ตั้งใจจะบันทึกเรื่องนี้ทีเดียว  ประจวบเหมาะกับที่ อ.จัน  ได้  โครงการนี้มาพอดี  แต่ เสียดายจัง “มาช้าไปมั๊ย”   ชลัญรู้สึกว่า หลายๆ เรื่อง มันเป็นความล้มเหลวของนโยบาย  ที่ไม่เคยมาจูนกันแบบภาคี  ชลัญเป็นคนหนึ่งที่เบื่อเหลือเกินกับบัตรต่างที่มากมาย  จากบันทึกก่อนๆ  มา หลายคนที่ได้ติดตามชลัญธร  คนทราบว่าชลัญธร  ไม่พกกระเป๋าตังค์  กระเป๋าตังค์ชลัญธร คือซองยา รพ.  ด้วยเป็นคนที่บุคลิก อาจจะดูป่วงๆไปนิ๊ด  ก็เลยไม่ชอบพกกระเป๋าตังค์ให้เกะกะ ฉะนั้นบัตรต่างๆทั้งหลายแหล่ มันก็ยากที่จะพกพา  ทุกวันนี้คุณสามีเป็นคนเก็บให้  เขาละเอียดกว่าเราต้องยกให้  ล่าสุดที่หายคือ ATM ใบที่ 4 ครั้งนี้เลยถูกยึด  คุณสามีบอกอยากได้เมื่อไรเงินเดี๋ยวกดให้ไม่ต้องถือมันแล้ว “บัตร”  ไม่ได้โกธรสักนิด  ถูกใจไม่ว่าไม่ต้องรับผิดชอบเรื่องหยุมหยิม บางครั้งยังเคยสงสัยเลยว่า  คนก็คนเดิม  บัตรมีเป็นสิบบัตร ทั้งๆก็บัตรฉันนี่แหล่ะแต่กลับใช้ได้บางกรณีบัตรใช้แทนกันไม่ได้   นึกถึงอาม่าเมื่อครั้งไปติดต่อขอรับสิทธิ์รักษาที่น้องฝ่ายกระกันมันพากันกุมขมับ คือ น้องขอบัตรประชาชน อาม่า  อาม่าบอก “รื้อจาเอาทามมาย ตัวจริงๆก็มาเลี้ยว”  ใช่อย่างที่อาม่าพูดทีเดียว   นี่แค่เรื่องแนวคิด  แต่เรื่องที่สัมพันธ์กับหัวข้อที่ ขึ้นต้นนั้น เป็นเรื่องจริงที่ชลัญไม่เคยลืม และ จะรับไม่ได้กับการกระทำของ ใครหลายคนเกี่ยวกับบัตร โรงพยาบาล  บัตรสิทธิ์รักษาพยาบาล และบัตรประชาน  มันเป็นที่มาของเรื่องเศร้าที่ชลัญตั้งใจบันทึกแต่แรกอยู่แล้ว  เรื่องมีอยู่ว่า

            มีคุณลุงท่านหนึ่ง บ้านอยู่ห่างจากโรงพยาบาล(ไม่ใช่ รพ.พิมายค่ะ เป็นรุ่นน้องพยาบาล เล่าให้ฟังจากการที่น้องได้ทำความผิดไว้ ที่มิอาจลืมได้ตลอดชีวิต  ให้ชลัญฟัง) ประมาณ 2 กิโลเมตร ซึ่งก็ถือว่าไม่ไกล  ขอเรียกนามสมมติลุงว่า “ลุงจร”ก็แล้วกันค่ะลุงจรมีอาชีพทำนา  ว่างๆแกมักจะหาปลา มาขายในตลาด  ซึ่งลุงจรจะมียานพาหนะเป็นรถจักรยานเก่าๆ คู่ชีพ  แทบทุกวันลุงจรจะปั่นจักรยานคู่ชีพผ่านหน้าโรงพยาบาล เพื่อนำไปขายที่ตลาด   ลุงจรเป็นคนแข็งแรง ไม่เคยเจ็บป่วยที่ต้องเข้าโรงพยาบาล  แต่คร้งนี้ลุงจร ถูกหอยบาดที่เท้าจากการที่ไปหาปลา  วันนี้เช่นันหลังจากกลับจากการขายปลาที่ตลาดแล้ว  ลุงจรก็กะจะแวะโรงพยาบาล  ก่อนกลับเข้าบ้าน   ซึ่งลุงเองก็ไม่ทราบว่าการมาโรงพยาบาลนั้นมันต้องใช้บัตรอะไรบ้าง  ในกระเป๋าตังค์เก่าๆ นั้นมีเพียงบัตรประชาชนรุ่นเก่า ที่ลุงก็ไม่เคยดูว่ามันหมดอายุไปแล้ว  วันนี้เป็นวันหยุดราชการ  สำหรับโรงพยาบาลเล็กๆ แห่งนี้แล้วด้านหน้าจะเปิดบริการเฉพาะแผนกฉุกเฉิน   การออกบัตรผู้ป่วยจะออกที่ นี่ เมื่อลุงจรเดินขึ้นมา ที่ แผนกฉุกเฉิน  ก็มาพบกับพยาบาลก้อย(นามสมมติ) ที่ปฏิบัติหน้าที่บริเวณเคาว์เตอร์ พยาบาล  ลุงจรแจ้งความประสงค์

