เราทุก ๆ คนส่วนใหญ่ที่เกิดมาล้วนแต่มีความทุกข์ทั้งทางกายทั้งทางใจ ทุกข์ทางทำมาหากิน ทุกข์ทางญาติพี่น้องเพื่อนฝูงวงศ์ตระกูลที่เราไปคิดแทนเค้า วิตกกังวลแทนเค้า นี้เป็นผลของเรา ที่ได้เกิดมา ถ้าเราไม่เกิดมาทุกข์มันก็ไม่มี
ทุกข์มันเกิดมาเพราะอะไร...?




เรามาวิเคราะห์ดู มาพิจารณาดู “ทุกข์ที่เกิดมานี้เพราะเราทุกคนเป็นคนหลง มีความเห็นผิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นตัวเราเป็นของ ๆ เรา” แล้วก็ทำตามความอยาก ทำตามความต้องการ เมื่อเราทำตามความอยาก ทำตามความต้องการปัญหาทุกอย่างมันก็เกิดขึ้นไปเรื่อย ๆ


เหมือนกับฝนที่มันตกมา ฝนตกมาไม่หยุดมันก็รวมกันเป็นแม่น้ำ เป็นสายน้ำ เป็นทะเล เป็นมหาสมุทร

 


กรรมคือการกระทำของเรา มันเกิดติดต่อ ต่อเนื่องเป็นกงจักร เป็นวัฏจักร...
ถ้าเราไม่อาศัยพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ชีวิตของเราก็จะมีทุกข์อย่างนี้ตลอดไปเรื่อยๆ


พระพุทธเจ้าท่านถึงให้พวกเราทั้งหลายพากันเดินทางสายกลาง ปรับตัวเองเข้าหาศีล หาธรรม ปรับตัวเองเข้าหาข้อวัตรข้อปฏิบัติ เข้าหาระเบียบ เข้าหาเวลา เข้าหากฎหมายบ้านเมือง และสังคม


ที่ว่าสายกลางนี้ไม่ใช่ตามใจตัวเองนะ..! ไม่ได้ทำตามความต้องการของตนเอง เราจะตามใจตนเองไม่ได้ ต้องตามศีล ตามระเบียบ ตามวินัย ตามเวลา ตามกติกาที่มันมีอยู่


ทุกท่านทุกคนต้องปรับตัวเองอย่างมาก ไม่ว่าเด็ก ไม่ว่าหนุ่มสาว ผู้หลักผู้ใหญ่ นักบวชหรือฆราวาสญาติโยม เพราะทุกคนที่เกิดมายังไม่เป็นพระพุทธเจ้า ยังไม่เป็นพระอรหันต์ คนเราส่วนใหญ่มันติดสุขติดสบาย หลงในความสุขความสบาย


ความหลงเป็นสิ่งที่ทำให้เราปฏิบัติไม่ถูกต้อง...


คนเราทุกคนส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองไม่ติดนะ ถ้ามันยังขี้เกียจขี้คร้านอยู่แสดงว่ามันติดอยู่ “ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความขี้เกียจขี้คร้าน มันไม่ใช่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า...”


ที่ไม่อยากปรับตัวเข้าหาเวลา เข้าหาธรรม เข้าหาวินัย แสดงว่าเราติด แสดงว่าเรายังมี ความทุกข์อยู่ แสดงว่าเรายังมีความฝืนความทนอยู่ ทำไปด้วยความฝืนความทนอยู่ งานเรายังไม่จบเพราะเรามีความขี้เกียจขี้คร้าน มีความเห็นแก่ตัวอยู่มาก


พระพุทธเจ้าท่านให้ระวังความหลง ระวังความขี้เกียจขี้คร้าน ถ้าเข้าใจไม่ดีก็นึกว่า ตัวเองปล่อย ตัวเองวาง…


การปล่อยการวางนั้นมันต้องไม่ไหลในความสุข ถ้าเราติดสุข ติดสบายแสดงว่าเรายังไม่เข้าถึงทางสายกลาง “ยังอยู่ในกามสุขัลลิกานุโยโค...”


