การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกรณีศึกษานั้น ความจริงแล้วไม่ใช่เรื่องยุ่งยากแต่ต้องใช้เวลา ใช้ความอดทน ต้องแก้ปัญหาตลอดเวลาเรียนรู้ โดยที่เราคือทั้งผู้เรียนและผู้สอนไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เช่น นัดหมายภูมิปัญญาท้องถิ่นคนนี้ไว้แล้วท่านไม่ว่าง จะทำอย่างไร บางครั้งคำถามที่ตั้งไว้นั้นมีน้อยเกินไป เพราะเมื่อสนทนากัน คิดว่าแหล่งข้อมูลนี้ยังมีความคิดความรู้ที่จะบอกกล่าวได้อีก ผู้เรียนจะถามต่อย่างไร นี่คือการผจญปัญหาในบทเรียน ตรงนี้แหละคือ เสน่ห์ของการเรียนรู้แบบกรณีศึกษา
การศึกษาแบบกรณีศึกษาไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าเราผู้สอนเข้าใจ และจัดลำดับขั้นตอนของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบกรณีศึกษาได้ก็จะจัดง่ายขึ้น เตรียมแผนการเรียนรู้ง่ายขึ้น ดังตัวอย่างที่จะเล่า บทเรียนที่สมมติขึ้นมาจากสภาพจริงที่พบเห็นอยู่บ่อยๆ
โรงเรียน A ตั้งอยู่กลางชุมชน ใกล้ๆ รั้วโรงเรียนมีที่ดินว่างเปล่า เป็นพงป่ารกด้วยหญ้าสาปเสือและไผ่ วันหนึ่งมีชาวบ้านคนหนึ่งนำถุงขยะ 2-3 ถุงมาทิ้งไว้ วันต่อมามีชาวบ้าน 4-5 คน นำขยะมาทิ้งเพิ่มขึ้นอีก และวันต่อๆ มาขยะก็เพิ่มปริมาณขึ้น จากขยะ 2-3 ถุงแรก ที่ตรงนั้นกลายเป็นกองขยะที่มีกลิ่นเหม็น เวลานักเรียนเดินเข้าโรงเรียนก็ต้องปิดจมูก แมลงเริ่มบินเข้าไปรบกวนในโรงอาหารของโรงเรียน
คณะครูในโรงเรียน A เริ่มทนไม่ได้กับกลิ่นเหม็นเน่าของขยะและแมลงวันที่มารบกวนตลอดเวลา จึงปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรกัน เพื่อแก้ไขปัญหานี้ และแล้วกรณีศึกษาก็เริ่มขึ้นในวงสนทนาของครู เข้าสู่ชั้นเรียนในเวลาต่อมา
ครูพยายามกระตุ้นให้นักเรียนคิดว่า “ทุกวันนี้เรามีปัญหาอะไร” แน่นอนเด็กๆ แต่ละคนจะตอบไปคนทาง คำถามซอยย่อยของครูก็มีขึ้นว่า
“เวลาเราเดินเข้ามาในโรงเรียนเรารู้สึกอย่างไร มีอะไรเปลี่ยนไป ทำไม” คำถามตรงๆ อย่างนี้จะส่งผลให้นักเรียนนึกถึงสภาพตอนที่ตนเดินเข้ามาโรงเรียนช่วงเช้าได้ แล้วคำตอบของนักเรียนจะกระตุกให้ตนคิดถึงปมปัญหาที่จะตามมาต่อๆ ไปได้
“นอกจากคำตอบที่ทุกคนช่วยกันคิดตอบแล้ว ที่โรงอาหารทุกวันนี้มีอะไรผิดปกติขึ้นมาบ้าง” เมื่อนักเรียนช่วยกันตอบ ซึ่งแน่นอนว่า แมลงวันจะมีอยู่ด้วย ครูถามต่อว่า “การที่เรารับประทานอาหาร ท่ามกลางแมลงวัน จะมีผลกระทบต่อสุขภาพของเราอย่างไรบ้าง” ประเด็นคำตอบทั้ง 2 คำถามที่ถามนั้น จะกลับมาเป็นประเด็นปัญหาที่ผู้เรียนนำไปสู่กรณีศึกษาต่อไปได้
เมื่อได้ปัญหา (ประเด็นปัญหา) มาแล้ว ผู้สอนจะเห็นว่าประเด็นปัญหานั้นเป็นปัญหาใหญ่ จำเป็นที่จะต้องร่วมกันคิดสร้างปัญหาย่อยขึ้นมา (ก็ใช้วิธีการเดียวของการสร้างคำถามวิจัยดังกล่าวมาแล้วข้างต้น) ผู้สอนต้องกระตุ้นผู้เรียนให้พยายามคิดปัญหาย่อยหรือคำถามวิจัยออกมาให้ได้มากๆ เพราะสามารถดึงไปกำหนดขอบข่ายการเรียนรู้ต่อไปได้อีก
พอผู้เรียนคิดขอบข่ายการเรียนรู้ได้แล้ว ก็ร่วมกันคิดวางแผนการเรียนรู้ (ตรงนี้ถ้าผู้เรียนเริ่มจะวางแผนการเรียนรู้ได้บ้าง ควรเปิดโอกาสให้คิดวางแผนการเรียนรู้กันเอง แต่ถ้าผู้เรียนยังคิดวางแผนการเรียนรู้ไม่ได้ ผู้สอนต้องช่วยด้วยคำถามย่อย) ในประเด็น
- เราเรียนเรื่องนี้ทำไม (สร้างเป้าหมายการเรียนรู้ให้ชัดเจน)
- เรามีเรื่องใดที่จะเรียนรู้บ้าง (สร้างประเด็นย่อยให้มาก เพื่อเจาะลึกศึกษากรณีที่จะเรียนให้ได้ข้อมูลครอบคลุม)
- เราจะตั้งคำถามว่าอย่างไร (เพื่อนำไปถามภูมิปัญญาแหล่งข้อมูล)
- คำถามเหล่านี้เราน่าจะไปถามใครหรือสืบค้นจากแหล่งใด (กำหนดแหล่งเรียนรู้ให้ชัดเจน ง่ายต่อการสืบค้น)
- เรามีกำหนดการไปศึกษาสืบค้นข้อมูลอย่างไรบ้าง (กำหนดวัน เวลาปฏิบัติการศึกษาเรียนรู้)
- เราจะรวบรวมข้อมูลและจัดการกับข้อมูลด้วยวิธีการใดบ้าง (กำหนดวิธีเก็บรวบรวมและนำข้อมูลมาสรุปเป็นข้อมูลความรู้)
- เราจะมีวิธีการนำเสนอข้อมูลความรู้อย่างไร ต่อใคร กี่ครั้ง (กำหนดการนำเสนอข้อมูลต่อชุมชน พร้อมรูปแบบวิธีการนำเสนอ)
- เราจะประเมินผลการเรียนรู้ด้วยวิธีการใด (กำหนดวิธีการ รูปแบบการประเมินผลการเรียนรู้ด้วยตนเอง)
เมื่อผู้เรียนกำหนดแผนการเรียนรู้ชัดเจนตามประเด็นที่วางไว้แล้ว ก็จะออกไปปฏิบัติการเรียนรู้แบบกรณีศึกษา การปฏิบัติการนี้ไม่ใช่กระทำครั้งเดียวจบ เพราะข้อมูลที่ได้แต่ละครั้งต้องมาร่วมอภิปรายสรุป หาเหตุ-ผล ความเป็นไปได้ที่ครอบคลุมทุกด้าน (การปกครอง-เศรษฐกิจ-สิ่งแวดล้อม-สังคมวัฒนธรรม หรือจะกำหนดด้านอื่นใดที่ต่างไปก็ย่อมได้ ไม่ผิดแต้ต้องมีความสมเหตุสมผล และสร้างตัวบ่งชี้ให้ชัดเจนว่า ด้านนั้นคืออะไร)
ข้อมูลที่นำมาอภิปรายสรุป ถ้าไม่สมบูรณ์ ไม่ครอบคลุม ไม่เพียงพอตามต้องการ สามารออกไปสืบค้นเพิ่มเติมจนกระทั่งถึงจุดอิ่มตัว หรือเพียงพอแล้วที่จะสรุปผล ตอบปัญหาที่วางไว้ได้
เมื่อได้ข้อมูลความรู้เพียงพอแล้ว ก็มานำเสนอชุมชนร่วมกันอภิปราย เพื่อหาทางแก้ปัญหาต่อไป โดยที่ชุมชนกับผู้ร่วมเรียนจะร่วมกันคิดแนวทางแก้ปัญหาที่ผู้เรียนประมวลมานำเสนอ และนำแนวทางแก้ปัญหานั้นไปร่วมกันปฏิบัติแก้ปัญหาจนสำเร็จลุล่วง จุดนี้เองคือจุดที่ต้องการ เป็นจุดสุดยอดของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ถ้าคุณครูศึกษามาตรฐานการเรียนรู้ในระดับช่วงชั้นให้ดีแล้ว จะพบบทสรุปของมาตรฐานเหล่านั้นว่า ผู้เรียนจะต้องเกิดพฤติกรรมดังนี้
