|
บทความนี้ มีผู้เขียนไว้เมื่อกว่า 10 ปีมาแล้ว
อ่านบทความคงต้องนึกย้อนไปว่าเป็นเมื่อสิบปีที่แล้ว น่ะครับ คิดว่า
ผู้ที่เขียนบทความนี้คงไม่ว่าผมนะครับที่นำบทความที่มีประโยชน์มาลงในเฟสในวันนี้
ความสัมพันธ์ระหว่างการผลิตแบบขนานใหญ่ (Mass production)
ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สอง
และโครงการเมืองสหกรณ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ในสมัยก่อนนั้น บรรพบุรุษของไทยทำการเกษตรแบบดั้งเดิม
มีการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์แบบผสมผสานกลมกลืนกับธรรมชาติ
ในไร่นามีพืชผลหลายชนิดปะปนกันทั้งพืชไร่ พืชสวน และนาข้าว มีการ
เลี้ยงสัตว์หลากหลายชนิด อย่างละเล็กอย่างละน้อย
เพื่อไว้ใช้บริโภคในครัวเรือน ไม่มีสูตรสำเร็จในการผลิต
ผลผลิตก็มีพอเหมาะสมกับพื้นที่นั้น ๆ
เนื่องจากได้ทำการทดลองทดสอบกันมาหลายชั่วคนว่าสัดส่วนการผลิตอย่างไรจึงจะเหมาะสมโดยวิทยาการแบบดั้งเดิม
ต่อมา
ก็มีผู้รู้ที่ได้ไปศึกษาวิทยาการผลิตมาจากต่างประเทศเข้ามาแนะนำเกษตรกรไทยว่าเกษตรกรควรจะผลิตแบบขนานใหญ่
(Mass Production) เพื่อที่จะให้ได้ผลผลิตคราวละมาก ๆ
ทำแปลงเกษตรกว้าง ๆ ใหญ่ ๆ
เพื่อที่จะได้ลดต้นทุนทำให้แปลงมีการประหยัดเนื่องจากระดับขนาด
(Economy of scale) โดยเชื่อว่าจะทำให้ต้นทุนถูกลง
และได้กำไรจากการขายผลผลิตมากมายตามทฤษฎี
หลังจากการผลิตแบบขนานใหญ่ได้แพร่หลายไปสู่เกษตรกรแล้วสิ่งที่เกิดขึ้น
คือ เมื่อแปลงเกษตรเป็นแปลงใหญ่แล้ว การใช้
แรงงานคนเริ่มไม่เป็นที่ต้องการ เคยใช้วัว
ควายในการไถนาก็ไม่เป็นที่นิยมเพราะทำงานได้ช้า
ต้องนำเข้าเครื่องจักรในการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวจากต่างประเทศ
ทำให้เงินทองไหลออกนอกประเทศเพื่อนำไปซื้อเครื่องจักรเครื่องมือ
เมื่อมีเครื่องจักรก็ต้องมีการจัดทำแปลงเกษตรใหม่ให้ทันสมัย
ต้นไม้หัวไร่ปลายนาก็ถูกถางไปจนหมดสิ้น
ใช้ปุ๋ยเคมีมากขึ้นเพราะลำพังปุ๋ยหมักแบบหรือปุ๋ยอินทรีย์
แบบเดิมไม่ไหวเพราะแปลงเกษตรมีขนาดใหญ่ มีการใช้
สารเคมีเพื่อกำจัดศัตรูพืช เพื่อความสะดวกรวดเร็ว
ผลที่เกิดตามมา ธรรมชาติเสียสมดุล
เนื่องจากต้นไม้หัวไร่ปลายนาถูกตัดลงเพื่อทำเป็นแปลงเกษตรอันกว้างใหญ่สุดตาเหมือนต่างประเทศที่ได้ชื่อว่าพัฒนาแล้ว
และห่วงโซ่อาหารในธรรมชาติลดลง
เพราะถูกสารเคมีที่ใช้กำจัดศัตรูพืชทำลาย
เงินทองไหลออกจากประเทศเนื่องจากต้องนำไปซื้อเครื่องจักร ปุ๋ย และ
สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เกิดการขาดดุลการค้าตามมา