จิตใจของเรายังมีสะดุดอยู่ จิตใจของเรายังหวง ยังห่วงในตัวในตน จิตใจยังไม่เข้าใจคำว่าเสียสละ “จิตใจของเรายังเป็นเด็ก ๆ มันคิดว่าถ้าเราเสียสละมันจะเอาความสุขมาจากไหน...?”

 


มันยังมีความคิดเห็นผิด... ถ้าเราเป็นคนขยัน เป็นคนเสียสละ มันคิดว่าเป็นคนเสียเปรียบ เป็นคนเกิดมาก็ทำแต่การแต่งาน ไม่ได้อยู่ ไม่ได้นอนตามใจเลย ถ้าเราคิดอย่างนี้แสดงว่าเรา ปล่อยวางไม่ถูกต้องนะ…


คนเราจะสบายไม่มีทุกข์ในอนาคต ต้องสร้างเหตุสร้างปัจจัยเพื่อไม่ให้ตัวเองมีทุกข์


“เวลา” นี้มันเป็นสิ่งที่เอากลับคืนมาไม่ได้ มันหมุนไปเรื่อย ๆ ถ้าเรามานัวเนีย มาติดสุข ติดสบาย ชีวิตของเรามันก็สายเกินไป “คนเราช้าไปวินาทีหนึ่ง ก็แพ้ไปวินาทีหนึ่ง...”


การประพฤติการปฏิบัติธรรม คือการแข่งขันกับตัวเอง คือการต่อสู้กับตัวเอง คือเอาชนะจิตชนะใจตนเอง เพราะตัวเองมันติดในความสุขความสบายจนเคยชินเคยตัว


ความสุขทุกคนติดนะ...


อย่างเราดูเขาติดสิ่งต่าง ๆ ติดเหล้า ติดยาบ้าอะไรต่าง ๆ มันน่าสงสารนะ น่าเวทนา แต่เรามันก็ติดเหมือนกัน เรามันติดสุขติดสบาย ถ้าเราไม่แก้ไขปรับปรุงตนเองในอนาคตเราต้องมีความทุกข์แน่นอน


ความสุข ความดับทุกข์ ความเจริญก้าวหน้าในธุรกิจหน้าที่การงานถึงเป็นสิ่งที่ทวนอารมณ์ ทวนกระแส


เรามีชีวิตเกิดมามีลมหายใจถือว่าเป็นผู้ประเสริฐที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์
เราเกิดมาเป็นผู้เสียสละ ละความเห็นแก่ตัว มาช่วยเหลือตัวเองให้ได้ มาช่วยเหลือพ่อแม่ วงศ์ตระกูล ช่วยเหลือประเทศชาติบ้านเมืองของเราให้ได้
เราจะมาเอาความสุขบนความทุกข์ของคนอื่นสัตว์อื่นไม่ได้ เพราะคนอื่นเขาก็ ทุกข์ยากลำบากอยู่แล้ว เราจะไปซ้ำเติมเขาอีกไม่ได้


การช่วยเหลือคนอื่นนี้มีหลายอย่าง อย่างเราเป็นตัวอย่างเป็นต้นแบบ เขาเห็นเราทำได้ปฏิบัติได้ เขาเห็นเราสำเร็จเขาก็ทำตามปฏิบัติตาม อย่างเขาศรัทธาในตัวเรา เลื่อมใสในตัวเรา เราบอกอะไรเขาก็ง่าย บอกอะไรเขาก็เชื่อ เพราะเราได้รับความสำเร็จจากสิ่งเหล่านั้น


ทุกท่านทุกคนต้องพัฒนาตนเองก่อน ฝึกตนเองก่อน เอาตัวเองให้รอดก่อนถึงจะช่วยเหลือคนอื่นได้

 


คนเรามันมีความอยากนะ...


