เหนื่อยน้อยกว่าเดิม 3 เท่า (เช่นไม่ต้องก้มดำนา ไม่ต้องฉีดยา ใส่ปุ๋ยหรือทำหญ้า) แต่ได้กำไรกว่าเดิม 100 เท่า (จากพันห้า เป็น แสนห้า)

แม้ผมจะไม่เคยทำนามาก่อนในชีวิต แต่ก็ได้พยายามศึกษาหาความรู้จากการอ่าน การถาม การดูเสมอมา  บัดนี้ผมได้คิดวิธีการทำนาชีวภาพแบบใหม่ ที่น่าจะดีกว่าการทำนาแบบเดิมๆโดยเฉพาะเหนื่อยน้อยกว่า แต่รายได้มากกว่า แถมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้ม  โดยทุกขั้นตอนตั้งแต่การเตรียมดิน  ถึงการอบแห้ง จะเป็นวิธีการใหม่ที่ต่างจากระบบเดิมทั้งสิ้น  

 

 

หากท่านอ่านแล้วเห็นว่าดี หรือ พอมีทางเป็นไปได้ โปรดช่วยนำไปสานต่อ  ช่วยโพนทะนา  วิจัย ทดลอง  แต่หากเห็นว่าไม่ดี เป็นไปไม่ได้ ผมก็ขออภัยด้วยที่ทำให้ท่านต้องเสียเวลาอ่านโดยเปล่าประโยชน์ (ยาวมากซะด้วย เพราะเป็นการสั่งสมความรู้ความคิดมาประมาณ ๑๐ ปี  ในขณะที่มีเรื่องอื่นคู่ขนานอีก ๑๐๘ เรื่อง)

 

 

นาชีวภาพนี้จะไม่ฉีดพ่นสารใดๆ  แม้สารชีวภาพ...เหมาะสำหรับนาอีสานส่วนใหญ่ ที่ไม่มีการชลประทาน แต่ถ้ายิ่งที่มีชลประทานก็ยิ่งดี

 

ชาวนาอีสานเฉลี่ยมีนา 5 ไร่ ทำนาแล้วไม่พอกิน (ทำให้ต้องไปหาลำไพ่รับจ้างลงคะแนนเลือกตั้งและรับจ้างชุมนุม)  เพราะได้กำไรสุทธิเพียงไร่ละประมาณ 1500 บาทเท่านั้น (หลังจากหักค่าปุ๋ย สารเคมีแล้ว)

 

จึงได้คิดค้นวิธีการทำนาน้ำฝน ที่เหนื่อยน้อยกว่าเดิม 3 เท่า (เช่นไม่ต้องก้มดำนา ไม่ต้องฉีดยา ใส่ปุ๋ยหรือทำหญ้า) แต่ได้กำไรกว่าเดิม 100 เท่า หลักการกว้างๆคือ เราจะเลี้ยงปลาเล็กที่กินหญ้า กินไรน้ำ หอยขม เขียดน้อย แมงปอ  ในนา พร้อมทั้งปลูกพืชน้ำ เช่น สาหร่าย และสันตะวา ให้เป็นอาหารปลา  ส่วนร่องน้ำกลางนาเราจะเลี้ยงสาหร่ายโตเร็ว พร้อมปลาจีน (หรือเปลาเฉา)  จะมีการเวียนน้ำเพื่อบำบัดและเพิ่มสารอาหารให้ปลาพร้อมกันไป จะมีการปลูกผักสลัดที่ชอบแดดรำไร (และมีราคาแพง) ภายหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ผลที่ได้คือ ชาวนาลดความเหนื่อยล้า เพราะไม่ต้องฉีดพ่นยา ไม่ต้องใส่ปุ๋ย และไม่ต้องทำหญ้า แต่ประการใด แต่จะมีรายได้สุทธิประมาณ 150,000 บาทต่อไร่ต่อ 1 รอบการทำนา

 

นอกจากนี้การเก็บเกี่ยวยังทุ่นแรงได้มาก เพราะไม่ต้องตากตอซัง เก็บตอซัง นวด แต่จะใช้วิธีหวีซึ่งเป็นการเกี่ยวนวดในตัวแล้วเอามาตากแห้งบนแคร่พรุน 2 วัน

 

ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำจะเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างครบวงจรทำให้ไม่ต้องฉีดยา ใส่ปุ๋ย หรือทำหญ้า แถมได้ผลผลิตเพิ่มพูนมหาศาล ขั้นตอนในรายละเอียดดังนี้

  • แปลงนาเป็นสี่แหลี่ยมผืนผ้ากว้าง 12 เมตร และยาวตามชอบ อาจยาว 33 เมตร จะได้พื้นที่ประมาณ  1 งานพอดี  ตรงกลางร่องนาตามแนวยาวให้ขุดเป็นร่องน้ำลึก 1.5 เมตร กว้าง 2 เมตร ร่องนี้จะเอาไว้ กักน้ำ เลี้ยงสาหร่าย และเลี้ยงปลาจีน  (grass barb) ซึ่งเป็นปลากินผักหญ้า สาหร่ายหางกระรอกโตเร็วมาก จะเป็นอาหารหลักของปราจีน โดยไม่ต้องให้อาหารอื่นใด ยกเว้นอาหารเสริมเป็นครั้งคราว

 

  • ดินที่ขุดขึ้นจากร่อง ให้เอามาทำเป็น ”คันนาในคันนา” ล้อมร่องน้ำไว้ แต่ให้เปิดช่องต่อกับผืนนาไว้ กว้างสักประมาณ  30 ซม. (เป็นช่องระบายน้ำ)
  • พอฝนเริ่มตกในช่วงเดือนพค. น้ำในนาจะไหลมาลงร่องกลาง เช่น ถ้าตกสัก  10 ซม ในเดือนพค.  ก็จะได้น้ำในร่องลึกประมาณ 50 ซม. น้ำที่ขังไว้ได้นี้เราจะเอาไปทำระบบชลประทาน บริหารจัดการน้ำในนาได้ ทำให้สามารถปลูกข้าวได้ในต้นเดือน มิย. ทันที  แม้ฝนทิ้งช่วงเราก็สามารถใช้น้ำในร่องนี้สูบเข้านาที่แห้งได้
  • พอมีน้ำขังในร่องถึงระดับเราเริ่มเอาลูกปลา หอย ลงไปอภิบาลได้เลย โดยกั้นด้วยผ้าไนล่อนให้เป็นคอกเล็กๆ  ให้อาหารเสริมตามสมควร เราจะเลือกเลี้ยงปลาที่กินไรน้ำพืชเท่านั้น เพราะเตรียมอาหารให้ได้ง่ายกว่าปลาที่กินไรน้ำสัตว์
  • เตรียมดิน ตามปกติ คือ ไถดะ ไถแปร คราด ทำเทือก เพียงแต่การบริหารเวลาจะต่างออกไป โดยเฉพาะก่อน “หยอดหล่น”  (การปักดำ หรือหว่าน) กล่าวคือ พอไถดะเสร็จจะไม่ตากดินไว้ 10 วัน เหมือนปกติ แต่จะทำการไถแปรทันที จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 10 วันเพื่อให้เมล็ดวัชพืชงอกให้หมด  (การปล่อยให้หญ้างอกในช่วงไถดะ อย่างที่นิยมกันนั้น หญ้ามันอาจงอกไม่หมด เพราะถูกกดทับไว้ในระดับลึกไว้ด้วยก้อนดินใหญ่ๆ สู้ไถแปรเลยจะดีกว่า ทำให้ดินละเอียด ลดการกดทับ ทำให้เมล็ดหญ้างอกมากกว่า)   พอหญ้างอกเต็มที่ใน 10 วัน ก็คราด “ละเอียด” และทำเทือก การคราดละเอียดเป็นแนวคิดใหม่ที่จะทำการถอนรากหญ้าออกหมด และจะไม่มีการพลิกฟื้นหน้าดินให้เมล็ดหญ้าใต้ดินมีโอกาสขึ้นมางอกอีก  ดังนั้นจึงจะไม่มีหญ้างอกอีกต่อไป....