แบกรับ...ไม่ไหว

แบกรับ..ไม่ไหว..

 
     เมื่อเราต้องแบกเก็บความเกลียดชังผู้อื่นไว้ในใจ มลพิษของความเกลียดชังจะกัดกร่อนใจของเราและติดตัวเราไปทุกที่ที่เราไป
           คุณครูในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ตัดสินใจให้เด็กนักเรียนในชั้นเล่นเกม โดยคุณครูบอกให้เด็กนักเรียนแต่ละคนในชั้นนำมันฝรั่งใส่ถุงพลาสติกมาจำนวนหนึ่ง บนมันฝรั่งให้เขียนชื่อคนที่รังเกียจเอาไว้ ดังนั้นจำนวนมันฝรั่งที่เด็กนักเรียนใส่ไว้ในถุงของเขาจะขึ้นกับจำนวนคนที่เขารังเกียจไม่ชอบและเมื่อถึงวันกำหนด เด็กๆทุกคนก็นำมันฝรั่งที่มีชื่อคนที่เขารังเกียจติดตัวมาด้วย บางคนมีมัน 2 หัว บางคนมีมัน 3 หัว ในขณะที่บางคนมีมันถึง 5 หัว จากนั้นคุณครูได้สั่งให้เด็กนักเรียนนำมันฝรั่งของตนเองใส่ถุงถือติดตัวไปทุกๆแห่ง(แม้กระทั่งเข้าห้องน้ำ) เป็นระยะเวลา 1 อาทิตย์

หลังจากหลายๆวันผ่านไป พวกเด็กๆก็เริ่มบ่นถึงกลิ่นที่ไม่สู้จะดีที่ออกมาจากฝรั่งที่เริ่มเน่า นอกจากนั้นเด็กที่มันฝรั่ง 5 หัว ก็ยิ่งบ่นที่ต้องถือถุงหนักกว่าคนอื่นๆ เมื่อเวลา 1 อาทิตย์สิ้สุดลงพวกเด็กนักเรียนจึงได้รู้สึกปลดปล่อยเพราะเกมได้จบลงแล้ว

                คุณครูถามว่า “พวกเธอรู้สึกอย่างไรกับการที่ต้องถือมันฝรั่งติดตัวอยู่ 1 อาทิตย์”พวกเด็กๆจึงระบายความหงุดหงิดไม่พอใจออกมา และบ่นถึงความลำบากที่พวกเขาต้องเจอการที่ต้องถือถุงมันฝรั่งที่ทั้งหนักและส่งกลิ่นเหม็นเน่า

               หลังจากนั้นคุณครูจึงอธิบายให้เด็กๆได้ทราบถึงความหมายที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ในเกม คุณครูกล่าวว่า “นี่เป็นเหมือนสถานการณ์จริงๆเมื่อเราต้องแบกเก็บความเกลียดชังผู้อื่นไว้ในใจ มลพิษของความเกลียดชังจะกัดกร่อนใจของเราและติดตัวเราไปทุกที่ที่เราไป ถ้าขนาดที่เรายังทนไม่ได้กับกลิ่นเน่าเหม็นของมันฝรั่งในช่วง 1 อาทิตย์ลองคิดดูว่ามันจะเป็นเช่นไรถ้าเราแบกเก็บความเกลียดชังไว้ตลอดชั่วชีวิต”

               ดังนั้นจงโยนทิ้งความเกลียดชังผู้อื่นออกไปจากใจคุณเพื่อที่ว่าคุณจะได้ไม่ต้องแบกรับบาปนี้ไปชั่วชีวิต ให้อภัยผู้อื่น ถือเป็นทัศนคติที่ดีที่สุดที่ควรยึดถือไว้ รักชื่นชมผู้อื่น แม้ว่าคุณจะไม่ชอบพอพวกเขา การรักชอบที่แท้จริงนั้นไม่ใช่การรักชอบคนที่สมบูรณ์แบบ ยิ่งกว่าสมบูรณ์แบบ แต่เป็นการรักชอบชื่นชมบุคคลที่ไม่สมบูรณ์แบบให้สมบูรณ์มากๆ

 

แล้วคุณล่ะ...ทำอย่างไร...

ข้อคิดดีมีไว้พึ่งปฏิบัติมิใช่มีไว้เพื่อบันทึกเพียงอย่างเดียว