ทุก ๆ คนมีความอยากมีความต้องการ แต่ไม่อยากทำไม่อยากปฏิบัติ ไม่สร้างเหตุสร้างปัจจัย เพราะมันติดในความสุขความสบาย “คนเรามันคิดเท่าไหร่มันก็ไม่ได้ ถ้าไม่ทำไม่ปฏิบัติ”


ความเห็นที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่ดี แต่เราต้องนำความเห็นที่ถูกต้องมาประพฤติปฏิบัติ ถ้าเรา ไม่พากันประพฤติปฏิบัติ กลับพากันฝืน ชีวิตของเราจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีมันเป็นไปไม่ได้


เราจะไปคิดเอาจนปวดหัวเป็นไมเกรน เป็นโรคประสาทก็แก้ไขไม่ได้ ถ้าเราไม่ทำไม่ปฏิบัติ


ทุกท่านทุกคนอย่าไปโทษตัวเองว่ามีบุญน้อย มีวาสนาน้อย มีบารมีน้อย…


ทุกท่านทุกคนเป็นผู้มีบุญมากอยู่แล้ว มีวาสนาอยู่แล้ว แต่ไม่พากันประพฤติปฏิบัติเพื่อแก้ไขปรับปรุงตนเอง เคยเป็นคนขี้เกียจอย่างไรก็เป็นคนขี้เกียจอย่างนั้น เคยเป็นคนชอบเที่ยว ชอบโทรศัพท์ เล่นอินเตอร์เนท เล่นเกมส์ ดูหนัง ดูคอนเสิร์ต มันก็ไม่เปลี่ยนแปลงตนเอง


เราจะไปโทษตนเองว่าเป็นคนมีบุญน้อยมีวาสนาน้อยมันก็ไม่ถูกต้อง ไม่ยุติธรรม “เรามีบุญมาก มีวาสนามากอยู่แล้ว แต่เราไม่ฝืน เราไม่ทำ เราไม่ปฏิบัติ...”

 


พระพุทธเจ้าท่านให้เราตั้งอกตั้งใจทำความดีเพื่อเสียสละ ทำความดีเพื่อละตัวละตน ทำความดีเพื่อไม่มีตัวไม่มีตน


คนเรามันมีตัวมีตนมาก มันขี้เกียจมาก


อย่างพระพุทธเจ้าท่านแสดงธรรมท่านก็แสดงเรื่องการให้ทาน ให้เสียสละก่อน ให้เป็น คนรวยก่อน

 


ไอ้เรามันก็คิดไม่เป็น คิดไม่เป็นว่าเสียสละแล้วจะรวยได้อย่างไร...?
“เราต้องเป็นผู้ให้ผู้เสียสละถึงจะรวย เพราะคนขี้เกียจขี้คร้านจะรวยได้อย่างไร ใช่มั๊ย…?”


ใจของคนเรามันติดสุขติดสบาย ใจของเรามันตระหนี่ เราต้องเป็นผู้ให้ ให้ทั้งคนที่เรารัก เราไม่รัก เราต้องเป็นผู้ให้ จิตใจของเรามันถึงจะสบาย
ถ้าเราเป็นคนขยันคนเสียสละเราจะมีความสุข คนที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราก็มีความสุข


เมื่อเรามีความสุขแล้ว พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ให้ติดสุข เพราะความสุขเกิดจากการเสียสละ ความสุขเกิดจากความขยันหมั่นเพียร ความสุขเกิดขึ้นได้เพราะเราเป็นผู้ให้


“ให้เราทำยิ่ง ๆ ขึ้นไป” เพราะถ้าไม่อย่างนั้น เราก็ใช้สอยแต่ของเก่าของที่มีอยู่ ไม่แสวงหาอย่างต่อเนื่องทรัพย์ของเราก็จะหมด


ถ้าเราไม่ขยันไม่เสียสละแสดงว่าเราติดแล้ว...


“พวกที่เกิดเป็นเทวดามันติดสุข” เทวดานั้นเมื่อหมดอายุขัยย่อมเกิดเป็นสัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน นี่คือโทษของเทวดาที่หลงในสุขติดสุขนั่นแหละ ถ้าน้อมมาหาเราก็คือตัวเรานี้เอง มันติดสุข ไม่ต้องมองหาเทวดามันไกลเกิน...
คนเราเกิดมาต้นทุนมันต่างกัน...


