ทุกชีวิตมีเส้นทางของตน

รังนกหน้าบ้าน

โสภณ เปียสนิท

มทร. รัตนโกสินทร์ วังไกลกังวล

.........................................

            ต้นตะแบกต้นนั้นยืนเคียงหน้าตึกสี่ชั้นบ้านพักอาศัยของเรามานานเกือบเท่าอายุของอาคาร ความสูงถึงชั้นที่สาม แตกกิ่งก้านใบแถมออกดอกยามหน้าแล้งสีม่วงให้ชุ่มเย็นสายตาทุกปี เสียดายที่ความแห้งแล้งทำให้ตะแบกต้นนี้เติบโตช้ากว่าที่ควรจะเป็น อย่างน้อยตะแบกต้นนี้ยังให้ความร่มเย็นแก่ตัวอาคาร และเป็นที่อาศัยของนกหลายชนิดที่บินผ่านทางมา

 

            ทุกชีวิตมีเส้นทางของตน คำเหล่านี้ผุดพรายขึ้นในความรู้สึกของผมขณะที่ยืนมองนกเขาสองตัวมาจับอยู่บนต้นตะแบกหน้าบ้านชั้นสองของอาคารบ้านพักราชการที่ผมพักอยู่ บ่ายห้าโมงกว่า ผมกลับถึงบ้านเตรียมตัวออกไปเล่นกีฬายืดเส้นสายก่อนกลับมารับประทานอาคารเย็น เสียงร้องคูเบาๆ ทำให้ผมสนใจว่า นกเขาสองตัวนี้กำลังทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อตัวเอง หรือเพื่อครอบครัวก็เป็นได้

 

            ขณะก้มลงผูกรองเท้ากีฬาทำทีเป็นไม่สนใจนก ทั้งที่โดยความเป็นจริงผมแอบมองนกตลอดเวลา นกเขาคู่นี้ขนบนลำตัวมีสีค่อนข้างแดงนิดๆ หรือแดงเรื่อๆ บ่งบอกว่าเป็นนกเขาไฟ ตัวหนึ่งส่งเสียงคูเบาๆ ในลำคอ ขณะชูคอขึ้นสูงสลับกับการลดลงต่ำ สองตัวยืนจับกิ่งต้นตะแบกลำตัวติดกัน ชวนให้คิดว่า นกเขาไฟสองตัวนี้กำลังจีบกันเป็นแน่ ใช่ ทั้งคู่กำลังมีความรัก

 

            ความรักของนกทำให้ผมคิดถึงความรักของคน กล่าวกันว่า “ความรักทำให้คนตาบอด” ฝรั่งก็เห็นไปในทางเดียวกันว่า Love is blind. มีความหมายไปในทางเดียวกัน ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ทรงมีพระราชนิพนธ์ไว้ว่า “ความเหมือนโรคา บันดาลตาให้มืดมน ไม่ยินและไม่ยล อุปสรรคใดใด” หลายคนมีความเห็นว่า ความรักคือจุดเริ่มต้นของการสร้างโลก นับว่าคมคายไม่น้อย มีความหมายน่าขบคิด

 

            ยืนจ้องมองนกอยู่ข้างเถาบอระเพ็ดอดพูดเบาๆ ไม่ได้ “ความรักทำให้คนตาบอด” นกเขาเพศผู้หันมาจ้องมองผมแบบไม่พอใจ “ไม่ใช่เรื่องของลุง นี่มันเรื่องของนก” เล่นเอาผมตกใจ ที่นกรู้ภาษาคน แถมยังรู้สึกขัดใจที่นกเรียกว่าลุงอย่างเต็มปากเต็มคำ “เออน่า ไม่ได้ว่าอะไร” นกมองค้อนผมปะหลับปะเหลือก

 

            ผูกเชือกรองเท้าเสร็จแล้วจึงทำทีเดินไปมาโดยไม่หันไปมองนกทั้งคู่ว่า กำลังทำสิ่งอันใด แต่ชำเลืองมองครั้งใดก็เห็นว่า สองตัวกำลังกระหนุงกระหนิ๋งกันอย่างมีความสุข โดยสังเกตจากเสียงร้องและท่าทีกระซิกกระซี่ต่อกัน กว่าจะกลับขึ้นบ้านอีกทีก็ฟ้ามืด และผมก็ลืมเรื่องของนกไปเสียแล้ว จริงแท้เทียวว่า สรรพชีวิตต่างมีทางของตน ผมดำเนินชีวิตเช่นดังเคย เช้าตื่นขึ้นก่อนฟ้าสว่าง ทำกิจวัตรอันพึงทำ ได้ยินเสียงนกกากู่ร้องชักชวนกันออกหากิน ผมรับประทานอาหารเช้า เสร็จแล้วออกไปทำงาน เช่นเดียวกับแม่บ้าน ลูกสาวออกไปเรียนหนังสือ กว่าจะกลับมาบ้านก็ห้าโมงเย็นกว่าๆ เหมือนทุกวัน

