เรื่องเล่า 2 เดือนกับการย้ายกลับมาทำงานที่เดิม


ชีวิตกับธรรม

จำได้ว่าเมื่อจบใหม่ๆ ออกจากการเป็น พ. ฝึกหัด  และย้ายออกมา รพ ชุมชนแล้ว

ก็มาอยู่ที่ รพเล็กๆแห่งหนึ่ง กับท่านผอ 2 คน

คนจบใหม่โดยเฉพาะแพทย์  จะมีธรรมชาติอย่างหนึ่งติดตัวออกมาด้วยคือ

 

อัตตา ตัว ตนของเรา  การทำงานในช่วงแรกๆนั้นถือเป็นทั้งการทำงานและการเรียนรู้อย่างมาก   คือทำไปเรียนรู้ไป

เมื่อเราเป็นละอ่อน ทั้งสังคมองค์กร  และสังคมการงาน 

เรื่องราวมากมายก็เกิดกับชีวิต  เป็นเป็นห้วงเวลาแห่งการเเสวงหา เรียนรู้ ผิดถูก

 

แต่สรุปคือ ที่ทำงานของเรานั้น คือโรงเรียนชีวิต และสถานที่บ่มเพาะเรา

คนในองค์กร วัฒนธรรม คนไข้ สังคม ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ก็เป็นสิ่งที่สอนเรา

 

เมื่อไปทำงานอีกที่หนึ่ง นานเกือบ 5 ปี  แล้วกลับมา

สิ่งที่เกิดกับความรู้สึก  คือ

   ความสุข สงบ ในใจ ของเรา  ....

 

มาตั้งคำถามว่า อาจจะเพราะความเปลี่ยนแปลงด้านใน ที่ถูกพัฒนา

จากการภาวนา  เรื่องทางโลก จึงเป็นเพียงเงื่อนไขหนึ่งของชีวิต

ที่เป็นไปเพียงการใช้เหตุแห่งกรรมที่เราเคยสร้าง  และเพื่อการดูแลขันธ์นี้

 

     เมื่อจิตใจของเราถูกเกลา  ขัดด้วยธรรมของพระพุทธองค์  ผ่านการสอนของ พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

      ตอนที่เรียนแพทย์ พระที่เรานับถืออย่างยิ่งคือ ท่านพุทธทาส  ทั้งฟังทั้งอ่าน  เก็บเงินซื้อหนังสือท่านน่าจะมากกว่าร้อยเล่ม  ท่านเน้นเรื่อง ตัวกู ของกู ความว่าง.....

   เมื่อมาอยู่ ที่นี่จบใหม่ก็ลองฝึกแบบหลวงพ่อเทียน  เจริญสติ 1 ปี

  จากนั้นก็เจริญสติแบบ ดูจิต  ของหลวงพ่อปราโมทย์  นาน 3 ปี  ไปกราบท่านที่ชลบุรี  ติดตามและเรียนรู้ผ่าน wimutti.net  ท่านเป็นแรงบันดาลใจมาก

   ในการภาวนา  ฟังธรรมของท่าน  และปฏิบัติ  เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่า  จิตใจนั้นเปลี่ยนไปมาก  เกิดการเปลี่ยนแปลง  ทีละเล็กละน้อย

    เมื่อท่านไปเทศน์ที่บ้านเกิดของตนเอง คือสุรินทร์  ที่วัดบูรพาราม  อันเป็นวัดที่ ไปบ่อยๆ ตอนเรียนมัธยมปลาย  และได้พบหนังสือ  หลวงปู่ฝากไว้ครั้งแรก...