บางคนได้ทำความดีไว้มาก มีบุญ มีวาสนามาก ผู้ที่มีต้นทุนมาก มีบุญมีวาสนามาก เปรียบเสมือน “เศรษฐีเก่า...”


เศรษฐีเก่านี้ถ้ามาติดสุขติดสบายก็เปรียบเหมือนเทวดาหมดบุญ เมื่อละสังขารแล้ว ก็ต้องไปตกนรกเป็นสัตว์เดรัจฉาน

 


“ผู้ที่เกิดมามีต้นทุนน้อย” ที่มีน้อยก็เพราะเราขี้เกียจเราไม่ขยัน เราเป็นคนประมาท...


ต้องมาแก้ตัวใหม่ ต้องมาตั้งใจมาก ๆ ต้องขยันมาก ๆ ต้องเสียสละอย่างสุด ๆ กระตือรือร้นในการเรียนในการทำงาน หยุดในอบายมุขต่าง ๆ หรือหยุดไม่ทำบาปทั้งปวง จากที่เราเป็นคนยากคนจน อีกหลายปีข้างหน้าเราก็เป็นคนรวยได้ เป็นเศรษฐีได้ “เพราะความไม่ประมาท เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เชื่อในการกระทำดีของตนเอง ไม่ทำเหมือนแต่ก่อนที่มันขี้เกียจขี้คร้าน...”


เราเป็นนักเรียนนักศึกษา ถ้าคะแนนเราน้อยคะแนนเราไม่ดี นี่เป็นเครื่องวัด “วัดจิตวัดใจ” ว่าเราเป็นคนขยันน้อย เป็นคนรับผิดชอบน้อย


ถ้าเราเป็นคนหัวไม่ดี สมองไม่ดี ต้องอาศัยภาคปฏิบัติคือความขยันไว้มาก ๆ


คนหัวดีเท่า ๆ กัน ที่มันชนะกันด้วยคะแนน มันชนะที่ขยันมากกว่ากัน มันชนะที่ปฏิปทา ที่ดี ๆ ที่สม่ำเสมอ “ถ้าปฏิปทาของเราดี ความรู้ความเห็นของเราก็ชัดเจน มันสว่างไสว”


ถ้าหัวดีแต่ขยันเป็นบางคราวก็เปรียบเหมือนบนท้องฟ้า ปกติท้องฟ้ามันสว่าง ความขี้เกียจ ขี้คร้านมันเหมือนเมฆมาบดบังพระจันทร์ตอนกลางคืน ปกติกลางคืนมันก็มองไม่ค่อยเห็นอะไร อยู่แล้ว ถ้าเมฆมาบังพระจันทร์มันก็มืดหนักเข้าไปอีก


ถ้าคนขยันมาก ๆ ก็เปรียบเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญที่ไม่มีเมฆมาบัง มันสว่างไสว แต่ถ้าเราขยันเป็นบางครั้งบางคราวมันก็เดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่าง ไม่เหมือนผู้มีปฏิปทาอย่างต่อเนื่อง อย่างสม่ำเสมอ


ต้นไม้ที่เราปลูกไว้หรือเกิดเองตามธรรมชาติ ถ้าเขาได้น้ำฝนอย่างสม่ำเสมอ ถึงตกไม่แรง แต่สม่ำเสมอ เขาก็โตไม่หยุด เขาก็ใหญ่ไปเรื่อย ๆ
คนหัวดีถ้าปฏิปทาความขยันไม่สม่ำเสมอ ก็เปรียบเสมือน “ฝนห่าใหญ่ ๆ” ตกลงมาแล้ว ก็ปล่อยให้ฝนมันทิ้งช่วงไปนาน ต้นไม้มันก็โตสู้ที่ฝนตกไม่แรงแต่สม่ำเสมอไม่ได้

 


พระพุทธเจ้าท่านบอกท่านสอนเราว่า “การกระทำใดๆให้ทำไปเพื่อเสียสละเพื่อละตัวละตน” ถ้าเราไม่คิดอย่างนี้ หากเราเป็นคนฉลาดเป็นคนเก่ง เราก็จะเป็นคนเอาเปรียบผู้อื่น เพราะการดำเนินชีวิตของเรานี้ “ไม่มีคุณธรรม...”

