วันที่ ๒ เม.ย.๕๕ ผมไปประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ พ.ศ. (๒๕๕๕-๒๕๕๙) ครั้งที่ ๑/๒๕๕๕ ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) การประชุมครั้งนี้ทำให้ผมตาสว่างหลายอย่าง ในเรื่องการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ
ประธานคณะอนุกรรมการ คือ ดร. ณรงค์ชัย อัครเศรณี เสนอว่า ควรหา strategic champion เป็นเรื่องๆ ตามในแผนพัฒนาฯ เป็นผู้ดำเนินการขับเคลื่อนแผนฯ โดยทางสภาพัฒน์ และคณะอนุกรรมการฯ เข้าไปหนุนให้แชมเปี้ยนเหล่านั้นดำเนินการขับเคลื่อนเป็นด้านๆ ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง โดยผมมองว่า นี่คือยุทธศาสตร์ player-oriented movement และผมคิดต่อว่า ควรขับเคลื่อนด้วย Success Story เล็กๆ ตามแนวทาง/เป้าหมาย ของแผนพัฒนาฯ
ฝ่ายเลขานุการ เสนอว่าในแต่ละประเด็นหลัก เมื่อได้แผนปฏิบัติการร่วมแล้ว ก็นำไปให้ ครม. อนุมัติ เพื่อจะได้นำไปสู่การจัดสรรงบประมาณ คนและทรัพยากรอื่นๆ ผมเสนอว่า ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุผลตามแผน นั้น ภาครัฐเป็นพลังส่วนน้อย พลังส่วนใหญ่อยู่ที่ภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาคม ดังนั้น ควบคู่ไปกับการ ขออนุมัติจาก ครม. ต้องมีการขอสัญญาประชาคมจากคนทั่วไปด้วย
ดร. พิพนธ์ พัวพงศกร เสนอให้ทำ mapping ความรู้ สำหรับใช้ขับเคลื่อนแผนฯ ผมเสริมว่า การทำ mapping ความรู้นั้น ให้รวมทั้งความรู้ปฏิบัติ(tacit knowledge) ซึ่งมีอยู่ในchampion ที่ท่านประธานเสนอ และอยู่ในผู้ปฏิบัติ เรื่องนั้นๆ ที่มีความสำเร็จเล็กใหญ่ตามแนวทางของแผนพัฒนาฯ
แล้วนำเอาความรู้ปฏิบัตินั้นมาสื่อสารผ่าน case story ที่หลากหลาย โดยให้เจ้าของ case story เป็นผู้สื่อสารโดยตรง ก็จะเป็นยุทธศาสตร์การสื่อสารแผนพัฒนาฯ ด้วยสาระที่เป็นรูปธรรมผ่านตัวผู้ปฏิบัติเอง ไปสู่ผู้ปฏิบัติอื่นๆ
ผมอาศัยความรู้และทักษะ KM เสนอแนวทางสื่อสารแผนพัฒนาฯ ด้วย case story และมีผู้รู้ตีความว่า case story นั้นบอกอะไรผู้ฟังเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศของเราตามเป้าหมายและแนวทางที่เสนอในแผนพัฒนา ระยะที่ ๑๑
ฟังการอภิปรายของผู้รู้แล้ว ก็มองเห็นข้อท้าทายของสังคมไทย ที่แผนพัฒนาฯ ต้องสร้างความเห็นพ้อง หรือประสานประโยชน์ ระหว่างผลประโยชน์ภาพใหญ่ของประเทศ กับผลประโยชน์เฉพาะพื้นที่หรือชุมชน
กลับมาบ้าน ผม AAR ว่า ผมได้เรียนรู้ว่า ราชการไม่มีแนวคิดการทำงานแบบ chaordicทำเป็นแต่แนวเส้นตรง
วิจารณ์ พานิช
๒ เม.ย.๕๕