 

            ช่วงเช้าและเย็น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอุปาทาน หรือเพราะหูแว่วได้ยินเสียงสายลมแยกกิ่งก้านใบของต้นตะแบก ระหว่างทำกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ หน้าบ้านผมมักได้ยินเสียงแว่วๆ ของนกเขาคู่นี้คุยกันอย่างมีความสุข “รังของเราใกล้จะเสร็จแล้วนะจ๊ะ” “ใช่จ๊ะที่รัก” “ท้องฉันโตขึ้นทุกวันแล้วนะ” “ใช่จ๊ะ ฉันก็เห็นอยู่ คาดว่าจะมีไข่สองฟองนะ” “ฉันก็ว่าอย่างนั้น” ด้วยความที่ไม่ได้สนใจมากนัก จึงได้ยินเสียงเพียงแต่ว่าได้ยิน

 

            ราวหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ขณะยืนอยู่หน้าบ้านได้ยินเสียงนกเขาอีกครั้ง จึงหันมองไปที่กิ่งใกล้ปลายยอด เห็นรังนกเขาไฟ แต่เหมือนว่ายังทำไม่เสร็จ เพราะเป็นรังหยาบๆ การน้ำเศษไม้ใบหญ้าวางเรียงสอดรับขาดความประณีตบรรจง นึกเปรียบเทียบกันรังของนกกะทิ ที่เมื่อปีกลายกล้าหาญมาทำรังไว้บนเถาบอระเพ็ดที่ผมเองปลูกไว้ในกระถางหน้าบ้าน รังของทั้งคู่มิดชิดสานสอดกอดเถาไว้แน่นหนา เห็นถึงคุณธรรมหรือข้อดีของนกกะทิได้อย่างเด่นชัด

 

            ผมถือโอกาสพูดลอยๆ กะว่าให้นกได้ยิน “ตรงนั้นดูไม่เหมาะกับการทำรังนะ” นกเขาเพศเมียหันมามองอย่างอารมณ์ดี “ทำไม่จ๊ะพี่” ผมนึกในใจ “เอ๊ะนกตัวเมียนี่มีมรรยาทช่างเจรจาไพเราะจริง” ทำให้นึกสงสารนกมากขึ้น “สองกิ่งนั้นมิใช่แตกมาจากกิ่งเดียวกัน เวลาลมพัดแรงจะโยกคลอนมาก อันตรายนะ” แม่นกเขาหันไปมองทันที จ้องอยู่นานอย่างใช้ความคิด แต่นกเพศผู้ขัดจังหวะขึ้น “ไม่เป็นไรหรอกที่รัก ลุงคนนี้อาจเป็นผู้ไม่หวังดีก็ได้” ผมนึกในใจ “โห นิสัย” ชังน้ำหน้านกตัวผู้พอประมาณ ด้วยความสงสารผมชวนสนทนาต่อ “รังก็เหมือนว่ายังไม่แน่นหนานะ” นกตัวผู้ทำไม่สนใจ เหมือนเสียงผมเป็นเพียงเสียงลมพัดผ่านใบไม้ไหว แต่โชคดีนกตัวเมียมีอัธยาศัยอันดี ยิ้มละไมถามต่อว่า “อย่างไรค่ะ” “ก็ ทำไมไม่นำเศษไม้ใบหญ้าเอามาสานสอดกอดเกี่ยวเหนี่ยวรัดให้มากขึ้น ให้แน่นหน้าขึ้น ป้องกันฝน ป้องกันลมได้มากขึ้น ไม่ดีกว่าหรือ” นกตัวผู้หันมาทำหน้าเฉยชาเหมือนว่าจะไม่พอใจนิดๆ “ไม่ต้องหรอกที่รัก บรรพบุรุษเราทำกันมาอย่างนี้ ทำแค่นี้ก็เพียงพอให้ลูกของเราเจริญเติบโตได้อย่างดีแล้ว”

 

ฟังเสียงนกเขาขันประกอบได้ที่นี่

(โปรดรออ่านตอน2)