คนส่วนใหญ่ยังมีความคิดเห็นผิดว่า “เอ้!!! ถ้าเรามีศีลมีธรรม เราจะมีความสุขได้อย่างไร เพราะคนมีศีลมีธรรม มีแต่เรื่องขัดจิตขัดใจ ขัดความสุขเราทั้งนั้น…?”


ให้ทุกคนคิดให้ดี ๆ ที่เรามีทุกข์เพราะเราไม่มีศีลมีธรรม มีแต่ตัวมีแต่ตน มีแต่กรรมมีแต่เวร มีแต่สงครามทั้งภายในจิตในใจ ทั้งภายในภายนอก


เพราะความสุขความดับทุกข์ที่แท้จริงของคนมันอยู่ที่ความสงบ ความไม่เห็นแก่ตัว


ที่เค้าว่าเปรตมันไม่อยู่ที่ไหนนะ มันอยู่ที่ใจของเรา เปรตนี้แปลว่า “ความอยาก ความต้องการมาก” เมื่อมีความอยากมาก มีความต้องการมาก จิตใจมันร้อนรน กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เรามันยังไม่ตายนี่มันตกนรกก่อนแล้ว เพราะความอยากของเราเอง อยากให้มันเป็นอย่างโน้น อยากให้มันเป็นอย่างนี้ และไม่อยากให้มันเป็นอย่างโน้น ไม่อยากให้มันเป็นอย่างนี้ ความคิดเห็นอย่างนี้ความเข้าใจอย่างนี้ เป็นความคิดเห็นของ “เปรต” ที่มันอยู่ในใจของเรา


สิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้คิด ถ้าคิดมันก็เป็น “เปรต...”


ถ้าเราคิดไม่เป็น คิดไม่ถูก จิตใจของเราก็จะเป็นเปรต เพราะเราอยาก เราต้องการในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ อย่างเราอยากได้เดือนบนฟ้า อยากได้ดาวบนฟ้า มันไม่ได้อยู่แล้ว


ส่วนใหญ่คนเราก็ไม่คิดอยู่แล้ว แต่ความอยากได้สิ่งโน้นสิ่งนี้มันอยู่รอบตัวของเรา ถ้าเราคิดไม่เป็น ใจของเราจะเป็นเปรต ใจของเราจะมีความทุกข์


ความคิดที่เราคิดว่ามันเล็ก ๆ น้อย ๆ มันเป็นปัญหา มันเป็นเรื่องใหญ่


พระพุทธเจ้าท่านมีเมตตาให้เราคิดในสิ่งที่เป็นไปได้ ไม่คิดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เดี๋ยวใจของเราจะเป็นเปรต ใจของเราจะเป็นทุกข์เปล่า ๆ เราก็จะตกนรกทั้งเป็น


เราอยากจะได้สิ่งไหนตั้งจิตใจในสิ่งนั้น ๆ เพราะธรรมเหล่าใดเกิดจากเหตุ พระพุทธเจ้า ท่านให้เราสร้างเหตุจากธรรมเหล่านั้น


ท่านให้เราเป็นผู้รู้จักพอ พอใจในการสร้างเหตุ พอใจในสิ่งที่มีอยู่ เป็นคนแก่ก็พอใจ ในความแก่ เป็นคนเจ็บคนป่วยก็พอใจในความเจ็บป่วย ถ้าเรารู้จักพอ จิตใจของเราก็จะสงบ จิตใจของเราก็จะตั้งอยู่ในเหตุในผลที่เรามี ชีวิตของเราก็ตั้งในความสุข ในความดับทุกข์

 


