ในช่วงที่ผู้เขียนเข้าไปร่วมเรียนรู้ กรณีศึกษาป่าชุมชนกับเพื่อนครูอำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ดังกล่าวแล้วข้างต้นนั้น คณะครูกลุ่มนี้นิยมการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ แบบโมเดลว่าว (The Kite Model) ซึ่งเป็นรูปแบบการคิดวิเคราะห์ที่ดีมากอีกรูปแบบหนึ่งที่ผู้สอนน่าจะศึกษานำมาฝึกหัดให้ผู้เรียนใช้ประกอบการคิดวิเคราะห์
การคิดแบบโมเดลว่าวนั้น คิดวิเคราะห์ 4 ทิศทาง มีองค์ประกอบดังนี้
การปกครอง
สังคมวัฒนธรรม เศรษฐกิจ
จริยธรรม
สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ/ชีวภาพ
(ดูรูปได้จาก https://sites.google.com/site/chatreesamran/-doc-13 ครับ)
รายละเอียดของแต่ละด้านมีดังนี้ คือ
1. เศรษฐกิจ ด้านเศรษฐกิจในครัวเรือนก็คือรายรับ-รายจ่ายของแต่ละครัวเรือนที่มีผลเพิ่มขึ้นจากกรณีศึกษาในชุมชน ในเมือง ในประเทศ ซึ่งมีความผูกพันเชื่อมโยงกัน ทั้งในครัวเรือนสู่ประเทศชาติ และสู่โลก เช่น
ระบบการผลิต การนำอุตสาหกรรมเลกก็็็กๆ ในบ้านเรือนสู่อุตสาหกรรมชุมชน เมือง และประเทศ เหมืองแร่ โรงงานแปรรูป การเกษตร
นโยบายทางเศรษฐกิจ นโยบายจับจ่ายใช้สอยในครัวเรือน ในประเทศ การควบคุมราคา การค้าภายในประเทศ ระหว่างประเทศ
ระบบพาณิชย์ กรมส่งเสริมการลงทุน คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน/การผลิต การตลาด การธนาคาร
2. การปกครอง ผู้สอนจะต้องฝึกให้เห็นตั้งแต่ระบบครัวเรือน ความเป็นอยู่ในครอบครัวสู่ชุมชน จังหวัด และประเทศ ผู้เรียนจะมองเห็นภาพการปกครองใกล้ๆ ตัวแล้วค่อยๆ ขยายสู่ไกลตัว โดยมองภาพแบบเชื่อมโยงสู่กันและกัน จะสานความเข้าใจให้ปรากฏขึ้นแก่ผู้เรียนได้อย่างเป็นลำดับ
สถาบัน พรรคการเมือง องค์กรในชุมชน หน่วยราชการในท้องถิ่น ในระดับประเทศ ระหว่างประเทศ องค์กรร่วมแบบทวิภาคี และมหาภาคี องค์กรเอกชน บรรษัทระหว่างชาติ
อำนาจ ระหว่างสถาบัน ระหว่างประเทศ และภายในประเทศ ระหว่างเพศ ระหว่างกลุ่มเชื้อชาติ และกลุ่มทางเศรษฐกิจและสังคม
3. สังคม / วัฒนธรรม / จริยธรรม
ค่านิยม ทางวัฒนธรรม ศาสนา
การศึกษา ภูมิปัญญาท้องถิ่น ความรู้ในคนผู้ปฏิบัติจริงในเรื่อง
หรือศาสตร์ต่างๆ
องค์กรทางสังคม บทบาทของเยาวชน กลุ่มบุคคลครอบครัว และกลุ่ม
สังคมที่สร้างความเจริญให้แก่ชุมชนสังคม
โครงสร้างทางสังคม การกระจายทรัพยากร (การถือครองที่ดิน) การกระจายอำนาจ ตำแหน่งหน้าที่
4. สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ
ระบบของสิ่งแวดล้อม ดิน พืชพรรณ ภูมิอากาศ น้ำ โรคภัย ลักษณะทางกายภาพของเมือง
