ต่อจากความเดิมตอนที่แล้ว คือ การเน้นช่วงเวลาละหมาด บางครั้งการละหมาดหรือประกอบศาสนกิจใดๆไม่ได้เน้นให้ปฎิบัติเป็นอย่างเดียว ก็ถือเพียงพอแล้ว แต่เราจะต้องมีสมาธิที่แน่วแน่ เพราะเราไม่ได้ทำเพื่อสิ่งที่ถูกสร้างบนโลกใบนี้เหมือนกัน แต่เราทำเพื่อผู้ที่สร้างเราและสรรพสิ่งขึ้นมา เราต้องให้เกีรยติมากกว่านี้ เรามาต่อกันเรื่องของการละหมาดอีกครั้ง
๒. ในขั้นตอนของการละหมาดได้นั้น เราจะเริ่มต้นตั้งแต่การเข้าเวลาละหมาดตามที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ตอนนี้ก็มาถึงช่วงของการเอา/อาบน้ำละหมาดตามแต่จะเรียกของแต่ละท้องที่ แต่เป้าหมายคือ ทำความสะอาดร่างกายและจิตใจให้บริสุทธิ์ ปราศจากสิ่งสกปรกตามร่างกายที่เห็นด้วยตาเปล่าหรือไม่เห็น (สตรีที่มีประจำเดือนก็ไม่สามารถอาบน้ำละหมาดได้อยู่แล้ว) และจิตใจให้ว่างเปล่า ไม่มีเรื่องราวมากวนใจต่อไป
ตรงนี้หลายๆคนจะใช้เวลาต่างกัน บางคนใช้หลักวาญิบ(ที่บังคับให้กระทำ) เช่น สูตร แห้ง ๔ เปียก ๒ หรือสูตรซุนนัต (สิ่งเสริมให้กระทำ) จะเพิ่มจากวาญิบออกไป ที่เป็นประเด็นในการละหมาด บางครั้งเราไม่ใส่ใจในรายละเอียดตั้งการเนียตอย่างจริงจัง การทำความสะอาดอย่างถี่ถ้วน การใช้น้ำอย่างประหยัด ทำให้อย่างอื่นถูกต้องตามหลักการทั้งหมด แต่มาตกตรงความใส่ใจในทุกรายละเอียด หากเป็นแบบนี้บ่อยๆก็คงไม่เหมาะไม่งามเท่าที่ควร โดยเฉพาะการล้างเท้าในอ่างหน้าที่ยอดฮิตกันมาก
เสร็จสิ้นหลังจากนั้น เราก็เข้าสู่การละหมาดสักที โอเค ตอนนี้ถือว่าทุกคนพร้อมแล้ว แต่ต้องกลับมาดูเครื่องแต่งกายสักนิด เราอยากขอรณรงค์เลยว่า ให้แต่งการที่สุภาพ เหมือนการแต่งกายเข้าสถานที่ราชการ ศาลยุติธรรม หรือสัมภาษณ์อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ เพราะบางทีให้เกีรยติคนละอย่างกัน โดยอ้างว่าเป็นชุดทำงานบ้าง ชุดนักเรียนบ้าง ชุดเดินทางที่สะอาด ตรงนี้เป็นจุดด้อยของชายที่แต่งจากสตรี เพราะสตรีจะมีชุดเฉพาะกิจไว้เลย
เริ่มต้นกระบวนการละหมาดเลยดีกว่า นั้นคือ บางครั้งที่เราพบว่าปรัชญาของการละหมาดอยู่ตรงไหน ทำไมต้องกอดอก ทำไมต้องโน้มตัวลง ทำไมต้องก้มกราบ แล้วทำไมคล้ายการแนวปฎิบัติของศาสนาอื่น แต่ทำไมเราพบว่าศาสนาอื่นดูมีความนอบน้อมมากกว่าของเรา เราต้องยอมรับว่าหลายคนที่ละหมาดแล้วใช้รูปแบบเดิมอย่างนี้มาตั้งแต่อายุ ๗ ขวบหรือตั้งแต่ละหมาดเล่นกับบิดา มารดา หรือใครอื่นที่ละหมาดเคียงข้าง แต่เราเติบโตขึ้นมาขาดแนวคิดของการละหมาด จนทำให้มีเรื่องราวเหล่านี้มาเพื่อบอกต่อ เพื่อปรับปรุงร่วมกันในวันนี้
