กิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียนก็จำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบจากการอ่านหนังสือมาตอบคำถามครู เปลี่ยนไปสู่นักเรียนร่วมตั้งคำถามแล้วแสวงหาคำตอบ มาสรุปเป็นความรู้ใหม่ ได้ความรู้มาแล้วมาตั้งคำถามอีกหลาย ๆ ครั้งเพื่อเจาะลึกไปค้นหาคำตอบมาอภิปราย สรุป ให้ได้เป็นองค์ความรู้ขึ้นมา

เรียนรู้เพื่อใช้จริง

 

สองบทที่ผ่านมาได้กล่าวถึงการคิดเชิงวิเคราะห์และการคิดเชิงสังเคราะห์แล้ว  จะเห็นได้ว่ากระบวนการคิดทั้งสองแบบนั้น  เคล็ดลับอยู่ตรงที่ตั้งคำถามค้นหาคำตอบ   ผู้จะฝึกฝนทักษะการคิดจะต้องเพียรพยายามฝึกตั้งคำถาม  เพื่อค้นหาคำตอบไว้บ่อย ๆ   จนกระทั่งเชี่ยวชาญ  เวลาที่ผัสสะกับสถานการณ์หนึ่งใดก็จะสามารถตั้งคำถามค้นหาคำตอบได้อย่างฉับไว  ทันกาล

เป็นที่รู้ ๆ กันอยู่คนไทยเรานั้นขาดทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และการคิดเชิงสังเคราะห์  ซึ่งผลสรุปนี้ดูได้ที่การประเมินมาตรฐานคุณภาพสถานศึกษาที่ผ่านมา  ปรากฏผลว่า มาตรฐานการคิดเชิงวิเคราะห์และคิดเชิงสังเคราะห์ของสถานศึกษาทั้งหลาย  ไม่ผ่านเกณฑ์ที่พึงประสงค์  นั่นหมายถึงว่า  คุณครูจะต้องพัฒนาทักษะดังกล่าวนี้ให้เกิดมีแก่บรรดาลูกศิษย์ของคุณครูให้จงได้   ซึ่งไม่ใช่เรื่องลำบากยากเย็นแต่อย่างใดเลย  เพียงแต่เราเพียรฝึกฝนให้นักเรียน  คิดตั้งคำถามเป็นและตั้งคำถามค้นหาคำตอบบ่อย ๆ ก็จะได้ผลขึ้นมาเอง  นั่นหมายถึงว่า  กิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียนก็จำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบจากการอ่านหนังสือมาตอบคำถามครู  เปลี่ยนไปสู่นักเรียนร่วมตั้งคำถามแล้วแสวงหาคำตอบ  มาสรุปเป็นความรู้ใหม่  ได้ความรู้มาแล้วมาตั้งคำถามอีกหลาย ๆ ครั้งเพื่อเจาะลึกไปค้นหาคำตอบมาอภิปราย  สรุป  ให้ได้เป็นองค์ความรู้ขึ้นมา  ถ้าครูจัดการศึกษาอย่างนี้  ก็จะนำนักเรียนเข้าสู่เกณฑ์มาตรฐาน ว.8.1  ของสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ฝึกฝนบ่อยจนเกิดทักษะถาวรแก่ผู้เรียน  นักเรียนก็จะเกิดจิตวิทยาศาสตร์ขึ้นมาได้  นี่คือความต้องการของรัฐที่เขียนระบุไว้ชัดเจนในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช 2544

ผู้เขียนเองนั้นเคยตั้งคำถามถามหลาน ๆ ซึ่งเรียนอยู่ช่วงชั้นที่  2  ( ป.4 และ ป.6 )  เกี่ยวกับเรื่อง หิน  ถามเพื่อให้หลานไปค้นหาคำตอบจากตำราวิชาการบ้าง  จากสภาพแวดล้อมของเขาบ้าง  แล้วนำผลที่ค้นหาได้มานั่งพูดคุยสรุปเป็นความรู้  เขียนเป็นหนังสือเล่มเล็กขึ้นมา  ผู้เขียนถามว่า

