บันทึกนี้ตอนแรกเขียนเป็นความเห็นในบันทึก ลูกรักในมหานครกับก้าวใหม่ด้านการบริหารจัดการ(2) ของพี่ดาวลูกไก่ ชื่นชมยินดี แล้วเห็นว่าเนื้อความน่าคิด น่าจะเขียนเป็นบันทึกเลยมากกว่า เลยยกมาเขียนเป็นบันทึกครับ

ผมเคยคิดไว้ก่อนหน้านี้ว่า Work & Travel เป็นแนวคิดที่ดี เพราะการที่เด็กได้ออกไปเจอโลกกว้างที่แตกต่างจากบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองนั้นทำให้เด็กได้เติบโตทางความคิดมากขึ้น มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

โบราณว่า "เดินทางพันลี้ ดีกว่าการอ่านหนังสือหมื่นเล่ม" คำนี้จริงอย่างแน่นอนที่สุด แต่ไม่ได้หมายความว่าให้เดินทางกับกรุปทัวร์แล้วไม่อ่านหนังสือ เหมือนที่หลายคนพยายามแปล แต่หมายถึงการเดินทางด้วยตัวเองเพื่อเรียนรู้และอ่านหนังสือเพื่อให้เข้าใจ คือทั้งเดินทางและทั้งอ่านนั่นเอง

การศึกษาของหลายประเทศให้ความสำคัญกับการเผชิญโลกของเด็กวัยรุ่นมาก ยกตัวอย่างเช่นประเทศอังกฤษจะมี Gap Year ให้เด็กได้ไปเจอโลกก่อนจะมาเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อเขาจะได้รู้ว่าเขาอยากเป็นอะไรและอยากทำอะไรต่อไปในอนาคต

แต่เท่าที่ผมสังเกต เด็กไทยเราไม่ได้มีความเป็นผู้ใหญ่เท่ากับเด็กอังกฤษ สังคมเราไม่ได้สอนการเป็นผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุน้อยๆ ดังนั้นการจะปล่อยให้เด็กไปเผชิญโลกด้วยตัวเองนั้นเป็นเรื่องที่น่ากังวลอยู่ไม่น้อย

สถานการณ์ในประเทศไทยตอนนี้นั้นมีความเสี่ยงสูงเพราะธุรกิจนี้อยู่ในมือเอกชนเป็นหลัก ถ้าเจอบริษัทที่ดีก็ดีไป แต่ถ้าเจอบริษัทที่มีปัญหานั้นก็เป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว

ยิ่งกว่านั้นการควบคุมคุณภาพของบริการเหล่านี้ก็ไม่มีระบบ ทั้งๆ ที่ควรจะเป็นกลไกที่สำคัญสำหรับกระบวนการด้านการศึกษาอย่างที่ผมบอกตั้งแต่ต้น

สมัยผมเป็นหัวหน้าภาควิชาฯ จะมีจดหมายประทับตราด่วนและสำคัญมากจาก ศธ. เรื่องปัญหาของบริษัท Work & Travel อ่านแล้วใจหาย แต่อย่างน้อยก็ได้รู้ว่า ศธ. รู้ว่าปัญหานั้นมี ได้แต่คาดหวังว่า ศธ. ก็คงต้องพยายามแก้ไขปัญหาอยู่แล้ว

ผมไม่ได้ติดตามว่า ศธ. ได้ดำเนินการอย่างไรต่อไป แต่ในบันทึกนี้ผมจะลองคิดดูว่าจะทำอย่างไรดีที่จะให้โครงการอย่าง Work & Travel ได้เกิดประโยชน์มากและอันตรายน้อย?

ผมมีความคิดดังนี้ครับ

มหาวิทยาลัยเอกชนใหญ่ๆ ที่เชี่ยวชาญเรื่องจัดการธุรกิจอยู่แล้วควรจะเปิดบริการส่วนนี้เป็นธุรกิจเสริมเพื่อให้บริการแก่นักศึกษาของตนเอง และยังสามารถดึงลูกค้าบางส่วนมาจากนักศึกษามหาวิทยาลัยรัฐได้ด้วย

ม.เอแบค, ม.กรุงเทพ, ม.รังสิต, ฯลฯ น่าจะมีศักยภาพที่ทำได้ไม่ยากครับ

ส่วนมหาวิทยาลัยรัฐที่ไม่ถนัดเรื่องธุรกิจก็ควรจะจะลงทุนร่วมกันตั้งบริษัทให้บริการ ผมคิดว่าในเวลานี้ถึงเวลาที่มหาวิทยาลัยของรัฐจะต้องเริ่มมีบริษัทธุรกิจเป็นของตัวเองแล้วครับ

ที่จริงแล้วบริษัทจากการร่วมทุนของมหาวิทยาลัยรัฐนี้จะแข็งแรงมาก เพราะสามารถส่งนักศึกษาไปยังมหาวิทยาลัยต่างประเทศที่มี MOU กับมหาวิทยาลัยของรัฐได้ ซึ่งมหาวิทยาลัยเหล่านั้นก็คงเต็มใจร่วมมืออยู่แล้วครับ ในยุคที่เศรษฐกิจเช่นนี้ เขาเองก็ย่อมอยากจะได้รายได้เสริมจากต่างชาติเช่นเดียวกัน

แต่อย่างไรบริษัทเอกชนก็จะไม่ได้หายไป ดังนั้นเราต้องจัดการเรื่องระบบควบคุมคุณภาพบริษัทเหล่านี้ครับ เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องเร่งด่วนเรื่องแรกที่จะรีบทำด้วยซ้ำครับ

เรามีการควบคุมคุณภาพบริษัททัวร์ และควบคุมคุณภาพโรงเรียนเอกชน ผมคิดว่าบริษัทที่ให้บริการ Work & Travel นี้เข้าข่ายเป็นทั้งบริษัททัวร์และโรงเรียนเอกชนในเวลาเดียวกัน ดังนั้นย่อมต้องมีการควบคุมคุณภาพครับ

ส่วนการควบคุมจะเป็นอย่างไรนั้นก็คงต้องคิดกันต่อไป แต่ผมเชื่อว่าหากรอภาครัฐดำเนินการนั้นก็คงช้า คนที่จะทำได้เร็วคือมหาวิทยาลัยของรัฐลงขันร่วมมือกันทำ "โครงการรับรองคุณภาพ" (accredited program) ขึ้นมา ผู้บริโภคจะได้รู้ว่ามีบริษัทไหนบ้างที่ผ่านการรับรอง บริษัทไหนที่ไม่ผ่าน ซึ่งผู้บริโภคนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น คือผู้ปกครองและนักศึกษาซึ่งเป็นลูกหลานของเรานั่นเอง

ผมเชื่อว่าถ้าเราเห็นความสำคัญของ Work & Travel โครงการเหล่านี้จะจัดทำได้อย่างรวดเร็วทีเดียวครับ