นมแม่ สายใยที่ต้องเสริมใยเหล็ก

ว่ากันว่า ความรักที่เที่ยงแท้และแน่นอนที่สุด คือความรักความผูกพันที่แม่มีให้กับลูก เป็นสายใยรักที่แข็งแกร่งคงทนยิ่งกว่าเหล็กกล้าใด ๆ ทว่า สิ่งของที่ช่วยส่งผ่านความรักสานสายใยระหว่างแม่กับลูกได้อย่างดีที่สุดนั้น กลับมีเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น และหนึ่งในนั้นก็คือ น้ำนมแม่
 แต่ด้วยสภาพสังคมบริโภคนิยมในปัจจุบัน แรงกระตุ้นจากการโฆษณานมผงที่มีอยู่มากมายหลายยี่ห้อในตลาดได้กลายเป็นตัวผลักดันให้รสสัมผัสแรกที่ลูกควรจะได้รับ กลับไม่ใช่น้ำนมแม่อีกต่อไป
 จากสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทย อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งเป้าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวที่ 6 เดือนไว้ ร้อยละ 30 แต่จากการสำรวจของกรมอนามัย พ.ศ. 2549 พบอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวที่ 6 เดือน เพียงร้อยละ 10.2 (เอกสารประกอบการประชุม
คณะกรรมการโภชนาการปฐมวัย กรมอนามัย 2549) ซึ่งหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญคือ กลยุทธ์การตลาดและการโหมโฆษณาของบริษัทประกอบธุรกิจอาหารทารกและเด็กเล็กที่มีมาช้านานจนถึงปัจจุบัน สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้สังคมเห็นว่านมผสมสำหรับทารกมีคุณค่าเทียบเท่าหรือ
ดีกว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ นอกจากนี้ยังมีผลถึงการเปลี่ยนแปลง ทัศนคติของสังคมปัจจุบันให้เป็นสังคมนมผสม 
 มีงานศึกษาวิจัยจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่าการตลาดวิธีหนึ่งที่บริษัทประกอบธุรกิจอาหารทารกและเด็กเล็กทำอย่างสม่ำเสมอ คือ การแจกชุดของขวัญที่บรรจุตัวอย่างนมผสมสำหรับทารก เอกสารแนะนำสรรพคุณ และอื่น ๆ หรือการแจกตัวอย่างนมผสมสำหรับทารกเพียงอย่างเดียวให้แก่หญิงมีครรภ์ หรือแม่หลังคลอดขณะออกจากโรงพยาบาล หรือที่มีลูกเล็กส่งผลกระทบต่ออัตราและระยะเวลาของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
 จากการสำรวจพบว่ามากกว่าร้อยละ 95 ของแม่ที่ได้รับตัวอย่างนมผสมจากโรงพยาบาล จะซื้อนมผสมยี่ห้อเดียวกับที่ได้รับมาจากโรงพยาบาล การให้ตัวอย่างนมผสมมีโอกาสเป็นไปได้ที่แม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะใช้นมผสมนี้ และเมื่อมีการใช้นมผสมให้ลูกกิน การสร้างน้ำนมแม่จะลดลงและในที่สุดแม่จะต้องพึ่งพานมชนิดนั้นต่อไป
 ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว บรรดาสารอาหารที่นมผงยี่ห้อต่าง ๆ โฆษณาออกมานั้น ล้วนมีอยู่ในนมแม่แล้วทั้งสิ้น แต่ไม่มีในนมผงซึ่งผลิตมาจากนมวัวเลย เพราะสารอาหารเหล่านี้จำเป็นสำหรับลูกคน แต่ไม่จำเป็นสำหรับลูกวัวเพราะลูกวัวไม่ต้องการ ผู้ผลิตนมผงจึงต้องหามาใส่เพิ่มเติมลงไป และแม้จะหามาเพิ่มเติมลงไปมากมาย ก็ยังขาดสารอาหารที่มีในนมแม่อีกกว่าร้อยชนิด  
 นอกจากนี้ มีการศึกษาด้านพัฒนาการและเชาวน์ปัญญามากกว่า 30 การศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า ทารกที่กินนมแม่มีระดับพัฒนาการและเชาวน์ปัญญาที่ดีกว่าทารกที่ได้รับนมผสม แตกต่างกันตั้งแต่ 2-3 จุด จนถึง 8-11 จุด การศึกษาเหล่านี้วิเคราะห์โดยพยายามตัดข้อแตกต่าง ๆ ระหว่างฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อจะได้เห็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ชัดเจน มีตัวอย่างผลการศึกษาเช่น (ของประเทศไทยไม่ค่อยมี) Quinn PJ และคณะ ได้ติดตามเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 5 ขวบ จำนวน 3,880 คน พบว่าเด็กที่ได้รับนมแม่นาน 6 เดือน มีระดับพัฒนาการดีกว่าเด็กที่ไม่ได้รับนมแม่เลย 5.8-8.2 จุด (Quinn-PJ et al. The effect of breastfeeding on child develop ment at 5 years : A cohort study. J Paediatr Child Health 2001 ; 37 (5) : 465-9)
 ยิ่งไปกว่านั้น นมแม่ยังเป็นภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปและเวรยามรักษาความปลอดภัยพวกเม็ดเลือดขาวทั้งหลาย ความเป็นกรด-ด่างของส่วนผสมในน้ำนมแม่จึงมีความสำคัญในการปกป้องเยื่อทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ ตลอดจนภยันตรายจากเชื้อโรคผู้บุกรุก ทั้งไวรัส เชื้อราและแบคทีเรีย
 น้ำมันแม่เป็นกลไกที่น่ามหัศจรรย์ตามธรรมชาติ โดยจะกลั่นและคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดในตัวแม่เพื่อให้ลูกได้ดื่มกิน โดยสารอาหารในนมแม่ เช่น ดีเอชเอ หรือ เอ(อาร์)เอ จะมีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ ตามระยะเวลาที่ลูกดูดและอายุของลูกเพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของลูก
 ดังนั้น น้ำนมแม่จึงเป็นอาหารเพียงอย่างเดียวที่ดีที่สุดและเพียงพอที่สุดสำหรับลูกน้อย อีกทั้งการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่มีแม่อยู่ใกล้ชิดลูก ยังสามารถอบรมให้ลูกมีความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ความฉลาดทางศีลธรรม (MQ) ความฉลาดทางต่อสู้กับอุปสรรค (AQ) เป็นการให้อนาคตแก่ลูกด้วย
 การให้นมผงแก่ลูกแทนนมแม่ จึงไม่ใช่การให้ความหวังดีกับลูก แต่เป็นการตัดโอกาสที่ดีที่สุดที่ลูกควรจะได้รับ.