อัตราแลกเปลี่ยนเงินเขามีไว้เพื่อการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าข้ามประเทศเป็นสำคัญ ถ้าเงินเราแข็งเกินไปเราก็ซื้อสินค้าจากต่างชาติได้ในราคาถูก แต่เวลาเราขายสินค้าของเราให้ต่างชาติสินค้าเราจะมีราคาแพง ก็เสียเปรียบคู่แข่ง
ถ้าเงินเราอ่อนเกินไป ท่านว่า จะทำให้เรานำเข้าัเครื่องจักรและวัตถุดิบเพื่อการผลิตจากต่างประเทศในราคาแพง (เพราะต้องเอาเงินไทยไปแลกซื้อมา) ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง ต้องขายสินค้าแพงขึ้น แต่พอขายในตลาดต่างชาติ ได้เงินสกุลเขามา พอเอามาแลกเป็นเงินไทยก็ได้เงินไทยมาก ก็กำไรมาก ส่วนถ้าเงินแข็งปรากฎการณ์ก็จะเป็นตรงข้าม คือซื้อถูกแต่ขายแล้วแลกเป็นเงินไทยได้น้อยลง
ดังนั้นอัตราแลกเปลี่ยนแข็งหรืออ่อน ก็มีดีคนละอย่าง ในกรณีปกติทางสายกลางดูเหมือนจะดีที่สุด ถ้าไม่รู้จะทำไงดีบางทีก็ปล่อยให้ “ลอยตัว” ไปเลย ...ให้เป็นไปตามกลไกตลาด
ผมได้เตือนรัฐบาลไทยมาแต่ปี ๒๕๔๓ ว่าการค้า และรายได้มวลรวมในชาติ (gdp) ของไทยเรานั้นมันเพี้ยนที่สุด (ในโลก) เพราะ 70% เป็นรายได้ของนักลงทุนต่างชาติไม่กี่คน
ประเด็นนี้ และตัวเลขนี้ ไม่น่าเชื่อว่าไม่มีนักวิชาการหรือรัฐบาลรู้มาก่อน มารู้เอาเมื่อปี ๒๕๔๙ โดยดร.สมคิด จาฯ (ซึ่งแม้ในขณะนั้นก็กลายเป็นอดีตรมว.ด้านเศรษฐกิจไปแล้ว และที่รู้นั้นก็สงสัยว่ามาจากผมนี่แหละ...ขอทวงบุญคุณหน่อย) ตัวเลข 70% นี้ไม่มีบอกไว้ที่ไหนหรอกครับ ผมต้องคำนวณเอาเองจากข้อมูลดิบที่ผมไปขุดมา
ถึงวันนี้ผมว่าตัวเลขน่าจะเกิน 70% ไปแล้ว ผมไม่ทราบว่ารัฐบาลไทย หรือนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ไทยมีตัวเลขอยู่ในมือไหม ถ้าไม่ ผมขอประณามว่า ห่วยแตกมากๆ สมควรเอาปี๊บคลุมหัวได้เลย
แต่พวกเขาคงลืมไปว่าการผลิต “ของเรา” นั้น 70% เป็นการผลิตของ “ต่างชาติ” โดยคนไทย เพื่อต่างชาติ เวลาบริษัทพวกนี้เขาซื้อเครื่องจักรและวัตถุดิบ เขาซื้อด้วยเงินสกุลเขา เขาไม่ได้เอาเงินบาทไปซื้อนะครับ !!! ดังนั้นเงินบาทแข็งหรืออ่อน ไม่กระทบขาใหญ่เขาหรอกครับ
ส่วนเวลาขาย เขาก็ขายเป็นเงินสกุลต่างชาติ แล้วโอนกำไรไปปันผลให้ผู้ถือหุ้น (ชาวต่างชาติ) เป็นสกุลต่างชาติ ในแบ็งค์ต่างชาติ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเงิน “สกุลไทย” เลย ดังนั้นเงินไทยไม่ว่าแข็งหรืออ่อน ไม่กระทบต่อสุขภาพของบริษัทต่างชาติพวกนี้เลย (ถึงมากนัก)
เรื่องนี้เกี่ยวข้องและมีผลกับอัตราแลกเปลี่ยนถึง 95% (ไม่ใช่ 70 นะครับ) แต่ผมเชื่อว่าพวกนักกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนไม่เคยคำนึงถึง พวกเขาคำนึงถึงแต่ปริมาณการนำเข้า ส่งออก เป็นหลัก โดยไม่ดูต้นตอ ปลายทาง และ บริบทของการค้าขายกับต่างประเทศ
ชุ่ยกันแบบนี้....ประเทศเสียหายมากครับ พ่อแม่พี่น้อง อาจถึงฉิบหาย
ขอพักก่อน...เดี๋ยวกลับมาด่าต่อ อิอิ
...คนถางทาง (๑ พค. ๕๕)
ปล.วันนี้วันแรงงาน คนถางทางน่าจะได้พัก กลับต้องมาออกแรงหนัก กว่าปกติ อิอิ