ผมมีข้อสังเกตว่าเวลามีการประชุมปรึกษาหรือกันเรื่องวิชาการสายรับใช้สังคมไทย ผู้มาร่วมประชุมเป็นคนในวงการ “เพื่อชนบท” แทบทั้งสิ้นไม่มีคนในวงการ “modern sector”ซึ่งหมายถึงคนในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมเลย
ผมอยากเห็นสภาพที่ วิชาการรับใช้สังคมไทย รับใช้ทั้ง modern sector และภาคชนบท และเป็นกลไกให้สองภาคส่วนนี้เชื่อมโยงกัน และเสริมแรง (synergy) กัน ไม่ทราบว่าเป็นฝันที่ไม่มีวันเป็นจริงหรือเปล่า แต่ผมว่าเป็นไปได้
ย้ำว่า ผมฝันให้ วิชาการสายรับใช้สังคมไทย ทำหน้าที่เชื่อมโยงสังคมไทยภาค เมือง-เศรษฐกิจ กับภาค ชนบท-สังคม เข้าด้วยกัน ให้ทำงานเกิดการเสริมแรงกัน ในการสร้างสรรค์สังคมไทย เพราะทั้งสองภาคต่างก็เป็น “ภาคความจริงแห่งชีวิต”และเป็น “สินทรัพย์ของสังคมไทย”ด้วยกันทั้งสิ้น
วิชาการสายรับใช้สังคมไทยต้องทำหน้าที่สร้างสรรค์ complexity แห่งสังคมไทย เป็นตัวเชื่อม “สองขั้วตรงกันข้าม” ในสังคมไทยเข้าหากัน
ในยุคใหม่ในศตวรรษที่ ๒๑ วิชาการไม่เป็นเรื่องผูกขาดอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอีกต่อไปวิชาการอยู่ในฝ่ายปฏิบัติด้วยอุดมศึกษาเป็นเพียงภาคส่วนหนึ่งของภาควิชาการแต่อุดมศึกษาควรทำหน้าที่เป็นผู้นำหรือ ทำหน้าที่นำฝ่ายวิชาการ ให้รับใช้สังคมไทย
คำถามหลักคือ “อุดมศึกษามีส่วนยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยหรือไม่ อย่างไร”คำถามสำหรับสถาบันอุดมศึกษาที่อยู่ในจังหวัด ก คือ “สถาบันของเรามีส่วนยกระดับรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนใน จังหวัด ก และจังหวัดใกล้เคียงหรือไม่ อย่างไร” และหากต้องการให้สถาบันมีส่วนมากขึ้นสถาบันจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีทำงานอย่างไร
คำถามแนวนี้ไม่ใช่คำถามเฉพาะต่อมหาวิทยาลัยกลุ่มเพื่อท้องถิ่นเท่านั้นเป็นคำถามสำหรับมหาวิทยาลัยไทยทุกกลุ่มเพราะมหาวิทยาลัยไทยทุกมหาวิทยาลัยมีหน้าที่รับใช้สังคมไทยไม่ใช่ลอยตัวอยู่เหนือสังคมและการรับใช้สังคมไทยต้องทำหน้าที่รับใช้สองระดับคือระดับชาติกับระดับพื้นที่ทุกมหาวิทยาลัยต้องทำหน้าที่รับใช้สังคมทั้งสองระดับในสัดส่วนที่แตกต่างกัน
หากสังคมไทยยังมองเป้าหมายของการพัฒนาประเทศสองด้านคือด้านเศรษฐกิจกับด้านสังคมเป็นเป้าหมายที่แยกกันขัดกันเป็นขั้วตรงกันข้ามสังคมไทยก็จะเจริญก้าวหน้าในยุตศตวรรษที่ ๒๑ ได้ยาก เป็นหน้าที่ของวงการอุดมศึกษาที่จะดำเนินการให้เป้าหมายทั้งสองนี้เสริมส่ง (synergy) ซึ่งกันและกัน นี่คือหน้าที่รับใช้สังคมใน higher order
อุดมศึกษาจะทำหน้าที่เช่นนี้ได้ โดยการปฏิบัติเป็นตัวอย่าง ตัวอย่างของการทำหน้าที่รับใช้สังคม ทั้งในภาคส่วนชนบท-สังคม และภาคส่วน เมือง-ธุรกิจ เชื่อมโยงให้ทั้งสองภาคนี้ทำงานร่วมกัน เพื่อผล win – win
ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ในการทำหน้าที่นี้ แต่มีหลักการ ซึ่งก็คือการทำงานวิชาการร่วมกับภาคี (partner) ที่หลากหลาย ทำหน้าที่เชื่อมโยงภาคีที่แตกต่างกันทางความคิด แตกต่างกันในกระบวนทัศน์ เข้าหากัน เพื่อผล win – win โดยมีความรู้ การสร้างความรู้ และการใช้ความรู้ เป็นเครื่องมือ
ความฝันนี้ เหลวไหล หรือท้าทาย
วิจารณ์ พานิช
๑๘ มี.ค. ๕๕
เป็นหน้าที่ครับ...
ทุกมหาวิทยาลัย มีหน้าที่รับใช้สังคมไทย..ไม่ใช่ลอยตัวอยู่เหนือสังคม
ในขณะที่นักวิชาการสายรับใช้สังคมไทย..
ต้องทำหน้าที่เชื่อมโยงสังคมไทยภาคเมือง-เศรษฐกิจ กับภาคชนบท-สังคม
เข้าด้วยกันและเสริมแรง (synergy) กัน ด้วยความรู้..ด้วยคุณธรรม..
ความฝันนี้ของอาจารย์ ท้าทาย และเป็นประโยชน์อย่างมากครับ
ขอให้ประสบผลสำเร็จเป็นจริง และพัฒนายั่งยืนคู่สังคมไทยในอนาคตอันใกล้นี้ครับ
ขอบพระคุณครับ
- วิชาการรับใช้สังคมไทย
- อยากเห็น...เช่นนั้นด้วยเช่นกันค่ะ .... สาธารณสุข..กำลังทำอยู่ นะค่ะ...แต่ก็ขับเคลื่อนได้...ไม่เร็วดังใจ...มากนักค่ะ