ด้านทักษะการเรียนรู้
- มีทักษะในการศึกษาค้นคว้าข้อมูลข่าวสารจากแหล่งความรู้
- นำความรู้ไปใช้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง
- นำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงและในการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม
- รู้วิธีแก้ไขปัญหาอย่างถูกวิธี
ด้านความรู้สึก ค่านิยม
- ปฏิบัติร่วมกับชุมชน ป้องกัน แก้ปัญหา เฝ้าระวัง อนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ
- ร่วมปฏิบัติการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- จัดแสดงผลงาน เขียนรายงาน อธิบายเกี่ยวกับแนวคิด กระบวนการ และผลงานของการปฏิบัติให้ผู้อื่นเข้าใจ
- ตระหนักถึงผลการกระทำของมนุษย์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ดำเนินชีวิตตามแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีส่วนร่วมแก้ปัญหาและส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
- ยอมรับความคิดเห็นและผลงานของผู้อื่น
ด้านการทำงาน
- ทำงานอย่างคุ้มค่าและถูกวิธี
- ทำงานอย่างมีความสุข มีกิจนิสัยในการทำงาน
- ทำงานด้วยความประณีต รอบคอบ ปลอดภัยและสะอาด
- ทำงานอย่างมีหลักการและวิธีการทำงาน แก้ปัญหาด้วยกระบวนการทางเทคโนโลยีสารสนเทศ
- ทำงานอย่างมีจิตสำนึกและมีความรับผิดชอบ
จุดเล็กๆ ที่สังเคราะห์มาจากจุดใหญ่ในมาตรฐานช่วงชั้นทั้งหมดนี้ พอที่จะชี้ให้เห็นว่า ที่สุดของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ที่ตรงไหน
กรณีศึกษานั้นถ้าไม่จบลงที่ผู้เรียนสามารถนำวิธีการเรียนรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้ ถือว่าการเรียนการสอนยังเดินทางไปไม่ถึงที่สุดของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตรงนี้ที่ครูผู้สอนแบบกรณีศึกษาพึงสำเหนียกไว้ ก่อนจบก็ขอกระซิบไว้ตรงนี้ว่า การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมชุมชนในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน คือบทเรียนที่แสนสุข และผลที่ปรากฏออกมามักจะหวานฉ่ำดั่งน้ำผึ้งรวงที่มาจากป่ากว้าง...
อ่านเป็นเล่มได้ที่นี่ครับ https://docs.google.com/docume...
"บทเรียนที่แสนสุข และผลที่ปรากฏออกมามักจะหวานฉ่ำดั่งน้ำผึ้งรวงที่มาจากป่ากว้าง.." เป็นการจบที่อิ่มอร่อยจริงๆค่ะ.