ให้เราทำไปเรื่อย ๆ ปฏิปทาของเราดีการงานของเราก็จะดี การงานของเราก็มั่นคง จิตใจของเราก็จะดีมีคุณธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไป ผู้หลักผู้ใหญ่ก็ชื่นชมในตัวเรา เพื่อนฝูงก็ยอมรับว่าเรา เป็นเพื่อนเขา เป็นหมู่เป็นคณะเขา พวกน้อง ๆ เด็ก ๆ กุลบุตรลูกหลานเขาก็เคารพนับถือ เอาเป็นตัวอย่าง เอาเป็นแบบอย่าง ศีลธรรมเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ช่วยเหลือเราได้


พูดเรื่องศีล เรื่องธรรม เรื่องความดีทุกคนกลัวนะ...! ถ้าเรามีความกลัวอย่างนี้ ให้ทุกคนรู้เลยว่าเรามีปัญหาเยอะ มีภาระหน้าที่ต้องแก้ไขเยอะ


ทุกท่านทุกคนอย่าได้กลัวในศีลในธรรม ในข้อวัตรปฏิบัติ…


ใจของเรามันยังเป็นเด็กๆ ให้เอาพระพุทธเจ้าเป็นแบบอย่าง เอาพระอรหันต์เป็นแบบอย่าง เอาพระเจ้าอยู่หัวฯ เป็นตัวอย่าง


ถ้าเราจะพากันหลบเลี่ยงศีล หลบเลี่ยงธรรม หลบเลี่ยงข้อวัตรปฏิบัติไปวัน ๆ บริโภคความสุขไปวัน ๆ ถ้าทำอย่างนี้ชื่อว่าเราเป็นผู้ไม่ฉลาดนะ


ถ้าเราเป็นผู้ฉลาดก็น่าจะยินดี น่าจะรักน่าจะชอบศีลชอบธรรม ชอบข้อวัตรปฏิบัติ


ให้เรามาเดินสายกลางตามพระพุทธเจ้า อย่าเดินตามอารมณ์ของเราเลย มันจะสายเกินแก้


ความยึดมั่นถือมั่นของเรา “เหมือนรถติดหล่ม” มันเป็นอย่างนั้น


ลองมองมาที่กายของเรา เราบริโภคอาหารอร่อย ๆ บริโภคให้ร่างกาย ถ้าเราดื่มน้ำ ไม่เพียงพอ ทานผลไม้ไม่เพียงพอ หลายวันไปเราไม่ถ่ายเทของที่ย่อยแล้ว ท้องเราผูก เราก็เป็นทุกข์ที่สุดในโลก เขาถึงมีห้องน้ำห้องสุขาคือสถานที่ปลดทุกข์


ส่วนใหญ่เวลาไปวัด เดินทางไกล เขาจะไม่ถามว่า “เจ้าอาวาสอยู่ไหน...?” เขาถามหาแต่ว่า “ห้องน้ำห้องสุขาอยู่ไหน...?”


ความยึดมั่นถือมั่นในตนมันทุกข์ เหมือนคนปวดท้องแล้วไม่เข้าห้องสุขา


ถ้าเรามีตัวมีตนอยู่มันเดินทางสายกลางไม่ได้ มันไปทางซ้ายไปทางขวา ถ้าไม่ชอบมันก็โกรธ มันอยู่ ๒ ทางอย่างนี้


พระพุทธเจ้าท่านถึงเมตตาให้รู้จักใจของเรา รู้จักอารมณ์ของเรา รู้จักความชอบของเรา ชีวิตของเราจะได้เปลี่ยนแปลงไปใหม่


กิเลสของเราเปรียบเหมือนฟุตบอลลูกหนึ่งที่เขาส่งมาให้เราเตะบอล...
การเตะบอลเปรียบเสมือนเราสร้างกรรมสร้างเวร สร้างวัฏฏะสงสาร เราก็เล่นมันไปเรื่อย


เราอยู่ในโลกอยู่ในสังคม เราต้องรู้ว่าถ้าเราไม่รู้จักเราก็จะตามสิ่งต่าง ๆ ไป เราจะไม่เป็น ตัวของตัวเอง สิ่งเหล่านี้แหละมันเป็น “โลกธรรม” ที่อยู่ในชีวิตของเรา

 


โลกธรรมเราจะรับมาใส่ใจ รับเอามาถือมาแบกไว้มันไม่ได้...