การ “คราดละเอียด” คือการครูดแต่ผิวหน้าดินให้ถอนรากหญ้าโดยไม่พลิกหน้าดินให้เมล็ดหญ้าใต้ดินลึกๆ ลอยขึ้นมาอีก โดยคราดนี้จะทำเป็นหัวตัว V เล็ก ไถไปที่ผิวลึกสัก 1 ซม พอถอนรากหญ้าออก ทำเป็นแถวสลับฟันปลาสัก 4 แถว  (เรื่องนี้ไม่ยาก ทำได้แน่ แต่ต้องการนักปฏิบัติที่เชี่ยวชาญสักหน่อย)
  • ในระหว่าง 10 วันที่รอหญ้าขึ้นนี้ ให้เอาลอบปูไปดักปูให้หมดนา ปูที่ดักได้จะช่วยเพิ่มรายได้ได้ดีทีเดียวเช่นเอาไปดองแล้วไปขายร้านแม่ค้าส้มตำ ..ปกติชาวนาวันนี้ใช้ยาฉีดฆ่าปู ทำให้เสียเงิน และทำลายสิ่งแวดล้อม  แต่วิธีนี้ได้เงิน และไม่เหนื่อยมากด้วย (ไม่ต้องออกแรงฉีด)  อีกวิธีคือปล่อยปลาไหลลงนาในช่วงนี้ ปลาไหลจะจับปูหอย (เชอรี่ โข่ง) กินหมดในช่วงนี้ จากนั้นทำการกู้ปลาไหล เอาไปขาย..ถ้าไม่กลัวบาป อิอิ )
  • เมื่อคราดครั้งสุดท้าย หน้าดินนุ่มดี  ให้ไขน้ำเข้านาพอแฉะ (สูบเข้าจากร่องตรงกลาง..ไม่ต้องรอฝน) แล้วทำการหยอดหล่นเมล็ดข้าวทันที (โปรดหาอ่านในโพสต์เก่าของผมถึงวิธีทำนาหยอดหล่น ข้อดีคือ ไม่มีการถอนรากกล้าให้ช้ำ แต่ได้ต้นข้าวเรียงแถวดี โดยไม่ต้องดำนาให้เหนื่อยยาก (ชาวนาชั้นสูงบางคนได้ยินเข้า อุทานว่า แบบนี้มันเร็วพอๆกับปักดำด้วยรถญี่ปุ่นเลยนะ ผมบอกว่าใช่ ต่างกันก็ตรงที่อัตราเสียหายของเราน้อยกว่ามาก และไม่ต้องเสียเงินไปซื้อเขามา)  ต้นข้าวจะแข็งแรง ต้านทานโรคได้ดี และโตเร็ว เนื่องจากไม่มีการชะงักตัวจากการที่รากกระเทือนอันเนื่องจากการปักดำ  การต้านทานโรคดีนี้ยิ่งทำให้เหมาะต่อการทำนาชีวภาพ)  ..ก้อนดินหยอดหล่นนั้นรากออกเป็นตุ่มแล้ว พอหยอดลงไปก็จะงอกทันที่ จะโตเร็วกว่าหญ้าซึ่งเหลือน้อยมากแล้ว หรือแทบไม่มีแล้วด้วยซ้ำ (ยกเว้นพวกที่ปลิวมาใหม่ในช่วงนี้)  สนใจอ่านได้ที่นี่.... http://www.gotoknow.org/blogs/posts/455971

 

  • การหยอดหล่นให้คำนึงถึงทิศทางการเคลื่อนตัวของดวงอาทิตย์ด้วย  แถวติดกันให้สลับช่องว่างระหว่างต้น จะได้ไม่บังแดดกัน จะทำให้ข้าวโตไวขึ้น (เรื่องนี้ไม่มีใครคิดกันเลย สัมภาษณ์ชาวนามาทั่วประเทศ มีเพียงรายเดียว ที่ บ้านเชียงอุดรธานี ที่ชาวนาให้การว่า ปู่เขาเคยสอนเรื่องนี้ไว้ แต่เขาเองก็ไม่ได้ทำแบบนั้นแล้ว)
  • ในระหว่างนี้ถ้าฝนทิ้งช่วงเราก็สามารถสูบน้ำจากร่องเข้าไปเลี้ยงนาได้ ข้าวก็ไม่ตาย ไม่ต้องคอยฝนอีกต่อไป 
  • พอข้าวโตถึงระดับก็ปล่อยน้ำเข้านาให้เต็มที่ หรือ รอฝนแล้วแต่กรณี
  • ปล่อยปลาที่อนุบาลไว้ ซึ่งเป็นปลากินหญ้าลงไปเลี้ยง เช่นปลาจีน ปลากระดี่ ปลาตะเพียนทราย  ตะเพียนขาว  หอยขม กุ้งฝอย ดังนั้นต้นอ่อนวัชพืชที่กำลังจะโตตามข้าวมาก็จะถูกกินหมด เมล็ดวัชพืชน้ำที่ปลิวมาลงนาข้าวก็จะถูกปลาพวกนี้ตัดตอนเสียก่อนจะงอกด้วยซ้ำ เพราะมันชอบเมล็ดพืชมาก  ดังนั้นการทำเช่นนี้เราได้หลายต่อมากๆ คือ ได้ปลา ได้การกำจัดวัชพืช และได้ ปุ๋ย จากมูลปลานั่นเอง
  • พืชน้ำที่ปลูก เช่น สาหร่าย สันตะวา จะช่วยบำบัดน้ำเสียจากมูลปลาให้ดี แถมเติมออกซิเจน ให้น้ำด้วย จะเกิดการสมดุลระหว่างมูลปลา (ซึ่งเป็นปุ๋ยให้ต้นข้าว คือ แอมโมเนีย และ ฟอสเฟต) และการดูดซับส่วนเกิน ที่ทำให้เน่า ออกไปด้วยสาหร่าย สันตะวา ซึ่งกลายไปเป็นอาหารปลา นี่คือวงจรของความยั่งยืน ในนาข้าว ที่ไม่ต้องการอะไรเลย นอกจาก แสงแดด อากาศ น้ำ และดิน (ก็ดินน้ำลมไฟสมดุลกันเอง)
  • ร่องน้ำลึกตรงกลางเลี้ยงปลาจีน (grass barb) สาหร่ายน้ำหลากหลายสกุล เพื่อให้ปลาจีนกิน (ไม่เลี้ยงผักลอยน้ำ เพราะพวกนี้จะบังแดดหมด ทำให้สาหร่ายไม่โต)    ปลานี้ wikipedia บอกว่าโตเร็วมากเพราะกินอาหารวันละ 3 เท่าของนน. ตัวเอง ซึ่งสาหร่ายเช่น สาหร่ายหางกระรอก สาหร่ายไฟ สาหร่ายข้าวเหนียว โตเร็วมาก ย่อมเพียงพอต่อการกินของปลาจีน ถ้ามีเหลือก็เกี่ยวเอามาทำปุ๋ย หรือ แก๊สชีวภาพ  แต่น้ำจะเน่าเร็วมากจากอึปลาจีนที่กินเข้าไปมาก  เลยต้องมีการเวียนน้ำจากนามาสู่ร่องและจากร่องไปสู่นา
  • การเวียนน้ำดังกล่าว  (โดยการสูบ) ได้ผลดีสองต่อคือ เอาน้ำอุดมอึปลาจีนไปให้นา เป็นการเพิ่มปุ๋ยให้ต้นข้าว และ เพิ่มจุลินทรีย์ให้เกิดไรน้ำให้ปลาและกุ้งฝอยกิน ส่วนน้ำในร่องก็สะอาดขึ้น ปลาจีนก็ไม่ตายเพราะอึตนเอง ..แต่ต้องเสียค่าพลังงานในการสูบน้ำไปกลับเล็กน้อย ต้องมีปั๊มหนึ่งตัวที่ย้ายไปมาได้ ทำงานสลับกัน เช่น วันนี้สูบน้ำดีจากนาลงร่อง พรุ่งนี้สูบน้ำเสียจากร่องลงนา แล้วเวียนไปนาแปลงอื่น ข้าวก็ได้ปุ๋ยจากอึปลาจีนอย่างต่อเนื่อง
  • กบใหญ่จะไม่เลี้ยงเพราะมันกินปลา แต่จะเลี้ยงเขียดน้อยๆ เช่น เขียดขาคำ  เขียดน้อยจะขจัดแมลงน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลี้ยต่างๆ ซึ่งเป็นศัตรูข้าวที่สำคัญ ทำให้ไม่ต้องฉีดยาให้เสียเงินและเสียแรง ..เรื่องกบเขียดกำจัดแมลงนี้ได้พบเห็นมาโดยบังเอิญแล้วว่า ใช้ได้ เพราะไปเจอนาที่อ.ประทาย ในขณะออกพื้นที่ เจ้าของนาเอากบมาเลี้ยงไว้ในสระน้ำริมนา ปรากฏว่านาของแก 5 ไร่ ไม่ฉีดยา ข้าวก็งามดีมาก )
  • ปลาของเราจะเป็นปลาที่กินไรน้ำพืชเท่านั้น (ไม่กินไรนำสัตว์) เพราะมันทำให้เลี้ยงง่ายกว่ากันมากเลย  การเพาะไรน้ำสตว์เหนื่อยมากกว่าการเพาะไรน้ำพืช
  • ในการเวียนน้ำ ต้องมีเครื่องดูดโคลนผิวดินร่องน้ำไปกรองเก็บเอาไว้เป็นปุ๋ยชีวภาพ เพราะดินนี้มีแอมโมเนียและฟอสเฟตสูงมาก (เกิดจากอึปลา) ส่วนน้ำปล่อยให้ไหลเข้าไปแปลงนา จะเป็นการลดสารพิษจากร่องน้ำได้อย่างรวดเร็ว เพราะสารพิษส่วนใหญ่สะสมอยู่ที่หน้าดินก้นบ่อ (จากการตกตะกอนทับถม)   ถ้าเราเอาดินที่กรองไว้นี้ ไปหมักกับฟาง แล้วเอามาโรยหน้าดินตอนไถแปรเตรียมนาในปีต่อไป ก็กลายเป็นปุ๋ยชีวภาพมหาศาล จะเป็นการทำนาอย่างยั่งยืนและได้ผลผลิตมากมหาศาล ตลอดกาล
  • จะเพิ่มรายได้ และเพิ่มความสมดุลนิเวศ ด้วยการเลี้ยงหอยขม ด้วยการเอาไม้ผุๆ ท่อนยาวๆ มาวางพาดลอยน้ำไว้ เช่น ไม้กระถิน ให้ลอยน้ำในนาข้าว แล้วปล่อยหอยขมลงไปเกาะ หอยจะกินเศษไม้เน่าๆ ใบพืชน้ำเน่าๆ ย่อยเป็นอาหารให้ต้นข้าวได้อีก ส่วนหอยขมขายออกไปก็น่าจะได้ราคาดี (หอยขมไม่กินพืชสด กินแต่ของเน่า ส่วนหอยโข่งกินใบข้าวอ่อน)..ดังนั้นการเลี้ยงหอยขมในนาข้าวจะได้ประโยชน์สองต่อ คือ ย่อยสลายของเน่าให้กลายเป็นธาตุอาหารให้ต้นข้าวและพืชน้ำ แถมยังช่วยสร้างจุลินทรีย์ที่เป็นอาหารของไรน้ำ  
  • แมงปอตัวน้อยสวยๆ ก็ช่วยกินแมลงได้มาก แถมช่วยสร้างสีสัน สวรรค์บ้านนาให้สวยงามอีกด้วย  แมงปอเข็มตัวมันเล็ก มันน่าจะกินเพลี้ยต่างๆในนาข้าวได้
  • เขียดกินแมลง  ถ่ายมูลลงไปก็เป็นปุ๋ยให้นา กลายเป็นว่า แมลงไม่ใช่ศัตรูพืชอีกต่อไปแล้ว กลายเป็นมิตรด้วยซ้ำ เพราะมาช่วยเติมปุ๋ย แต่พอเราฉีดยา (แม้ยาชีวภาพ) กบเขียดปลาตายหมด
  • เลี้ยงสาหร่ายในนาเช่น สาหร่ายหางกระรอก สาหร่ายไฟ  และพืชใต้น้ำทั้งหลาย เช่น สันตะวา พืชพวกนี้จะเป็นอาหารปลา (ที่กินพืช) และยังช่วยบังแสงทำให้วัชพืชอื่นๆ ไม่ขึ้นอีกด้วย  ถ้ามีปริมาณมาก เราก็เกี่ยวขึ้นมาเลี้ยงหมู วัว อึวัวเอามาหมักทำแก๊สชีวภาพใช้หุงต้มในครัวเรือน ที่เหลือก็ขาย กากจากการหมักก็เอามาทำปุ๋ยชีวภาพ ปลูกผัก  นมวัวเอาไปทำชีส เนย เพิ่มมูลค่า
  • ผักบุ้ง สาหร่ายจากร่องกลาง ถ้ามีเหลือ เราเกี่ยวแล้วเอามาบด มาหมัก ให้เกิดจุลินทรีย์แล้วเอาไปโปรยลงแปลงนา ให้เกิดไรน้ำ หรือ หมักแบบ in situ คือ เอาไปถมไว้ตรงหัวมุมแปลงนา
  • พอข้าวออกรวงได้สัก 20 วัน (ก่อนถึงระยะพลับพลึง 10 วัน)  ก็ไขน้ำออกจากนา แต่ไม่ไขเอาไปทิ้งไหนให้เสียของ แต่สูบเอามาลงร่องกลางนา ซึ่งน้ำตอนนี้อุดมด้วยปุ๋ยอึปลา การสูบต้องสูบจากร่องน้ำหนึ่งไปยังอีกร่องหนึ่งของแปลงนาที่ติดกัน เพื่อให้น้ำไหลจากแปลงนาด้านซ้ายขวาผ่านช่องแคบมาลงร่อง ซึ่งจะสามารถเอาสวิงไปช้อนจับปลาที่ไหลมาลงร่องได้โดยง่าย จากนั้น ก็สูบจากร่องแปลงนาที่สูบไปฝากไว้กลับมามาลงแปลงนานี้บ้าง สลับกัน เราก็กู้ปลาไปขายได้โดยง่าย และเรายังจะได้ประโยชน์จากน้ำที่สูบมาสะสมไว้นี้ต่อไปอีกมากหลาย ในกาลต่อไป
  • ช่วงไขน้ำออกนี้ เพื่อรอให้ข้าวสุกแบบพลับพลึงเป็นเวลา 10 วัน ก็เตรียมเมล็ดพันธุ์พืชเศรษฐกิจไว้ คือผักที่ชอบพื้นที่ชื้นแฉะ และแดดรำไร เช่น วอเตอร์เครสท์  (ผักราคาแพง ชื่อฝรั่งทั้งหลายที่คนกรุงกำลังนิยมเห่อกินเป็นผักสลัด)
  • การเกี่ยวข้าว ใบข้าวก็ต้องไม่หลุดออก (เพื่อเอาไว้บังแดดให้ผัก) ซึ่งผมได้คิดค้นวิธีเกี่ยวแบบนี้ไว้แล้ว คือใช้หวีรูดเม็ดข้าวลงกระบุงที่ห้อยคอไว้เลย เป็นหวีตาถี่ห่างสามระดับ แบบนี้เราก็ไม่ต้องฝัดข้าวให้เหนื่อยยาก  (ดูลิงค์นี้......http://www.gotoknow.org/blogs/posts/456456)  เอาไปเทลงเครื่องอบแบบเตียงพรุนที่ผมได้ออกแบบทดลองไว้ได้ผลดีแล้วเช่นกัน  (http://www.gotoknow.org/blogs/posts/456446)    สองวันแห้งสนิท ก็เอาไปขายได้เลย ไม่ถูกตัดราคาเรื่องความชื้น โรงสีก็ชอบ เพราะไม่ต้องลงทุนเรื่องเครื่องอบแห้ง
  • กล่าวฝ่ายแปลงนาเมื่อถูกเกี่ยวรวงไปแล้ว  ความชื้นดินยังเหลือมาก ข้าวก็ยังบังแดด ก็ทำการปลูกผักสลัดราคาแพงที่ชอบร่มเงา (เช่น วอเตอร์เครสต์)  วิธีปลูกน่าจะเป็นการหว่านเมล็ด   ใช้เวลา 1 เดือน ก็เก็บผักชุดแรกได้ ทั้งนี้โดยไม่ต้องรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ยให้เหนื่อยยาก  เพราะความชื้นในดินมีอยู่แล้ว ธาตุอาหารก็ตกค้างอยู่มาก เขียดก็ช่วยกินแมลง
  • ภายใน 1 เดือนเก็บเกียวชุดแรกได้ พอตัดอีกทีมันก็แตกกอ ก็เกี่ยวชุดที่สองได้ ใช้เวลาอีก 10 วันเท่านั้น  ..ถ้าดินเริ่มแห้งน้ำไม่พอ ก็ตักน้ำจากร่องกลางนามารด  ซึ่งน้ำนี้เป็นน้ำที่อุดมไปด้วยสารอาหารจากอึปลา เอามารดผักก็จักงอกงามดีมาก กบเขียดก็ยังทำหน้าที่พิทักษ์แมลงให้ผักต่อไป เป็นผักปลอดสารพิษ ราคาดีมาก ราคาส่งอย่างน้อยโลละ 50 บาท
  • ทำนาแบบนี้เหมาะกับชาวนารายย่อย มีนา 5 ไร่ ทำด้วยตนเอง สองคนสามีภรรยา มีลูกช่วยบ้าง ก็น่าจะดำรงชีวิตได้อย่างมีสุข และ มีศักดิ์ศรี  และไม่เหนื่อยยากมากเท่าใด เพราะ ไม่ต้องดำนา ไม่ต้องฉีดยาไม่ว่าชีวหรือเคมี ไม่ต้องทำหญ้า ได้ข้าว ได้ปลา ได้หอย ได้ปู  ได้เขียด ได้ผัก(อันเหลังนี้มากหน่อย)  
  • การทำนาแบบนี้รายจ่ายน้อยมาก ส่วนรายได้สูงมาก โดยเฉพาะการขายผักสลัดเมืองหนาวแดดรำไร 2  ชุด

 

วิเคราะห์รายได้ ต่อไร่

ข้าวเปลือก 40 ถัง  40x10x15 = 6000 บาท (ข้าวชีวภาพ โลละ 15 บาท แพงกว่าปรกติ)

ปลาเล็ก 100 กก. = 100x50 = 5000 บาท (ประเมินว่าน้ำ มี 320 ลบ.ม. 3.2  ลบ.ม.ได้ปลา  1 กก. น่าสมจริง)

กุ้งฝอย 50 กก.   = 50x100 = 5000 บาท

เขียด  20 กก = 20x100 =2000 บาท

ปู  2 กก (60 ตัว)  = 120 บาท

หอยขม 50 กก.  =  2500  บาท

ปลาจีนเลี้ยงในร่อง  100 กก = 5000 บาท

..............................................................รวม 25,620 บาท

ผักสลัด 2 ชุดตัด 1300x50x2 = 130,000 บาท (คิดว่า 1 ตรม. ได้ผัก 1 กก.  กก ละ 50 บาท 1 ไร่มีเพียง 1300 ตรม. เพราะหักหัวคันนา และร่องน้ำแล่นกลางออก

...............................................................................................รวม 130,000 บาท

ค่าใช้จ่ายคือค่าเมล็ดพันธุ์  5 กก = 75 บาท (ใช้พันธุ์ของเราเอง ไมต้องไปซื้อ) ...ค่าจ้างตัวเอง (ไม่คิด)  ...ค่าพันธุ์ปลา...1000 บาท ...ค่าอาหารปลาในช่วงอภิบาล 1000 บาท ...ค่าเชื้อเพลิงสูบน้ำ 1000 บาท

 

........................................................................................กำไรสุทธิต่อไร่คือ  152,545 บาท

 

วิจารณ์ตนเอง

  • 1) รายได้จากข้าวปลาหอยเขียด ดูสมจริง
  • 3) รายได้ส่วนใหญ่มาจากผัก
  • 4) ไม่พึงคิดว่าถ้างั้นก็เลิกทำนาหันมาปลูกผักอย่างเดียวมิดีกว่าหรือ ตอบว่าคงไม่ได้เพราะเรายังต้องกินข้าว อีกทั้งจะเอาน้ำอึปลามารดผักจากไหน อ้าวอย่างงั้นเลี้ยงแต่ปลา สาหร่าย กบ แล้วปลูกผักข้างๆนาปลาดีไหม ก็น่าพอไหวนะ แต่ว่าเรายังอยากเห็นว่ามีการปลูกข้าวด้วย อีกทั้งถ้าทำแบบนี้น้ำเลี้ยงปลาตักเอามารดแปลงผักมันก็แห้งหมด ปลาตาย

ถ้าเลี้ยงปลาปลูกผักเฉยๆ น้ำในบ่อปลาจะเสีย ปลาจะตาย แต่ถ้าทำนาด้วย มีการเวียนน้ำ และในนาปลูกพืชเติมออกซิเจนก็เป็นการบำบัดน้ำเสียให้เป็นน้ำดี แล้วเวียนกลับมาลงบ่อปลา ปลาก็ไม่ตาย

 

  ....บุกเบิกแนวคิดโดย คนถางทาง (  (๑๐ กค. ๕๔))