แรงงานเกษตรกรได้ทำงานน้อยลงเนื่องจากส่วนใหญ่เป็นพืชชนิดเดียว
ทำให้เกิดการสูญเสียโอกาสในการทำงานของแรงงานเกษตรในแปลงเกษตร
ความเสี่ยงของเกษตรกรมีมากขึ้น
เนื่องจากการทำการเกษตรแบบแปลงใหญ่นั้นเมื่อไม่ขายผลผลิตที่ผลิตก็ไม่สามารถนำมาบริโภคได้หมด
จำเป็นต้องขายผลผลิต ในราคาไม่สมเหตุสมผล
ถ้าไม่ขายก็ไม่สามารถนำมากินมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไม่คุ้มกับทุน
แรงงาน และธรรมชาติที่ต้องเสียไป และหากปีใดเกิดภัยธรรมชาติ
หรือวิกฤติด้านราคากับพืชผลชนิดนั้นก็จะทำให้เกษตรกรขาดทุนเป็นหนี้สิน
ราคาของผลผลิตไม่มีเสถียรภาพ
ในที่สุดเกษตรกรก็ต้องขายที่ดินและอพยพเข้ามาค้าแรงงานในเมือง
การเอื้ออาทรต่อคนในสังคมเกษตรลดลง เช่น
ถ้าเป็นการผลิตแบบดั้งเดิมมีการนำมะกรูดไปแลกมะนาวอย่างเพลงพื้นบ้านที่เราร้องกัน
ทำให้มีการช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยกัน
ปัจจุบันเมื่อมีการผลิตแบบขนานใหญ่แล้วมักผลิตพืชชนิดเดียวกันเหมือนๆ
กัน เพื่อส่งโรงงานใกล้บ้าน จึงไม่มีใครนำสับปะรดไปแลกกับสับปะรด
การผลิตในลักษณะนี้จึงไม่มีความยั่งยืน ในระยะยาวพื้นดินก็จะ
สูญเสียคุณสมบัติและไม่สามารถใช้ปลูกพืชได้ในอนาคต
แต่ในด้านดีของการผลิตลักษณะนี้ก็คือการที่มีจำนวนผลผลิตมาก
พอที่จะทำให้ลดต้นทุนบางอย่างได้จริง ยกตัวอย่างเช่น ต้นทุนในการขนส่ง
เพราะผู้ผลิตแต่ละรายมีผลผลิตจำนวนมาก
ไม่ต้องนำไปรวมกับใครเพื่อขาย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงมุ่งหวังให้ปวงพสกนิกรไทยได้พ้นจากทุกข์ยากในการดำรงชีวิต
และทรงมุ่งมั่นแสวงหามรรควิธีที่จะช่วยให้ราษฎรไทยได้มีวิถีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
เริ่มจาก “ พออยู่พอกิน” จนกระทั่งพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด
จึงได้พระราชทานพระราชดำริ “ทฤษฎีใหม่” อันเป็นแนวทาง หรือหลักการ
ในการบริหารการจัดการที่ดินและน้ำเพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด
โดยทฤษฎีใหม่นั้นแบ่งขั้นตอนออกเป็น 3 ขั้นตอน ขั้นที่หนึ่ง
เป็นการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ตามอัตราส่วนโดยประมาณ 30:30:30:10
พื้นที่ส่วนที่ 1 ประมาณ 30 %
ให้ขุดสระเก็บน้ำเพื่อเก็บน้ำในฤดูฝนไว้ใช้ในฤดูแล้ง พื้นที่ส่วนที่ 2
ประมาณ 30 %
ให้ปลูกข้าวในฤดูฝนเพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันสำหรับครอบครัวให้เพียงพอตลอดปี
เพื่อตัด ค่าใช้จ่าย และสามารถพึ่งตนเองได้ พื้นที่ส่วนที่ 3
ให้ปลูกไม้ผลยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร
เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน พื้นที่ส่วนที่ 4 ประมาณ 10 %
เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ ถนนหนทาง และโรงเรือนอื่น ๆ ซึ่ง
สัดส่วนต่าง ๆ ไม่ตายตัวสามารถยืดหยุ่นได้ตามสภาพพื้นที่ เช่น
สระเก็บน้ำในเขตชลประทานจะแตกต่างจากสระเก็บน้ำในเขตพึ่งพาน้ำฝน
เพราะในเขตชลประทานสามารถมีน้ำมาเติมอยู่เรื่อย ๆ
เมื่อเกษตรกรได้ลงมือปฏิบัติตามทฤษฎีใหม่ขั้นที่หนึ่งแล้ว
เกษตรกรจะสามารถพัฒนาตนเองไปสู่ขั้นพออยู่ พอกิน
และตัดค่าใช้จ่ายลงเกือบหมด มีผลผลิตเหลือนำมาขาย
และยังเป็นการผลิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ คือ เกษตรกรแต่ละรายมี
ผลผลิตหลายอย่าง และผลผลิตเหล่านั้นถ้าไม่ขาย ก็สามารถนำมาบริโภคได้
เกษตรกรไม่ต้องรีบร้อนขายผลผลิตการต่อรองดีขึ้น สภาพธรรมชาติยังคงอยู่
เนื่องจากเป็นแปลงเกษตรที่ไม่ใหญ่นัก สามารถใช้แรงงานคนได้ ใช้
แรงงานสัตว์ได้ ทั้งยังได้ปุ๋ยจากมูลสัตว์ด้วย
ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องทุ่นแรงมากนัก เรื่องปัญหาโรคพืชและแมลง รบกวน
สามารถควบคุมได้โดยธรรมชาติ เนื่องจากเป็นแปลงเล็ก ๆ
ไม่ใหญ่และต่อเนื่อง จึงทำให้ไม่ต้องใช้ สารเคมีควบคุมมากนัก
ทำให้ห่วงโซ่อาหารในธรรมชาติ เช่น งูกินหนู กบกินแมลง นกกินงู
ก็ยังคงอยู่
ถ้าเป็นการผลิตแบบที่ต้องใช้สารเคมีมากจะสังเกตพบว่าไม่มีนกมาเกาะหรือบินผ่านที่แปลงเกษตรนั้น
ๆ เลย อย่างไรก็ตามเมื่อทำทฤษฎีใหม่ขั้นที่หนึ่งสำเร็จ
ผลผลิตที่เกษตรกรแต่ละคนเหลือขายจะเป็นผลผลิตลักษณะเดียวกัน
ก็จะเกิดปัญหาราคาตกต่ำในผลผลิตนั้น ๆ
เนื่องจากผลผลิตที่เหลือขายของเกษตรกรเป็นผลผลิตที่เหมือน ๆ
กันผลผลิตของผู้ผลิตแต่ละรายมีจำนวนน้อย
จึงไม่คุ้มที่จะนำไปขายในจังหวัดใกล้เคียง หรือในกรุงเทพ ฯ
เรื่องทฤษฎีใหม่ขั้นที่หนึ่งนี้เป็นเรื่องของการผลิต การดำเนินการต่าง
ๆ เป็นรูปแบบที่เห็นผล ชัดเจนภายในระยะเวลาอันสั้น
จึงได้มีหน่วยงานต่าง ๆ
เข้าส่งเสริมแนะนำเกษตรกรให้ดำเนินการตามทฤษฎีใหม่ขั้นที่หนึ่งอย่างมากมาย
จนปัจจุบันบางแห่งได้เกิดปัญหาผลผลิตที่เหลือขายของเกษตรกรล้นตลาดขึ้นแล้วในบางฤดูกาล
แต่ด้วยพระปรีชาชาญ
และสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระองค์ได้พระราชทานทฤษฎีใหม่ขั้นที่สองให้แก่พสกนิกรชาวไทยมาพร้อมด้วย
คือ ให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูป กลุ่มหรือ สหกรณ์
เพื่อร่วมใจกันดำเนินการในด้าน การผลิต การตลาด การเป็นอยู่ สวัสดิการ
การศึกษา สังคมและศาสนา การดำเนินการตามทฤษฎีใหม่ในขั้นที่สอง
จะช่วยแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดของเกษตรกรแต่ละรายได้โดยการรวมผลผลิตที่ได้นำไปขาย
หรือให้กลุ่มหรือ สหกรณ์จัดการแปรรูปเสีย
และนำส่งขายยังตลาดในจังหวัดใกล้เคียง ในกรุงเทพ ฯ
หรือในจังหวัดที่อยู่ห่างไกลออกไป
การรวมกันเป็นสหกรณ์ตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ขั้นที่สองนั้นสามารถขจัดจุดอ่อนของการทำการเกษตรตามทฤษฎีใหม่ขั้นที่หนึ่งคือเมื่อนำผลผลิตเหลือสำหรับขายของเกษตรกรแต่ละรายซึ่งมีจำนวนน้อยมารวมกันก็จะมีจำนวนมากได้ในลักษณะเดียวกันกับการทำการผลิตแบบขนานใหญ่
(Mass production) ซึ่งก็เป็นข้อดีของการทำการเกษตรแบบขนานใหญ่
แต่การทำโดยใช้ทฤษฎีใหม่ขั้นที่หนึ่ง และสองนั้น
เกษตรแต่ละรายไม่ต้องเสี่ยงมากเพราะเกษตรกรมีผลผลิตที่หลากหลาย
และสามารถนำไปบริโภคเพื่อดำรงชีพได้
ทำให้ไม่ต้องรีบร้อนขายสามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่สมเหตุสมผล
ในกรณีของการรวมกันเป็นสหกรณ์ สมาชิกของ สหกรณ์เป็นเจ้าของสหกรณ์
สามารถเลือกตัวแทนหรือเข้าไปเป็นตัวแทนสมาชิกเข้าไปตัดสินใจกำหนดนโยบายทางธุรกิจของสหกรณ์ของตนเองได้
และสหกรณ์ก็สามารถรับสมาชิกจากประชาชนทุกหมู่เหล่าได้โดยไม่จำกัด
(ตามหลักสหกรณ์) เพื่อจะมาซื้อหรือขายในลักษณะรวมกันซื้อ
หรือรวมกันขาย เจรจาตกลงกันในชุมชน โดยสหกรณ์ให้บริการตลาดกลาง
หรือลานค้าก็สุดแต่จะเรียกกันไป
การรวมกันเป็นสหกรณ์จะแก้ปัญหาผลผลิตที่เหลือขายของเกษตรกรที่ทำการเกษตรตามทฤษฏีใหม่ขั้นที่หนึ่งให้สามารถรวมกันขายไปยังแหล่งซื้อแหล่งอื่นหรือนำมาแปรรูปโดยสหกรณ์
แล้วนำไปขายในท้องถิ่นหรือจังหวัดใกล้เคียงได้
สิ่งสำคัญที่เกษตรกรได้รับจากการดำเนินการตามทฤษฎีใหม่ขั้นที่หนึ่ง
ก็คือจะไม่ต้องเสี่ยงต่อ การผลิตผลผลิตชนิดเดียวแล้วขายไม่ได้
หรือขายได้ในราคาที่ไม่สมเหตุสมผล ในลักษณะเดียวกับการผลิตแบบขนานใหญ่
(Mass Production) ส่วนการรวมกันขาย
และรวมกันซื้อตามทฤษฎีใหม่ขั้นที่สอง
ก็จะช่วยลดต้นทุนของเกษตรกรได้ด้วย
หลังจากสหกรณ์สามารถให้บริการสมาชิกได้ทั่วถึงแล้ว เมื่อมีส่วนเกิน
หรือกำไร ก็สามารถนำมาพัฒนาท้องถิ่นที่สหกรณ์นั้น ๆ
ตั้งอยู่ได้ตามสมควร ไม่ว่าจะเป็นด้านสวัสดิการ ความเป็นอยู่ การศึกษา
สังคม และศาสนา
หากผลที่ได้จากทฤษฎีใหม่ขั้นที่สองในการพัฒนายังไม่เพียงพอ
หรือยังไม่รวดเร็วพอก็ยังมีทฤษฎีใหม่ขั้นที่ สาม คือติดต่อประสานงาน
เพื่อจัดหาทุนหรือแหล่งเงิน เช่น ธนาคาร หรือบริษัท ห้างร้านเอกชน
