี้ สพฐ. จัดประชุม ผอ.เขต ทั่วประเทศ และมีกิจกรรมประกวดพระเพื่อหารายได้เป็นสวัสดิการ สพฐ. แผงพระและเซียนพระจึงเต็มชั้นล่างหอประชุมกองทัพเรือ ห้องประชุม ผอ.เขต จัดที่ชั้น ๒ ภาคเช้ามี ๒ เรื่อง คือ นโยบายจาก เลขาธิการ กพฐ. และผลการสอบระดับประเทศจาก สทศ. บ่ายมีการนำเสนอเขตดีเด่น ๒ เขต และเรื่องด่วนเรื่องสำคัญจาก รองเลขาธิการ กพฐ. ทั้ง ๓ ท่าน เย็นมีงานเลี้ยงรับรองทั้ง ผอ.เขตและเซียนพระทั้งหลาย บนเวทีมีการมอบเงินสนับสนุนงานนี้ รายใหญ่สุดเป็น สพป.ชลบุรี เขต ๑ ท่าน ผอ.สุเทพ ชิตยวงศ์ ล้านกว่าบาท นอกนั้นก็รวมกันหลายเขตจนครบล้าน หากเป็นเขตเดียวก็ประมาณ ๓ แสน สำหรับปทุมธานี เขต ๑ ได้โอนเข้าบัญชีไปแล้ว ๖๖,๐๐๐ บาท เลือกรบกวนเพียง ๒๓ รายเท่านั้นหากบริจาค ๓ พันบาท เขาจะสัมนาคุณหนังสือพระเครื่องเล่มใหญ่ให้ ๑ เล่ม มีการประมูลวัตถุมงคลในงานเลี้ยงคืนนี้ ๙ ชิ้น มีเซียนพระเสนอราคาแต่ท้ายสุดก็จะปิดราคาด้วย ผอ.เขต ทุกรายการ ผมเองไม่มีความรู้และประสบการณ์ได้แต่นั่งดูเขาไป
ก่อนลาสัปดาห์นี้ฝากนิทานเรื่อง "เด็กกับลูกเกาลัด" มาเล่าสู่กันฟัง เด็กคนหนึ่งต้องการลูกเกาลัดที่อยู่ในโถ จึงล้วงมือลงไปหมายหยิบขึ้นมามาก ๆ ให้เต็มกำมือ ด้วยเหตุนี้กำมือของเด็กจึงติดปากโถดึงออกมาไม่ได้ จะปล่อยลูกเกาลัดทิ้ง ชักมือเปล่าออกมาก็เสียดาย พยายามกระชากมือที่กำลูกเกาลัดออกหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ จึงนั่งร้องไห้ เพื่อนคนหนึ่งผ่านมาเห็น ได้ให้คำแนะนำแก่เขาว่า "ทำไมไม่หยิบลูกเกาลัดออกเพียงครึ่งกำ ก็จะสามารถดึงมือออกได้ หากอยากได้มาก ๆ ค่อยล้วงลงไปหยิบใหม่อีกสักกี่ครั้งก็ตามใจเจ้า" นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "ความโลภย่อมเป็นอุปสรรคขัดขวางความสำเร็จ การค่อย ๆ สะสมทีละเล็กละน้อย ไม่ช้าก็จะมีมากขึ้นเอง"
กำจัด
คงหนู
ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต
๑