       ตอนนั้นคือ  ได้ขอร้องให้คุณพ่อ คุณแม่ไปฟังท่าน  โดยออกแรวจูงใจว่า  เอาญาติไปเยอะๆนะ  ลูกจ้างพ่อกับแม่คนละ 5000 บาท  พร้อมค่าน้ำมัน  จากนั้นพ่อกับแม่ก็ได้ไปกราบพระ  ที่เราเชื่อว่าท่านเป็นพระอริยะอย่างแท้จริง

 

       เมื่อปี 2550 ปลายปี  ด้วยความเมตตาของพี่หมอสามท่าน  ซึ่งท่านเป็นกัลยณมิตรที่ดีตลอดมา  และประคับประคองการเดินทางสายธรรมของผมให้ก้าวผ่านด่านต่างๆมาเรื่อยๆ  ท่านทั้งสาม ให้การสนับสนุนตลอดมา

   คือพี่หมอวี  กุมารแพทย์  พี่หมอสุริยาและหมอชวนชื่น ท้งสองท่านเป็นศัลยแพทย์  ท่านได้กล่าวถึงพระสงฆ์ ไทยใหญ่รูปหนึ่ง 

         ท่านคือ หลวงพ่อธี  วิจิตตธมมโม    ซึ่งท่านสอนการวิปัสสนาแบบเจริญปัญญา  เพื่อให้เข้าถึงสภาวะอนัตตาของปรมัตถ์ธรรม รูป จิต เจตสิก

       เมื่อได้กราบหลวงพ่อ และได้เดินทางธรรมตามเส้นทางนี้  จนแบ่งพื้นที่สวนออกครึ่งหนึ่งเกือบ 5 ไร่ สร้างสถานฝึกปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา  ตามแนวทางของหลวงพ่อ   ทั้งหมดตอนนี้เป็นวลาที่ได้เดินทางธรรม  ตามหลวงพ่อเป็นเวลา เกือบ 5 ปี

     ชีวิตก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว  เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มากมายอย่างยิ่ง  มากมายจริงๆเมื่อเทียบกับสังสารวัฏอันยาวนาน

   แต่ก็เข้าใจตนเองดีว่า  อัตตา  กิเลส นั้นยังท่วมจิตใจอยู่มากจริงๆ

  อัตตายังมากมายจริง  เห็นได้ชัด เมื่อเวลาเราทุกข์  ถ้าเราไม่ทุกข์เราก็จะไม่เห็นธรรม  ไม่เห็นธรรม  ไม่รู้ว่าอัตตาคืออะไร  อย่างไร

   เพียงเรานั้งสมาธิ1-4 ชม  ก็จะเป็นช่วงเวลาที่เราจะเห็นอัตตา

   อัตตาจะดิ้นรน  อยากออกจากทุกข์  เรียกร้องให้พอแล้ว  หลอกล่อเราให้

   หยุดการเจริญวิปัสสนา  การเจริญวิปัสสนาแบบเจริญปัญญานั้น ยังอยู่ในแวดวงที่แคบอยู่  เป็นธรรมที่ต้องเีรียนรู้ผ่านการปฏิบัติเท่านั้น  จึงจะพอเข้าใจได้  มิอาจจะอ่านได้อย่างเดียว

    แม้จะต้องผ่านเวทนาขณะปฏิบัติอย่างมากจน คนส่วนหนึ่งอาจจะถอย  หรือหลบเข้าสมาธิไป  แต่จำได้ว่า กัลยาณมิตรท่านหนึ่งบอกว่า  เมื่อเรานั้งและพิจารณา  เราก็เหมือนขึ้นเวที ต่อยมวยกับอัตตา   แม้ว่าเราจะแพ้ แต่ทุกครั้งที่เราขึ้นเวที ปัญญาของเราที่ยังอ่อนเเรงก็จะ มากขึ้นเรื่อยๆ 

    จำได้ว่าหลวงพ่อท่านท่าน เราทำให้มากๆ  ทำให้นานๆ  ท่านบอกว่า อย่ากลัว  ไม่นานเห็นธรรม  เรานั้งไม่ตายแน่นอน  อัตตานั่นหละจะตาย

      "ถ้าเราตายขณะวิปัสสนา อย่างน้อยก็ไปเป็นเทวดา

      แต่ถ้าอัตตาตาย ก็เป็นอริยะ"

