คุณอาจจะวางแผนที่จะเริ่มต้นปรับเปลี่ยนหลาย ๆ อย่างให้ดีขึ้นในชีวิตคุณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพและชีวิตส่วนตัว เช่น การออกกำลังกาย การลดน้ำหนัก การหยุดสูบบุหรี่ การหยุดดื่มแอลกอฮอล์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ อาจจะเป็นเรื่องเดิมที่คุณเคยตั้งใจจะทำเมื่อปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้เริ่มลงมือทำ

 

คำถามคือว่า เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า ในปีใหม่ที่จะมีถึงนี้ จะเป็นปีที่เราจะสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ที่ตั้งใจไว้ให้เป็นจริงให้ได้

คำตอบคือ  คุณต้องสร้างนิสัยใหม่ นิสัยที่ดีกว่าเดิม นิสัยที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจนเป็นเรื่องปกติสำหรับคุณ

 
 

แต่ว่าการสร้างนิสัยใหม่นี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ใช้พลังงาน และใช้ความตั้งใจอย่ามาก พฤติกรรมต่าง ๆ ที่จะปรับเปลี่ยนไม่สามารถทำได้เพียงชั่วข้ามคืน แต่เมื่อคุณเริ่มลงมือทำ ตัวคุณเองจะยืนยันได้เองว่าได้ประโยชน์และเริ่มมีความสุขกับสิ่งที่ทำ อย่างเช่นในช่วงแรกของการเริ่มเดินออกกำลังกายทุกวัน หรือ นั่งทำสมาธิทุกวัน พอได้เริ่มทำ และคุณหยุดทำ คุณอาจจะเริ่มรู้สึกแปลก ๆ หรือรู้สึกไม่ค่อยดีที่คุณหยุด ซึ่งจะต้องฝืนการหยุดนั้นแล้วสร้างแรงกระตุ้นให้ทำอย่างต่อเนื่อง ลองใช้บันได 7 ขั้นนี้มาเป็นเครื่องมือในการที่จะทำให้คุณสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมให้ ต่อเนื่องจนกลายเป็นนิสัย

 

1. Dream big. ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายและน่าสนใจ เช่น ตั้งใจว่าปีหน้าจะร่วมวิ่งกรุงเทพ มาราธอน  หรือจะลดน้ำหนักสัก 20 กิโลกรัม หรือจะลดน้ำหนักจนใส่เสื้อผ้าที่คุณอยากใส่มานาน ......

ด้วยความเพียรพยายาม ความตั้งใจจริง และด้วยไม่ย่อท้อ คุณจะสามารถทำได้ You can do it พร้อมกันนั้น ความตั้งใจ ความพยายามของคุณ จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรอบข้างของคุณ ทุกคนจะเอาใจช่วยคุณ บางคนอาจจะหาทางแนะนำวิธีที่ดี หรือพยายามฝึกไปพร้อม ๆ กับคุณ นี่คือบันไดขั้นแรก ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและท้าทาย

 
 

2. วางแผนขั้นตอนที่จะทำให้เป้าหมายเป็นจริง หลัง จากที่ได้ตั้งเป้าหมายใหญ่ ๆ ไปแล้ว ทีนี้ต้องลองมาลงถึงขั้นตอนย่อย ๆ ที่จะทำให้ถึงเป้าหมาย ขั้นนี้เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายของเราได้ แม้กระทั่งขั้นตอนเล็ก ๆ ก็อาจจะมีความสำคัญ คือค่อย เริ่มต้นนับหนึ่ง ทำทีละอย่างเล็ก ๆ แต่มุ่งสู่เป้าหมาย จะดีมากถ้าได้ทำเป็น check list เช่นคุณตั้งเป้าลดน้ำหนัก คุณต้องเริ่มจัดขั้นตอน ในการออกกำลังกาย การควบคุมอาหาร ให้เป็นรูปธรรม และวัดผลได้

 
 
