คำว่า การวางเฉย เป็นคำที่ชาวพุทธคุ้นเคยมานาน แต่เชื่อว่า เราอาจไม่ทราบ แม้ในขณะที่วางเฉยต่อสิ่งต่างๆ ก็อาจเป็นการเพิ่มพูนอาสวะได้

เพราะเป็นการวางเฉย มีที่เป็นการ เฉยไม่รู้ หรือ เฉยรู้

หรือแม้แต่เป็นการวางเฉยเพราะรู้แล้ว เราเฉย ด้วย ความทนทานของจิต หรือ ด้วยปัญญา

เนื่องจากการวางเฉยในแทบทุกกรณี ชาวพุทธไทยมักเรียกรวมไปว่า อุเบกขา หากในทางที่ถูกต้อง เราควรแยกออกจากกัน ระหว่างการเฉยที่เกิดจากความรู้ อันเป็นอาการของจิตหรือจากปัญญา ซึ่งรวมเรียกว่า อุเบกขา และการเฉยที่เกิดจากการไม่รู้ อันมาจากอุเบกขาเวทนา ซึ่งเรียกว่า อัญญาณุเบกขา

ซึ่งการเฉยทั้งที่เป็นอุเบกขา และ อัญญาณุเบกขา มีลักษณะ และ ความต่างกันออกไปดังนี้

อุเบกขา

เป็นการวางใจเป็นกลางเฉยต่ออารมณ์ต่างๆ แยกเป็น การวางเฉยเพราะคุณสมบัติของจิต และ การวางเฉยเพราะปัญญาเห็นแจ้ง

สมเด็จพระสังฆราชได้อธิบายความหมายของการเฉยทั้งสองอย่างไว้ดังนี้

อันความวางเฉยด้วยความรู้นี้เกี่ยวแก่การที่ต้องปฏิบัติทำจิตใจให้เกิดความวางเฉยขึ้น และความวางเฉยด้วยความรู้นี้ก็ เป็นอาการของจิตที่มีความทนทานรู้แล้วก็วางเฉยได้ กับ เป็นอาการของจิตที่ประกอบด้วยปัญญาพินิจรู้ จึงหมายถึง รู้เรื่องที่เป็นไป กับ รู้ที่เป็นปัญญา

สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒโน) ธรรมกถาในการอบรมภาวนา (หน้า ๖)

การเฉยด้วยความทนทานของจิต เป็นเพราะรู้ความเป็นไป แล้วจิตยอมรับได้ เช่น มีคนนินทาว่าร้ายด้วยความเข้าใจผิด แต่ตนรู้ว่าเรื่องราวที่แท้จริงเป็นอย่างไร รู้ว่าตนไม่ได้มีเจตนา หรือ กระทำตามที่ถูกนินทา จึงเฉยได้

การวางเฉยด้วยปัญญาพินิจรู้ ส่วนใหญ่จะเกิดความรู้สึกชอบชังมาก่อน จากนั้นมีการใช้โยนิโสมนสิการจนเห็นความจริงในทุกแง่มุม เมื่อเห็นความจริง จึงวางเฉยได้ หรือจะว่าเป็นการเฉยเพราะการปรุงแต่งก็ได้ (ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า ยอดของสังขตธรรม หรือ ธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งขึ้น คือมรรคมีองค์แปด)

อุเบกขาในแบบแรก มีประโยชน์สำหรับตั้งรับในกรณีที่เกิดเหตุเฉพาะหน้า เมื่อยังปลีกเวลาพิจารณาให้เห็นทั่วไม่ได้ จึงใช้ความมั่นคงแห่งจิตตั้งรับไว้ก่อน หาก เราควรหาเวลาพัฒนาให้เกิดอุเบกขาในแบบที่สองนี้ขึ้นด้วย

แต่ไม่ว่าอย่างไร อุเบกขาทั้งสองแบบก็ยังไม่พ้นอารมณ์ไปได้ และหากอารมณ์ที่เป็นที่ตั้งของโทมนัส โสมนัสแรงๆ อุเบกขาที่อ่อนแรงกว่าก็อาจตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะรับอารมณ์แรงๆเหล่านั้นไม่ไหว

อุเบกขาที่ยิ่งกว่าอุเบกขาในปัญญาคืออุเบกขาในสังขาร เมื่อได้อุเบกขาในปัญญาแล้ว ก็จะได้อุเบกขาในสังขารต่อไป คือมีการปล่อยวางสังขารคือนามรูป

แต่ในช่วงของการปฏิบัติปล่อยวางนามรูปนี้ ยังต้องยึดถือนามรูปอยู่ คือ ยึดนามรูปนั้นไว้เพื่อที่จะปล่อย

ในขั้นนี้เรียกว่าจับขึ้นมาปล่อย ก็ยังเรียกว่ายังไม่หยุดคือต้องปรุงการปล่อย คือการปฏิบัติ ครั้นจับขึ้นมาเพื่อปล่อย ปรุงการปล่อยคือทำการปล่อย ปล่อยวางลงไปได้แล้วนั่นก็เป็นอันเสร็จกิจในการที่จะทำการปล่อย ก็เป็นอุเบกขาในสังขาร คือในนามรูป

สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒโน) ธรรมกถาในการอบรมภาวนา (หน้า ๔๐)

เมื่อเห็นไตรลักษณ์แล้ว เห็นว่าทุกสิ่งล้วนไม่เป็นตัวตนถาวร เกิดแล้วดับตามเหตุปัจจัย จึงจะปล่อยวางการยึดมั่นในนามรูปลงได้ แต่มีสิ่งที่พึงระวังคือ หากไม่เห็นอารมณ์นั้นด้วยไตรลักษณ์ แต่เห็นเป็นตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวรอยู่ประจำจิต ไม่ใช่เพียงอุปกิเลสที่จรมาสู่จิต (เช่น เห็นว่าสิ่งหนึ่งเป็น ความคิดที่เป็นอกุศลของฉัน ที่ฉันจะต้องพิจารณาละให้ได้) กลับจะยิ่งยึดอารมณ์นั้นมากยิ่งๆขึ้น เพราะ เมื่อมีสิ่งที่จะต้องละ ก็แสดงว่ามีสิ่งที่ยึดไว้นั่นเอง

อุเบกขาอาจพิจารณาตามสิ่งที่วางใจเป็นกลางได้เป็น ๒ ลักษณะ คือ วางเฉยในคน เช่น อุเบกขาในหลักพรหมวิหาร ๔ และ วางเฉยในธรรม เช่น อุเบกขาในหลักโพชฌงค์ ๗

และจัดอยู่ในหมวดสังขาร

อัญญาณุเบกขา

ก็คือ อุเบกขาเวทนา นั่นเอง จะเรียกว่า "อทุกขมสุขเวทนา" หรือ "เคหสิตอุเบกขา" ก็ได้ แบ่งเป็น ๒ ลักษณะได้อีกเช่นกัน คือ เพราะไม่รู้ว่ามีเรื่องอย่างนั้นเกิดขึ้นจึงเฉยอยู่ได้ กับ เพราะอารมณ์ที่มากระทบไม่มากพอที่จะให้เกิดความรู้สึกดีใจหรือเสียใจ จึงเฉยได้ ดังที่สมเด็จพระสังฆราชได้บรรยายในที่เดียวกันว่า

" ได้ตรัสสอนให้อาศัยเนกขัมมสิตะอุเบกขา อุเบกขาที่อาศัยเนกขัมมะ แก้ หรือดับละเคหสิตอุเบกขา อุเบกขาที่อาศัยเรือน อันอุเบกขาในที่นี้ก็หมายถึงอุเบกขาเวทนานี่แหละ คือ ความรู้สึกที่เป็นกลางๆ มิใช่สุขใจ มิใช่ทุกข์ใจ หรือเรียกว่า อุเบกขาเวทนา เวทนาที่ไม่ใช้ทุกข์ไม่ใช่สุข ซึ่งบังเกิดขึ้นแก่บุคคลทั่วไปในเมื่อได้รับอารมณ์คือเรื่องรูป เรื่องเสียง เรื่องกลิ่น เรื่องรส เรื่องโผฏฐัพพะ และ เรื่องของเรื่องเหล่านี้ที่เป็นกลางๆไม่พอที่จะให้เกิดความสุขใจดีใจ ไม่พอที่จะให้เกิดความทุกข์ใจเสียใจ จึงรู้สึกเป็นกลางๆเฉยๆไม่ทุกข์ใจไม่สุขใจ

สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒโน) ธรรมกถาในการอบรมภาวนา (หน้า ๒๔)


"ผู้ที่มิได้ปฏิบัติธรรมก็ได้อุเบกขาดั่งนี้อยู่เป็นอันมาก ผู้ที่ปฏิบัติธรรมก็เช่นเดียวกัน แต่ว่าผู้มิได้ปฏิบัติธรรมคือมิได้จับอุเบกขาดั่งนี้ขึ้นมาพิจารณานั้นก็เรียกว่า เป็นผู้ไม่ได้ปัญญาจากอุเบกขาดังกล่าวนี้ จึงเป็นอุเบกขาที่บังเกิดขึ้นแก่คนทั่วไปตามปรกติธรรมดา มิได้บังเกิดขึ้นด้วยความรู้อะไร คือ ไม่ต้องรู้อะไรก็ได้อุเบกขาดั่งนี้ จึงเรียกว่า อัญญาณอุเบกขา อุเบกขาที่มิได้เกิดขึ้นด้วยความรู้ หรือ เรียกว่า เคหสิตะอุเบกขา และยังอาจอธิบายเพิ่มเติมต่อไปอีกได้ด้วยว่า นอกจากเรียกว่ามิใช่อุเบกขาที่บังเกิดด้วยความรู้แล้ว ยังอาจจะเรียกได้ว่าเป็นอุเบกขาที่เกิดขึ้นด้วยความไม่รู้อีกด้วย คือ เพราะยังไม่รู้จึงอุเบกขาอยู่ได้ ดังเช่นสรรเสริญหรือนินทาซึ่งเป็นโลกธรรมแก่ทุกๆคน ผู้สรรเสริญผู้นินทามีให้ได้ยินก็มีอยู่เป็นอันมาก แต่เพราะมิได้ยินก็ไม่รู้ เมื่อไม่รู้ก็อุเบกขาคือเฉยๆ"

สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒโน) ธรรมกถาในการอบรมภาวนา (หน้า ๒๕)

จึงควรหมั่นพิจารณาอารมณ์เป็นปกติ แม้แต่อารมณ์ที่ทำให้เกิดอุเบกขา ว่าเป็นอุเบกขาเวทนา หรือ อุเบกขาด้วยความมั่นคงแห่งจิต หรือ อุเบกขาในปัญญา เพราะ

เมื่อพบกับเวทนาที่เป็นกลางๆ ไม่สุข ไม่ทุกข์ ก็มิได้พิจารณาให้รู้จักความเกิดขึ้น ความดับไป ความน่าพอใจ ความไม่น่าพอใจ และการที่จะนำจิตแล่นออกไปได้ นี้ก็เป็นอวิชชา ก็นอนจมนอนเนื่องอยู่ในจิต เป็น อวิชชานุสัย กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิต คือ อวิชชาคือตัวที่ไม่รู้ แม้ว่าเวทนาที่เป็นกลางๆนั้นจะสงบไปแล้ว แต่อวิชชานุสัยนี้ก็ยังนอนเนื่องอยู่ในจิต เป็นตะกอนอยู่ในจิต

สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒโน) สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตร หน้า ๑๙๑

การหมั่นพิจารณา จึงเพื่อพัฒนาปัญญาให้ยิ่งๆขึ้นไป และเพื่อป้องกันการเพิ่มพูนของอาสวะแม้ในขณะที่จิตยอมรับอารมณ์ได้ ขณะเดียวกัน ก็ควรพิจารณาป่าช้าทั้ง ๙ เพื่อฝึกจิตให้ได้รับโสมนัสหรือโทมนัสอันเป็นการฝึกการตั้งรับ

ทั้งนี้ ก็เพื่อความสงบแห่งจิตอย่างแท้จริงสืบไป

หมายเหตุ

คัมภีร์วิสุทธิมรรค ได้จำแนกอุเบกขาออกเป็น ๑๐ ประการดังนี้

" อุเบกขา ๑๐ ประการ

ก็แหละ อุเบกขานั้น มี ๑๐ ประการ คือ
๑ ฉฬังคุเปกขา อุเบกขาประกอบด้วยองค์ ๖
๒ พรหมวิหารุเปกขา อุเบกขาพรหมวิหาร
๓ โพชฌังคุเปกขา อุเบกขาสัมโพชฌงค์
๔ วีริยุเปกขา อุเบกขาในสังขาร
๕ สังขารุเปกขา อุเบกขาในสังขาร
๖ เวทนุเปกขา อุเบกขาเวทนา
๗ วิปัสสนุเปกขา อุเบกขาในวิปัสสนา
๘ ตัตรมัชฌัตตุเปกขา อุเบกขาเจตสิก
๙ ฌานุเปกขา อุเบกขาในฌาน
๑๐ปาริสุทธุเปกขา อุเบกขาบริสุทธิ์จากข้าศึก" (หน้า ๒๘๓)

โดยมีอธิบายต่อไปไว้ว่า "อุเบกขา ๖ ประการเหล่านี้คือ ฉฟังคุเปกขา ๑ พรหมวิหารุเปกขา๑ โพชฌังคุเปกขา๑ ตัตรมัชณัตตุเปกขา๑ ฌานุเปกขา๑ และ ปาริสุทธุเปกขา๑ โดยใจความเป็นอย่างเดียวกัน คือเป็นตัตรมัชฌัตตุเปกขานั่นเอง แต่ตวามต่างกันแห่งอุเบกขานั้นนี้ ย่อมมีความต่างแห่งอวัตถานนั้นๆ " (หน้า ๒๘๕-๒๘๖)

"แม้สังขารุเปกขากับวิปัสสนุเปกขา โดยความหมายก็เป็นอย่างเดียวกัน ฉันนั้น จริงอยู่ อุเบกขานั้น ก็คือปัญญานั่นเอง" (หน้า ๒๘๖)

"อุเบกขาอันใด ที่รู้สึกไม่ทุกข์ไม่สุข (คือเฉยๆ) ซึ่งมาแล้วอย่างนี้ว่า สมัยใดกามาวจรกุสลจิตอันประกอบด้วยอุเบกขาเวทนาเกิดขึ้น อุเบกขานี้ชื่อว่า เวทนุเปกขา" (หน้า ๒๘๔)

พระพุทธโฆสเถระ คัมภีร์วิสุทธิมรรค (สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร)แปล) The Corporate Body of the Buddha Educational Foundation ; Taipei , พิมพ์ครั้งที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๔๘