 ตอนนี้ทุกคน พ่อแม่  พี่สาว น้องสาว ล้วนได้เข้าปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา และทุกคนก็เจริญในธรรมขึ้นเรื่อยๆ  แม้ว่าทุกคนจะจบป6 ไม่รู้ธรรมะ  แต่เมื่อปฏิบัติก็เห็นได้  เข้าใจได้  ธรรมจริงๆนั้นไม่มีภาษาที่จะอธิบาย  แค่เพียงเทียบเคียง

 

 

  ทั้งหมด คือเส้นทาง แห่งการเดินทางของชีวิต ตั้งแต่ จบมา ถึงตอนนี้ 7-8 ปี

 

  เมื่อได้กลับมาทำงานที่เดิม  ทุกๆวิถี  จึงเป็นวิถีแห่งการเรียนรู้ ทั้งโลกและธรรม  แม้กิเลสจะท่วมท้นจิตใจ  แต่ก็มีช่วงแห่งการเว้นของการครอบงำบ้าง

และเรา(สมมุติ)ก็ได้เข้าใจในสภาวะแห่งธรรม  รูปนาม กายใจ นี้  เข้าใจในแง่ทั้งบัญญัติ  และ

    โดยเฉพาะปรมัตถ์ สิ่งที่เรียกว่าเรา  กายใจนี้  ก็สักแต่ว่าเป็นการรวมกันของปรมัตถ์ธรรม  รูป 28 เจตสิก 52  จิต 89

   ทั้งหมดนี้เป็น ธรรม  และธรรมทั้งหมอก็เป็น อนัตตา

 

   ดังที่พระองค์ตรัสสอนเป็นหลักสำคัญไว้ว่า

  ** สัพเพ  ธัมมา  อนัตตา **

 

งานที่ทำอยู่  ไม่ว่า ตรวจ รักษา แนะนำ พัฒนาโรงพยาบาล  จึงเป็นไปเพื่องาน  เป็นไปตามธรรม  แม้จะยังมีอัตตาอยู่บ้าง  แต่แนวโน้มที่จิตเขามุ่งเน้น  คือ  การทำงานเพื่องาน  ไม่มีเพื่อกูอย่างตอนที่เราจบใหม่ๆทั้งหมดอีกต่อไป

 

  นั่นเป็น เรื่องราวของการทำงาน ครบ 2 เดือน

  ขอขอบคุณพี่ผอ  พี่ๆน้องๆเจ้าหน้าที่ทุกคน

  ดูเหมือนสถานที่แห่งนี้จะใกล้ธรรม  เพราะเปิดธรรมกันทุกเช้าก่อนทำงาน

  เมื่อเริ่มกิจกรรม เอาพระมาบิณฑบาต ใน รพ. ทุก เดือน  ทุกๆคนก็มาใส่กันทุกคน  เป็นภาพที่ประทับใจและงดงาม

    ขออนุโมทนาสาธุกับทุกๆคน

 

  ขอบุญกุศลที่เกิดจากการปฏิบัติ  อุทิศให้กับเจ้ากรรม นายเวร เทวดา สรรพสัตว์ ทั้งในเขต รพ และใกล้เคียงนี้ด้วยเทอญ.....

 

  ขออโหสิกรรม  กับทุกรูปนามหากบทความนี้ทำให้เกิดกรรมขาวและกรรมดำต่อกัน

คำสำคัญ (Tags): #อนัตตา
หมายเลขบันทึก: 484453เขียนเมื่อ 6 เมษายน 2012 15:24 น. ()แก้ไขเมื่อ 23 มิถุนายน 2012 08:30 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (3)

การทำงานเพื่องาน ไม่มีเพื่อกูอย่างตอนที่เราจบใหม่ๆทั้งหมดอีกต่อไป ... ให้ข้อคิดดีมากค่ะ ทำงานเพื่องาน งานเป็นประสบการณ์หนึ่งของชีวิต แต่ไม่ยึดติดเป็นของเรา

..อนุโมทนา..สาธุ..เจ้าค่ะ..ยายธี

เข้ามาเยี่ยมค่ะ คุณหมอคงแยกธาตุขันธ์ได้แล้วนะคะ อนุโมทนาด้วยค่ะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี