ผมเกิดแรงบันดาลใจในการเขียนบันทึกนี้ระหว่างนั่งประชุมสภามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง    และกรรมการสภามหาวิทยาลัยจากสภาคณาจารย์แสดงความอึดอัดต่อข้อบังคับว่าด้วยการเลื่อนขั้นเงินเดือน   ว่าห่วงใยความ ยุติธรรม โดยเฉพาะต่อพนักงานระดับผู้น้อย


          ในช่วงที่ผมทำงานราชการ ช่วงปี ๒๕๑๑ - ๒๕๓๖ ผมอยู่ในระบบราชการแบบนี้   บางช่วงก็เป็นผู้ พิจารณาการเลื่อนขั้นเงินเดือนของผู้อื่น   แต่ส่วนใหญ่ผมเป็นผู้ถูกพิจารณา    และผมได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือน เป็นกรณีพิเศษ (หมายความว่าได้ ๒ ขั้น) ไม่บ่อย   ทั้งๆ ที่ประจักษ์ชัดว่าผมขยันมาก มีผลงานมาก  


          ผมสอนตัวเองว่า ผมต้องไม่ปล่อยให้ขวัญกำลังใจ (ผมอยากเรียกว่า ไฟในการทำงาน มากกว่า)ของผมขึ้นกับเรื่องเงินเดือน ๒ ขั้น และเรื่องผลประโยชน์ส่วนตนอื่นๆ   ผมอยากให้ไฟปรารถนาของผม ลุกโชนอยู่กับโอกาสในการได้ทำงานเพื่อประโยชน์ของหน่วยงานที่ผมสังกัด และต่อประเทศชาติบ้านเมือง อันเป็นส่วนรวม   ผมให้ความสำคัญต่อโอกาสในการทำงาน   ถือเป็นโอกาสดีในชีวิต


          ไม่รู้อะไรบันดาลใจให้ผมสอนตัวเองเช่นนั้น


          มันทำให้ผมเป็นนายตัวเอง    ไฟในตัวผมขึ้นอยู่กับตัวเอง    ไม่ขึ้นกับความดีความชอบที่ผู้อื่นหยิบยื่นให้   ทำให้ไฟของผมลุกโชนสม่ำเสมอ   แม้บางครั้งจะเผชิญอุปสรรค คล้ายๆ ทำดี แต่ไม่ได้ดี    แต่ผมก็หาทางเติมไฟ ใส่ฟืนให้ตัวเอง   ทำให้ผมระลึกย้อนหลังแบบตีความ   ว่านี่คืออย่างหนึ่งของทักษะชีวิต   ตีความอีกซ้อนหนึ่งได้ว่า ความศรัทธาเชื่อมั่นในความดี   โดยไม่สะท้านสะเทือนจากผลบวกหรือผลลบของมัน


          ต่อมาผมได้เรียนรู้ว่า นี่คือ ระดับ ๖ แห่ง moral development ตามทฤษฎีของ Lawrence Kohlberg


          การทำงาน ประกอบกิจกรรมต่างๆ ด้วยแรงบันดาลใจ ที่ขับดันมาจากภายใน    ผสานพลัง (synergy) กับ เป้าหมายที่ทรงคุณค่า ร่วมกับผู้อื่นกลุ่มหนึ่ง (shared purpose) เป็นบุญกุศลแห่งชีวิต
 
 
วิจารณ์ พานิช
๑๗ มี.ค. ๕๕