สิ่งที่เราต้องการนั้นคือ ทำไมเราไม่สอนให้เด็กหรือนักเรียนได้รู้จักความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อพระองค์ กรณีของผู้เขียนที่พบในอดีตนั้นคือ เราพบว่าการสอนละหมาดของมุสลิมในภาคใต้โดยส่วนใหญ่จะมีการสอนตั้งแต่ที่บ้านเป็นลักษณะของการเล่น การทำตาม การแกล้งกัน ตามประสาเด็ก เมื่อเด็กโตพอที่จะเรียนรู้ พ่อแม่ก็จะส่งลูกตนเองไปเรียนที่บ้านผู้รู้ ตรงนี้ อาจจะมีข้อแตกต่างไม่มากก็น้อยในส่วนการเรียนการสอน ไม่อาจจะพาดพิงทั้งหมดได้ แต่ขอนำเสนอที่เป็นปัญหานั้น คือ การสอนหลังจากการอ่านกุรอานหรือการสอนในช่วงวันหยุดที่พักจากการอ่านกรุอาน เป็นการสอนลักษณะที่บอกว่าการละหมาดมีกี่เวลา การละหมาดมีกี่รอกาอัต การละหมาดต้องอ่านอะไรบ้าง การละหมาดต้องทำร่างกายอย่างไร แต่ไม่พบว่าการละหมาดที่เราทำอยู่นั้น มีวัตถุประสงค์อย่างไร แต่เราเชื่อว่าสิ่งที่ผู้รู้ได้สอนนั้น ท่านคงคิดว่ามันอยู่ในสายเลือดหรืออยู่ในการกระทำอยู่จนไม่ต้องกล่าวคือความสงบนิ่งแต่อย่างใด อีกกรณีหนึ่งก็เป็นการสอนที่มาจากโรงเรียนตาดีกา ซึ่งพบว่าจะเป็นปัญหาพอสมควร เนื่องจากเด็กนักเรียนเยอะ การสอนก็จะเป็นการก้าวพ้นของการละหมาดไปแล้ว มาถึงก็เริ่มต้นสอนอิสลามศึกษาทันที เมื่อได้เวลาละหมาดก็จะส่งไปละหมาดโดยไม่ได้ถามอะไรมากมายนอกจากให้สงบนิ่งและอยู่เป็นแถว แต่เด็กละหมาดไม่เป็นละ เขาจะกล่าวอะไร เขาจะก้มทำไม เมื่อเด็กก้มๆเงยๆเล่น ก็มีความกล่าวที่สอดคล้องกันนั้นคือ การละหมาดของเราเหมือนไก่จิกข้าวสาร ซะงั้นไป
จนกระทั่งเด็กเหล่านี้ เติบโตเป็นวัยรุ่น บางคนไม่มีโอกาสได้เรียนศาสนา บางคนไม่มีโอกาสได้หนังสือด้วยซ้ำไป เมื่อเขาเหล่านั้นขาดที่พึงทางใจในการสอนบ่มเพาะ แน่นอนสิ่งที่เราเห็น ณ ตอนนี้ก็คือ คนๆหนึ่งได้ละหมาดไป แต่การละหมาดของเขาช่างรวดเร็วมาก ช่างรุนแรงต่อแผ่นดิน และไม่ได้คาดหวังอะไรจากการละหมาดครั้งนั้น แต่จะมีอยู่ครั้งหนึ่งที่การละหมาดของคนเหล่านี้จะช้าลงและอ่อนน้อมนั้นคือ ช่วงของการล้มเหลวทางจิตใจ การพ่ายแพ้ การแสวงหาที่พึ่งทางใจ การขออภัยโทษต่อผู้สร้างและกำหนดชีวิตของเขา
เห็นได้ว่าไม่ว่าคนเราจะปฎิบัติอย่างไร แต่เราก็เชื่อว่าในใจเขา พร้อมที่จะตอบรับการสั่งสอนหลักการอิสลามที่ถูกต้องต่อไปได้ ขึ้นอยู่กับเราว่าจะสอนพวกเขาเหล่านั้นอย่างไร
อยากจะฝากไว้ตรงนี้ว่า คนเราแม้ว่าจะส่งเสริมในทางดี เพื่อพัฒนาอนาคตตัวเอง ทั้งการเรียน การศึกษา จนถึงการติวเข้า เรียนพิเศษทุกเรื่องที่นอกเหนือจากการเรียนอิสลาม แต่อยากมันน้อยลงบ้าง อย่าให้อิสลามเป็นแค่วิชาเลือกเสรีที่จะเรียนตอนไหนก็ได้ ถ้ายังไม่ถึงเวลา มากไปกับสิ่งที่ไม่ใช่อิสลามโดยตรงก็ไม่ดีเช่นกัน
แต่ไม่อยากให้ใครมาพูดว่า เรียนศาสนาเพื่อโลกนี้ เรียนสามัญเพื่อโลกหน้า เพราะการพูดแบบนี้ มันเป็นการทำลายความรู้สึกทางจิตใจของคนเรียนศาสนาด้วยซ้ำไป หากอยากรู้ว่าทำไมคนเรียนศาสนาต้องทำเพื่อโลกนี้บ้าง เราต้องลองมาเรียนศาสนาดูเองแล้วจะรู้ และคนเรียนศาสนาก็ไม่ควรว่าคนเรียนสามัญไม่สนใจศาสนา เพิ่งมาศาสนาตอนทำงานแล้วหรือเรียนเพื่อทำให้อิสลาม เพราะทุกอย่างต้องช่วยเหลือกันบนพื้นฐานการบังคับเชิงสังคมโดยรวมเช่นกัน
วันสุไลมาน เจะแวมาแจ
๑๕ เมษายน ๒๕๕๕