3. ค้นหาเหตุผลว่าทำไมที่ผ่านมาคุณถึงเปลี่ยนไม่ได้ ลอง คิดดูว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ยังติดกับพฤติกรรมเดิม ๆ นิสัยเดิม ๆ เพื่อหาทางปรับเปลี่ยน ข้อนี้เป็นเรื่องยาก เพราะว่ามีเส้นบาง ๆ คั่นอยู่ระหว่างเหตุผล และข้ออ้าง และคุณต้องใช้พลังงานอย่างมากในการเอาชนะข้ออ้างเหล่านั้นด้วยเหตุผลดี ๆ การรับประทานมากเกินไปมันมีเหตุผลก็คือ ต้องการความสุขเฉียบพลันจากการที่ลิ้นได้รู้รส แต่ถ้าลองคิดดูด้วยเหตุผลคุณจะสามารถปรับเปลี่ยนอะไร ๆ ได้ง่ายขึ้น และทำจนเป็นนิสัยใหม่ที่เปลี่ยนจากเดิม เช่น บางคนต้องการพัก เลยสูบบุหรี่ จุดประสงค์จริง ๆ คือต้องการพักระหว่างทำงาน เราสามารถพัก ได้ ด้วยอีกหลายวิธี เช่นทำสมาธิ ฟังเพลง เล่นเกมส์ อะไรก็ได้ ที่ดีต่อสุขภาพ
 
 

4. ทำสัญญากับตัวเอง ต้อง สร้างความรับผิดชอบขึ้นโดยการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร หรือ สัญญากับคนที่คุณรู้จักว่าไม่ต้องการทำให้เขาผิดหวัง ถ้าภาษาธรรม เค้าจะเรียก อธิษฐาน แปลว่าตั้งใจมั่น สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้คุณค่อย ๆ ทำได้ไปทีละขั้นทีละตอน บางคนถึงกับลงทุนทำ Facebook เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตัวเอง ถ้าต้องการกำลังใจ ลองโพสเป้าหมายและแผนการของคุณใน Facebook หรือ Twitter เชื่อว่าต้องมีคนสนับสนุนและกำลังใจหลั่งไหลมาแน่นอน

 
 

5. ให้รางวัลตัวเองบ้าง คุณ ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงเป้าหมายใหญ่ของคุณ แต่คุณสามารถให้รางวัลกับตัวเองในแต่ละขั้นตอนย่อย ๆ บางครั้งก็จะเรียก short-term win เช่น ตั้งใจว่าปีหน้าจะวิ่งมินิมาราธอน พอคุณเริ่มฝึกวิ่ง คุณวิ่งผ่าน 5 กิโลเมตรได้ คุณก็สามารถฉลองกับความสำเร็จเล็ก ๆ นี้ได้บอกให้คนรอบข้างได้ร่วมดีใจกับความสำเร็จของคุณ เพื่อจะได้เป็นแรงผลักดันต่อไป

 
 

6. เรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต ทุก ครั้งที่คุณพลาดหรือล้มเหลว ในสิ่งที่ตั้งใจจะเปลี่ยน อย่าเพิ่งท้อ เป็นเรื่องธรรมดา ให้มองไปที่เป้าหมายข้างหน้า และลงมือทำใหม่ แต่เรียนรู้ว่าพลาดเพราะอะไร และป้องกันไม่ให้ผิดพลาดซ้ำแบบเดิม ๆ  หรืออาจจะต้องทบทวนขั้นตอนที่วางแผนไว้ว่า ยากเกินไป หรือเปล่า เช่น วางแผนไว้ว่าจะออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง สัปดาห์ละสามวัน แต่ทำไม่ได้ ไม่มีเวลา อาจจะต้องปรับเป็น 20 หรือ 30 นาที แต่ทำให้บ่อยเป็นห้าวันแทน หรือเปลี่ยนเป็น เดินบนสายพานระหว่างที่พักดูละครหน้าโทรทัศน์ แทนการเข้ายิม ถ้าไม่มีเวลาจริง ๆ

 
 

7. ภูมิใจกับทุกอย่างที่ทำได้ ขั้นตอนทุกอย่าง ที่ตั้งใจไว้ อาจจะไม่สามารถทำได้จน perfect แต่การได้เริ่มปรับเปลี่ยนให้ทุกอย่างดีขึ้นเป็นเรื่องที่ดีอยู่ในตัวของมัน เองอยู่แล้ว เมื่อถึงวันจริงที่จะต้องวิ่งมินิมาราธอน ถึงแม้ว่าคุณอาจจะไม่สามารถวิ่งได้ครบ หรือต้องวิ่งไปเดินไป แต่แค่นั้นคุณก็ควรจะภูมิใจแล้ว หรือในเรื่องการลดน้ำหนัก ถึงแม้คุณตั้งใจว่าจะลดลง 20 กิโลกรัม แต่ถึงแม้ไม่ถึงเป้า คุณได้ลดไปแล้ว 5-10 กิโลกรัม นั่นก็เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจ แต่คุณก็ยังมีเป้าหมายต่อไปให้ลุยต่อ วันต่อไปต้องทำให้ดีขึ้นกว่าตอนนี้