            “หมอครับ  ลุงมาทำแผล หอยบาด “

ก้อยเงยหน้าจากรายงานที่เธอต้องรีบทำส่งภายในวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันราชการ  ถามลุงจรว่า “ลุงมีบัตรโรงพยาบาลมั๊ย”

            ลุงจร “ ไม่มีครับ ลุงไม่เคยมาโรงพยาบาล”

            พบ.ก้อย (หงุดหงิดเพราะไม่อยากออกบัตรใหม่) พูดเสียงกระแทก  “แล้วบัตรประชาชนล่ะมีมั๊ย”

            ลุงจรควักบัตรประชาชนที่ทั้งเก่าใบนั้นออกมา “มีครับ”

            พยาบาลก้อยพิจารณาบัตร “อ้าวหมดอายุแล้วลุง ใช้ไม่ได้” เริ่มหงุดหงิดมากขึ้น

            ลุงจรทำหน้างงๆ

( ชลัญคิดในใจก้อยเอยถ้าแกถามพี่แบบนี้นะ จะตอบว่า หมดอายุแล้ว ความเป็นประชาชนคนไทยเจ๊มันจะหมดด้วยเหรอว่ะ)  

            ก้อยถามต่อ “บัตรรักษาพยาบาลมีมั๊ย”

            ลุงจรบอก “มีครับแต่ไม่ได้เอามาอยู่บ้าน”

            พยาบาลก้อยยิ่งปริ๊ด “ โอ๊ยอะไรก็ไม่พร้อมไม่มี  แล้วจะตรวจได้อย่างไร”

(ปัจจุบันชลัญเคยงง กับน้องพยาบาลบางคนที่ใช้คำพูดนี้กับคนไข้  ซึ่งบางครั้งอยากเขกกระไหลกทื่อๆของมันนัก คนไข้หอบแห๊กๆ  มันบอกบัตรยังไม่ออกรอบัตรก่อน  ชลัญก็สงสัยว่า แล้วหอบมันต้องรอบัตรออกหรือไง ถึงจะรักษาอาการหอบได้ เราคงบอกหอบได้หรอกนะว่าหอบเอย แกอย่าเพิ่งหอบนะบัตรยังไม่ออก  เฮ้ย .... น้องมันไม่เอาสมองคิดอีกแล้วง่ะ)

            “ไป ไปกลับไปเอาบัตรรักษาพยาบาลก่อนแล้วค่อยมาตรวจใหม่ บ้านอยู่แถว รพ.นี่เคยเห็นลุงบ่อยๆ ในตลาด อ้อ ... รีบด้วยนะจะหมดเวลาราชการแล้ว ” ก้อยหงุดหงิดมากขึ้น

            ลุงจรหรือจะทำอะไรได้  ก็ได้แต่บอก  “ครับๆ เดี๋ยวผมกลับไปเอาบัตร บ้านผมอยู่ใกล้ๆ”

            แล้วลุงจรก็ปั่นรถจักรยานออกไป ไม่กี่อึดใจ ได้ยินเสียงโครมหน้า โรงพยาบาล อนิจจา ลุงจรถูกรถสิบล้อชน เพราะแกปั่นจักรยานสวนทางรถเพื่อจะได้ไปถึงบ้านเร็วขึ้น และกลับมารักษาได้ทัน   เวลา  เมื่อคนงาน รีบไปช่วยลุงจรมาที่ฉุกเฉิน แต่ไม่ทันแล้ว ลุงถูกรถสิบล้อเหยียบกลางลำตัว ก้อยก็แทบสิ้นสติ นี่ฉันฆ่าลุงหรือนี่  ฉันทำอะไรลงไป นี่  ก้อยพร่างพรูร้องออกมา เหมือนคนเสียสติ  พยาบาลเวร ที่อยู่ต้องมาดูแลก้อยแทน กว่าเธอจะตั้งสติได้ก็ใช้เวลาทีเดียว  หลังจากนั้นมาก้อยไม่เคยใช้อารมณ์กับคนไข้อีกเลย  จากก้อยใจร้อน กลายเป็นก้อยที่ มีแต่ธรรมะเต็มหัวใจ  ช่วยทุกคนที่ช่วยได้  ก้อยบอกว่า ความผิดครั้งนั้นแม้ไม่ใช่คนขับสิบล้อ  แต่ก็เท่ากับเป็นคนสั่งให้ลุงไปตายเพียงแค่บัตรใบเดียว     ความผิดครั้งนั้นมันตามหลอกหลอนก้อย นึกถึงเมื่อไร เล่าให้ชลัญฟังเธอก็จะร้องไห้  ทุกวันนี้ชีวิตเธออยู่ได้กับธรรมะ เข้าวัดเป็นกิจวัตร  ทำความดีทุกอย่างที่ก้อยคิดว่าจะเป็นการลบล้างความผิดครั้งนั้นได้  คนขับสิบล้อติดคุก  แต่ใจก้อยติดทุกข์ ยากที่จะลบ ชลัญเองฟังน้องเล่าก็รู้สึกสะเทือนใจ มาก ได้แต่ปลอบ

            แล้วคิดในใจว่า จะมีมั๊ยที่วันหนึ่งจะมีบัตรใบเดียว ที่ จะสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง เพราะถึงจะมีบัตร สิบใบแต่ฉันก็ยังเป็นคนเพียง 1 คนแค่นั้นเอง

            ที่มาของ บัตรอัจฉริยะ “สมาร์ทการ์ด” มาช้าไปมั๊ย

ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับบัตรที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลซึ่งชลัญจะทยอยบันทึกต่อไปค่ะ