ไม่ว่าสิ่งใดที่มันเป็นโลกธรรมให้เรารู้จักปล่อยรู้จักวาง เช่นเขานินทาเรา เราก็ปล่อยวาง เราก็ขอบใจเขา ไม่ไปต่อคำ เช่นเขาสรรเสริญ เราก็ขอบคุณเขา เมื่อเราได้ยศตำแหน่ง ก็รับรู้ ขอบคุณ เราอย่าได้หลงหลัก หลงประเด็น...


พระพุทธเจ้าท่านให้เราเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน อย่าได้พากันหลง ถ้าไม่อย่างนั้นเราจะเป็น “คนบอบบาง” ทุกข์แล้วทุกข์เล่าทุกข์ในชีวิตประจำวัน มันยังไม่ตายก็ถูกเผาทางจิตทางจิตทุกๆวัน


แทนที่จะเป็นคนเก่ง คนฉลาด กลับมาหลงใน “โลกธรรม...”


พระพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะตรัสรู้ธรรม นายโสตถิยะเอาหญ้าคามาถวาย ๘ กำ ท่านก็นั่งสมาธิขัดบัลลังก์บนหญ้าคาทั้ง ๘ กำนั้น พร้อมกับตั้งจิตอธิษฐานว่า “แม้หนังเอ็นกระดูกเท่านั้นจักเหลืออยู่ เนื้อและเลือดจะเหือดแห้งไปก็ตามที หากไม่บรรลุอนุตตรสัมมา สัมโพธิญาณตราบใด เราจะไม่ลุกไปจากบัลลังก์นี้...”


หญ้าคา ๘ กำก็ได้แก่ โลกธรรมทั้ง ๘ คือ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เลื่อมยศ มีสุข มีทุกข์ มีสรรเสริญ มีนินทา


ตอนนั้นเหล่าพญามาร เสนามารก็มากันสนั่นหวั่นไหว แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงหนักแน่นเข้มแข็ง ไม่หลงไปตามเหล่าพญามาร เสนามารเหล่านั้น ในวาระสุดท้ายท่านก็ได้ตรัสรู้ พระสัพพัญญุตญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้ที่มีความสุขที่สุด ท่านได้เสวยวิมุติสุขอยู่ ๔๙ วัน
สัปดาห์แรกท่านทรงเข้าอนุบุพพวิหาร ๙ ตลอด ๗ วัน สัปดาห์ที่ ๒ ทรงประทับยืนเพ่ง ต้นพระศรีมหาโพธิ์ มีพระเนตรไม่กระพริบสิ้น ๗ วัน สัปดาห์ที่ ๓ ทรงเดินจงกรมตลอด ๗ วัน สัปดาห์ที่ ๔ เสด็จประทับนั่งในเรือนแก้ว(รัตนฆรเจดีย์) เพื่อพิจารณาธรรม ๗ วัน สัปดาห์ที่ ๕ เสด็จประทับนั่งที่โคนต้นอัชปาลนิโครธ ทรงขับไล่ธิดามารทั้ง ๓ คือ นางตัณหา นางราคา และนางอรดี สัปดาห์ที่ ๖ ประทับที่ต้นมุจลินทร์ ฝนติดต่อกัน ๗ วัน พระยานาคแผ่พังพานกั้นฝนถวาย และสัปดาห์ที่ ๗ ทรงนั่งสมาธิขัดบัลลังก์ที่ต้นราชายตนะ ท่านก็ทรงพิจารณาว่าการละตัว ละตนมีความสุขมาก สลดสังเวชในการเกิดของตัวท่านเองและคนอื่น


ทุกท่านต้องทำได้ บรรลุธรรมตามทางของพระพุทธเจ้า ตามทางของพระอรหันต์ขีณาสพ


ธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้และตรัสไว้ดีแล้วนั้น เป็นของประเสริฐ เพียงแต่ให้เรา ปฏิบัติตาม ทุกคนที่ปฏิบัติตามได้ดีทั้งหมด...

 

 

พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย
เช้าวันจันทร์ที่ ๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