(แนวความคิดรายละเอียดโมเดลว่าว นำมาจาก สมชัย แซ่เจีย)
การคิดเชิงวิเคราะห์โมเดลว่าวนี้ จะช่วยให้ผู้เรียนเห็นภาพของปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นง่ายและชัดเจนมาก เพราะสามารถคิดวิเคราะห์ได้เป็นด้านๆ แต่ละด้านก็เชื่อมโยงกันได้เช่นกัน การที่กำหนดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้ง 4 ด้านให้เห็นภาพชัดเจนว่ามีอะไรบ้าง จะง่ายต่อการตั้งคำถามเจาะลึกด้วย และง่ายต่อการคิดเชิงวิเคราะห์เจาะลึกให้ละเอียดยิ่งขึ้น เพราะมีภาพงานกำหนดให้เห็นทางเดินที่ชัดเจน แต่อย่าเข้าใจว่า ประเด็นทั้ง 4 คือ กรอบความคิดที่ผู้เรียนจะต้องยึดแบบ ผู้เรียนจะต้องตั้งคำถามในสิ่งที่ตนต้องการจะรู้ เมื่อตนเองสงสัยสิ่งใดก็ตั้งคำถามขึ้นมา ผู้สอนต้องคอยกระตุ้นให้ผู้เรียนเป็นคนช่างสงสัย เป็นคนอยากรู้ อยากเห็น อยากค้นหาคำตอบ อย่านำกรอบความทุกข์ของทฤษฎีต่างๆ ไปกีดกั้นความคิดของผู้เรียน เมื่อผู้เรียนสงสัยอะไรตั้งคำถามขึ้นมา แล้วเห็นว่ายังไม่เข้าใจที่จะดึงข้อมูลมาเพียงพอต่อการวิเคราะห์ ผู้สอนต้องพยายามใช้คำถามย่อยถามเพื่อกรุยทางความคิดของผู้เรียนให้สงสัยต่อ ตรงนี้เองที่กล่าวว่า ถ้าอยู่ในสถานการณ์จริง ผู้สอนจะสามารถตั้งคำถามซอยย่อยกระตุ้นให้ผู้เรียนสงสัยได้หลากหลาย เพราะภาวะแห่งความเป็นจริงนั้นจะมองเห็นภาพว่า ควรเพิ่มเติมอะไร แค่ไหน
มาถึงตรงนี้ขอเน้นย้ำว่า ผู้สอนอย่าเป็นผู้ตั้งคำถามไปให้ผู้เรียนค้นหาคำตอบ พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงการนำตัวอย่างคำถามไปให้ผู้เรียนดู เพราะนิสัยการลอกแบบอย่างที่มีอยู่จะถูกดึงมาใช้ ในที่สุดผลของการเรียนก็ลงในรูปแบบเก่า คือ ผู้เรียนทำตามใบงานที่ผู้สอนกำหนดให้ ถ้าเป็นแบบนี้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในรูปแบบกรณีศึกษาก็หามีความหมายใดไม่ นี่คือเคล็ดที่ไม่ลับ นอกจากนี้ผู้สอนพยายามช่วยเหลือผู้เรียนเวลาผู้เรียนเสนอข้อมูลที่ได้มา เช่น คนเจ็บป่วยต้องไปโรงพยาบาล ตรงนี้ผู้เรียนอาจคิดไม่ได้ว่า จะนำข้อมูลไปสู่ทิศทางใด
ผู้สอนต้องถามแล้วว่า “เสียเวลาไหม เสียเงินไหม” ถ้าเสียเวลา ไม่เสียเงิน ก็ถามต่อว่า “เวลาที่เสียไปนั้น ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น ทำงานได้เงินไหม” ฝึกให้ผู้เรียนคิดในแง่ของเศรษฐศาสตร์ให้ได้ ฝึกให้ผู้เรียนตีค่าเวลาเป็นตัวเงิน เพื่อจะได้เห็นคุณค่าของเวลา ถ้าเกี่ยวกับความเชื่อก็เข้าสู่ทิศทางวัฒนธรรม แต่ถ้าเป็นข้อตกลงในชุมชนในกลุ่มเล็กๆ ก็เข้าสู่การปกครอง ตรงนี้สำคัญมาก เพราะผู้เรียนอาจจะแปลความหมายไม่ได้
อีกอย่างหนึ่ง ถ้าทำได้เมื่อจบกิจกรรมการเรียนรู้ในวันหนึ่งๆ ควรที่จะให้ผู้เรียน ถามตนเองแล้วบันทึกไว้ในประเด็น
1. เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง การได้เรียนรู้นั้นไม่เฉพาะเนื้อหาวิชาจากตำราวิชาการ แต่การได้เรียนรู้จากชุมชน จากกระบวนการทำงานกลุ่ม จากการนั่งทำงานคนเดียว การเข้าไปสัมภาษณ์ชุมชนมีจุดพลาดตรงไหนบ้าง ควรที่จะแก้ไขอย่างไรเพื่อไม่ให้พลาดซ้ำในครั้งต่อไป จุดเด่นที่พบมีอะไรบ้าง ครั้งต่อไปถ้าจะนำมาใช้ควรนำใช้อย่างไรจึงจะเหมาะสมกับสถานการณ์นั้นๆ
ยังมีข้อมูลใดบ้างที่ขาดไป ควรจะศึกษา สืบค้น เพิ่มเติม จะตั้งคำถามเพิ่มเติมว่าอย่างไร และควรจะนำไปสืบค้นที่ไหน
2. เราเรียนรู้ด้วยวิธีการใด ตรงนี้สำคัญมาก ผู้เรียนควรจะบอกได้ว่า เรียนรู้ด้วยวิธีการใด เช่น สัมภาษณ์ผู้รู้ เสวนาสืบค้น วิธีการเรียนรู้เหล่านี้จะต้องสอดคล้องกับสิ่งที่เรียนรู้ได้ในข้อ 1.
3. เรารู้สึกอย่างไรบ้างในขณะดำเนินการเรียนรู้ ตรงนี้ควรฝึกฝนให้เกิดในตัวผู้เรียน เพราะนี่คือการฝึกสติสัมปชัญญะให้รู้ตัวทั่วพร้อม การรู้ถึงอารมณ์ของตนในขณะดำเนินกิจกรรมนั้น จะช่วยให้ผู้เรียนรู้ตัวเองว่าเป็นใคร กำลังทำอะไรอยู่ ผู้เรียนจะได้ตระหนักรู้ถึงสภาวการณ์ของตนได้ ถ้าฝึกรู้ให้บารมีแก่กล้าขึ้น นี่คือการฝึกคุณธรรมจริยธรรมที่แท้จริง
มีอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้สอนควรรำลึกไว้ คือ ถ้าตำราวิชาการเขียนอะไร อย่างไร ไว้แล้ว ผู้อ่านมักจะนำไปทำตามอย่างเสมอ ไม่ใช่เรา ผู้อ่านควรอ่านแล้วไปทดลองสอนด้วยตนเองในต่างสถานการณ์ ต่างภาวะกาล ต่างกลุ่มผู้เรียน ทฤษฎีที่เราเรียนมาอาจจะนำมาใช้ได้ไม่ตรงกัน ผู้สอนควรดูแก่นแกนของทฤษฎีวิธีการ แล้วนำมาประยุกต์ใช้ให้ตรงกับสภาพของผู้เรียนของเรา ตรงกับสถานการณ์ที่เราจัดขึ้น และตรงตามจุดประสงค์และการประเมินผลที่เรากำหนดไว้ ถ้าเราทำได้ดังว่า การคิดสอนของผู้สอนย่อมจะเกิด
วิธีการใหม่
ความรู้ใหม่
คำตอบใหม่
และตำราวิชาการเล่มใหม่ที่ผู้สอนเขียนเองได้
การคิดเชิงวิเคราะห์ที่ใช้รู้ปแบบโมเดลว่าว ในเล่มนี้ก็เช่นกัน ถ้าผู้สอนไม่ถนัดในตอนนี้จะใช้การคิดเชิงวิเคราะห์แบบมโนทัศน์ หรือแบบอื่นๆ ที่ผู้เรียนถนัด ผู้สอนถนัดก็ได้ไม่แปลก แต่คิดว่าเราน่าจะฝึกโมเดลว่าวบ้าง เพราะเป็นเรื่องใหม่ วิธีคิดใหม่ แต่ให้ข้อมูลมาก น่าลองนะครับ
ขอผู้สอนพึงตระหนักรู้ไว้เถิดว่า “เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น”
อ่านเป็นเล่มได้ที่นี่ครับ https://docs.google.com/docume...