ผลการตรวจร่างกายครั้งที่ ๓
ผลการตรวจร่างกายครั้งที่ ๓
นับจากการที่แพทย์ลงความเห็นว่าผู้เขียนเริ่มมีอาการของโรคไข้มันในเส้นเลือดสูง + ความดันโลหิตสูง + เบาหวาน เมื่อประมาณ ๒ ปี ที่แล้ว ผู้เขียนก็อยู่ในช่วงเวลาของการถูกควบคุมโรคดังกล่าวโดยการกินยาเพื่อควบคุมอาการไว้...
แต่ผู้เขียนก็จะต้อง ไปพบแพทย์ทุก ๆ ๓ เดือนบ้าง ๔ เดือนบ้าง (ตามแต่แพทย์จะนัดหมาย) แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้เขียนก็จะต้องถูกควบคุมอาการของโรคโดยกินยากำกับทุกเช้า กลางวัน เย็นในทุก ๆ วัน พอครบกำหนดแพทย์นัด ผู้เขียนก็ต้องไปเจาะเลือดและฟังผลการตรวจตามที่นัด...
ในครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕ แพทย์ได้นัดหมายให้ผู้เขียนไปเจาะเลือดที่ปลายนิ้วและก็นัดฟังผล ซึ่งเกือบไปที่ผู้เขียนจะต้องเลื่อนนัดในครั้งนี้ เนื่องจากต้องเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่วันที่ ๑๒ - ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ผู้เขียนได้เดินทางกลับเมืองไทยโดยถึงบ้านก็ประมาณเกือบ ๗.๐๐ น. ของเช้าวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ตามกำหนดการที่แพทย์ได้นัดหมาย...
ในช่วงเวลาที่ผู้เขียนได้ไปศึกษาดูงาน ผู้เขียนก็จะควบคุมอาหารการกินไปด้วย เพราะอาหารของต่างประเทศ ทุกคนก็คงทราบดีว่ามีแต่แป้ง + น้ำตาล + เค็ม ซึ่งเป็นบ่อเกิดของการทำให้เกิดโรคดังกล่าวข้างต้นค่อนข้างสูง...แต่ความที่ผู้เขียนได้ระงับยั้งชั่งใจตลอดเวลา โดยไม่กินอาหารที่เป็นแป้ง เช่น ขนมปัง เนื้อสัตว์ต่าง ๆ พยายามกินแต่ผัก ได้แก่ สลัด ผลไม้แทน
เมื่อมาตรวจตามแพทย์นัดแล้ว ผลปรากฎว่า...น้ำตาลวัดได้ ๘๓ mg. ซึ่งทำให้ได้ผลว่า น้ำตาลในตัวของผู้เขียนลดลงมาก ผิดกับครั้งแรกที่ทราบว่าตนเองเป็นเบาหวานนั่นคือ เกือบ ๒๐๐ mg. พอมาครั้งนี้ซึ่งนับได้ว่าเป็นครั้งที่ ๓ แล้ว ที่ผู้เขียนวัดได้โดยมีผล "ปกติ" ทั้ง ๓ ครั้ง ถ้าเทียบกับปีแล้วละก็ ก็สามารถบอกได้เลยว่า ๑ ปีเต็มแล้ว ที่ผู้เขียนได้พ้นจากโรคทั้งหลายดังกล่าว
ผู้เขียนได้ถามแพทย์ว่า ผู้เขียนจะไม่ทานยาได้อีกหรือไม่ แพทย์บอกว่า "คุณต้องทานยาอีกต่อไปก่อน...รอดูอีกสักระยะ ถ้าดีขึ้นแบบนี้อีก แพทย์จะลองลดยาให้ดู...แต่อย่าลืมว่า คุณอายุมากขึ้น ระบบของเลือดก็จะเริ่มแข็งตัวขึ้นเรื่อย ๆ ก็คงต้องใช้ยาอยู่ดี แต่หมอจะพยายามลดยาลงให้ แต่ไม่ใช่ว่าจะเลิกทานยาเลยเสียทีเดียว..."และแพทย์ได้ถามผู้เขียนว่า ทำอย่างไร น้ำตาลจึงลดลงได้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีทีเดียว...ผู้เขียนบอกว่า...ก็ขึ้นอยู่ที่ตัวเราว่าต้องการให้หายหรือไม่ อยู่ที่การระงับการกินอาหารด้วย...แพทย์บอกว่า "ดีแล้ว ไม่มียาใดรักษาให้หายขาดได้ นอกจากตัวเรานั่นแหล่ะสำคัญที่สุด"...
แพทย์ยังถามผู้เขียนว่า "แล้วคุณน็อคบ้างหรือเปล่า? เพราะน้ำตาลลดลงมาครึ่ง ๆ เลย" ผู้เขียนตอบว่า "ไม่ เพราะเวลาใดที่ผู้เขียนต้องการที่จะทานของหวาน ผู้เขียนก็จะทาน แต่ก็ต้องระวัง จะทานไม่มาก ทานเพื่อให้หายอยากที่ว่าร่างกายต้องการน้ำตาล แล้วก็จะหยุดทาน" ทำไปแบบนี้เรื่อย ๆ มันจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำตาลในร่างกายลดลงได้
ทำให้ผู้เขียนทราบว่า "ทุกสิ่ง ทุกอย่างในโลกนี้ ไม่ว่าเรื่องใด ๆ ที่อยู่กับตัวเราหรือรอบ ๆ ตัวเรา จะเป็นอย่างไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับใจหรือตัวของเราเองทั้งสิ้นว่าจะทำให้ชีวิตของเราเป็นไปได้อย่างไร?...เพราะผู้เขียนสังเกตตอนที่ผู้เขียนมีน้ำตาลในร่างกายมากนั้น มันทำให้ผู้เขียนง่วงนอน + อ่อนเพลีย...แต่ปัจจุบันนี้ ผู้เขียนไม่มีอาการแบบนั้นเลย...ผู้เขียนทึกทักเอาว่า "น่าจะเป็นเพราะว่าน้ำตาลในร่างกายของเรามีไม่มากจนเกินไปนั่นเอง"...ก็ไม่ทราบว่าคิดถูกหรือผิด...

สวัสดีค่ะ
แวะมาทักทายหลังจากห่างหายไปนาน
ดูแลและใส่ใจสุขภาพให้มากขึ้นอีกนิด ออกกำลังกายเพิ่มขึ้นอีกหน่อย
ที่สำคัญอย่าลืมตามไปอ่าน "ตลกบำบัด"แล้วจะช่วยให้ชีวิตกลับมาเป็นปกติ
ได้นะคะ
ดีจังค่ะที่หมั่นสร้างความสมดุลของร่างกาย..ไม่มีใครรู้ดีเท่าตนเอง..