มาช่วยในการลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิตต่อไป
ตัวอย่างของการทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ที่สมบูรณ์มีอยู่หลายที่หลายแห่ง
และแห่งหนึ่งที่สามารถศึกษาดูเป็นตัวอย่างได้ คือ
โครงการเมืองสหกรณ์ตามพระราชดำริ
บางหน่วยงานดำเนินการในส่วนของทฤษฏีใหม่ขั้นที่หนึ่งสำเร็จแล้ว
และเกิดปัญหาดังที่กล่าวข้างต้น
ก็กำลังเร่งดำเนินการตามทฤษฎีใหม่ขั้นที่สอง และสามต่อไป
จากบทความข้างต้น จะเห็นได้ว่าการดำเนินการตามแนวพระราชดำริ
ทฤษฎีใหม่นั้น มีขั้นตอนถึงสามขั้นตอน
ขั้นตอนที่ผู้เขียนคิดว่ายากที่สุดคือขั้นตอนที่สองคือการรวมกลุ่ม
หรือรวมคนนั่นเองเพราะการทำงานกับคนนั้นยากที่สุด
คนที่ไม่รู้ต้องแนะนำให้รู้ คนที่ไม่เข้าใจต้องแนะนำให้เข้าใจ
และหากมีการดำเนินการเพียงแค่ทฤษฎีใหม่ขั้นที่หนึ่งแล้ว
ขาดการวางแผนอย่างต่อเนื่องเพื่อดำเนินการตามทฤษฎีใหม่ขั้นที่สองและสามก็จะไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการดำเนินการตามทฤษฎีใหม่อย่างสมบูรณ์
พีระพงศ์ วาระเสน
เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานโครงการเมืองสหกรณ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
Bobbie 05 June 2002
ผมเขียนไว้เองล่ะครับ เอามาลงด้วยตัวเองครับ
|
ขอบพระคุณ ท่าน ม.ล. ชาญโชติ ชมพูนุท ที่ท่านได้นำบทความนี้มาลงใน Gotoknow.org ทำให้ผมรู้จัก Gotoknow.org ในครั้งแรกที่ เจอจาก Google และก็ ได้รับคำชี้แนะจากท่าน วอญ่า นาย นเรศ หอมหวล ช่วยแนะนำวิธีการแบ่งปันความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ใน Gotoknow.org ให้จากการไปประชุมเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรแล้วได้แลกเปลี่ยนกัน ผมจะพยายามนำความรู้ และทักษะจากประสบการณ์การทำงาน มาแบ่งปัน ในที่นี้เพื่อให้ลูกหลานไทยได้ใช้ประโยชน์ต่อไป ครับ ขอขอบพระคุณท่านทั้งสองที่ได้เอ่ยนามมา เป็นอย่างยิ่งครับ
สวัสดีครับ คุณพีระพงศ์
ขอบคุณที่แวะเข้ามาแสดงความเห็นในบันทึกของผม ก่อนอื่นต้องขอประทานโทษที่นำบทความของคุณพีระพงศ์มาลงในบทความของผมก่อนได้รับอนุญาต ตกลงคุณพีระพงศ์ได้เปิดบันทึกของท่านใน gotoknow หรือยังครับ ถ้ายังน่าจะสมัครสมาชิกและเปิดบล๊อกของท่านเองใน gotoknow ผมจะได้ติดตามเข้าไปอ่านเรื่องอื่นๆของท่านครับ
สำหรับปีใหม่ที่มาถึงนี้ ขอให้คุณพีระพงศ์ และครอบครัวประสบความสุขอย่างยั่งยืนตลอดปี และตลอดไปครับ
นับถือ
ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท