คูเมือง และสิ่งมหัศจรรย์ที่วัดหัวข่วง

มาถึงตอนตื่นเต้น (หลังจากนั่งฟังประวัติศาสตร์ไปล่วงหน้า) ก็คือตอนลงมาเลือกสามล้อ แบบว่ารจนาเลือกคู่ ยังไงยังงั้น แต่ละคันให้นั่งคู่ (กรุณา match size ของสิ่งที่จะหย่อนลงไปให้ดีๆ เพราะที่มีจำกัด)

ชุดแอ่วเมกของผม แต่งย้อนยุคแต่ปรากฏว่าเข้ากันดี!

คนนี้ขึ้นไปแล้วก็เต๊ะท่าถ่ายรูปทันที 

ทีม guide เยาวชนคนแป้ของเรา 

มีให้เลือกเยอะ (แต่ไม่พอ บางท่านเลยต้องใช้จักรยานส่วนตัว)

เจ๊ขาใหญ่จากนครพิงค์ (สงสารล้อจักรยาน...)

ที่แรกที่เราไปเยี่ยมเยียนคือคูเมืองเก่า ร่มรื่นมาก เป็นจุดเริ่มต้น tour ที่ดี กำแพงเมืองตอนนี้มองเห็นบ้าง ไม่เห็นบ้าง บางจุดเป็นเนินดินเฉยๆไปแล้ว บางจุดก็กลายเป็นถนนไปก็มี แต่ร่องรอยเมื่อมีคนชี้ให้ดูก็พอจะจินตนาการตามไปได้

คูเมืองช่วงนี้ยังมีน้ำเต็ม เห็นเป็นคู ปลูกต้นไม้ร่มรื่นรอบ แบ่งเขตนอก/ในเมือง

สมัยก่อนคูและกำแพงเมืองมีความสำคัญมาก เพราะสะท้อนถึงนัยยะแห่งความปลอดภัยของชาวเมือง และการปกป้องของเมืองจากผู้รุกราน เพียงแค่คูและน้ำ หากตั้งปราการให้ดีๆก็พอที่จะยันอริราชศัตรูไว้ข้างนอกได้เป็นเวลาเนิ่นนานแล้ว

แต่ความศักดิ์สิทธิ์ของคู ของกำแพงก็เหมือนกับทุกอย่าง คือเป็นอนิจฺจํ

หวังว่าคงไม่ใช่เจ้าของขวดที่ลอยอยู่นะ เหอ เหอ เหอ

คุณป้าคนนี้อัธยาศัยดีมาก เราโผล่หน้าออกไปที่หน้าต่างรถ เธอยกมือไหว้ กล่าวสวัสดีอย่างไพเราะเพราะพริ้ง เล่นเอารับไหว้แทบไม่ทัน (หรือว่าไหว้เจ้าพ่อที่เป็นคนขับรถของเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน 555)

พี่อ้อย เจ้าแม่ เอ๊ย ผู้จัดการโปรเจค PCA ถอดวัยมาถีบจักรยานแบบน้องๆ guide ซะด้วย หน้าดูซีดๆชอบกล

ดูๆไป เจอะเด็กหลงอยู่ข้างทางคนนึง มาจากไหนเนี่ย... (ป้ายเขาบอกให้ระวัง นี่มามองตอนเลยมาแล้ว... จะรอดไหมเนี่ย)

ถ่ายรูปกับคนดังหน่อย ช่วงนี้ชื่อเสียงโด่งดังทั้งทางทีวี หนังสือพิมพ์ ขอเกาะกระแสไปด้วย อิ อิ อิ

ณ ที่วัดหัวข่วงนี้เองที่เราได้เจอะเจอสิ่งมหัศจรรย์ เมื่อวานนี้ ตอนที่น้องปุ๊กกี้และครูชินวร เอารูปโบราณเมืองแพร่มาให้ดู ก็มีรูปหนึ่งที่ประทับใจมากคือรูปฟ้อนแง้นสมัยโบราณ ฟ้อนแง้นไม่ได้หาดูได้ง่ายๆ สมัยก่อนเขาจะรำกันตอนงานปอย (ภาษากลางเรียกว่างานบวช) ใช้ปี่ ซึง กลอง และซอเก็บนก ซึ่งเป็นซอที่จะใช้ในงานรื่นเริง ศิลปฟ้อนแง้นจะใช้ความสามารถและอัตลักษณ์เสน่ห์แห่งความเป็นกุลสตรี เชื้อเชิญผู้คนให้มาร่วมงานบุญ ประกอบเสียงปี่ เสียงซอ มีความไพเราะงดงามมาก แอ๊ดเล่าให้ฟังว่าเนื้อร้องที่ไปกับท่วงทำนองก็จะมีความหมายที่ลึกซึ้ง ท้วงทานสิ่งที่ทำ พูด คิด และชวนให้มีการฟังที่นิ่ง ที่สงบและตั้งใจ ก็จะได้รับฟังคติ คำสอนต่างๆจากคำร้องไปด้วย เป็นการปลดเปลื้องความทุกข์ และรำ่เรียนธรรมะในความสุนทรีย์ไปพร้อมๆกัน

รูปช่างซอชาวแป้กับลีลาฟ้อนแง้น พ.ศ.๒๕๑๕ คนฟ้อนจะแหงนหลังลงไปได้จรดพื้น เป็นการสำแดงฝีมือและความงดงามในศิลปท้องถิ่นเมืองแพร่

สิ่งมหัศจรรย์ที่ว่าก็คือ พอเราเดินเข้ามาในเขตวัดหัวข่วง เราก็เห็นศาลาข้างทางมีเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังทำอะไรกันอยู่กับครู เดินเข้าไปใกล้ๆ อ้าว เด็กแหงนหลังลงไปจรดพื้นต่อหน้าต่อหน้า อ้อ... นี่กำลังฝึกฟ้องแง้นกันนี่นา แหม โชคดีจริงๆ ได้มาเห็น

ขอให้เด็กทำให้ดูใหม่ นี่ "ท่าพร้อม"

ฮึบ! เอาล่ะนะ!

สุดยอด สุดยอดจริงๆ ตัวอ่อนมาก

เลยแหงนให้ดูกันใหญ่เลย

เด็กกลุ่มนี้น่ารักมาก พอเราเข้าไปมุง แทนที่จะเขินอาย กลับยิ้มแป้น ดีใจที่มีคนมาดู ไม่กลัวเลย ยิ่งรำอย่างงดงามประกอบเพลงให้เราดูอีกชุดนึง รำเก่งมาก ครูพาน้องมาฝึกเพื่องานสงกรานต์ที่จะถึงนี้ ที่น่าดูมากคือเด็กๆรำไปอย่างยิ้มแย้ม หัวเราะหัวใคร่ มีความสุขที่ได้รำ ไม่ได้ถูกดุด่า หรือหน้าตาเคร่งเครียดเพราะกลัวรำผิด ท่าผิดอะไรเลย 

นึกถึงภาพสมัยก่อนและเห็นเด็กรุ่นใหม่ กำลังสืบสานงานศิลป ประเพณี วัฒนธรรมเก่า ที่แฝงความอ้อนช้อย ภูมิปัญญาของกายภาวนาขั้นสูง (แบบโยคะ) บูรณาการกับท่วงทำนองดนตรีพื้นเมือง สะล้อ ซอ ซึง กลอง ผมรู้สึกอบอุ่นใจ สบายใจ และมีความหวังว่า สิ่งที่งดงามนั้นได้มีอะไรที่จะสืบทอด ไม่สูญหายไป เมื่อเห็นศิลปอายุเป็นร้อยๆปี ปรากฏในตัวเด็กๆอายุสิบกว่าปี นี่เองที่เขาเรียกเป็น "ความอมตะ" หรือไม่ตาย มนุษย์มีหน้าที่สืบสานอะไรดีๆให้ตกทอดต่อไป ขอเพียงเราเริ่มจาก "มองเห็น" เพื่อที่จะ "ให้ความสำคัญ" กับสิ่งเหล่านี้ให้มากขึ้น ไม่ได้หลงงมงายกับฝรั่ง ของนอก หรือวัตถุที่เน้นเทคโนโลยี ความทันสมัยแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

น้องๆเขาไม่ทราบหรอกว่า การปรากฏตัวของน้องๆเหล่านี้ทำให้หัวใจของเราชุ่มชื่น มีความหวังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง สังคมที่ดูเหมือนจะมีแต่ข่าวร้าย แต่ในมุมหนึ่ง พอเรามองหา ก็จะเห็นเมล็ดพันธุ์ใหม่ ที่จะงอกงามไปกับความบริสุทธิ์ของเธอได้ต่อไป 

เราแอบเอาเงินให้คุณครูฝึก บอกให้เป็นค่าขนม ค่าน้ำของน้องๆเขาหลังฝึกเสร็จ คุณครูก็ยิ้มให้อย่างใจดี แล้วก็บอกให้เด็กๆเข้ามาขอบคุณเรา

แต่เราที่รู้สึกขอบคุณน้องๆเขาอย่างมาก....