  1. หินอย่างก้อนนี้  เรามักจะพบเห็นบ่อย ๆ ที่ใดบ้าง
  2. ทำไมเราจึงมักจะพบหินอย่างนี้ในบริเวณที่เหล่านั้น
  3. หินเหล่านี้มีส่วนสัมพันธ์กับดินหรือสิ่งอื่นใดในบริเวณที่ตรงนั้นอย่างไรบ้าง
  4. ทำไมหินก้อนนี้จึงมีรูปร่างอย่างนี้
  5. ทำไมหินก้อนนี้จึงมีสีสันอย่างนี้
  6. หินก้อนนี้มีองค์ประกอบที่สำคัญอะไรบ้าง
  7. องค์ประกอบของหินก้อนนี้ เข้ามาประกอบกันได้อย่างไร
  8. องค์ประกอบแต่ละอย่างของหินก้อนนี้เมื่อเข้ามาประกอบร่วมกันแล้ว ส่งผลให้เกิดรูปลักษณ์อย่างไรบ้าง
  9. ความสัมพันธ์ร่วมที่ก่อเกิดรูปลักษณ์ของหินก้อนนี้คืออะไร
  10. ความสัมพันธ์เชื่อมโยงของหินก้อนนี้กับดินในบริเวณที่พบหินก้อนนี้ มีอะไรบ้าง
  11. หินก้อนนี้น่าจะนำใช้ประโยชน์ในด้านใดได้บ้าง
  12. ถ้าเราจะเก็บหินก้อนนี้ไว้เพื่อการศึกษา เราจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง
  13. เรามีความประทับใจต่อหินก้อนนี้อย่างไรบ้าง

 

จะเห็นได้ว่า  คำถามข้อ 1 – 3  ผู้ตอบจะต้องใช้ทักษะการสังเกตในขณะเก็บก้อนหิน  ส่วนในข้อ 4-7  ผู้ตอบจะต้องศึกษาค้นคว้าจากตำราวิชาการมาประกอบคำอธิบาย  และในข้อ 8-11  ผู้ตอบจะต้องนำความรู้ที่ศึกษาค้นคว้าได้มาประกอบการพิจารณา แสดงความคิดเห็น  สำหรับข้อ 12  ผู้ตอบจะต้องแสดงความรู้ในเรื่องการวางแผนการทำงานออกมาประกอบคำตอบและในข้อ  13   ผู้ตอบจะสะท้อนความรู้สึกลึก ๆ ในใจของตนออกมา

                จะเห็นได้ว่า  ถ้าหากครูหรือผู้เรียนสามารถตั้งคำถามเชิงคิดวิเคราะห์ได้หลายๆ  แง่มุมแล้ว  เมื่อผู้ตอบตอบคำถามได้หมด  นำคำตอบนั้นมาเรียบเรียงเป็นเรื่องราว  ผู้ตอบก็จะเกิดในการเรียนรู้ทั้ง  3  ด้านคือ

                ได้ความรู้ใหม่

                ได้วิธีการใหม่

                และได้ความคิดใหม่

นั่นหมายถึงว่า ผู้เรียนได้เกิดองค์ความรู้ในตัวของผู้เรียนขึ้นแล้ว   และหมายถึงว่าครูควรกระตุ้นให้นักเรียนรำลึกว่า

                นักเรียนได้เรียนรู้อะไรบ้าง

                นักเรียนได้เรียนรู้ด้วยวิธีการใด

                นักเรียนรู้สึกอย่างไรต่อการเรียนรู้

และตัวครูเองนั้นควรทบทวนตัวเองด้วยว่า  เมื่อได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้สู่ผู้เรียนแล้ว  ต้องพิจารณาทบทวนตนเองว่า

  • การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สู่ผู้เรียนของฉันครั้งนี้เป็นอย่างไรบ้าง
  • ทำไมจึงเป็นอย่างนี้
  • เหตุใดจึงเกิดผลการจัดกิจกรรมขึ้นมาได้อย่างนี้
  • มีส่วนใดบ้างที่เราควรจะปรับปรุง
  • ต่อไปเราควรจะทำอย่างไร

อ่านเป็นเล่มได้ที่นี่ https://docs.google.com/docume...