วันนี้ผมขออนุญาตนอกเรื่องวิชาการกันอีกครั้งหนึ่งครับ โดยผมจะขออนุญาตเล่าประสบการณ์ช่วงชีวิตหนึ่งที่ได้มีโอกาสศึกษาในต่างประเทศ เหตุผลที่ผมอยากนำเสนอก็คือว่ามันอาจเป็นประโยชน์ต่อใครหลายๆ คนที่มีความคิดที่จะไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนในการดำเนินการ (โดยเฉพาะข้าราชการ) หรือรูปแบบการศึกษาที่แตกต่างกับประเทศไทยพอสมควร เพราะอะไรงั้นหรือครับ เนื่องจากว่าใครหลายๆ คนที่มี "จุดมุ่งหมาย" ไปเรียนต่อต่างประเทศต่างก็ไม่รู้เลยหละครับว่าจะต้องประสบพบเจอกับอะไรบ้าง ผมเลยขออนุญาตบรรยายประสบการณ์ต่างๆ ให้กับท่านผู้อ่านได้ฟังครับ ซึ่งในตอนนี้ขอเริ่มต้นในเรื่องของการเตรียมตัวก่อนนะครับ

หลังจากที่ทำงานเป็นพนักงานสอบสวน อยู่ประมาณ 2 ปี ผมจึงได้ตัดสินใจไปเรียนต่อต่างประเทศโดยประกอบด้วยปัจจัยผลักดันหลายปัจจัย ซึ่งหลังจากที่ได้ตัดสินใจหรือมี "GOAL" ว่าจะต้องไปเรียนต่อต่างประเทศให้ได้ ซึ่ง ณ ตอนนั้นไม่คิดแล้วครับว่าจะไปสอบชิงทุน เพราะต้องการจะไปมากๆ แล้วเลยคิดว่าเดี่ยวค่อยไปหาทุนที่นั่นก็แล้วกัน 555 ซึ่งสิ่งแรกที่เราควรจะต้องคิดถึงก่อนก็คือเรื่องของ "ภาษา" ครับ (ผมไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ ในที่นี้จึงขอกล่าวถึงเรื่องของภาษาอังกฤษนะครับ) มีความจำเป็นอย่างยิ่งว่าจะต้องประเมินศักยภาพในเรื่องของภาษาอังกฤษของตัวเราเองก่อนว่าอยู่ในระดับไหน แต่ไม่ต้องกลัวนะครับไม่ใช่ว่าไม่เก่งภาษาแล้วจะไปไม่ได้ บางคนเก่งเรื่องการเขียนหรือการอ่าน แต่พูดไม่ได้ก็มีถมเถครับ หรือบางคนพูดภาษาอังกฤษเก่งจัง แต่พอเขียนภาษาอังกฤษกลับอ่านแทบไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องทำคืออะไรครับ แน่นอนว่าคือการ "เรียน" เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเรียนด้วยตัวเองหรือเรียนตามสถาบันภาษาอังกฤษต่างๆ ในที่นี้ผมจึงไม่ขออนุญาตกล่าวถึงรายละเอียดนะครับว่าจะต้องเรียนอะไรบ้าง แต่อย่างน้อยก็ควรจะต้องเรียนพื้นฐานของ IELTS หรือ TOELFS หลังจากที่เราประเมินตัวเองได้ในระดับนึงแล้วว่า "พอไหว" ก็ควรหาลู่ทางในการศึกษาต่อ หรือเอาง่ายก็คือ การหาประเทศที่จะไป มหาวิทยาลัยที่จะเรียน และคณะที่ต้องการศึกษาต่อ ซึ่งปัจจุบันนี้มีเอเจนซี่คอยช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้กับเราได้เป็นอย่างดีครับ เราอาจเดินตัวเปล่าเข้าไปแล้วไปบอกความต้องการเบื้องต้นของเรา ก็จะได้รับคำแนะนำในการศึกษาต่อเป็นอย่างดีเลยครับ ส่วนตัวของผมได้เลือก Hamilton เป็นเอเจนซี่ในการดูแลและให้คำปรึกษา (บางคนสามารถดำเนินการติดต่อกับมหาวิทยาลัยได้ด้วยตนเองครับ) ซึ่งเอเจนซี่ก็จะแนะนำเราในเรื่องของการสอบภาษาอังกฤษให้ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด (ซึ่งของข้าราชการเกณฑ์ผ่านจะอยู่ที่ IELTS 5.5 ในการเรียนต่อประเทศอังกฤษ มิฉะนั้นจะไม่อนุญาตให้ลาศึกษาต่อครับ) ซึ่งผมขออนุญาตแนะนำเลยครับว่าควรจะต้องมีความรู้ภาษาอังกฤษอยู่ในระดับปานกลางก่อนที่จะสมัครสอบ เพราะค่าสมัครสอบต่อหนึ่งครั้งค่อนข้างแพง ซึ่งตกอยู่ประมาณ 5,000-6,000 บาท (ตามราคาค่าเงินบาท) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่ว่าเราผ่านเกณฑ์คะแนนรวมตามที่มหาวิทยาลัยที่เราสนใจไปศึกษาต่อกำหนดแล้วจะไปเรียนได้เลยนะครับ มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะดูด้วยว่า เกณฑ์คะแนนแต่ละเกณฑ์นั้นเราสามารถทำคะแนนได้ถึงตามกำหนดหรือไม่ เช่น มหาวิทยาลัยต้องการคะแนนรวม 6.5 และต้องการทักษะการเขียน (Writing) 6.5 ด้วยเช่นกัน ซึ่งในคะแนนการเขียนเราอาจจะได้ 6.0 ก็ไม่สามารถผ่านเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยได้ครับ ทั้งนี้ก็ไม่จำเป็นจะต้องกังวลมากจนเกินไปนะครับ เพราะแต่ละมหาวิทยาลัย (ส่วนใหญ่) จะให้โอกาสเราในการไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมที่มหาวิทยาลัย จนกระทั่งสอบผ่านภาษาอังกฤษตามคอร์สเรียนภาษาก็จะสามารถเข้าเรียนที่คณะที่เราต้องการไปเรียนครับ ซึ่งผมก็ได้ไปเรียนภาษาเพิ่มเติมเช่นเดียวกัน ซึ่งแน่นอนครับว่าจำเป็นจะต้องจ่ายเงินเพิ่มเติมนอกเหนือจากค่าหลักสูตรการศึกษา (ซึ่งในช่วงที่ผมไป โดยเฉลี่ยจะประมาณ 10,000 ปอนด์ หรือประมาณ 500,000 บาท ซึ่งราคาจะแตกต่างตามแต่ละคณะ และมหาวิทยาลัยที่ทำการศึกษา ปัจจุบันหลายมหาวิทยาลัยปรับราคาสูงขึ้นตามนโยบายของนายเดวิด คาเมรอน ฉะนั้นรีบไปนะครับ เพราะอาจจะขึ้นอีก T_T) หลังจากเอกสารทางการเรียนเรียบร้อยแล้วก็คงจะเป็นเรื่องของการลาราชการครับ (ซึ่งขั้นตอนนี้คงมีแต่เฉพาะข้าราชการครับ) ซึ่งการลาส่วนใหญ่ก็ไม่ยากครับ หากเราสามารถดำเนินการทุกอย่างตามที่เกณฑ์หรือระเบียบกำหนดเอาไว้ ซึ่งน่าจะใช้ระยะเวลาในการลาประมาณ 3 สัปดาห์ โดยยื่นเรื่องจากต้นสังกัดและไปเซ็นสัญญาลาศึกษาต่อกับ ก.พ. ครับ จากนั้นก็จะเป็นเรื่องของการขอวีซ่าครับ ซึ่งเอเจนซี่ก็จะแนะนำเราแทบทุกอย่างเลยครับว่าจะต้องเตรียมอะไรบ้าง และคอยตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสารหลายครั้ง (ก่อนการขอวีซ่าจะต้องตรวจปอดก่อนนะครับ) หลังจากเรายื่นเอกสารขอวีซ่าก็อาจจะต้องรอประมาณ 2 สัปดาห์ ซึ่งระยะเวลาในการได้รับวีซ่าอาจแตกต่างกันไปครับ รวมถึงระยะเวลาที่ได้รับในการอาศัยก็อาจแตกต่างกันไป อย่างเช่น ในประเทศอังกฤษ หากคนที่ต้องเรียนภาษาก่อนก็อาจจะได้รับวีซ่าเพียง 2-3 เดือนเท่านั้น แล้วหากเราสอบผ่านคอร์สภาษาจึงเริ่มยื่นวีซ๋าใหม่อีกครั้งหนึ่งครับ (สามารถดำเนินการได้ที่ประเทศอังกฤษเลยครับ โดยทางมหาวิทยาลัยจะอำนวยความสะดวกให้) หรือในบางกรณีคนที่ไปเรียนภาษาก็อาจจะได้รับวีซ่ายาวเป็นปีเลยก็มีครับ (อืม...ถือว่าโชคดี) ในส่วนของข้าราชการจำเป็นจะต้องตรวจร่างกายสำหรับไปศึกษาต่อต่างประเทศด้วยนะครับ รวมถึงการตรวจสภาพจิตใจอีกด้วย ซึ่งผมขอแนะนำเลยครับว่าการนัดตรวจสภาพจิตนั้นควรจะต้องนัดไว้ก่อนเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากว่าคิวยาวมากๆๆๆ เพื่อนผมคนหนึ่งต้องรอคิว 5 เดือนเลยทีเดียว ซึ่งบางทีผมก็งงเหมือนกันเช่น จะบินเดือนหน้าอยู่แล้ว แต่คิวที่นัดได้ต้องรออีกกว่า 3 เดือน ซึ่งทางแก้ก็คือการใช้เส้นสาย (เอาตามตรงเลยนะครับ) หรือเราจำเป็นจะยอมลงทุนต้องนัดตรวจในโรงพยาบาลต่างจังหวัด (รายละเอียดอยู่ในเว็บไซต์ของ ก.พ. ครับ) เอาล่ะครับ ขั้นตอนที่กล่าวมาจะว่าละเอียดก็คงยังไม่เชิง แต่อย่างน้อยก็ได้ "บิน" ซะทีหละครับ ตอนต่อไปคงจะได้เริ่มเล่าสู่ชีวิตในต่างแดนจริงๆ สักทีนะครับ

ขอบคุณครับ